ทะลุมิติเป็นคุณแม่ลูกสามในยุคเซียนบรรพกาล

    ตอนที่47 อยากให้ถึงฤดูหนาว

    แม้ว่าอากาศในยุคโบราณจะดีกว่าชีวิตที่แล้วของเหม่ยอิง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านางยังคุ้นเคยกับสิ่งเก่าๆ เช่นแอร์เย็นๆ สร้างความสะดวกสบายเวลานอน ช่วยให้หลับสบายขึ้น ดังนั้นก้อนน้ำแข็งในมือนางจึงถูกใช้เยี่ยงนั้น แต่ในความเป็นจริงมันเอาไว้ใช้ตอนนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร แต่ใครเล่าจะสน ขอเพียงนอนหลับสบายก็ดีแล้วนี่นา

    .......

    วันรุ่งขึ้นบ้านสกุลหยาง หยางหยุนสั่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบถุงหอมเมื่อวานนี้แล้ว แต่อนิจจายังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงรอ ในขณะเดียวกันเถาเถาก็คาบข่าวมาบอกเกี่ยวกับหอการค้าสกุลต่ง

    “คุณหนูขอรับ ตอนนี้ถุงหอมของเหม่ยอิงขายหมดแล้ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นขอรับ และดูเหมือนว่าใครหลายคนก็อยากจะได้แต่ดันพลาดโอกาส นอกจากนั้นราคาถุงหอมยังพุ่งขึ้นสูงโดยพ่อค้าคนกลางที่รับไปขายต่อ”

    “ขายหมดเร็วขนาดนั้นเชียว!” หยางหยุนขดริมฝีปากบาง รับรู้ถึงกิจการของสกุลต่งที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็รู้สึกไม่ดีนัก โดยเฉพาะมันเกิดจากถุงหอมของเหม่ยอิง

    “ขอรับ โดยส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าจากเมืองอื่นๆ เข้ามาซื้อ อาศัยเส้นทางการค้าของสกุลต่งง่ายที่จะระบายสินค้าออกไปเพียงวันเดียว และตอนนี้จากที่กระผมสืบทราบมาราคาถุงหอมพุ่งสูงถึง 70 เหรียญ!” เถาเถามีข้อมูลจำนวนมากในหอการค้าสกุลต่ง พอหยางหยุนรับฟังก็ยิ่งอิจฉา

    “เอาล่ะเจ้ากลับไปก่อน หากมีอะไรคืบหน้าค่อยมาบอกข้า ออกมาบ่อยๆ เกรงว่าทางนั้นจะสงสัยเอา”

    “เข้าใจแล้วขอรับ”

    หลังจากที่เถาเถาจากไปหยางหยุนก็ลุกขึ้นยืน วงหน้าของนางปรากฏเคล้าโลภ อยากได้ของของผู้อื่น

    “รอก่อนเถอะเหม่ยอิง หลังจากที่ข้ารู้ว่าถุงหอมเจ้ามีส่วนประกอบใดบ้าง เมื่อนั้นเจ้าก็หมดประโยชน์! และคุณชายต่งจะต้องกลับมาหาข้า คุกเข่าต่อหน้าข้าเยี่ยงสุนัขตัวผู้เชื่องๆ และด้วยการสนับสนุนของข้าหยางหยุน คุณชายต่งคงไม่สามารถปฏิเสธเก้าอี้ของผู้นำตระกูลต่งได้!” หยางหยุนเริ่มวางแผนในใจเงียบๆ โดยหารู้ไม่ว่ามันไร้ประโยชน์และเสียเวลาเปล่า เพราะต่อให้นางรู้ส่วนประกอบไปก็ทำไม่ได้ ยกเว้นเข้าไปในบ้านของเหม่ยอิงแล้วขโมยของ

    ……………

    ในขณะเดียวกันบ้านสกุลต่ง ต่งเฉียนซูกำลังรับรองพ่อค้าจากเมืองอื่น

    “คุณชายต่งถุงหอมของท่านขายดีมาก ฮูหยินและคุณหนูเหล่านั้นซื้อมันโดยที่ไม่บ่นสักคำ และตอนนี้ถุงหอมก็ขาดตลาด ขอถามคุณชายว่าเมื่อไหร่จะปล่อยถุงหอมชุดที่สอง” พ่อค้าวัยกลางคนกล่าวถาม

    ต่งเฉียนซูวางถ้วยน้ำชาลง ใบหน้าอึมครึมเล็กน้อย “ต้องขอโทษด้วยลุงชิง ถุงหอมนี้ข้าเองก็รับมาจากผู้อื่นเช่นกัน ตอนนี้มันขาดตลาดใช่ว่าข้าต้องการขึ้นราคาสินค้า กลับกันแล้วข้าไม่มีถุงหอมอยู่ในมือต่างหาก หากมีข้าคงให้ท่านไปนานแล้ว”

    “เป็นเช่นนั้นหรือ แล้วเมื่อไหร่ถุงหอมชุดที่สองจะวางขาย คุณชายต่งพอจะรู้บ้างหรือไม่” มีความผิดหวังในดวงตาลุงชิง

    “ข้าบอกไม่ได้” ต่งเฉียนซูถอนหายใจ “ระยะเวลาไม่แน่นอน และนอกจากนั้นข้าเองก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีถุงหอมชุดที่สองหรือไม่”

    ลุงชิงที่นั่งฟังอยู่ขบฟันด้วยความโกรธ “ต่งเฉียนซูข้าอุตส่าห์จริงใจกับเจ้า แต่ดูสิ่งที่เจ้าทำกับข้าสิ กล้าดีดลูกคิดในใจเงียบๆ แสร้งทำเป็นไม่มีสินค้าเชื่อตายละ สิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่ตอนนี้คือเพิ่มราคาสินค้า โดยบอกว่าถุงหอมไม่ได้มาจากเจ้าสินะ!”

    ต่งเฉียนซูไม่รู้ว่าลุงชิงคิดอะไรอยู่ เขาหยิบถุงหอมสีขาวขึ้นมาดู ใบหน้าของเหม่ยอิงพลันปรากฏ เป็นผู้หญิงที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม พูดตรงไปตรงมา ค้าขายด้วยความจริงใจนอกจากนั้นยังแต่งบทกวีได้เยี่ยม

    “หากแม่นางเหม่ยยังไม่มาภายในสองวัน บางทีข้าควรไปที่หมู่บ้านกวนปิง” นอกจากต้องคุยกับพ่อค้าและบอกว่าไม่มีถุงหอม ต่งเฉียนซูยังถูกกดดันจากสกุล ดังนั้นเขาจึงต้องรีบเคลื่อนไหว ก่อนที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนไร้ประโยชน์

    ......

    เหม่ยอิงยังคงปลูกผักดูแลสวนอยู่เหมือนเดิม โดยไม่รู้ว่าที่เมืองฉางเล่อเกิดอะไรขึ้น นางกำลังขุดหัวมันขึ้นมา มีขนาดใหญ่หลายกิโลกรัม เด็กๆ ไม่สามารถถือได้เพราะหนักไป แต่สำหรับนางมันค่อนข้างเบา

    อากาศเวลานี้ไม่ถือว่าร้อน มันเป็นช่วงฤดูฝนแต่เพราะเหม่ยอิงปิดบังท้องฟ้าด้วยอาณาเขตเซียนบรรพกาล ทำให้ก้อนเมฆดำครึ้มพัดผ่านไป จากคำกล่าวของอาฉีดูเหมือนฤดูฝนกำลังจะหมดลงแล้ว ถัดไปเป็นฤดูหนาว

    “ฤดูหนาวงั้นหรือ ถึงตอนนั้นคงต้องไปที่ลำธารตัดน้ำแข็งไว้เยอะๆ แล้วนำมาตุนไว้ที่ชั้นใต้ดิน เวลาอยากกินน้ำเย็นๆ ก็แค่ลงไปตัดน้ำแข็ง นอกจากนั้นมันยังสามารถรักษาเนื้อสดไว้ได้หลายเดือน” เหม่ยอิงตั้งตารอให้ถึงฤดูหนาวด้วยรอยยิ้ม

    นี่คือยุคโบราณไม่มีตู้เย็น ดังนั้นครอบครัวต่างๆ มักจะตุนน้ำแข็งไว้ยามฤดูหนาว เหตุนี้เองเนื้อหมูจึงหากินได้เพียงเมืองใหญ่เพราะชั้นใต้ดินพวกเขามีน้ำแข็ง ส่วนชาวบ้านมักจะนิยมกินปลาตัวเล็กๆ เพราะมันง่ายต่อการรับประทานวันเดียวโดยไม่ต้องเก็บรักษา หรือหากอยากกินเนื้อและกลัวที่มันจะเน่าเสียวิธีง่ายๆ ในการเก็บรักษาคือทำเนื้อแดดเดียว ตากแดดไว้ให้แห้ง ร้อยเป็นพวงแล้วเก็บไว้ในครัว เวลาจะเอามากินก็ยังคงมีรสชาติอร่อยอยู่ ถึงจะไม่เหมือนเนื้อสดๆ ก็ตาม

    ......

    “ท่านแม่ท่านพ่อจากไปแล้ว คนบ้านหลี่เองก็เช่นกัน ทุกคนจากไปหมดแล้ว” วันนี้หลี่เหนียงเดินเข้ามาบอก ดูจากสีหน้าของเด็กสาวดูเหมือนนี่จะเป็นข่าวร้ายสำหรับนาง

    “พวกเขาไปที่ไหนเล่า หลี่เหนียงรู้หรือไม่” เหม่ยอิงยุ่งอยู่กับงานในสวนจึงไม่ได้ติดตามข่าวคราวในหมู่บ้านกวนปิง แต่นางก็ไม่ประหลาดใจนักกับกับการย้ายออกไปของคนบ้านหลี่

    ที่ดินผืนนั้นกลายเป็นทะเลทราย บ้านหลี่ล่มสลาย หากเมิ่งเจี๋ยเจี๋ยมาไม่ทันเวลารากของต้นท้อเพลิงวิญณาณคงได้ขขายขนาด กลืนกินส่วนทั้งหมดในหมู่บ้านกวนปิง

    หลี่เหนียงส่ายหน้าน้อยๆ “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ ท่านแม่ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านพ่อไปไหน ข้าเป็นห่วงท่านพ่อ”

    ถึงนางจะหย่ากับหลี่หานแล้วแต่เด็กก็ยังเป็นเด็ก หลี่เหนียงยังคิดถึงพ่อ แตกต่างจากพี่ชายสองคนนั้นที่ไม่คิดถึง วันๆ เอาแต่เล่นและกิน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีในวัยของผู้เยาว์ แทนที่จะมาคิดถึงคนเช่นหลี่หาน

    เหม่ยอิงเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าเล็กๆ ของลูกสาว น้ำเสียงนางช่างอ่อนโยน

    “เจ้าไม่ต้องกังวลหรอกหลี่เหนียง จากที่แม่รู้ข่าวพวกเขามีเงินติดตัวหลายหมื่นเหรียญ สามารถซื้อที่ดินซื้อบ้านสร้างตัวใหม่ได้สบายๆ และดูจากการย้ายออกไปของพวกเขา แม่คิดว่าพวกเขาคงย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกระมัง”

    “จริงหรือเจ้าคะ ท่านพ่อย้ายไปอยู่ในเมืองหรือ” หลี่เหนียงถามย้ำราวกับอยากไปอยู่ด้วย

    “จริงสิแม่จะโกหกเจ้าไปทำไม ส่วนพวกเขาไปเมืองไหนแม่เองก็ไม่รู้” ลึกๆ เหม่ยอิงมีความโล่งใจ ในที่สุดตัวน่ารำคาญก็ออกไปสักที จะได้ไม่ต้องเข้ามายุ่งวุ่นวายกับลูกและชีวิตของนางอีก แต่สำหรับหลี่เหนียงมันคือการสูญเสียคนสำคัญ เหม่ยอิงทำได้เพียงปลอบโยน คงมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะทำให้หลี่เหนียงลืมเรื่องคนบ้านหลี่

    ........

    เมืองฉางเล่อ

    หวังฝูถือไม้เท้าเดินเข้าไปในเมืองพร้อมกับลูกหลาน หลังจากการล่มสลายของบ้านที่อยู่มาชั่วอายุคนทำให้นางรู้สึกเศร้า แต่กระนั้นไม่ได้หมายความว่าทำให้นางหมดหนทาง

    โชคดีที่มีเงินของหลี่หาน ดังนั้นหลังจากปรึกษากับหลี่หมิงชุนนางก็ตัดสินใจเข้ามาตั้งถิ่นฐานขึ้นในเมืองฉางเล่อ

    “ท่านแม่เมืองฉางเล่อใหญ่มาก ราคาที่ดินน่าจะแพง แบบนี้เงินที่เรามีจะพอหรือ” หลี่อี้ถึงจะเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวแต่ก็ไม่ได้โง่จนเกินไป ดังนั้นนางจึงค่อนข้างกังวล ต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ที่เริ่มวาดฝันชีวิตในเมืองใหญ่

    “อย่าโง่เลย ลืมไปแล้วหรือว่ามีกี่คนในหมู่บ้านกวนปิงที่ขายที่ดินให้นางแพศยานั่นเล้วย้ายออกไปซื้อที่เมืองอื่น ตอนนั้นเห็นว่าได้เงินเพียงสองหมื่นเหรียญกระมัง แต่ข้ามีมากถึงห้าหมื่นเหรียญ ถึงแม้ตอนนี้จะเหลือสี่หมื่นเพราะค่าใช้จ่ายในช่วงที่ผ่านมาก็เถอะ สุดท้ายมันก็ยังมากอยู่ดี ด้วยจำนวนเงินนี้เราสามารถซื้อที่ในเมืองฉางเล่อพร้อมบ้านได้สบาย” หวังฝูหันหน้าไปบอกลูกสาว ได้ยินเช่นนั้นหลี่อี้ก็ถอนหายใจ

    หลี่หานชี้ไปที่ตึกของสกุลต่ง “วันนั้นข้าแลกหินวิญณาณที่นั่น บางทีพวกเขาอาจสามารถช่วยให้เราซื้อบ้านและที่ดินได้”

    หวังฝูพยักหน้าจากนั้นเข้าไปในตึกตามด้วยคนอื่นๆ เนื่องจากเมืองฉางเล่อเป็นเพียงเมืองเล็กๆ คนต่างถิ่นเข้ามาทุกคนจึงรับรู้ได้โดยธรรมชาติ บ้างมองว่าเป็นกลุ่มอพยพจากสงคราม ไม่ก็ย้ายถิ่นฐานเพราะสัตว์อสูรบุก แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไรหลังจากนี้พวกเขาจะอาศัยอยู่ในเมืองฉางเล่อถือเป็นเพื่อนบ้าน

    ด้วยการจัดการของสกุลต่งคนบ้านหลี่จึงสามารถซื้อบ้านในแถบชานเมือง มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ที่ถูกทิ้งร้างมานาน ราคาไม่แพงมาก ดังนั้นหวังฝูจึงเลือกที่นั่น

    ระหว่างเดินทางไปมีรถเกี้ยวผ่านมา ด้วยความไม่รู้คนบ้านหลี่จึงไม่หลบ สุดท้ายจึงถูกโบยร่างกระเด็น คนขับรถเทียมม้าชี้หน้าพร้อมกับตวาดใส่

    “ไม่เห็นหรือไงว่านี่คือขบวนรถของสกุลหยาง พวกเจ้าอยากตายใช่หรือไม่!”