ในขณะที่เรากำลังช่วยกันเก็บข้าวของรางวัลใส่หีบ เสวี๋ยฉีก็บ่นว่าทำไมไม่เรียกหลี่เฉียงให้มาขนไปเก็บไว้ที่เรือนป่าไผ่เขียว ส่วนพวกเราก็ไปกันตัวเบาๆ แล้วค่อยไปหาซื้อเอาใหม่ที่แคว้นจินชางไม่ดีกว่าหรือ ซึ่งคนอื่นๆก็เห็นด้วย ฉันจึงแบ่งเงินกับทองจากในหีบ มาพกเก็บไว้ติดตัวจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็แบ่งมากพอไม่ต้องใช้ชีวิตยากลำบากในต่างถิ่น
จากนั้นเราก็มานั่งดื่มน้ำชารอให้ถึงเวลานัดพบกับหมอหวัง ซึ่งในขณะที่เรากำลังนั่งคุยกันถึงเหตุการณ์ที่ฉันถูกสาดน้ำกรด ฮองเฮากับนางกำนัลคนสนิทก็เดินเข้ามาในตำหนัก จนฉันแปลกใจเพราะปกติฮองเฮาไม่เคยมาเหยียบที่ตำหนักสระบัวเลย ตั้งแต่ที่ฮ่องเต้ยกตำหนักนี้ให้ฉันกับพี่ชายเข้าพัก
ฮองเฮามองหน้าฉันและหันไปมองข้าวของที่เตรียมขนกลับป่าไผ่เขียว แล้วถามฉันว่ากำลังจะขนหีบของไปไหน ฉันก็ตอบไปตามตรงว่าหีบของพวกนั้นจะขนกลับไปไว้ที่ป่าไผ่เขียว ส่วนฉันกับพี่ชายจะไปแคว้นจินชางเพื่อไปพบกับหมอเทวะ จะไปเรียนวิชาพิษที่นั่น จะไม่กลับมาที่นี่อีกจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา
ฮองเฮาจึงมองหน้าฉันอีกครั้งด้วยสายตาไม่ยินดียินร้าย พูดกับฉันว่ามีเรื่องบางอย่างที่ต้องการจะพูดคุยกับฉันเป็นการส่วนตัว แล้วฮองเฮาก็เดินไปทางด้านข้างตำหนักตรงศาลาริมสระบัว เป็นการบอกนัยๆว่าให้ฉันเดินตามนางไป
ฉันในตอนนี้เริ่มหวาดระแวงไปหมด เพราะเพิ่งผ่านการถูกน้ำกรดสาดมาหมาดๆ จึงระแวงนิดๆว่าฮองเฮาจะตามมาเล่นงานฉันแบบเดียวกับพระชายาหรือเปล่า จึงมองไปที่มือของฮองเฮากับนางกำนัลคนสนิท ก็เห็นว่าว่างเปล่าไร้ถ้วยแก้วไร้อาวุธในมือ จึงเดินตามฮองเฮาเข้าไปในศาลานั้น
ฮองเฮาหันมาพูดกับฉันด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า นางรู้เรื่องที่ฉันถูกพระชายาสาดน้ำกรดแล้ว และกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของนางที่บกพร่องในการปกครองสตรีวังหลัง จึงทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ ฮองเฮาพูดพร้อมกับบีบมือของตัวเองแน่นเหมือนรู้สึกอึดอัดคับแค้นใจ
ฮองเฮาจึงถอนหายใจแล้วตัดสินใจพูดขึ้นมาอีกว่า นางเข้าใจถึงจิตใจของพระชายาว่าคงคับแค้นใจในตัวฉันมากจึงกระทำเรื่องเช่นนี้ เพราะเมื่อวันร่วมเตียง ฮ่องเต้ก็มองเห็นฮองเฮาเป็นฉันและเรียกชื่อฉันอยู่ตลอดคืน ฮองเฮามองจ้องหน้าฉันแล้วพูดว่านางเองก็เกลียดชังฉันไม่ต่างไปจากพระชายาเลย
แต่ฮองเฮารู้ว่าอะไรที่ควรทำและอะไรที่ควรอดทน นางจึงอดกลั้นทำเป็นนิ่งเฉย เพราะนางรู้ว่าฮ่องเต้ในตอนนี้รักและหลงฉันมากเพียงใด พอนางรู้ว่าฉันจะเดินทางไปแคว้นจินชาง ตอนแรกนางรู้สึกดีใจที่ฉันจะไปให้พ้นๆสักที แต่ถึงฉันจะจากไป ฮ่องเต้ก็คงจะไม่กลับมารักนางเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่นางก็อยากเห็นฮ่องเต้มีความสุข ซึ่งนางเองก็พยายามทำใจเรื่องฉันกับฮ่องเต้ฉันมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว
ฮองเฮาจึงมีข้อเสนอกับฉันว่าจะแต่งตั้งให้เป็นสนมเอก ให้คอยอยู่เคียงข้างดูแลฮ่องเต้ทั้งยามหลับและยามตื่น จะให้ทรัพย์สินเงินทองข้าทาสบริวารมากมายกว่าเป็นหมอหญิง อีกทั้งพระชายาก็จะไม่กล้ามารังแกฉันอีก
แต่นางขอแค่ให้ฉันอยู่ภายใต้การปกครองของนางก็คือวังหลัง และห้ามทำตัวเป็นปรปักษ์ ซึ่งนางสัญญาว่าจะปกครองสตรีวังหลังทุกคนอย่างยุติธรรม และจะไม่ให้ใครมาทำร้ายฉันเหมือนที่พระชายาทำในวันนี้
ฉันหัวเราะเบาๆในลำคอตอบฮองเฮาว่า ขนาดคนทั้งวังยกย่องฉันว่าเป็นเทพอัคคีสวรรค์ พระชายายังกล้าสาดน้ำกรด แล้วคิดว่าถ้ามีตำแหน่งสนมเอกพ่วงท้ายเข้ามาพระชายาจะเกรงกลัวงั้นเหรอ ซึ่งฉันเองคิดว่าไม่ เพราะพระชายาในตอนนี้เหมือนดั่งสตรีบ้าหึงหวงท่านอ๋องจนขาดสติ ฉันต่างหากที่เกรงกลัวพระชายา กลัวว่าจะยั้งใจไม่อยู่พลั้งมือฆ่าพระชายาเข้าสักวัน ดังนั้นการอยู่ห่างๆจากพระชายาจึงเป็นการดีที่สุด
แต่ฉันเองก็ยอมรับว่าใจหนึ่งนั้นชอบฮ่องเต้มากๆ และยังรู้สึกปวดใจที่ต้องแยกจากลากับฮ่องเต้ แต่อีกใจหนึ่งฉันรักเสวี๋ยฉีและพี่ชายอีกสามคนมากกว่า และปรารถนาจะอยู่ด้วยกัน ได้มีชีวิตอิสระเสรีมากกว่าอยู่ในกรอบในกฏระเบียบเข้มงวดในวัง ซึ่งในตอนนี้ฉันได้เลือกเส้นทางเดินของตัวเองแล้ว จึงขอปฏิเสธรับตำแหน่งสนมเอกที่ฮองเฮาเสนอให้ และบอกฮองเฮาว่าตอนนี้ใกล้ถึงเวลาที่ฉันจะต้องเดินทางแล้ว
ฮองเฮาจึงพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ในเมื่อเจ้าต้องการจะไป ข้าก็คงรั้งเจ้าไว้ไม่ได้ แต่จงจำไว้ว่าฝ่าบาทรักเจ้า และจงอย่าทอดทิ้งแคว้นหลวนเซียน ดั่งเช่นอดีตเทพอัคคีสวรรค์เคยทอดทิ้งพวกเรา”
ฉันกัดริมฝีปากพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล กับคำพูดเสียดแทงใจจากปากฮองเฮา ยังยืนนิ่งปาดน้ำตาคลอเบ้าจนฮองเฮาเดินลับสายตาออกไปจากสวน จากนั้นฉันจึงเดินกลับเข้าไปในตำหนัก พี่ชายทั้งสี่จึงถามว่าฮองเฮามาพูดคุยเรื่องอะไรทำไมจึงดูมีความลับ ฉันตอบว่าไม่มีอะไรมากฮองเฮาแค่ถามเรื่องบาดแผล และเรื่องที่จะเดินทางไปแคว้นจินชางว่าให้เดินทางปลอดภัย
จากนั้นฉันก็บอกพวกเขาว่าให้ไปรอหมอหวังที่หน้าประตูวังกันเถอะ เราทั้งห้าคนจึงเดินออกจากตำหนักไปรอหมอหวังตามเวลาที่นัดหมาย เรายืนรอกันอยู่เพียงครู่เดียว หมอหวังก็นั่งรถม้าคันใหญ่มาจอดตรงหน้าที่เรายืนกันอยู่ และมีรถม้าอีกคันหนึ่งวิ่งมาจอดอยู่ข้างๆกัน แล้วหมอหวังก็โผล่หน้าออกมาเชิญเราให้ขึ้นรถม้า
โดยรถม้าคันแรกมีหมอหวัง ฉัน และเสวี๋ยฉีนั่งไปด้วยกัน ส่วนหยงเป่า ซิ่นหลิง และเฟยเจิน ขึ้นรถม้าอีกคันหนึ่ง ซึ่งพอฉันก้าวเข้าไปในรถม้าก็เห็นหีบขนาดย่อมไม่เล็กไม่ใหญ่ วางอยู่ข้างๆที่นั่งฝั่งหมอหวังจำนวนสองหีบ จึงถามหมอหวังว่านั่นหีบอะไร
หมอหวังตอบว่าหีบใบหนึ่งเป็นของหมอเทวะ ส่วนหีบอีกใบหนึ่งเป็นของฉัน แล้วหมอหวังก็ยื่นหีบใบหนึ่งให้ พร้อมกับบอกว่าฮ่องเต้มอบให้ฉันเก็บไว้ใช้จ่ายขณะศึกษาวิชาอยู่กับหมอเทวะ เพราะฮ่องเต้เป็นห่วงที่ต้องไปอาศัยอยู่ต่างถิ่นต่างแดน
ส่วนหีบอีกใบหนึ่งเป็นค่าเล่าเรียน ค่าอาหาร และค่าที่พักมอบให้กับหมอเทวะ เพราะฮ่องเต้กังวลกลัวหมอเทวะจะดูแลฉันไม่ดี จึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เพื่อที่ฉันจะไม่ลำบากขณะพักอาศัยอยู่ที่นั่น เสวี๋ยฉีจึงพูดแขวะหมอหวังว่า “อันฉีอยู่กับข้าไม่มีทางปล่อยให้ยากลำบากหรอก! ข้าดูแลของข้าได้! ชิ!“
ฉันจึงเปิดหีบดูข้างในมีเงินใส่ไว้เต็มหีบ สามารถใช้ชีวิตหรูหราไปได้อีกนาน เพราะแค่เงินทองที่ฉันแบ่งพกติดตัวมาก็เพียบแล้ว จึงคิดในใจว่าฮ่องเต้มาดูแลฉันด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ส่งเงินมาช่วยดูแลแทนก็ดีเหมือนกัน จะได้ใช้เงินจำนวนมากนี้ซื้อความสุขความสบาย จะได้ลืมเรื่องแย่ๆของพระชายาไปซะที
ฉันจึงปิดหีบแล้ววางหีบไว้ข้างๆตัว จากนั้นก็นั่งมองดูข้างทางมองดูบ้านเรือน และผู้คนตามรายทางที่รถม้าวิ่งผ่าน พยายามปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้ลืมเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แล้วไปเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆที่แคว้นจินชาง กระทั่งเรานั่งรถม้าวิ่งออกจากเมืองมาได้ไม่นาน ยังไม่ทันจะพ้นเขตเมืองเลยด้วยซ้ำ เสวี๋ยฉีก็บ่นง๊องแง๊งและโวยวายออกมาว่า...
เสวี๋ยฉี : โอ๊ย! ทำไมข้าต้องมานั่งรถม้าโยกเยกอะไรแบบนี้ด้วย ทำไมเราไม่บินไปล่ะห๊าอันฉี?!
อันฉี : เอ๊า! ข้าก็เห็นท่านเดินขึ้นรถม้า นึกว่าอยากนั่งรถม้าเปลี่ยนบรรยากาศเสียอีก
หมอหวังจึงรีบเอ่ยขอโทษขอโพย บอกว่าเขามีอายุมากจึงไม่ถนัดขี้ม้า แต่เขาจะสั่งคนขับรถม้าให้เร่งฝีเท้าให้ไวกว่านี้ เสวี๋ยฉีจึงบอกให้หมอหวังเขียนแผนที่บ้านหมอเทวะและเวลานัดพบ ส่วนพวกเราจะบินไปรอที่แคว้นจินชางกันก่อน เพราะเสวี๋ยฉีทนไม่ไหวที่ต้องนั่งรถม้าโยกเยกเวียนหัวทั้งยังช้าไม่ทันใจอีก
หมอหวังจึงรีบหยิบกระดาษมาเขียนแผนที่บ้านของหมอเทวะ และบอกว่าให้ไปเจอกันที่หน้าบ้านของหมอเทวะเวลาเช้าพรุ่งนี้ เสวี๋ยฉีจึงคว้ากระดาษแผนที่จากมือหมอหวัง แล้วบอกให้คนขับรถม้าหยุดรถ เพราะพวกเราจะลงกันตรงนี้ จากนั้นเราทั้งห้าคนก็บินมุ่งหน้าไปแคว้นจินชางด้วยพาหนะเวทย์ทันที
เราบินมาถึงแคว้นจินชางเป็นเวลาค่ำ ที่นี่เป็นเมืองใหญ่ดูเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองหลวนเซียน ผู้คนคราคร่ำแต่งกายสวยงามออกมาเดินชมโคมไฟ มีการละเล่นพื้นบ้าน และมีของขายเต็มสองข้างทางเดิน ดูแล้วที่นี่คงกำลังมีงานเทศกาลอะไรสักอย่าง จึงถามคนที่กำลังเดินผ่านมา ถึงได้รู้ว่าที่นี่กำลังมีงานฉลองประจำปีของศาลเจ้า ซึ่งดูแล้วไม่เหมือนเมืองที่กำลังมีปัญหาทางการเมืองอย่างที่หมอหวังเคยเล่าให้ฟังเลย
หยงเป่าจึงชวนเราไปนั่งกินบะหมี่ในร้านอาหารริมทางเดินร้านหนึ่ง เพราะตั้งแต่ออกจากเมืองหลวนเซียนฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย หยงเป่าจึงรู้ว่าฉันกำลังหิว ฉันก็ซัดบะหมี่ไปสองชามใหญ่ๆแก้เครียด เมื่อเรากินอาหารกันเสร็จจึงเดินเที่ยวดูสินค้า ซื้อเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นอื่นๆสำหรับไปพักอาศัยที่บ้านของหมอเทวะ
จากนั้นเราก็มองหาโรงเตี๊ยมหรูๆดีๆเพื่อจะเข้าพัก แต่ซิ่นหลิงก็หันไปเห็นร้านปาลูกดอกเสียก่อน จึงชักชวนกันเข้าไปปาลูกดอกเอาของรางวัล ซึ่งของรางวัลในร้านจะเป็นพวกของเล่นของเด็กๆซะเป็นส่วนใหญ่
ซิ่นหลิงก็แสดงฝีมือปาลูกดอกไม่พลาดเลยสักลูก กวาดของรางวัลแทบจะหมดร้าน ทำให้เจ้าของร้านเริ่มไม่พอใจ ขมวดคิ้วผายมือเชิญเราให้เดินออกจากร้าน สร้างความขบขันทำให้ฉันลืมเรื่องแย่ๆก่อนหน้านี้ไปได้บ้าง ส่วนของรางวัลที่ได้มาเราก็แจกให้เด็กๆที่วิ่งเล่นอยู่แถวนั้น หรือเดินผ่านมาก็แจกจนหมด จากนั้นเราก็เข้าพักในโรงเตี๊ยมหรูราคาแพงสุดในละแวกนั้น สั่งเหล้าและอาหารมานั่งดื่มกันต่อในห้องพัก
ในตอนเช้าเราออกจากที่พัก ช่วยกันหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังที่ซื้อไว้เมื่อคืน เพื่อไปพบกับหมอหวังตามที่ได้นัดหมายกันไว้ คือที่หน้าบ้านหมอเทวะ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปไม่ไกลสักเท่าไหร่นัก ฉันจึงถามเสวี๋ยฉีให้แน่ใจอีกครั้งว่าใช่บ้านหลังนี้แน่เหรอ เพราะเท่าที่จำได้หมอหวังเคยบอกว่า หมอเทวะชอบความเงียบสงบรักความสันโดด จึงจินตนาการภาพไปว่าบ้านน่าจะอยู่ห่างไกลชุมชนหรืออยู่ในป่าเขา
เสวี๋ยฉีก็ยืนยันว่าใช่บ้านหลังนี้ไม่ผิดแน่ ฉันจึงมองดูประตูรั้วบ้านขนาดสูงใหญ่ จึงคาดเดาว่าด้านในน่าจะโอ่อ่ามีฐานะพอดู เราจึงยืนรอหมอหวังที่หน้าประตูรั้วด้านนอก ส่วนฉันกับเฟยเจินก็ยืนกินขนมเซาปิ่งที่ซื้อไว้เมื่อคืน เพื่อรอหมอหวังเดินทางมา
สักพักก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินแบกตระกร้าไว้ที่หลัง ภายในตระกร้าน่าจะเป็นสมุนไพร เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังจะเดินไปเปิดประตูรั้วเพื่อเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว แต่เด็กหนุ่มก็หยุดยืนหันมามองแล้วถามเราที่ยืนกันอยู่หน้าบ้านว่า...
เด็กหนุ่ม : พวกท่านมาพบท่านหมอจงรึ?
เฟยเจิน : แล้วหมอจงใช่หมอเทวะหรือเปล่าล่ะ ถ้าใช่หมอเทวะ พวกข้าก็มาพบเขานั่นแหละ
เด็กหนุ่มคนนั้นยังถามเราอีกว่าได้นัดหมายหมอจงไว้หรือไม่ เขาจะได้ไปแจ้งให้หมอจงทราบ ฉันตอบว่าหมอหวังจิวซื่อเป็นคนนัดหมายไว้ แต่พวกเรามาถึงก่อนจึงยืนรอหมอหวังเพื่อจะเข้าไปพบหมอเทวะพร้อมกัน เด็กหนุ่มจึงบอกให้เรายืนรออยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวเขาจะไปแจ้งหมอจงให้ทราบ
เด็กหนุ่มคนนั้นจึงเดินเข้าไปด้านใน แต่เปิดประตูทางเข้าอ้าค้างทิ้งไว้ ทำให้เรามองเห็นภายในเป็นเรือนชั้นเดียวหลังใหญ่ ด้านหน้าเรือนด้านหนึ่งเป็นลานกว้างมีชั้นไม้สำหรับตากสมุนไพรวางเรียงกันอยู่หลายชั้น และส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นสวนไม้ประดับ มีสระบัวสีขาวและสีชมพู มีสะพานไม้เล็กๆข้ามสระบัวสวยงาม
ซึ่งที่ลานตากสมุนไพรเห็นมีผู้ชายอยู่หลายคน กำลังช่วยกันคัดแยกและตากสมุนไพร ส่วนบางคนกำลังกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ในสวนที่มีสระบัว เด็กหนุ่มคนนั้นเดินตรงเข้าไปหาผู้ชายคนหนึ่งสวมชุดสีขาวแต่สวมเสื้อคลุมสีฟ้าคราม อายุเขาน่าจะใกล้เคียงกับเสวี๋ยฉี กำลังยืนเลือกและดมกลิ่นสมุนไพรอยู่กับคนอื่นๆ
เด็กหนุ่มพูดอะไรบางอย่างกับชายคนนั้นแล้วชี้นิ้วมือมาที่พวกเรา ชายคนนั้นก็มองกลับเข้าไปในตัวเรือนชะเง้อมองหาใครสักคน แต่ก็ไม่มีใครอยู่ในเรือน ชายคนนั้นจึงวางมือจากสมุนไพร แล้วเดินมาหาเราที่ยืนกันอยู่ ซึ่งดูจากบุคลิกและการแต่งกายสะอาดสะอ้าน เขาคงจะเป็นลูกศิษย์ของหมอเทวะ แล้วซิ่นหลิงก็ถามชายคนนั้นว่า “น้องชาย! หมอเทวะอยู่มั้ย? พวกเรามาพบหมอเทวะ”
ชายคนนั้นถามพวกเราว่าเป็นใคร พร้อมกับมองข้าวของสัมภาระที่วางอยู่ใกล้ๆ และมองมาที่ป้ายหยกของฮ่องเต้ที่ฉันห้อยไว้ที่เอว ซึ่งฉันยังไม่ทันจะตอบคำถาม เขาก็ผายมือเชิญเราให้เข้าไปนั่งรอด้านในเป็นห้องรับรองแขก ประดับตกแต่งด้วยของโบราณเสียส่วนใหญ่ และพวกภาพวาดแนวปรัชญา จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องไป ซึ่งฉันคิดว่าเขาคงจะไปตามหมอเทวะให้มาพบกับเรา
เวลาผ่านไปสักพักก็มีชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกว่าต้นๆ ประมาณรุ่นราวคราวเดียวกับซิ่นหลิงและเฟยเจิน สวมใส่ชุดสีขาวสะอาดตาท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส เดินถือถาดน้ำชาเข้ามาวางแล้วรินน้ำชาให้เราดื่ม เขาพูดแนะนำตัวว่าชื่อ ฉิงคุน และหันมาถามฉันว่าเป็นคนที่หมอหวังแนะนำฝากฝังให้มาเรียนกับหมอจงใช่ไหม
ฉันตอบว่าใช่และแนะนำตัวเอง พร้อมกับบอกว่าผู้ชายทั้งสี่ที่มาด้วยกันคือพี่ชาย ส่วนหมอหวังนั้นยังเดินทางมาไม่ถึง ฉิงคุนก็ทำหน้าแปลกใจถามว่าหมอหวังมาด้วยเหรอ เพราะหมอหวังเพิ่งจะเดินทางกลับไปแคว้นหลวนเซียนนี่นา ฉันตอบว่าหมอหวังเดินทางมาส่ง แต่พอดีว่าฉันฝีเท้าเร็วไปหน่อยจึงมาถึงที่นี่ก่อน
ฉิงคุนก็หัวเราะขบขันเบาๆ ที่หมอหวังเพิ่งจะกลับไปแป๊บๆก็ต้องกลับมาอีกแล้ว ฉิงคุนยังพูดคุยต่ออีกว่าหมอหวังเป็นเพื่อนกับหมอจงมานาน เคยมาพักที่นี่หลายครั้ง แต่ไม่เคยเอ่ยปากแนะนำฝากฝังใครกับหมอจงเลย ฉันเป็นคนแรกที่หมอหวังเอ่ยปากแนะนำมา และคงเป็นคนสำคัญมาก หมอหวังถึงกับเดินทางมาส่งด้วยตัวเอง
เสวี๋ยฉีจึงตอบเสียงเข้มว่า “ใช่! อันฉีเป็นคนสำคัญมากสำหรับพวกข้า โดยเฉพาะผู้ชายอย่างเจ้าห้ามเข้าใกล้!” แล้วทุกคนก็พร้อมใจทำหน้าเข้มดุข่มฉิงคุน ทำให้ฉิงคุนหน้าเจื่อนออกอาการหวาดกลัว
แล้วฉิงคุนก็พูดว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นแม้ที่นี่จะมีแต่ผู้ชาย ซึ่งคนงานพวกนั้นก็เป็นชาวบ้านในละแวกนี้ เช้ามาทำงานตอนเย็นก็กลับบ้าน อีกทั้งที่นี่ยังแบ่งแยกชายหญิง เพราะหมอจงเข้มงวดในเรื่องนี้มาก ซึ่งฉันจะปลอดภัยเพราะเรารักใคร่กันดุจพี่น้อง
ซึ่งเขาเองก็ดีใจที่หมอจงรับฉันมาเป็นศิษย์เพิ่มอีกคน เพราะเขาเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของหมอจงจึงรู้สึกเหงา เวลาที่พวกคนงานกลับบ้านกันหมด ที่นี่ก็จะเหลือแค่เขากับหมอจงอยู่กันสองคนเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องจะมีผู้ชายมาเกาะแกะ เพราะเขาจะช่วยดูแลฉันเอง แล้วฉิงคุนก็ยิ้มให้อย่างคนอัธยาศัยดีเป็นมิตร
ฉันถึงกับร้องอ้าว?! เพราะคิดว่าผู้ชายคนที่พาเรามานั่งในห้องนี้จะเป็นศิษย์ของหมอจงเสียอีก ฉิงคุนยิ้มแกมหัวเราะบอกว่าผู้ชายคนนั้นแหละคือหมอ จงหยู หรือที่หลายๆคนเรียกกันว่าหมอเทวะ เราห้าคนพี่น้องก็ร้องอ้าว! ขึ้นมาพร้อมกันเพราะคิดว่าหมอจงจะเป็นหมอแก่ๆเหมือนกับหมอหวังเสียอีก
ฉิงคุนยิ้มแล้วบอกว่าหลายคนที่ไม่เคยพบหมอจงมาก่อน ก็จะคิดว่าหมอจงแก่ชรา ไม่คิดว่าจะยังเป็นคนหนุ่ม แล้วฉิงคุนก็หันมองออกไปทางหน้ารั้วบ้าน แล้วพูดขึ้นว่าหมอหวังมาถึงแล้ว เขาจะออกไปต้อนรับหมอหวังสักหน่อย แล้วบอกให้เราทำตัวตามสบาย พอดีตอนนี้หมอจงกำลังยุ่งตรวจคัดแยกสมุนไพร สักพักหมอจงจะมาพูดคุยทักทายกับฉัน แล้วฉิงคุนก็ยิ้มลุกขึ้นเดินออกไปเหมือนดีใจที่หมอหวังกลับมาที่นี่อีกครั้ง
●
●
●
หมายเหตุ
*จงหยู แปลว่า ปราชญ์ผู้รอบรู้และซื่อสัตย์
*ฉิงคุน แปลว่า ฟ้าใส ,โลก