ตอนที่89 วันดี ๆ
ฟู่เยี่ยนเดินออกประตูข้างของสหกรณ์ใช้เวลาเดินเพียงไม่กี่นาทีก็มาถึงร้านขายของเก่าครั้งนี้เธอไม่อยากเดินผ่านเข้าประตูไป เธอจึงแปะยันต์ซ่อนตัวให้ตัวเอง
แต่หลังจากที่เข้าไปหาอยู่หลายรอบเธอก็ไม่ได้อะไรเลย เธอเจอแค่หนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ เคมีชีวะที่พอจะน่าสนใจอยู่บ้างเท่านั้นฟู่เยี่ยนจึงโยนมันเข้าไปไว้ในดินแดนต่างมิติของเธอ
ยันต์ซ่อนตัวสามารถอยู่ได้ประมาณครึ่งชั่วโมงฟู่เยี่ยนเองก็ขี้เกียจดึงออกเธอจึงเดินกลับบ้านทั้งที่ยันต์ยังติดอยู่บนตัวแบบนั้นแต่คิดไม่ถึงเลยว่าในตอนที่เธอจะเดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้านเธอกลับพบว่าหม่าซานกำลังเดินอยู่ด้านหน้าของเธอ
หม่าซานยิ่งคิดก็ยิ่งไม่อยากไปรายงานเจิ้งจื้อทั้งอย่างนั้นเขาจึงตั้งใจจะไปดูที่หมู่บ้านว่าฟู่เยี่ยนกลับไปบ้านแล้วหรือยัง
ฟู่เยี่ยนคิดแล้วจึงติดยันต์เพิ่มอีกแผ่นจากนั้นเธอก็รีบเดินผ่านหม่าซานไปอย่างรวดเร็วในตอนที่เธออยู่ห่างจากเขาประมาณร้อยก้าว เธอก็ดึงยันต์ออกเผยให้เห็นร่างของเธอขึ้นมา
หม่าซานคิดว่าตัวเองคงตาลายแน่นอนเขาเพ่งมองไปอีกครั้ง และเมื่อมั่นใจว่าสาวน้อยกำลังนั่งเด็ดหญ้าอยู่ริมทางเขาก็หยุดฝีเท้า จนกระทั่งเห็นฟู่เยี่ยนเด็ดหญ้าเสร็จก็นำกลับไปบ้านด้วย
หม่าซานถอนหายใจด้วยความโล่งอกภารกิจวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว เขาจึงกลับไปรายงานต่อเจิ้งจื้อโดยตรง
ฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้านก็พบว่าอาเล็กอยู่ที่บ้านด้วย
“เสี่ยวฮั่วทำไมถึงเพิ่งกลับมา ? รีบมาดูฤกษ์วันแต่งงานให้อาได้แล้ว ! ” ฟู่ต้าอันกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อาเล็กหนูยังไม่สามารถคำนวณฤกษ์ได้แม่นยำในตอนนี้ นี่ก็เย็นแล้ว หนูต้องลงมือ อาบน้ำและจุดธูปก่อนถึงจะดูให้ได้จะทำแบบขอไปทีได้อย่างไร ? ” ฟู่เยี่ยนจงใจแกล้งเขา
ทางด้านครอบครัวหลี่ไฉเฉี่ยวเหอบอกเป็นนัยว่าหาฤกษ์ได้แล้วฟู่ต้าอันถึงได้รีบมาที่บ้านหลังจากเลิกงานในตอนเย็น
“ฮะ? เสี่ยวฮั่ว แล้วเธอจะคำนวณได้ตอนไหนล่ะ ? ” ฟู่ต้าอันผิดหวัง
“พรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดีต้องรอให้หนูตื่นนอนตอนเช้าก่อนถึงจะตื่นตัว ! ” ครั้งนี้ฟู่เยี่ยนพูดความจริง
“ได้สิงั้นวันนี้อาจะค้างคืนที่นี่แหละ พรุ่งนี้ฉันจะพักผ่อน รอให้ได้ฤกษ์แล้วค่อยไป ! ”
“ฉันว่านะต้าอันนายยังไม่เข้าใจธรรมเนียม หลังจากเราได้ฤกษ์แต่งงานมาแล้วแม่สื่อจะเป็นคนนำฤกษ์ไปส่งให้ ถ้านายไปบอกเอง จะดูเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าสาวเกินไปรอก่อน ฉันจะไปเรียกแม่ของฟู่เฉิงมา เธอเข้าใจเรื่องพวกนี้ดี” พูดจบหวังซู่เหมยก็เตรียมจะลุกขึ้น
“พี่สะใภ้ให้ฉันไปเองเถอะ พี่พักผ่อนอยู่ที่บ้านดีกว่า”ฟู่ต้านีถอดผ้ากันเปื้อนแล้วเตรียมจะลุกไปเช่นกัน
“อาหญิงให้แม่ไปด้วยเถอะ ให้แม่เคลื่อนไหวบ้างก็ดี” ฟู่เยี่ยนพูดแล้วหวังซู่เหมยจึงเดินออกไปด้านนอกทันที วันนี้เธออยู่บ้านมาทั้งวันแล้วเบื่อจะแย่อยู่แล้ว
ฟู่ต้านีจึงรีบเดินตามไปทั้งสองไปถามป้าเหอถึงรายละเอียดเรื่องการบอกฤกษ์ยาม
ฟู่ต้าหย่งไปที่บ้านของฟู่เอ้อร์ขุยเพื่อดูเขาทำถังเหล้าอีกประมาณ 2 เดือนต้องเริ่มขายเหล้าต่อแล้วฉะนั้นตอนนี้จึงต้องรีบทำถังเหล้าเอาไว้
ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวอยู่ที่บ้านพาน้องสาวทั้งสองคนทำการบ้านฟู่เยี่ยนเดินเข้าบ้านไปก็วางกระเป๋าแล้วเอาการบ้านออกมาทำเช่นกัน
ตกเย็นทั้งครอบครัวทานบะหมี่เย็นร่วมกัน ป้าเหอนำจิงเจี้ย [1] มาให้หนึ่งกำหวังซู่เหมยบอกอยากกิน ฟู่ต้านีจึงไปทำให้กิน หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จแล้วพวกเขาก็ตกลงกันว่าหลังจากคำนวณฤกษ์งามยามดีเสร็จในวันพรุ่งนี้ในวันหยุดสุดสัปดาห์จะถือโอกาสตอนที่หลี่ชุ่นลี่พักผ่อน ให้ฟู่ต้าหย่งฟู่ต้านีและป้าเหอไปส่งฤกษ์แต่งงานให้
เพราะทางครอบครัวฝ่ายหญิงต้องเป็นคนเลือกฤกษ์แต่งงานดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงต้องคำนวณฤกษ์ออกมาสัก 3 วันจากนั้นก็ให้ครอบครัวหลี่เป็นคนเลือก
เช้าวันต่อมาฟู่เยี่ยนคำนวณฤกษ์แต่งงานอยู่ภายในห้องหนังสือของเธอเสร็จแล้วฟู่ต้าอันที่อดใจรอไม่ไหวก็ตื่นแต่เช้าตรู่ขึ้นมา
“อาเล็กหนูคำนวณฤกษ์ได้ทั้งหมด 3 วัน มีวันที่ 6 เดือนกันยายน ซึ่งมันค่อนข้างกระชั้นชิดกับตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ประมาณ 1 เดือนเท่านั้น แล้วก็มีวันที่ 8 เดือนตุลาคมและสุดท้ายเป็นวันที่ 6 เดือนธันวาคม”
“แต่หนูแนะนำให้อาเล็กเลือกเดือนตุลาคมเพราะอากาศไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป อากาศกำลังดี และเราจะมีเวลาเตรียมการด้วย”
“งั้นอาเลือกวันที่8 เดือนตุลาคมแล้วกัน เดี๋ยวรอให้อาไปคุยกับโม่ลี่ก่อน”พอฟู่ต้าอันคิดได้ว่าตนเองจะแต่งงานในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้เขาก็แย้มยิ้มด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
“เรื่องนี้ต้องให้ทางฝ่ายหญิงเป็นคนเลือกวันนายก็อย่าไปบังคับโม่ลี่เชียวล่ะ” ฟู่ต้านีตีแขนน้องชายตัวเอง
“พี่พี่ไม่ต้องกังวลหรอก ผมไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย ! ”
หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จแล้วฟู่ต้าหย่งปั่นจักรยานซ้อนท้ายด้วยป้าเหอ โดยมีฟู่ต้าอันและฟู่ต้านีเดินตามไปที่บ้านครอบครัวหลี่ด้วยกัน
ฟู่เยี่ยนคิดดูแล้วดูเหมือนเธอต้องหาตั๋วซื้อรถจักรยานมาให้อาเล็กอีกหนึ่งใบเพื่อที่เขาจะได้ซื้อรถจักรยานอีกคัน เพราะที่บ้านของเธอมีสมาชิกหลายคนรถเพียงคันเดียวไม่เพียงพอ
ทางที่ดีควรมีรถจักรยานเพิ่มอีกสักคันเมื่อเธอขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็สามารถให้พี่สาวปั่นจักรยานพาเธอไปโรงเรียนได้แล้ว
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจว่าตอนที่เจิ้งหมิงมารับยันต์แคล้วคลาดในครั้งหน้าเธอจะให้เขาไปบอกจางเหว่ยให้ ตราบใดที่มีเงินเธอเชื่อว่าจะสามารถหาตั๋วซื้อรถจักรยานได้อย่างแน่นอน
เมื่อผู้ใหญ่ในครอบครัวเดินทางไปส่งฤกษ์แต่งงานกันหมดแล้วในบ้านเหลือเพียงแค่หวังซู่เหมย ฟู่เยี่ยนจึงต้องคอยดูแลสุขภาพของแม่
ฟู่เยี่ยนจับชีพจรให้หวังซู่เหมยเสร็จแล้วเธอก็รู้สึกได้ว่าน้องชายของเธอจะต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงอย่างแน่นอนเพราะชีพจรของเขาดูแข็งแรงมาก
“แม่ไม่ต้องกังวลชีพจรแข็งแรงดี เดือนนี้แม่ไปตรวจการตั้งครรภ์อีกรอบเถอะเพราะต้องให้โรงพยาบาลตรวจเฉพาะทางพวกอาการความดันโลหิตสูงอะไรพวกนี้และน่าจะตรวจอัลตร้าซาวด์ด้วย โรงพยาบาลในเมืองมีเครื่องอัลตร้าซาวด์”หวังซู่เหมยรอคอยผลลัพธ์การจับชีพจรจากฟู่เยี่ยน ส่วนฟู่เยี่ยนก็กระตุ้นให้หวังซู่เหมยตรวจการตั้งครรภ์ให้ตรงเวลา
“แม่รู้แล้วครั้งหน้าลูกไปกับแม่ไหม ? แล้วพวกเราก็ไปซื้อของที่สหกรณ์กันด้วยครั้งที่แล้วตอนที่พ่อของลูกพาแม่ไป แม่กำลังแพ้ท้องพอดี จึงแทบจะไม่ได้ดูอะไรเลยและก็ไม่ได้ซื้อผ้ากลับมาด้วย แม่อยากซื้อผ้ากลับมาตัดชุดสำหรับใส่ในฤดูใบไม้ร่วง”หวังซู่เหมยอยากไปซื้อผ้ามาตัดชุดให้คนในครอบครัว
“ได้สิครั้งหน้าเดี๋ยวชวนอาหญิงไปด้วยกัน” ฟู่เยี่ยนย่อมไม่ขัดผู้เป็นแม่
“จริงสิวันนี้อาเล็กของลูกกำลังเลือกฤกษ์แต่งงานกับครอบครัวของอาสะใภ้พวกเราต้องเปลี่ยนชุดใหม่ ทั้งครอบครัวของเราควรสวมชุดใหม่ทั้งหมดถึงจะดี”หวังซู่เหมยวางแผนไว้ดิบดีแล้ว
“ใช่แล้วค่ะแม่แล้วสี่สิ่งสำคัญของอาเล็กเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง ? ” ระยะนี้ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจเรื่องในครอบครัวมากนักเพราะเธอมัวแต่เล่นสงครามประสาทกับเจิ้งจื้อ
“เรียบร้อยหมดแล้วตอนแรกอาเล็กเขาอยากทำเอง แต่เมื่อคิดได้ว่าตัวเองทำไม่ทันเขาจึงไปหาอาจารย์ของเขาให้ช่วยทำให้แม่เองก็ว่าจะเพิ่มของขวัญให้อาเล็กสักชิ้นเหมือนกัน ลูกว่าให้เป็นวิทยุดีไหม ? ” ตอนแรกหวังซู่เหมยตั้งใจจะเตรียมของสี่ชิ้นนั้นให้น้องชายของสามีแต่เขาบอกว่าเขาเตรียมเสร็จแล้ว แถมยังไม่ยอมให้เธอออกเงินด้วย
“ไม่เป็นไรค่ะถึงอย่างไรตอนนี้อาเล็กก็มีเงิน แม่ หนูว่าจะให้พี่จางเหว่ยใช้เส้นสายของเขาหนูจะซื้อรถจักรยานให้อาเล็ก แบบนั้นเขาจะได้ไปไหนมาไหนสะดวกและพวกเราก็จะซื้อเพิ่มอีกสักคันเช่นเดียวกัน พอขึ้นมัธยมปลายจะเริ่มมีการบ้านเยอะขึ้นแล้วหนูจะได้ให้พี่สาวปั่นจักรยานพาหนูไปโรงเรียน”ฟู่เยี่ยนบอกความคิดของเธอให้กับผู้เป็นแม่ฟัง
“แบบนั้นก็ดีเหมือนกันตอนนี้พี่ชายของลูกทำงานอยู่ในกองทัพแล้ว เขาได้รับเบี้ยเลี้ยงเป็นรายเดือนหากพวกเราจะซื้อรถจักรยานอีกสักคันคงไม่สะดุดตาอะไรลูกเองก็จะได้ปั่นจักรยานไปโรงเรียนด้วย”หวังซู่เหมยเริ่มไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องการใช้เงินหลังจากที่ครอบครัวของเธอเริ่มมีเงินแล้ว
“ได้ค่ะแม่ หนูไปอ่านหนังสือแล้วนะ แม่เองก็ออกไปเดินเล่นบ้างส่วนมื้อกลางวันให้เป็นหน้าที่ของหนูกับพี่สาว แม่รอกินอย่างเดียวก็พอ”
“ตกลงงั้นแม่จะไปพูดคุยเล่นกับป้ากุ้ยหลัน แม่เห็นว่าพักนี้เธอดูไม่ค่อยมีความสุขเลยจะไปถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกับเธอ เพราะตอนนี้เธอต้องเลี้ยงลูกเอง ไม่มีใครช่วยดูแล” หวังซู่เหมยนึกถึงกุ้ยหลันจึงตั้งใจจะไปเยี่ยมเยียน
ทางด้านฟู่เหมี่ยวนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอยู่ที่ไหนตอนนี้เธอกำลังนั่งดูโสมที่ปลูกเอาไว้ ฟู่เยี่ยนจึงไปหาพี่สาวของเธอที่โรงปลูกโสม
“เสี่ยวฮั่วมาดูนี่เร็วเข้า ดูเหมือนมันจะงอกใบออกมาอีกใบแล้วนะ ! ” ฟู่เยี่ยนยังเดินไปไม่ถึงตัวของฟู่เหมี่ยวก็ได้ยินเธอพูดด้วยความดีใจแล้ว
ฟู่เยี่ยนจึงชะโงกหน้าไปดูซึ่งเป็นอย่างที่พี่สาวของเธอบอกจริงด้วยหลังจากที่เธอใช้น้ำจากในดินแดนต่างมิติมารด ตอนนี้โสมต้นนี้มีใบสี่ใบแล้วในบรรดาต้นโสมสองต้นที่ปลูกเป็นรุ่นแรกมีเพียงต้นนี้เท่านั้นที่เติบโตดีเพราะเธอรดน้ำด้วยน้ำจากดินแดนต่างมิติเป็นประจำส่วนต้นที่สองถูกปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ จึงพึ่งงอกใบที่สองออกมา
ดูเหมือนว่าน้ำจากในดินแดนต่างมิติจะมีประโยชน์อยู่ไม่น้อยเพียงแต่ไม่รู้ว่าหากนำศิลาวิญญาณดินใส่ลงใต้ดินแล้วจะทำให้โสมโตเร็วกว่านี้หรือเปล่า
[1]จิงเจี้ย 荆芥 เป็นพืชชนิดหนึ่ง มีกลิ่นหอม รสขม ฤทธิ์อุ่นเล็กน้อยเข้าเส้นลมปราณ ปอดและตับ ขจัดลม กระจายชี่ที่ปอด ช่วยเสริมการขจัดลมที่ไม่ดีออกจากร่างกาย ทำให้หวัดหายเร็วขึ้น