ดูเหมือนเขาจะพูดอะไรไปหลายอย่างในหลายวันก่อนอมเรศไม่รู้ใจของกฤตธีราว่าจะคิดอย่างไรในสิ่งที่เขาพูดแต่เขาก็แค่คิดว่าอยากจะทำให้มันชัดเจน…
วันนี้คือเช้าวันเสาร์ เขาต้องมาที่โรงเรียนเพื่อเรียนเสริมพิเศษกับโครงการของทางโรงเรียนตามที่พ่อบังคับมา
อมเรศไม่ยินดีเลยไม่ใช่ขี้เกียจเรียน แต่เขาไม่ชอบครูที่สอนในวันเสาร์พอ ๆกับที่ครูเหล่านั้นไม่ชอบเขาและแม่
อาจารย์ชนิดาที่สอนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานในชั่วโมงเรียนปกติวันเสาร์ก็ต้องเจออีก !
อาจารย์นาตาลีชื่อเหมือนฝรั่งแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่สอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติมในชั่วโมงเรียนปกติวันเสาร์ก็ต้องเจออีกเช่นกัน !!
ไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิด โคตรแย่…แย่มาก ๆนี่ยังไม่รวมถึงผู้สอนวิชาสังคมศึกษาและภาษาอังกฤษ--ที่ไม่ใช่คนที่สอนในชั่วโมงเรียนปกติ
อาจารย์ชิดจันทร์ได้ข่าวว่าไม่ถูกกับแม่มากที่สุดในหมวดการที่ต้องเรียนด้วยคือความซวยอย่างที่สุดในโลกใบนี้เท่านั้นยังไม่พอเมื่อครูหญิงมีอายุคนนั้นยังแท็กทีมมากับ อาจารย์ณัฐรีย์ที่จะสอนภาษาอังกฤษในวันเสาร์แทนที่กฤตธีรา
สองคนนี้เข้ากันเป็นลูกคู่สนิทกันมากแบบที่ใครในโรงเรียนก็รู้ความรู้สึกแรกสุดของอมเรศทันทีที่เห็นชื่อครูผู้สอนคือ ‘ถูกรุม’
เขานั่งหน้าห้องที่ตนเองจะต้องเรียนในวันเสาร์เป็นเครียด--เป็นกังวลจนท้องไส้ขมวดเข้าหากันเขารู้สึกแย่มากเหมือนถูกพ่อบังคับถีบหัวส่งให้ไปตกนรกขุมกาฬสุตตะ
แม่ไม่เคยบังคับเรื่องเรียนแต่นั่นไม่ใช่กับพ่อ
อาจารย์ณัฐรีย์คนนั้นเดินมาที่ห้องก่อนเป็นคนแรกมองเขาด้วยแววตาแสยะชอบกล อมเรศพยายามปั้นหน้าให้สงบ ‘อดทนไว้’ เขาท่องกับตนเองสามจบเสมือนสวดนะโมภาวนา
ครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษคนนั้นเดินหายไปสักพักและกลับขึ้นบันไดชั้นห้าของตึก1 ขึ้นมาพร้อมกับอาจารย์ชิดจันทร์…
“โอ้…” อมเรศพูดเสียงเบากับตนเอง ความซวยมาเยือนอีกครั้งไม่จบสิ้นแม้แต่วันเสาร์ก็ตาม
ครูผู้หญิงสองคนนั้นเดินมาตรงหน้าเขามองหน้ากันและพูดกันว่า “ดู--แม่มันให้มาเรียน (กับเรา) ด้วยอะ”
คนพูดคืออาจารย์ณัฐรีย์เจ้าของใบหน้าร้ายกาจเหมือนตัวโกงในภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่เขาดูอาจารย์ชิดจันทร์คู่กรณีกับแม่ของเขามาช้านานแค่แสยะริมฝีปากส่งเสียง หึ ในคอ
อมเรศนั่งตรงนั้นปล่อยให้ผู้ใหญ่สองคนรังแกเด็กไป เขาพยายามทน ปั้นหน้าจนถึงที่สุด ทำเป็นยิ้ม ๆตอนพวกหล่อนสองคนพูด
นักเรียนคนอื่น ๆมากันจนเต็มห้องถึงจะได้เข้าไปนั่ง อมเรศไม่ได้ซวยแค่นั้นเมื่อเขานั่งลงที่โต๊ะซึ่งอยู่กลาง ๆ ของห้อง อาจารย์ชิดจันทร์เดินมาใช้งานให้เขาไปเอาไมโครโฟนซึ่งเขาก็โอเค ใช้ก็ไป เขาไม่มีปัญหารีบลุกออกไปเอาไมค์ให้อาจารย์ซึ่งวางไว้ที่แถว ๆ หน้าห้องหมวดคณิตที่ชั้นสี่
เขาขึ้นบันไดกลับมาชั้นห้าตามเดิม “อาจารย์ครับผมเอามาแล้ว”
สาบานว่าก็พูดสุภาพตามปกติแล้วนะเอาไมค์วางให้อาจารย์ชิดจันทร์บนโต๊ะและเดินมานั่งที่ตอนนั้นเองที่อาจารย์ณัฐรีย์แห่งหมวดภาษาต่างประเทศเดินปรี่เข้ามาและพูดเหนือศีรษะของเขาต่อหน้าธารกำนัน
“นอกจากแม่มันจะให้มาเรียนด้วยยังต้องถามว่า มันตัดผมทรงอะไรวะ”
มือของอาจารย์ณัฐรีย์ซึ่งมีอายุน้อยกว่าแม่เขาคนนั้นจับศีรษะของเขาและผลักอย่างแรง
อมเรศได้แต่กัดกรามแน่นอดทนเข้าไว้ให้ถึงที่สุด ศีรษะของเขาถูกผลักอยู่หลายครั้ง พร้อมกับคำพูดสาดเสียเทเสียที่ออกจากปากของคนเป็นครูสอนหนังสือไม่ขาดปาก
“แม่มันตัดผมทรงอะไรให้มันวะฮ่า ๆ” อาจารย์ณัฐรีย์จับคู่กับอาจารย์ชิดจันทร์หัวเราะเหยียดหยันทั้งเขาและอาจารย์ยูมิซึ่งไม่อยู่ ณ ตรงนี้อย่างมันปาก
อมเรศเหยียดรอยยิ้มเยาะบนริมฝีปากเขามองหน้าครูหญิงสองคนนั้น จดจำเอาไว้ว่านี่แหละคือความแค้นล่ะสักวันหนึ่งเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น !
…
..
.
เขาเรียนอย่างอดทนกับท่าทีของผู้สอนที่เป็นปฏิปักษ์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
พอเลิกเรียนในตอนเที่ยงเขากลับไปบ้านเจอแม่กำลังตากผ้าอยู่ เขาเล่นกับหนูแดงที่มารับไม่ได้คอมเมนต์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองเลย
“กินอะไรมาหรือยังอำ”
อาจารย์ยูมิรีบถามสีหน้าของบุตรชายดูเหนื่อย ๆ
“ยังครับ”
“งั้นก็สั่งอะไรมากินไหมลูกสั่งไก่มากินไหม”
“ก็ดีแม่”
“สั่งให้หนูแดงด้วยบอกเขาเอาอกนะอำ ลูกสั่งของลูกชิ้นหนึ่งแล้วเอามาเผื่อหนูแดงชิ้นหนึ่งนะ”
“ฮ่าาเย็นนี้หนูแดงได้กินไก่อร่อยแล้วสิ”
พูดไปอย่างนั้นแหละพอเข้าบ้านไปก็เห็นพ่อกำลังวิ่งวุ่นอยู่กับการทำความสะอาดห้องน้ำ
“อ้าวอำกลับมาแล้วเหรออย่าเพิ่งเข้าห้องน้ำนะมันลื่น พ่อกำลังขัดอยู่แม่เขาบ่นว่าเชื้อราที่ผนังเต็มไปหมด พ่อไม่ยักกะเห็น”
“อ้อ--ครับ ๆก็พ่อไม่ได้ใส่แว่นน่ะซี่”
“เอ้าเหรอ”
อมเรศไม่แสดงความคิดเห็นกับเรื่องพวกนี้แน่นอนอยู่แล้วเขาทรุดกายลงนั่งที่ตรงโต๊ะหน้าทีวีที่ประจำของตน พรูลมหายใจออกมาอย่างเบื่อแสนเบื่อหนูแดงตามเข้ามาในบ้านซึ่งเปิดประตูทิ้งไว้
“หนูแดงอย่าเพิ่งเข้ามานะ เข้าห้องน้ำไม่ได้หนูแดง พ่อกำลังทำความสะอาดอยู่” เสียงของอาจารย์กณิศดังออกมาว่าอย่างนั้น…“อำ ! ลูกมาพาหนูแดงลงไปข้างล่างทีบอกแม่ด้วยดูหมาบ้างสิ เปิดประตูทิ้งไว้เนี่ย”