“ทีเจ้าเป็นแบบนี้ยังใช้ชีวิตอยู่มาได้ ทำไมข้าจะใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ ข้าชีวิตไม่ดีเพราะโชคไม่ดี ไปพบกับชายไร้ประโยชน์ แล้วเจ้าล่ะ? ไร้คราบความเป็นคนดังเขาว่า จิตใจโหดเหี้ยมเหมือนหมาป่า ลมหายใจเหมือนสุนัข ตอนอู๋หวยซานไม่อยู่มีวันไหนบ้างที่เฉียนชื่อได้กินอิ่ม กลับกันเป็นเจ้าที่ถูกเฉียนชื่อตามใจจนเหลิงไม่เคยรู้จักความลำบาก 2-3 ปีมานี้เฉียนชื่อไม่เคยได้สวมชุดใหม่ เจ้าล่ะใส่กระโปรงแดงสวมเสื้อเขียว”
หนิงเยี่ยนพูดจบ คนที่มามุงดูต่างฟังคำพูดหนิงเยี่ยนแล้วมองอู๋เหมยอย่างพินิจพิเคราะห์ มองดูมือของอู๋เหมยสวมกำไลเงิน เสื้อผ้าบนตัวก็ใหม่เอี่ยมอ่อง ต้องเป็นพวกผู้หญิงในเมืองที่ไม่ต้องทำงานถึงจะสวมเสื้อผ้าแบบนี้ได้
แล้วเฉียนชื่อล่ะ เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ถูกซักจนดูไม่ออกแล้วว่าสีเดิมเป็นแบบไหน รอยเย็บปะเป็นแผ่น เห็นชัด ๆ ว่าอายุยังไม่ถึง 20 ปีแต่ใบหน้ากลับเหมือนคนผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
“มีพี่สะใภ้แบบนี้ถ้าเป็นคนอื่นคงจะดีใจจนน้ำตาไหล มีแค่เจ้านี่ล่ะ ดูตัวเองเสียบ้างว่าทำอะไรลงไป หลังจากอู๋หวยซานกลับมา ชีวิตของเฉียนชื่อขมขื่นกว่าเดิม ยิ่งกว่าคนรับใช้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะเจ้าคอยเป่าหูอู๋หวยซานด้วยเรื่องไร้สาระ ชีวิตของเฉียนชื่อคงไม่ลำบากขนาดนี้ มีน้องผัวแบบเจ้า แน่นอนว่าชาติที่แล้วคงไปทำกรรมไว้ หึ แล้วก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้ความหายนะที่เจ้าทำไว้หลังจากนี้จะไปกระทบใคร ว่าตามจริง ถ้าข้าเป็นเฉียนชื่อ ข้าไม่สนเจ้าหรอก 2-3 ปีที่แล้วข้าคงเอาเจ้าไปโยนให้หมาป่าบนภูเขากิน!”
หนิงเยี่ยนพูดออกมารวดเดียว เธอหันไปพบอู๋หวยซานที่ทำตาโตเหมือนไข่ห่าน เธอจึงจัดการต่อ
“เสือร้ายยังไม่กินลูกตัวเอง ท่านนี่ไม่สู้สัตว์เดรัจฉานด้วยซ้ำ เห็นท่านจับอู๋เป่าฉือตี เด็กคนนั้นเลือดไหลอาบ เกือบตายไปแล้ว ถ้าไม่ชอบก็เลิกกันกับเฉียนชื่อสิ แล้วมีสิทธิ์อะไรเงินแม้แต่เหวินเดียวก็ไม่ให้นาง แล้วยังให้นางทำงานเหมือนม้าเหมือนวัว พูดมาแล้วก็แปลก ผู้ชายที่ไหนทำงานได้เงินมาไม่ให้เมีย แล้วยังเอาไปให้น้องสาว หรือน้องสาวคลอดลูกให้ท่านได้งั้นเหรอ แล้วยังให้ความอบอุ่นบนเตียงแก่ท่านได้งั้นเหรอ”
“แต่งเมียไม่ใช่เพื่อมีคนมาคอยดูแล มีคนรู้ใจหรอกหรือ? ท่านนี่นะ แต่ละวันทุบตีเมีย มีความสามารถจริง ๆ สัตว์ป่าบนภูเขายังรู้จักปกป้องคู่ของมัน โถ่..ท่านน่ะ แต่งเอาน้องสาวมาเป็นเมียก็จบ จะเอาเฉียนชื่อมาทำไมอีก”
หนิงเยี่ยนว่าจบก็ยกชามไข่ต้มน้ำตาลเดินกลับเข้าห้องไป
ใครจะคิดยังไงก็ช่างหัวมัน ได้พูดสิ่งที่คิดในใจออกมา เธอก็โล่งสบายแล้ว
อู๋หวยซานยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่ต้องหันไปก็รู้ว่าพวกพี่ชาย น้องชายที่อยู่รอบ ๆ กำลังมองเขาด้วยสายตาไม่สนับสนุน แล้วยังได้ยินเสียงกระซิบกระซาบลอยมาเบา ๆ
“ที่แม่นางหนิงว่ามันก็ดูสมเหตุสมผล เจ้าดูเสื้อผ้าของเฉียนชื่อ แล้วดูของเหมยสิ ว่าตามตรงเป็นพี่ชายดูแลน้องสาวก็จำเป็น แต่ทารุณเมียตัวเองแบบนี้ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด”
“จริงดังเจ้าว่า เมียที่บ้านข้าก็เคยอิจฉาเฉียนชื่อที่มีผู้ชายดีขนาดนี้ ทุกวันคงได้กินเนื้อ แต่ต่อมาก็ไม่อิจฉาแล้ว แล้วยังบอกว่าชีวิตของเฉียนชื่อไม่ง่ายเลย มีผัวก็เหมือนไม่มีผัว”
“จะง่ายได้ไงกัน? เมียตัวเองก็ไม่สนใจ สิทธิ์ในบ้านก็ดันไปยกให้น้องสาวที่ยังไม่แต่งงาน”
“ดูเหมยสิแต่งตัวสวยเชียว หนุ่มในหมู่บ้านคนไหนจะไม่ชอบ หรือว่าหวยซานเองก็ชอบนาง เลยทำใจให้นางแต่งงานออกไปไม่ได้”
“.........ไอ้เจ้านี่ เบาหน่อยสิวะ”
เสียงหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ ดังก้องในหู หน้าของอู๋หวยซานชาไปหมด บาดแผลที่ถูกตีบนหลังเปิดออก แต่เขาไม่มีอารมณ์จะไปใส่ใจ
อู๋เหมยปิดหู ร้องไห้กระซิก ๆ ยื่นมือบาง ๆ ของเธอไปจับแขนเสื้อของอู๋หวยซาน ถือผ้าเช็ดหน้า ซับน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตา
“พี่ ข้าไม่... ขะ..ข้าแค่อยากใส่ชุดใหม่ อยากให้คนรู้ว่าคนที่ไม่มีพ่อมีแม่ก็ยังมีคนรักคนคอยห่วงใย”
“พี่รู้”
น้องสาวที่บอบบางอ่อนแอถูกรังแกน่าสงสารถึงเพียงนี้ อู๋หวยซานจะทำยังไงได้ ต้องยกโทษให้เธอน่ะสิ
‘ชายไร้ประโยชน์’
ลู่หานจางคิดในใจถึงสิ่งที่หนิงเยี่ยนพูดพลางเก็บพู่กันที่ตกพื้นขึ้นมา เขายืนอยู่ที่หน้าต่าง สายตาทอดมองลอดหน้าต่างออกไปที่หนิงเยี่ยนเป็นเวลานาน เขาจึงตัดสินใจผลักประตูออกไป หยุดยืนต่อหน้าอู๋หวยซาน แล้วพูดขึ้นอย่างเย็นชา
“ผู้ชายไร้ประโยชน์”
ไม่รู้ว่าพูดให้อู๋หวยซานหรือพูดให้ตัวเอง
อู๋เหมยนั้นปฏิกิริยาไวยิ่งกว่าอู๋หวยซาน มองเห็นแววตาแปลก ๆ จากลู่หานจางจึงจ้องกลับไป
“เจ้าเป็นใคร? ทำไมถึงมาอยู่ในบ้านหนิงเยี่ยน เจ้าเอาหลานของข้าไปซ่อนไว้ที่ไหน”
ผู้ชายคนนี้เดินออกมาจากบ้านของหนิงเยี่ยน นี่พิสูจน์อะไรงั้นเหรอ หนิงเยี่ยนแอบเลี้ยงผู้ชายไว้ในบ้าน ที่แท้เธอก็เป็นหญิงสารเลวคนหนึ่ง
“.......”
ลู่หานจางไม่สนใจอู๋เหมย เขาหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องหนิงโหย่วหยู เพียงแต่อู๋เหมยไม่ยอมให้ลู่หานจางกลับไปง่ายขนาดนั้น คำพูดของหนิงเยี่ยนเมื่อกี้นี้ทำให้ชื่อเสียงของเธอเสียหาย ไม่รู้ว่าในอนาคตเห็นคนในหมู่บ้านเธอจะต้องเดินอ้อมหนีไปหรือเปล่า ดังนั้นเธอจะไม่ยอมปล่อยชายชู้ของหนิงเยี่ยนคนนี้จากไปง่าย ๆ เด็ดขาด คิดแล้วจึงยื่นมือไปคว้าแขนเสื้อของลู่หานจาง
“เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ เอาหลานข้าคืนมา”
ลู่หานจางหยุดเดิน เขามองไปยังมือที่จับแขนเสื้อของเขาอยู่ สายตาเย็นชามากขึ้น
บรรยากาศในลานบ้านกดดันขึ้นมาทันที อู๋หวยซานรีบยืนตัวตรง แววตาที่หวาดกลัวทอดมองไปยังลู่หานจาง ในใจของเขาสั่นเทา คะ..คน..คนนี้...ทำไมให้ความรู้สึกเหมือนนายพลของกองกำลังทหารหมื่น ๆ พัน ๆ นายเลยนะ
ตอนนั้นเขาเป็นเพียงแค่พลทหาร เคยมองเห็นท่านนายพลจากระยะไกล ๆ แต่คนคนนี้คล้ายมาก เว้นเสียแต่หนวดเคราบนใบหน้า นายพลคนนั้นไม่มีหนวดเครา
อู๋เหมยปล่อยมือออกเหมือนคนเลอะเลือน ทำไมถึงปล่อยมือ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อกี้ถูกมองเพียงปราดเดียว ก็รู้สึกเหมือนถูกสัตว์ร้ายจ้องจะเอาชีวิต ลู่หานจางเดินกลับเข้าห้อง มองไปที่เจ้าหนูหนิงโหย่วหยูแล้วจึงก็ค่อย ๆ กลับมามีสีหน้าอ่อนโยน
เจ้าหนูโหย่วหยูนั่งอยู่ข้างเตียง มองไข่ต้มน้ำตาลในมือของเฉียนชื่อตาปริบ ๆ แล้วมองช้อนในมือของเฉียนชื่อตาไม่กระพริบ น้ำหวานในช้อนที่เฉียนชื่อตักออกมาจากชาม ทำให้เขามองตามเฉียนชื่อที่ส่งช้อนเข้าไปในปากของอู๋เป่าฉือ
สุดท้ายเสียงกลืนน้ำลายก็ดังออกมาจากลำคอ.....เจ้าหนูนี่ ตะกละอยากจะกินน้ำหวานหรือไง?
“แม่ ถ้าข้าป่วย ท่านก็จะป้อนข้าใช่มั้ย?”
หนิงโหย่วหยูพุ่งไปอยู่ข้าง ๆ ขาของหนิงเยี่ยน แล้วดึงแขนเสื้อของเธอไปมา เสียงเล็ก ๆ ถามขึ้น
“....”
อันนี้คือคำถามแบบไหนกัน ใครจะอยากป่วยกันนะ หนิงเยี่ยนที่กะจะบอกว่าถ้าป่วยจะเอาไปโยนให้หมาป่าบนภูเขากิน ก้มหัวลงไปพบกับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาของเจ้าหนูโหย่วหยู เห็นแบบนี้แล้วหนิงเยี่ยนจึงกลืนคำพูดของตัวเองลงท้องไป
เจ้าเด็กน้อยคนนี้ดูเหมือนจะขาดความรัก
“ป้อนสิป้อน ไม่เท่านั้นนะ ตอนป่วยก็ต้องกินยา ยาสีดำ ๆ ที่เป่าฉือเพิ่งกินไปเมื่อกี้น่ะ ถ้าเจ้าป่วยก็ต้องกิน”
สีหน้าของเจ้าหนูหนิงโหย่วหยูเปลี่ยนไปทันที ความคิดที่จะอาบน้ำเย็น นอนไม่ปิดประตูก็พลันหายไป เขาเคยแอบชิมยาของสวีชื่อ รสชาติขมสุด ๆ ขมจนจะอ้วกเอาอวัยวะภายในออกมาด้วย
ถ้าไม่ป่วยก็ไม่ต้องกินยา
“เป่าฉือ พ่อเจ้าอยู่ด้านนอกแน่ะ เจ้าไม่กลับบ้านเหรอ?”
หนิงโหย่วหยูเปลี่ยนเรื่องอย่างฉลาดเฉลียว
อู๋เป่าฉือตะลึงไปพักหนึ่ง มองไปทางแม่อย่างขี้ขลาดแล้วพูดขึ้นเบา ๆ
“ข้าไม่อยากกลับบ้าน”
เฉียนชื่อตาแดง น้ำตาเอ่อล้นดวงตา ในใจของเธอไม่มีความคิดอะไรเลย เธอมองไปทางหนิงเยี่ยน อยากฟังคำแนะนำที่สมเหตุสมผลจากปากของหนิงเยี่ยน
หนิงเยี่ยนรีบหันหัว ปัญหาแบบนี้คนอื่นเข้าไปยุ่งไม่ได้ ถ้าหากเฉียนชื่ออยากอยู่ปรนนิบัติพี่น้องตระกูลอู๋ต่อไป จะให้เธอแนะนำยังไงก็ไม่มีประโยชน์
จิตใจของเฉียนชื่อทุกข์ไปหมด มองหนิงเยี่ยนที่ไม่พูดอะไร ในใจยิ่งลุกลี้ลุกลน เธอจึงเอ่ยออกมาอย่างอ่อนแอ
“น้องหนิง”
หนิงเยี่ยนเขกหัวตัวเอง เธอไม่รู้ด้วยแล้ว เฉียนชื่อโง่หรือไง? ปัญหาแบบนี้มาถามคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์แบบจริงจังเช่นเธอ มันเชื่อถือได้เหรอ? พอมองเฉียนชื่อร้องไห้ หนิงเยี่ยนก็สงสัย ท่าทางจะจริงดังที่*เจียเป่าอวี้พูดว่าผู้หญิงนั้นถูกสร้างมาจากน้ำ ถ้าไม่ได้สร้างจากน้ำ เฉียนชื่อจะร้องออกมาเหมือนสั่งได้อย่างไร น้ำตาที่เธอร้องไห้ออกมาเอาไปชั่งก็คงจะได้หลายกิโลกรัม
*(ตัวละครในความฝันในหอแดง)
.............