ซวยแล้วโดนตาแก่นี่หาจังหวะโชว์เหนือใส่อีกจนได้!
ประโยคเมื่อครู่ของคณบดีจี้เป็นเพียงความรู้สึกที่พลุ่งพล่านจนหลุดปากออกมาพอพูดจบเขาก็รู้ตัวว่าพลาดท่าเสียแล้วส่วนคณบดีเฉียนก็รับลูกต่อได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดคำว่า ‘แต่’ ออกมาเลยแม้แต่น้อย
ทว่าหากจะพูดกันตามตรงเจ้าตัวเล็กนี่ก็ถูกตาแก่เฉียนขุนมาจนได้ดีจริงๆ
ทั้งเค้าโครงมังกรที่เริ่มปรากฏขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้น และค่าพลังเลือดที่พุ่งทะยาน
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นมาดูแลคงไม่มีทางทำได้ถึงขนาดนี้แน่
ถ้าตาแก่นี่รู้จักถ่อมตัวลงสักนิดพวกเขาก็คงจะเอ่ยชมต่ออีกสักสองสามประโยคไปแล้วแต่ตอนนี้พอมองเห็นมุมปากที่หยักโค้งขึ้นของคณบดีเฉียนทั้งสองคนก็เดาออกทันทีว่าประโยคถัดไปเขาจะพล่ามอะไรออกมาจึงตัดสินใจสะบัดหน้าหนีพร้อมกัน แล้วหันไปมองไป๋ฉางเซิงแทน
“รีบร้อนออกมาจากถุงกักวิญญาณแบบนี้ มีธุระอะไรอย่างนั้นหรือ?”
ด้วยความที่เอ็นดูเจ้าของสามคณบดีจึงมีท่าทีอ่อนโยนต่อไป๋ฉางเซิงอย่างมากยิ่งไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์ของตัวไป๋ฉางเซิงเองที่โดดเด่นจนน่าตกใจ
“เมื่อครู่ตอนอยู่ในถุงกักวิญญาณผมได้ยินเรื่องเกี่ยวกับแดนเร้นลับนั่นครับ”
“เลยอยากจะมาขอโควตาจากท่านคณบดีทั้งสามสักที่หนึ่ง”
อยากได้โควตาเข้าแดนเร้นลับ?
เมื่อได้ยินคำขอของไป๋ฉางเซิงคณบดีทั้งสามต่างก็ขมวดคิ้วขึ้นโดยอัตโนมัติ
ในแผนการเดิมของพวกเขาไม่เคยมีความคิดที่จะให้เจียงจืออวี๋เข้าร่วมเลยแม้แต่น้อย
ประการแรกการเดินทางครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงมาก มหาโชคมักมาพร้อมกับมหาภัยหากเจียงจืออวี๋ต้องมาจบชีวิตลงที่นั่น ย่อมถือเป็นความสูญเสียอันมหาศาลของสุ่ยมู่หรือแม้แต่ของเทียนเฉาทั้งอาณาจักร
ประการที่สองเจียงจืออวี๋ไม่มีความจำเป็นต้องไปเสี่ยงอันตรายเก็บสมุนไพรทิพย์เพื่อแลกทรัพยากรเลยสักนิด
ขอเพียงฝึกฝนไปตามลำดับเธอก็ย่อมประสบความสำเร็จได้แล้วจะไปเสี่ยงชีวิตทำไม? หากขาดแคลนทรัพยากรจริงๆพวกเขาก็ย่อมหาทางประเคนให้เธอจนได้นั่นแหละ
แต่ประโยคถัดมาของไป๋ฉางเซิงกลับทำให้ทั้งสามคนต้องเริ่มลังเล
“ท่านอธิการบดีบอกแล้วว่าภายในแดนเร้นลับนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังดำรงอยู่มีเพียงสัตว์อสูรระดับทหารอสูร ซึ่งไม่มีทางระคายผิวพวกเราได้เลยแม้แต่นิดเดียว”
“นี่คือประการแรกครับ”
“ประการที่สอง ท่านคณบดีทั้งสามก็น่าจะรู้จักนิสัยของเจียงจืออวี๋ดีหากเธอสามารถหาทรัพยากรมาได้ด้วยตัวเอง เธอก็จะไม่เอ่ยปากขอจากใครเด็ดขาด”
“และนี่คือโอกาสที่ดีที่สุด หากโชคดีเธออาจจะหาทรัพยากรได้มากพอสำหรับการฝึกฝนในอีกหลายปีข้างหน้าเลยก็ได้”
“ประการที่สาม ผมกับเจียงจืออวี๋ใช้โควตาเพียงหนึ่งที่แต่พลังรบที่พวกเรามอบให้ได้คือระดับขั้นสามทั้งคู่เท่ากับว่าสถาบันจะได้พลังรบเพิ่มขึ้นฟรีๆ อีกหนึ่งตำแหน่งและเก็บเกี่ยวสมุนไพรทิพย์กลับมาได้มากขึ้นด้วย”
“ประการที่สี่ โควตาสุดท้ายนี้จะมอบให้ใครก็ดูจะไม่ลงตัวไปเสียหมดแต่ถ้ามอบให้เจียงจืออวี๋ ผมเชื่อว่าคณบดีทุกท่านย่อมยอมรับได้จริงไหมครับ?”
เหตุผลสี่ประการรวดที่ร่ายออกมาทำเอาคณบดีทั้งสามเริ่มใจอ่อนลงจริงๆ
ต่อให้พวกเขาไม่อยากให้เจียงจืออวี๋ไปเสี่ยงแค่ไหนก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ไป๋ฉางเซิงพูดมานั้นมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
ทั้งสามสบตากันครู่หนึ่งก่อนที่คณบดีเฉียนจะสะบัดมือเรียกไป๋ฉางเซิงกลับเข้าไป
“เรื่องนี้พวกเราต้องปรึกษากันก่อนถึงจะตัดสินใจได้นายกลับเข้าถุงกักวิญญาณไปก่อนเถอะ”
สิ่งที่พอจะทำและพอจะพูดได้เขาก็จัดการไปหมดแล้วส่วนสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่นั้นก็เกินกว่าที่เขาจะควบคุมไป๋ฉางเซิงจึงไม่ได้ขัดขืนและยอมกลับเข้าสู่ถุงกักวิญญาณไปแต่โดยดี
...
ภายในห้องฝึกฝนระดับเจี่ยเดิมทีเจียงจืออวี๋ยังคงจมดิ่งอยู่ในสภาวะหลับลึกเพื่อฝึกตนทว่าแรงสั่นสะเทือนเบาๆ จากกำไลต่อสู้กลับดึงเธอออกมาจากสมาธิ
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมาสิ่งที่สามคณบดีพอจะสอนได้ พวกเขาก็ถ่ายทอดให้เธอจนหมดสิ้นแล้ว
ส่วนที่เหลือคือสิ่งที่เธอต้องนำมากลั่นกรองและดูดซับด้วยตัวเองและรอให้ค่าพลังเลือดทะลวงเข้าสู่ระดับแม่ทัพยุทธ์เสียก่อนถึงจะเริ่มการเรียนการสอนขั้นถัดไปได้
ดังนั้นในช่วงหลายวันมานี้นอกจากกินและนอน เจียงจืออวี๋จึงขลุกตัวอยู่แต่ในห้องฝึกฝนระดับเจี่ยตลอดเวลา
ด้วยพลังปราณที่หนาแน่นประกอบกับยาทิพย์ที่เพียงพอทำให้ค่าพลังเลือดของเธอเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตราบใดที่ยังไม่ไปติดคอขวดของระดับพลังเธอจะสามารถรักษาจังหวะการฝึกฝนที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ
แน่นอนว่าต่อให้เจอคอขวดมันก็เป็นเพียงเรื่องของการเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยเท่านั้น
ด้วยระดับจักรพรรดิที่เธอยังคงมีอยู่เปรียบเสมือนเกมที่เคยเล่นจนเคลียร์จบไปรอบหนึ่งแล้ว พอต้องกลับมาเล่นใหม่อีกครั้งทุกอย่างจึงดูไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
เจียงจืออวี๋ค่อยๆลืมตาขึ้นพลางโคจรปราณสงบจิต
เธอก้มมองข้อความบนกำไลต่อสู้แล้วขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“อาจารย์เฉียนเรียกพบฉัน?”
คณบดีเฉียนรู้ดีว่าตอนนี้เธออยู่ในช่วงฝึกตนแต่เขาก็ยังส่งข้อความนี้มา แสดงว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่
เธอไม่รอช้ารีบลุกขึ้นแล้วมุ่งหน้าออกไปนอกห้องฝึกฝนทันที
ไม่กี่นาทีต่อมาเจียงจืออวี๋ก็มาถึงใต้หอเฮ่าชี่และได้พบกับคณบดีเฉียนนอกจากเขาแล้วยังมีนักศึกษาอีกเก้าคนที่มีรุ่นราวคราวเดียวกับเธอยืนอยู่ด้วย
เมื่อสังเกตพลังเลือดของคนกลุ่มนี้พบว่าทุกคนอยู่ในระดับขั้นสามที่เกือบจะบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้วทั้งสิ้น
ยามที่มองเห็นเจียงจืออวี๋เดินตรงเข้ามาทั้งเก้าคนต่างก็แสดงสีหน้าที่หลากหลาย แต่ในแววตาทุกคู่ล้วนมีความอิจฉาแฝงอยู่
สำหรับรุ่นน้องคนนี้ที่แค่วันแรกที่เข้าเรียนก็บุกฝ่าไปถึงชั้นที่เก้าของหอพิชิตดาวแถมยังทำให้สามคณบดีถึงขั้นทิ้งหน้าตาเพื่อแย่งตัวกันเป็นศิษย์หากจะบอกว่าพวกเขาไม่อิจฉามันก็คงเป็นเรื่องโกหก
แต่หลังจากที่ได้ยินข่าวว่าเจียงจืออวี๋ใช้เวลาทุกนาทีที่ว่างขลุกอยู่ในห้องฝึกฝนความรู้สึกเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความยอมรับ
พรสวรรค์เป็นเพียงด้านหนึ่งแต่กุญแจสำคัญคือความมานะอุตสาหะนี้ต่างหาก ที่ทำให้พวกเขารู้สึกละอายแก่ใจ
ในขณะที่ทุกคนกำลังมองเจียงจืออวี๋เธอก็สำรวจพวกเขากลับเช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือเจียงจืออวี๋พบคนคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นถึงสองคน
เมื่อสายตาประสานกันซินซวงและจางสิงที่ยืนอยู่ในกลุ่มคนก็แสดงอาการดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆคณบดีถึงเรียกพวกเขามารวมตัวกัน แต่หากได้ปฏิบัติภารกิจร่วมกับคนคุ้นเคยย่อมดีกว่าการต้องประสานงานกับคนที่ไม่รู้จักเป็นไหนๆ
“มากันครบแล้วใช่ไหม?”
คณบดีเฉียนเห็นเจียงจืออวี๋เดินเข้าไปยืนรวมกลุ่มกับซินซวงแล้วจึงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น:
“ที่เรียกพวกเธอมาพร้อมกันในวันนี้ เพราะมีภารกิจสำคัญจะมอบหมายให้ทำ”
“มีการค้นพบแดนเร้นลับแห่งใหม่ในเขตทุ่งร้างแต่เนื่องจากถูกกฎเกณฑ์แห่งโลกกดขี่ทำให้ยอดฝีมือระดับแม่ทัพยุทธ์ขึ้นไปไม่สามารถเข้าไปภายในได้”
“ดังนั้นเราจึงต้องจัดตั้งทีมที่มีระดับต่ำกว่าแม่ทัพยุทธ์เพื่อเข้าไปบุกเบิกแดนเร้นลับแห่งนี้...”
คณบดีเฉียนอธิบายสรุปความอย่างสั้นๆถึงที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมด
และเมื่อทุกคนเริ่มเข้าใจสถานการณ์แววตาแต่ละคู่ก็เริ่มสั่นไหวด้วยความตื่นเต้นและฮึกเหิม
โดยเฉพาะตอนที่คณบดีเฉียนเอ่ยว่าภายในนั้นมีสมุนไพรทิพย์คุณภาพสูงอยู่มากมายและผลเก็บเกี่ยวทั้งหมดนักศึกษาจะได้รับส่วนแบ่งถึงหนึ่งในสิบทุกคนต่างก็แอบกำหมัดแน่นด้วยความหวัง
แม้แต่เจียงจืออวี๋เองก็เม้มปากเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าเธอเองก็เริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว
“สถานการณ์คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ หากใครต้องการถอนตัวสามารถยกมือขึ้นได้ตอนนี้เลย”
สิ้นคำพูดของคณบดีเฉียนเขากวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ไม่มีใครยกมือขึ้นเลยแม้แต่คนเดียว
แน่นอนว่าคงไม่มีใครโง่พอที่จะทิ้งโอกาสทองแบบนี้ไปต่อให้ต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม
คณบดีเฉียนเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยย้ำอีกครั้ง“ฉันขอเตือนพวกเธอไว้ก่อนว่าการบุกเบิกแดนเร้นลับนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน”
“แม้ท่านอธิการบดีจะใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบแล้วว่าไม่มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเกินต้านทานอยู่ภายในแต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีอันตรายอย่างอื่นเกิดขึ้น”
“ต่อให้ทางมหาวิทยาลัยจะมอบเงินชดเชยให้ครอบครัวแต่ชีวิตที่เสียไปมันก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้”
“เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่แดนเร้นลับชีวิตและความตายถือเป็นเรื่องความรับผิดชอบของตัวเอง”
เมื่อเห็นว่ายังคงไม่มีใครถูกประโยคนี้ข่มขวัญจนล่าถอยไปคณบดีเฉียนจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะสะบัดมือสั่งการ“ออกเดินทางได้!”