เกิดใหม่ครั้งนี้ พกสวนแห่งชีวิต สู่ยุค 70 นำพาตระกูลหลินรุ่งเรือง

    ตอนที่ 32 : ชีวิตในหมู่บ้าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน

    ตอนที่ 32 : ชีวิตในหมู่บ้าน

     

    หลายเดือนผ่านไปนับจากวันที่ตระกูลหลินย้ายมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านชิงเหอชีวิตของทุกคนเริ่มเข้าที่เข้าทางจนกลายเป็นจังหวะที่คุ้นเคยแต่ละเช้าเริ่มต้นด้วยเสียงไก่ขันเหมือนเดิมทุกวันตามด้วยกลิ่นฟืนไหม้จากครัวทั้งสามบ้านที่ลอยมาผสมกันในอากาศเช้าอันเย็นสบาย

    บ้านใหญ่หลินเจี้ยนกั๋วออกจากบ้านไปสำนักงานคอมมูนพร้อมจื้อเฉียงลูกชายคนรองทุกเช้าโดยไม่ขาดทั้งสองเดินคุยกันเรื่องงานไปตลอดทาง จนกลายเป็นภาพที่ชาวบ้านคุ้นเคยเห็นทุกวันส่วนจื้อเผิงต้องออกจากบ้านเร็วกว่าใครเพื่อไปให้ทันรถม้าโดยสาร ไปโรงงานผลไม้กระป๋องที่ตัวอำเภอ

    บ้านรองหลินเจี้ยนหัวเดินไปศูนย์การแพทย์คอมมูนทุกเช้าบางวันซุนกุ้ยหลานภรรยาก็เดินไปด้วยเพื่อช่วยจัดยาและสอนชาวบ้านเรื่องสมุนไพรจื้อจวินออกไปโรงงานพร้อมจื้อเผิงเป็นประจำทั้งสองมักคุยกันเรื่องเครื่องจักรและปัญหาที่พบในแต่ละวันตลอดทางเดินส่วนจื้อกังมักออกไปตามหมู่บ้านตั้งแต่เช้ารับซ่อมของให้ชาวบ้านคนนี้บ้างคนนั้นบ้าง จนกลายเป็นที่รู้จักในฉายา"ช่างกังของหมู่บ้าน"

    บ้านสามเป็นบ้านที่คึกคักที่สุดในตอนเช้า เพราะมีทั้งซินเยว่ จื้อหมิงและจื้อเฉิงที่ต้องเตรียมตัวไปโรงเรียนพร้อมกันหวังซูเจินวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหารเช้าและตรวจกระเป๋าหนังสือให้ลูกทุกคนขณะที่หลินเจี้ยนหมินหากไม่ได้เข้าเวรที่ค่ายทหารก็จะช่วยดูแลความเรียบร้อยของทุกคนก่อนออกจากบ้าน

    "พี่หมิงกับพี่เฉิงไปโรงเรียนไหนคะ"ซินเยว่เคยถามครั้งหนึ่งด้วยความสงสัย เพราะโรงเรียนประถมหมู่บ้านมีแค่ถึงชั้นหก

    "พี่หมิงต้องไปเรียนมัธยมต้นที่คอมมูนแล้วต้องเดินไกลกว่าน้องหน่อย" แม่อธิบาย"ส่วนพี่เฉิงยังเรียนประถมอยู่ที่นี่เหมือนหนูไง"

    จื้อหมิงเดินไปโรงเรียนมัธยมต้นที่ศูนย์กลางคอมมูนทุกวันร่วมกับเด็กหนุ่มสาวคนอื่นในละแวกเดียวกันระยะทางไกลกว่าโรงเรียนประถมมากจนต้องออกจากบ้านแต่เช้ากว่าน้องๆ ทุกคนแต่เขาก็ไม่เคยบ่นสักครั้ง

    ทุกเย็นวันธรรมดาเมื่อทุกคนกลับจากงานและโรงเรียนแล้วลานกลางบ้านทั้งสามหลังจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เด็กๆวิ่งเล่นกันหลังทำการบ้านเสร็จ ผู้ใหญ่นั่งพักคุยกันหน้าบ้านตัวเองบ้างเดินไปคุยกับบ้านข้างเคียงบ้าง

    หลังเลิกเรียนทุกวันซินเยว่มักเดินกลับบ้านพร้อมอวี้เหมย์ตามเคยบางวันก็แวะเล่นที่บ้านผู้ใหญ่บ้านก่อนกลับบางวันอวี้เหมย์ก็ตามมาเล่นที่บ้านหลินจนค่ำกลายเป็นภาพที่ทุกคนในครอบครัวคุ้นตาไม่ต่างจากสมาชิกในบ้านอีกคน

    "อวี้เหมย์มาแล้วเหรอ"ย่าทักทายด้วยรอยยิ้มทุกครั้งที่เห็นเด็กหญิงตัวเล็กสองคนวิ่งเข้ามาในลานบ้าน"งั้นเดี๋ยวย่าจะทำขนมเพิ่มให้อีกจานนะ"

    "ขอบคุณค่ะย่า"อวี้เหมย์ตอบอย่างเกรงใจแต่ก็คุ้นเคยกับความใจดีของครอบครัวนี้มากขึ้นทุกครั้งที่มาเยี่ยม

    บางเดือนเจ๋อหาวก็มาเยี่ยมตายายที่หมู่บ้านใกล้เคียงตามปกติทุกครั้งที่มาก็มักแวะมาเล่นด้วยกันที่ลำธารหลังหมู่บ้านกลุ่มเพื่อนของซินเยว่จึงค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นอวี้เหมย์ที่อยู่ใกล้ที่สุด หรือเจ๋อหาวที่นานๆ มาที

    ฤดูร้อนที่มาถึงทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเล็กน้อยอากาศร้อนอบอ้าวขึ้นทุกวันต้นไม้ใหญ่กลางลานกลายเป็นที่พักพิงยอดนิยมของทุกคนในช่วงบ่ายจื้อเผิงกับจื้อจวินมักแวะซื้อน้ำแข็งไสจากรถเข็นที่ผ่านมาขายบางครั้งกลับมาฝากน้องๆที่บ้าน

    "น้ำแข็งไสเย็นชื่นใจมากเลยค่ะ"ซินเยว่พูดพลางกินอย่างมีความสุขน้ำแข็งละลายไหลเยิ้มจนต้องรีบกินให้เร็วก่อนจะหมด

    "กินช้าๆ หน่อยเดี๋ยวปวดท้อง" จื้อเผิงเตือนพลางหัวเราะ เห็นน้องสาวรีบตักกินจนแก้มตุ่ย

    วันหยุดฤดูร้อนวันหนึ่งลูกพี่ลูกน้องทุกคนรวมตัวกันไปเล่นน้ำที่ลำธารหลังหมู่บ้านจื้อกังกับจื้อจวินแข่งกันว่ายน้ำข้ามฝั่งไปกลับจื้อเฉียงกับจื้อเผิงนั่งจับปลาตัวเล็กด้วยตาข่ายที่ทำเองจากผ้าเก่าส่วนจื้อหมิงคอยดูแลน้องๆ ตัวเล็กไม่ให้เดินลงน้ำลึกเกินไป

    "พี่หมิงมาเล่นน้ำด้วยกันสิคะ"ซินเยว่ชวนพลางสาดน้ำใส่พี่ชายคนโตที่นั่งอยู่ริมฝั่ง

    "เดี๋ยวพี่ต้องดูแลน้องก่อน"จื้อหมิงตอบพลางยิ้มแม้จะพูดแบบนั้นแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเดินลงไปเล่นน้ำกับทุกคนในที่สุดเสียงหัวเราะและเสียงสาดน้ำดังก้องไปทั่วลำธารตลอดบ่ายวันนั้น

    เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึงทุ่งนารอบหมู่บ้านเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามไปด้วยข้าวที่พร้อมเก็บเกี่ยว ครอบครัวหลินเป็นอีกครั้งที่ต้องรวมตัวกันทั้งบ้านเพื่อเกี่ยวข้าวที่ปลูกไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิคราวนี้ซินเยว่ทำงานได้คล่องขึ้นกว่าตอนปักดำครั้งแรกมาก

    "เก่งขึ้นเยอะเลยนะน้องเล็กใช้เคียวเกี่ยวข้าวได้แล้วด้วย" จื้อกังชมพลางมองน้องสาวทำงานอย่างตั้งใจ

    "ก็ฝึกมาตลอดหลายเดือนนี่คะ"ซินเยว่ตอบอย่างภูมิใจ แม้มือจะยังไม่คล่องเท่าผู้ใหญ่แต่ก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

    ผลผลิตข้าวปีแรกของตระกูลหลินออกมาดีเกินคาดมากกว่าที่หลายครอบครัวในหมู่บ้านคาดไว้สำหรับคนที่ไม่เคยทำนามาก่อนทำให้ชาวบ้านบางคนเอ่ยชมด้วยความประหลาดใจ

    "ครอบครัวท่านเลขาเก่งจริงๆนะ ปีแรกได้ผลผลิตดีขนาดนี้" ชาวบ้านคนหนึ่งพูดกับหลินเจี้ยนกั๋วด้วยความทึ่ง

    "ก็ช่วยกันหลายคนน่ะครับ"ลุงใหญ่ตอบอย่างถ่อมตัวไม่ได้บอกความจริงว่าดินในแปลงนาของครอบครัวได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากหลานสาวตัวน้อยที่แอบใช้น้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ในมิติรดให้เป็นครั้งคราวอย่างระมัดระวังไม่ให้มากเกินจนน่าสงสัย

    ฤดูหนาวที่สองในหมู่บ้านมาถึงพร้อมความหนาวเย็นที่ทุกคนคุ้นเคยมากขึ้นกว่าปีก่อนครอบครัวทั้งสามเตรียมฟืนและเสื้อผ้าหนาไว้ล่วงหน้าอย่างพร้อมเพรียงไม่ต้องรีบร้อนแบบปีแรกที่ยังไม่คุ้นกับสภาพอากาศของภูเขา

    ค่ำคืนหนาวเย็นวันหนึ่งทุกคนในบ้านสามมารวมตัวกันผิงไฟในห้องโถง จื้อหมิงอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนจื้อเฉิงนั่งเล่นหมากรุกจีนกับพ่อส่วนซินเยว่นั่งซุกอยู่ในตักย่าฟังนิทานอย่างมีความสุข

    "ย่าคะเล่าเรื่องเดิมอีกทีนะคะ" ซินเยว่ออดอ้อนขอย่าให้เล่าให้ฟังอีกครั้ง ทั้งที่ฟังเรื่องเดียวกันมาหลายรอบแล้ว

    "เรื่องเดิมอีกแล้วเหรอ"ย่าหัวเราะเบาๆก่อนจะเริ่มเล่านิทานให้ฟังอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

    เย็นวันอาทิตย์ยังคงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของสัปดาห์เสมอไม่ว่าฤดูกาลจะเปลี่ยนไปกี่ครั้งทั้งสามครอบครัวก็ยังคงมารวมตัวกันที่ลานกลางเพื่อกินข้าวเย็นด้วยกันไม่เคยขาดเสียงหัวเราะ เรื่องเล่าประจำสัปดาห์ และความอบอุ่นที่ไม่เคยจืดจางเลยแม้แต่น้อยยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอยเสมอไม่ว่าชีวิตประจำวันจะวุ่นวายหรือเหนื่อยล้าเพียงใดก็ตาม

    คืนหนึ่งหลังมื้อค่ำวันอาทิตย์ขณะที่ผู้ใหญ่นั่งจิบชาคุยกันต่อที่ลานกลาง ซินเยว่นั่งอยู่ท่ามกลางพี่ๆทุกคนที่กำลังเล่นเกมทายคำกันอย่างสนุกสนาน จื้อเฉียงเป็นคนออกโจทย์จื้อเผิงกับจื้อจวินแข่งกันตอบ ส่วนจื้อกังนั่งดูอยู่ห่างๆพร้อมยิ้มมุมปากเป็นครั้งคราว

    "ทายไม่ออกอีกแล้ว!น้องซินเยว่ช่วยหน่อยสิ" จื้อเผิงร้องขอความช่วยเหลือเมื่อคิดคำตอบไม่ออก

    ซินเยว่หัวเราะพลางกระซิบใบ้คำตอบให้เบาๆทำให้จื้อเผิงร้องอุทานด้วยความดีใจก่อนจะตอบถูกในที่สุดเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วลานอีกครั้ง

    มองจากมุมของผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ไม่ไกลหลินเต๋อชางยิ้มอย่างอบอุ่นใจ พูดกับภรรยาเบาๆ "ดูหลานๆเล่นด้วยกันแบบนี้แล้ว มีความสุขจริงๆ นะ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม"

    เฉินซิ่วหลานพยักหน้าเห็นด้วยมองลูกหลานทุกคนที่นั่งล้อมวงกันอย่างสนิทสนมราวกับไม่มีใครจำได้แล้วว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นแค่ญาติที่ไม่ค่อยสนิทกันตอนอยู่ปักกิ่งการได้มาอยู่ใกล้ชิดกันที่หมู่บ้านชิงเหอกลับทำให้ทุกคนในตระกูลผูกพันกันแน่นแฟ้นยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ พกสวนแห่งชีวิต สู่ยุค 70 นำพาตระกูลหลินรุ่งเรือง ที่คุณอ่าน