ตอนที่ 45 น้ำตกธาราสวรรค์
“การทำภารกิจของเจ้าสำนักในครั้งนี้กินระยะเวลายาวนานเป็นอย่างมาก ก่อนท่านจะเดินทางไปนั้น ท่านได้มอบหมายกิจพิเศษให้แก่สานุศิษย์ทั้งสองสำนัก” ผู้อาวุโสสูงสุดหยุดกล่าวกระทันหัน ชายชรากวาดสายตาไปทั่วบริเวณ “พวกเจ้าทั้งหมดต้องออกไปท่องยุทธภพ”
สิ้นคำกล่าว สานุศิษย์ต่างตกสู่อาการฉงนงุนงง ไม่ใช่เพียงแค่บรรดาศิษย์ กระทั่ง ลู่หลินและผู้อาวุโสจากทั้งสองสำนักล้วนแสดงสีหน้าตกตะลึงงันไม่ต่างกัน ผู้อาวุโสสูงสุดรับรู้สาส์นนี้เพียงผู้เดียวเท่านั้น นี่คงเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร ศิษย์ของทั้งสองสำนักเติบโตมาภายใต้ขอบเขตและการดูแลของสำนัก หากต้องออกไปเผชิญโลกหล้า นั่นไม่มีสิ่งใดจะมาค้ำประกันความปลอดภัยได้เลย
“นี่มันหมายความว่ายังไง!?”
“ข้าฝึกปรือในสำนักมานานกว่าสามปี ข้าไม่ทราบเลยว่ามีภารกิจเช่นนี้ด้วย”
“ฮึ่ม! ก็ดีนี่ ข้าอยากออกไปโลกภายนอกเต็มแก่แล้ว!!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์แบ่งเป็นสองฝั่งเด่นชัด ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถึงกระนั้น ต่อให้มีผู้ใดไม่พึงพอใจล้วนมิอาจหยุดยั้งคำสั่งของท่านเจ้าสำนักได้ อย่างไรก็ตาม นี่ก็ไม่ใช่การบังคับซะทีเดียว “ใครจะไปก็ไป ใครจะอยู่ต่อก็อยู่ แต่ข้าแนะนำให้พวกเจ้าออกไป ประสบการณ์ชีวิตที่แท้จริงนั้นอยู่ข้างนอกไม่ใช่ที่นี่ เราทำได้เพียงชี้แนะเส้นทางที่ถูกต้อง หาได้สอนให้รู้จักความโหดร้ายของยุทธภพไม่”
ทันใดนั้น เสียงของศิษย์ใหม่ก็ไต่ถามขึ้นมา “ท่านผู้อาวุโสสูงสุด โซ่ตรวนนี่เล่า?” เขาชูโซ่ตรวนแห่งสายสัมพันธ์ สีหน้าเผยความกังวลลึกล้ำ ยังเหลือเวลากว่ายี่สิบวันก่อนโซ่ตรวนนี้จะหมดฤทธิ์ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะล่าช้าในการเดินทางไปอีกหลายสิบยี่สิบวัน
“โซ่ตรวนมิอาจปลดออกได้ พวกเจ้าทำได้เพียงรอครบกำหนดเวลา แต่ถ้าอดที่จะรอไม่ได้ เจ้าจะเดินทางไปพร้อมกับโซ่ตรวนแห่งสายสัมพันธ์ย่อมไม่มีผู้ใดขัดข้อง” ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าว “การเปิดสำนักสู่โลกภายนอกนี้จำกัดเวลาให้พวกเจ้าจนถึงการประกาศเริ่มต้นการประลองระดับทวีปที่จะจัดขึ้นในภายภาคหน้า สิ้นสุดการประลองนั้นถือว่าหมดเวลาเปิดสำนัก”
“ท่านเจ้าสำนัก นี่ท่านเห็นด้วยกับเรื่องนี้ด้วยรึ!!” ศิษย์ฝ่ายสตรีกล่าวขึ้น ส่วนใหญ่ต่างไม่พึงพอใจต่อการกระทำของผู้อาวุโสสูงสุดของฝ่ายสำนักกระบี่คู่สวรรค์ มันเห็นได้ชัดว่าผู้ชรามีอำนาจเหนือกว่าเจ้าสำนักของพวกนางซะอีก
ลู่หลินเงียบสนิท นางกวาดสายตาไปทางบรรดาศิษย์ของตนพลางพยักหน้าเบาบาง ตัวของนางนั้นนับถือเจ้าสำนักของสำนักกระบี่คู่สวรรค์อย่างมาก มันเป็นสิ่งที่เด็กเมื่อวานซืนมิอาจทำความเข้าใจได้แน่นอน จากการกระทำของลู่หลินบรรดาศิษย์สตรีล้วนปิดปากเงียบทันที พวกนางหาได้กล่าวตำหนิในตัวเจ้าสำนักของตนเองไม่ พวกนางกลับไว้ใจเสียด้วยซ้ำ ไม่มีคราวใดที่เจ้าสำนักลู่หลินเคยนำพาสานุศิษย์ให้ประสบกับความผิดหวัง หากลู่หลินเห็นด้วย พวกนางทั้งหมดก็เห็นด้วย
“ท่านเจ้าสำนักทิ้งประตูวิเศษไว้บานหนึ่ง ชายใดหรือหญิงใดปรารถนาจะเดินทาง พึงระลึกถึงสถานที่นั้นไว้ในใจแล้วข้ามประตูบานนี้ไป” ผู้อาวุโสผายมือไปด้านข้างพลันปรากฏบานประตูใบหนึ่ง คลับคล้ายกับห้วงมิติก็มิปาน บานประตูนี้มิได้เป็นวัตถุวิเศษแต่อย่างใด มันปรากฏขึ้นจากพลังปราณของท่านเจ้าสำนักที่หลงเหลือเอาไว้ มันมากพอจะส่งใครก็ได้พันกว่าคนเดินทางได้ไกลถึงหมื่นลี้
“นี่ท่านผู้อาวุโสสูงสุดเอาจริงรึ…” ศิษย์หลายคนรู้สึกสับสนไม่น้อย พวกเขาคุ้นชินกับสำนักที่ราวกับกลายเป็นบ้านไปแล้ว ถ้าการเปิดโอกาสให้ท่องยุทธภพเป็นเรื่องจริง ประหนึ่งถูกน้ำเย็นราดใส่ เปรียบดั่งการจู่โจมที่ไม่ทันตั้งตัว
“เราจะกลับสำนักกระบี่คู่สวรรค์กันเมื่อตะวันขึ้น” ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง ชายชราทอดสายตาไปทั่วบริเวณ “ผู้ใดหาญจะท่องโลกก็ก้าวขาเข้าบานประตูไป”
ทันใดนั้น เสียงของบุรุษผู้หนึ่งพลันดังกังวาล “ข้าต้องการข้ามประตูบานนั้น!” ฝูงชนต่างหันมองไปทางต้นเกิดเสียงอย่างพร้อมเพรียง ทุกคู่แววตาล้วนบังเกิดความประหลาดใจลึกล้ำ บุรุษผู้นั้นแท้จริงแล้วก็คือหลิวเจียน…
“ตาแก่นั่นไม่อยู่ เหตุใดข้าต้องอยู่” หลิวเจียนก้าวขาออกไปเบื้องหน้า ในขณะนี้เขากลายเป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุด เจ้าสำนักคือสาเหตุที่เขาเข้าร่วมกับสำนักกระบี่คู่สวรรค์ เบื้องหลังของหลิวเจียนนั้นยิ่งใหญ่มากพอจะส่งชายหนุ่มเข้าเป็นศิษย์ของวังมังกรได้อย่างสบายๆ การที่เจ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่คู่สวรรค์ออกไปทำภารกิจ เขารู้สึกตกใจอยู่มาก..
“หลิวเจียน!” เสียงอันไพเราะของอิสตรีดังแว่วเข้ามา แม้เวลาจะผ่านมาหลายวัน เลี่ยงเฟิ่งยังคงเจ็บแผลเก่าเล็กน้อย การได้ประมือกับเฟยอวี่ประหนึ่งการย้ำเตือนความอ่อนแอของนาง เลี่ยงเฟิ่งเคยคิดว่าตนเองเป็นรองแค่หลิวเจียนเท่านั้น ซึ่งหลิวเจียนคือคนที่ได้ลำดับที่สองในการประลองระดับทวีป.. อย่างน้อยถ้านางเข้าร่วมการประลองระดับทวีปในครั้งถัดไป นางก็คงอยู่ลำดับต้นๆของตารางอยู่ดี ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่าศิษย์ใหม่กลับชนะหลิวเจียนที่เก่งกาจราวกับปีศาจได้!!
“เจ้าสาบานกับข้าไว้แล้ว!” เลี่ยงเฟิ่งกล่าวย้ำ นางหาได้สนใจสายตาของผู้คนนับพันที่จับจ้องไม่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ครั้งนี้นางจะต้องเดินทางไปพร้อมกับหลิวเจียนให้ได้! นางสัมผัสได้ถึงพลังเย็นในตัวของเขา นางไม่เคยเชื่อเลยว่าหลิวเจียนนั้นถนัดใช้กระบี่ในการต่อสู้…
หลิวเจียนเหลือบมองเลี่ยงเฟิ่งแววตาเย็นชา “อย่ากลัวจนร้องไห้ก็แล้วกัน” ชายหนุ่มหันกลับมาทางผู้อาวุโสสูงสุดก่อนเอ่ยพูดว่า “เดินทางไปวังสมุทร”
ชั่วพริบตาที่คำพูดของหลิวเจียนสิ้นสุด ราวกับโลกทั้งใบถูกผนึกผิดโดยสมบูรณ์ ทั้งชายทั้งหญิงทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ ผู้คนแทบทั้งหมดในสถานที่แห่งนี้ล้วนแข็งค้างประหนึ่งรูปปั้นหิน “วังสมุทร” ความน่าเกรงขามของชื่อนี้ไม่ได้ด้อยกว่าขุมกำลังที่ถูกเรียกว่า “แดนราชัน” เลยแม้แต่น้อย
“ศิษย์พี่หลิว.. เป็นคนของวังเทพสมุทร..”
“บะ…บ้าน่า! วังสมุทรชำนาญพลังเย็น ข้าไม่เคยเห็นพี่หลิวใช้พลังเย็นมาก่อน!”
บรรยากาศที่เงียบสงัดดุจป่าช้าแปรเปลี่ยนสู่ความอึกทึกครึกโครม สีหน้าของสานุศิษย์ปรากฏแววตกตะลึงงัน กระทั่ง เจ้าสำนักและผู้อาวุโสของทางฝั่งสำนักกระบี่ดาราสวรรค์ยังมิอาจเก็บอารมณ์ตื่นตระหนกไว้ได้ ในขณะที่บรรดาผู้อาวุโสสูงสุดและผู้อาวุโสทั้งหลายของสำนักกระบี่คู่สวรรค์อยู่ในอาการสงบนิ่ง
“หลิวเจียน.. นี่เจ้าเป็นคนของวังสมุทร” ประสาทสัมผัสของเลี่ยงเฟิ่งมิได้ผิดแปลก นางรู้สึกได้ถึงความเข้ากันได้กับพลังเย็นในร่างของหลิวเจียนจริงๆ ซึ่งการที่หลิวเจียนเปิดเผยด้วยคำพูดเช่นนี้ มันจึงคลายความสงสัยในใจของนาง
หลิวเจียนไม่เอ่ยกล่าวอันใด ชายหนุ่มหันมองมาทางนางพลางเผยรอยยิ้มมุมปาก เขาหันกายกลับแล้วเดินเข้าสู่ห้วงมิติไป เลี่ยงเฟิ่งเดินตามหลิวเจียนไปด้วยความเร่งรีบ ทันใดนั้น ผู้อาวุโสสูงสุดก็กล่าวเตือนขึ้นมาก่อน “ข้าไม่สนหรอกนะว่าเด็กนั่นให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับไว้หรือไม่ แต่หากความลับนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของศิษย์ในสองสำนัก ข้าก็อยากจะเตือนเจ้าไว้ก่อนจะเดินตามมันไปเด็กน้อย..”
เลี่ยงเฟิ่งถึงกับชะงักฝีเท้าลงตรงหน้าห้วงมิติอย่างพอดิบพอดี นางประสานสายตากับผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักกระบี่คู่สวรรค์ที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทางฉงน นางประสานฝ่ามือเคารพ “ท่านผู้อาวุโสหมายความว่าอันใด..”
“หลิวเจียน เขาคือองค์ชายลำดับที่เก้าแห่งวังเทพสมุทร”
เมื่อผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวจบ พื้นที่ซึ่งมีผู้คนยืนแน่นกว่าพันชีวิตพลันเงียบสงัดในชั่วพริบตา เป็นความเงียบระดับที่ถ้าเข็มหมุดตกลงกระทบพื้น คนนับพันชีวิตย่อมได้ยินโดยทั่วกัน ความลับในเรื่องนี้ กระทั่งลู่หลินก็มิอาจทราบได้ หรือแม้แต่บรรดาผู้อาวุโสฝั่งสำนักกระบี่คู่สวรรค์ก็ยังไม่ทราบข่าว! ถึงกระนั้น สีหน้าของพวกเขาต่างนิ่งสงบ จากผู้คนนับพันชีวิต มีแค่ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่คู่สวรรค์เพียงหนึ่งเดียวที่ล่วงรู้ในเรื่องนี้
ร่างกายของเลี่ยงเฟิ่งพลันสั่นสะท้าน หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำขึ้นมา
“รู้เช่นนี้แล้ว สาวน้อยยังอยากติดตามเขาไปหรือไม่” ผู้อาวุโสสูงสุดไต่ถามเเตือนสติ
เลี่ยงเฟิ่งหันขวับไปทางสานุศิษย์ ทันทีที่นางได้เห็นใบหน้าอันแสนประหลาดใจเหล่านั้น หญิงสาวพึงตระหนักได้ทันทีว่าไม่มีผู้ใดทราบในเรื่องนี้ สถานะองค์ชายแห่งวังเทพสมุทรอยู่เหนือสถานะองค์ชายแห่งวังมังกรอย่างเทียบไม่ติด ฐานะของหลิวเจียนทัดเทียมกับองค์ชายของแดนราชัน นางหันกลับมาทางผู้อาวุโสสูงสุด นางยังมิอาจทำใจเชื่อได้ลง
“ทำไมข้าถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย”
“หนึ่งในกฎของสำนักกระบี่คู่สวรรค์ ฐานะทางบ้านใช้ไม่ได้กับที่แห่งนี้”
เลี่ยงเฟิ่งเก็บกลืนน้ำลายคำโต แทนที่นางจะถอนตัว หญิงสาวกลับเผยรอยยิ้มขึ้นมา “กะ…ก็ดีสิ นี่หมายความว่าเคล็ดวิชากระบี่น้ำแข็งของตระกูลข้าจะแข็งแกร่งแบบก้าวกระโดดไม่ใช่หรืออย่างไร” ผู้อาวุโสสูงสุดผงกศีรษะเบาบางราวกับยอมรับในการตัดสินใจของนาง ทันใดนั้น หญิงสาวพลันก้าวสู่ห้วงมิติไป
เมื่อการเดินทางของคู่แรกเสร็จสิ้น ผู้อาวุโสสูงสุดแผดเสียงลั่น “การเดินทางผ่านประตูมิตินี้มีแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น หลังจากนี้ไปใครคิดจะออกเดินทาง พวกเจ้าต้องเดินทางด้วยตัวเอง!”
การตัดสินใจท่องยุทธภพเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก พวกเขาไม่ได้มีเป้าหมายการเดินทางที่ชัดเจน มันแตกต่างจากการออกไปพเนจรสืบเนื่องจากประสบการณ์ชีวิตยังน้อยนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคุ้นชินที่พวกเขามีต่อสำนักยิ่งทำให้การตัดสินใจนี้ยากลำบากขึ้นไปอีกขั้น มันมีความกดดันพอสมควร แต่แล้วการประกาศของผู้อาวุโสสูงสุดราวกับโยนภูเขาอีกลูกลงบนอกของบรรดาสานุศิษย์ ความกดดันในการตัดสินใจพลันเพิ่มขึ้นในทันตา
“คุณชายโม่ ท่านจะท่องยุทธภพไหม?” โจวเหว่ยหูเอ่ยคำถามสุดเรียบง่ายออกมา อย่างไรก็ตาม ตรงข้อมือของนางยังมีสุ้มเสียงแกร๊กๆของโซ่ตรวนดังขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันทำให้เคลื่อนไหวลำบาก นอกจากจะไม่ช่วยเรื่องการต่อสู้หรือการบำเพ็ญใดๆ มันยังเป็นภาระขณะเกิดการต่อสู้ขึ้นอีก ถ้าถูกไล่ล่าโดยสัตว์อสูรที่มีความเร็วเป็นเลิศ ขณะหนีนางอาจสะดุดสายโซ่หกล้มก็เป็นได้…
“รอครบหนึ่งเดือนเต็ม” โม่กุ่ยเสินกล่าวตอบ เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มก็ต้องการประสบการณ์การเดินทางเช่นกัน เพียงแต่โซ่ตรวนเป็นอุปสรรคมากเกินไป
หลังจากคู่ของหลิวเจียนผ่านไป ระยะเวลาก็ผ่านพ้นมาได้ราวยี่สิบนาที มันไร้วี่แววของคนถัดไปที่จะออกไปท่องยุทธภพ อย่างที่ทราบโดยทั่วกัน ไม่ว่าจะสำนักกระบี่คู่สวรรค์หรือสำนักกระบี่ดาราสวรรค์ ทั้งสองสำนักต่างเพรียบพร้อมทั้งด้านการฝึกบำเพ็ญเพียรทั้งแหล่งที่พักอาศัย หากเดินทางในโลกภายนอกซึ่งเต็มไปด้วยภัยอันตรายที่แท้จริง ผู้คนส่วนใหญ่จึงเลือกอยู่ในสำนักต่อไปจะดีกว่า
“เฟยอวี่…” น้ำเสียงนุ่มละมุนของหญิงสาวกล่าวเรียกชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายดังขึ้นเบาๆ เจียวอ้าวดึงชายเสื้อของเฟยอวี่เล็กน้อย ชายหนุ่มหันขวับมาพลางขมวดคิ้วชิด “แม่นางเจียวมีปัญหาอะไรหรือไม่?”
นวลหน้าขาวผ่องราวหิมะอมชมพูพาดผ่านด้วยริบบิ้นสีแดง นางหลบสายตาเฟยอวี่อย่างไร้สาเหตุ “ข้าอยากท่องโลกกว้าง” เมื่อเจียวอ้าวพูดจบ ใบหน้าของนางพลันทวีคูณความเข้มข้นขึ้นแปรเปลี่ยนสู่ใบหน้าแดงฉานโดยสมบูรณ์ ลุกลามไปถึงใบหู…
“เป็นเช่นนั้นหรอกรึ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดใบหน้าของท่านถึงได้แดงนัก?”
ฉับพลันนั้น เจียวอ้าวพลันประสานสายตากับเฟยอวี่ก่อนกล่าวอย่างกระฟัดกระเฟียด “ไต่ถามมากยิ่ง!”
เฟยอวี่ถึงกับเก็บกลืนทุกถ้อยคำลงคอ ชายหนุ่มงุนงันนัก …เหตุใดนางถึงอารมณ์เสียเล่า?
แท้จริงแล้ว เจียวอ้าวใฝ่ฝันที่จะได้ท่องยุทธภพมาตั้งแต่เด็ก นางเป็นคุณหนูแห่งหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ คุณหนูตระกูลเจียว เมื่อครั้นเยาว์วัย เจียวอ้าวล้วนถูกกักบริเวณส่วนตัวไว้ นางเดินเล่นได้มากสุดก็แค่ภายในตระกูลเจียวเท่านั้น อีกทั้ง นางยังต้องมีผู้ติดตามคอยดูแลคุ้มกันตลอดเส้นทางที่เดินไป การได้เข้าร่วมกับสำนักกระบี่ดาราสวรรค์เปรียบประหนึ่งนกออกจากกรงก็มิปาน แต่ทว่า มันเหมือนย้ายจากกรงเล็กมากรงที่ใหญ่ขึ้นมากกว่า…
ฉะนั้น โอกาสในการท่องยุทธภพในครั้งนี้นั้นปราศจากข้อจำกัดใดๆ นางสามารถท่องไปในสถานที่ที่ต้องการได้โดยไม่ต้องมีใครคอยดูแลกำชับ มันเป็นโอกาสที่อาจหาไม่ได้อีกแล้ว!!
“ถ้าเช่นนั้น แม่นางเจียวปรารถนาจะไปที่ใด?”
“เห็นแก่ที่เจ้าช่วยข้าไว้หลายหน ครั้งนี้ การตัดสินใจจะยอมยกให้เจ้า” เจียวอ้าวเอ่ยพูดด้วยท่าทียโสสูงส่ง ทั้งที่ใจจริงนางก็ไม่ทราบเช่นกันว่าควรไปที่ไหนดี นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้นางกล่าวพูดเช่นนั้น
“ไปกันเถอะ” เฟยอวี่ไม่รอช้า ชายหนุ่มสืบเท้าก้าวผ่านบรรดาศิษย์ที่ยืนเรียงรายโดยรอบ ด้วยโซ่ตรวนที่จำกัดระยะทางส่งผลให้เจียวอ้าวต้องเดินตามชายหนุ่มไปด้วย เสียงใสของสตรีดังขึ้น “เอ๊ะ? …ตอนนี้เลยรึ!!”
นางคิดว่าเฟยอวี่ต้องใช้เวลาคิดสักพัก แต่คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะคิดออกแล้ว
เบื้องหน้าของฝูงชนนับพันปรากฏชายหญิงสองคนซึ่งถูกโซ่ตรวจมัดข้อมือไว้ ทุกผู้คนในที่นี้ล้วนรู้จักชายหญิงทั้งคู่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุรุษ ทั้งที่เป็นศิษย์ใหม่แต่กลับสามารถเอาชัยเหนือทุกผู้คนในสองสำนัก มันกลายเป็นดาราที่ส่องสว่างที่สุดบนฟากฟ้า!!
เฟยอวี่กลัวเจียวอ้าวจะสับสนแล้วไม่ยอมเดินตามเข้ามา นี่ล้วนเกิดจากชายหนุ่มจะไม่พูดชื่อสถานที่ที่กำลังจะไป สืบเนื่องจากไม่จำเป็นต้องพูด เพียงแค่คิด ห้วงมิติก็จะนำพาไปสู่ดินแดนที่ปรารถนา เฟยอวี่ไม่อยากให้ผู้ใดทราบว่าตนกำลังเดินทางไปที่ไหน ทันใดนั้น ชายหนุ่มโอบเอวของเจียวอ้าวในทันทีพลันทะยานร่างเข้าสู่ห้วงมิติไป
เฟยอวี่ครุ่นคิดในใจ
“น้ำตกธาราสวรรค์”