ตอนที่ 12 วางแผน (2)
“ทิวทัศน์ของที่นี่ช่างหาชมได้ยากนัก อยู่เมืองหลวงไม่มีทางได้เห็นูเามากมายเพียงนี้ ดูแล้วพานให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์เ้าบทเ้ากลอนขึ้นมาบ้าง”
มองทิวเขาสูงที่ทอดยาวสองฝั่ง ซ่งจื่อเฉินอดเอ่ยชมไม่ได้ ทันใดนั้นสายตาของมู่ชิวกลับเจือไปด้วยรอยยิ้ม ขยับขากระทุ้งท้องม้าเดินเคียงข้างไปกับซ่งจื่อเฉิน ยิ้มพลางพูดหยอกล้อ “ถ้าเช่นนั้น...ท่านอ๋องมีพระประสงค์ประพันธ์สักบทหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมช่วยท่านอ๋องจำไว้ก่อนได้ อีกประเดี๋ยวกลับไปค่อยจด...”
“ช่างเถอะๆ ฝีมือแต่งกลอนสะเปะสะปะของข้า เ้าอย่าเอามาล้อนักเลย”
ซ่งจื่อเฉินไม่มีพร์เื่ศาสตร์ศิลป์กาพย์กลอนมาั้แ่เด็ก ทว่าราชวงศ์ฉีกลับให้ความสำคัญกับศาสตร์บุ๋นมากกว่าบู๊ ในวัยเด็กเมื่อใดที่ต้องแต่งกาพย์กลอนล้วนได้มู่ชิวเขียนให้ก่อนค่อยแอบเอาให้เขาคัดลอก ยามนี้ก็แค่แสร้งทำเป็มีศิลปะในจิตใจเท่านั้น หากจะให้เขาแต่งกลอนขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าคงแต่งได้แค่ ‘เบื้องหน้าทิวเขามากมาย’ อะไรที่น่าขันทำนองนี้
ถึงแม้จะถูกหยอกล้ออย่างไร้ความปรานีอีกแล้ว ซ่งจื่อเฉินกลับไม่รู้สึกโกรธแม้สักนิด เขาชอบฟังมู่ชิวพูดถึงเื่สมัยเด็กของพวกเขา ่วัยเยาว์ที่ไม่รู้จักความโศกเศร้า ยังไม่มีเื่เข้าใจผิด การลอบทำร้าย ความพลั้งพลาดสารพัดในเวลาต่อมา ตอนที่พวกเขายังใกล้ชิดตัวติดกันได้ทั้งวันโดยไม่ต้องสนอะไรทั้งนั้น ต่อให้เจอเื่ราวมากมาย ขอแค่ได้ยินมู่ชิวพูดเื่สมัยก่อน ในอกของเขาก็ยังคงมีความอบอุ่นแผ่ซ่านอยู่บ้าง
มู่ชิวอดหัวเราะเล็กน้อยไม่ได้ ยกมือปิดปากกระแอม จากนั้นก็กระชับชุดคลุมบนตัวให้แน่นขึ้น “ที่นี่ลมแรงพอสมควร หากสัญลักษณ์ในแผนที่ไม่ได้ผิดเพี้ยน เกรงว่าข้างหน้าก็คือหุบเขาสิ้นชีพที่เล่าลือกัน ไม่สู้ท่านอ๋องส่งคนล่วงหน้าไปสำรวจก่อน เผื่อว่าหากกองทัพผ่านไปไม่ได้ จะได้ไม่ชะงักอยู่ที่ปากทางพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้ ข้าจะส่งคนไปดูข้างหน้าเดี๋ยวนี้”
ถึงแม้มู่ชิวเคยบอกไว้ก่อนแล้วว่าไม่มีทางเรียนเื่การทหาร ทว่าอย่างไรเสียตัวคนก็อยู่ในกองทัพ อีกทั้งยังติดนิสัยวางแผนตรึกตรอง มากน้อยย่อมคำนึงถึงเื่ที่เป็การเป็งานอยู่บ้าง ซ่งจื่อเฉินเชื่อเขาอย่างไม่มีเหตุผลมาแต่ไหนแต่ไร โชคดีที่ความคิดของมู่ชิวรอบคอบมาตลอด หลายครั้งที่คำชี้แนะต่างเป็ประโยชน์พอดี และก็ทำให้คนตั้งแง่ที่อยู่ในกองทัพพวกนั้นเริ่มให้เกียรติบัณฑิตอ่อนแอผู้นี้ที่มาอยู่ในกองทัพอย่างไม่ทราบสาเหตุ
มู่ชิวพยักหน้าเล็กน้อย ดึงบังเหียนม้ารอซ่งจื่อเฉินสั่งทหารติดตามให้ไปสำรวจข้างหน้า จากนั้นเขาก็เอามือจับตรงตำแหน่งหัวใจอย่างที่ไม่ให้สังเกตเห็น ไม่รู้เพราะเหตุใด วันนี้เขาสังหรณ์ใจไม่ดีั้แ่เช้าแล้ว รู้สึกหวั่นใจอยู่ตลอดเวลา เดิมคิดว่าเป็เพราะเมื่อคืนพักผ่อนไม่เต็มที่ ทว่าระหว่างทางแอบฝึกลมปราณก็ไม่ดีขึ้น กลับยิ่งกระวนกระวายใจมากกว่าเดิม ทำให้เขากังวลถึงความเป็ไปได้อีกแบบอย่างอดไม่ได้
“เป็อะไรไป คิดอะไรอยู่”
พอซ่งจื่อเฉินกลับมาก็เห็นมู่ชิวเหม่อลอยอย่างที่พบเห็นไม่บ่อยนัก จึงอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ มู่ชิวถึงดึงสติออกจากความคิดกลับมา ยิ้มพลางส่ายหน้าเล็กน้อย เงียบไปสักพักถึงตอบ “ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่กำลังคิดว่า สมมติมีคนวางแผนคิดร้ายระหว่างทาง จะฉวยโอกาสลงมือใน่เวลาแบบไหน...”
“เ้าหมายถึง...”
ซ่งจื่อเฉินไม่ได้เอ่ยชื่อออกมา ทว่าสายตากลับดุดันขึ้น ขมวดคิ้วพูดเสียงเบา “มู่ชิว...เ้าสังเกตเห็นอะไรใช่หรือไม่”
“กระหม่อมไม่ได้สังเกตเห็นอะไร แค่กระวนกระวายใจอย่างไม่มีสาเหตุพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวส่ายหน้า ลูบแผงขนของม้าขาวที่อยู่ใต้ตัวเบาๆ ครุ่นคิดพลางตอบ “ท่านอ๋องมีกระหม่อมอยู่ด้วย ซ้ำยังมีทหารติดตามที่คอยคุ้มกันทั้งวันทั้งคืน การลอบสังหารกระทำไม่ง่าย ทว่ายามนี้พวกเราอยู่ในค่ายทหาร หาก้าฉวยโอกาสก่อเหตุในที่ราบเช่นนี้ก็เท่ากับรนหาที่ตายอย่างไม่ต้องสงสัย เว้นเสียแต่ว่า...จะเป็ยามที่กองทัพไม่ทันไหวตัว...”
“เ้าหมายความว่า...ตอนเข้าหุบเขาอย่างนั้นรึ”
สายตาของซ่งจื่อเฉินดุดันขึ้นมาในพลัน เข้าใจความหมายของมู่ชิวอย่างกระจ่าง หุบเขาสิ้นชีพนี้เป็เส้นทางที่ต้องผ่าน หากอ้อมไปอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลากว่าครึ่งเดือน ถึงแม้ทัพหน้าจะไม่จำเป็ต้องเร่งด่วนนัก แต่ก็ไม่มีเวลาให้เสียมากถึงเพียงนี้ ทว่าเส้นทางในหุบเขาก็เล็กแคบและอันตราย จุดที่แคบที่สุดม้าเดินขนาบได้เพียงสองตัว ทัพใหญ่ทำได้เพียงเรียงแถวทยอยเดินเข้าไป หากมีคนลอบโจมตีในเวลานี้ เกรงว่าคงยากจะตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“แต่คิดอีกมุมหนึ่ง ยามนี้พวกเรายังอยู่ในอาณาเขตของราชวงศ์ฉี ความเป็ไปได้ที่จะมีทัพใหญ่มาโจมตีก็น้อยมาก หากให้กระหม่อมคิดหาวิธีก็น่าจะใช้ะเิทำการะเิูเา เมื่อูเาถล่มก็จะผลักภาระเป็เหตุสุดวิสัยเื่ภัยธรรมชาติได้...”
มู่ชิวเพิ่งพูดไม่กี่ประโยคก็รู้สึกว่าสีหน้าของซ่งจื่อเฉินราวกับแปลกไปอย่างยากจะบรรยาย จึงเงียบเสียงลงพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านอ๋องเป็อะไรไปพ่ะย่ะค่ะ”
“เปล่า ข้าแค่กำลังคิดว่า โชคดีที่เ้าไม่ได้เป็คนวางแผนการ ซ่ง...ถ้าเขามีความคิดรอบคอบเช่นเ้า ตอนนี้ข้าคงไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้ว...”