ขจรรีบมาที่ค่ายมวยสยามยุทธ์ เพื่อลงซ้อมมวยสากลกับ อาจารย์ลีออง
“ การชกมวยสากล นั้น เขาให้คะแนนตามที่ชกด้วยหมัดเท่านั้น โดยจะมีการกดคะแนนจากกรรมการทั้งสามคน หากสองในสามเห็นเหมือนกันก็จะได้คะแนน ยกเว้น ใครสามารถล้มคู่ต่อสู้ลงไปนอนนับได้ หากว่านับครั้งที่สาม ก็ชนะไป ไม่ต้องรอนับ 10 ดังนั้น ห้ามใช้ส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่หมัดทำร้ายคู่ต่อสู้เป็นอันขาด
ทุกคนต่างก็ได้ฝึกวิ่งกันตั้งแต่เช้า วันละ 20 กิโลเมตรมาแล้ว และยังมีการฝึกด่าน 18 ด่าน แล้วฝึกเวทเทรนนิ่ง ดังนั้นช่วงเย็นเราจะสอนแค่เทคนิคการชก และ การป้องกันให้นำไปใช้บนเวที”
อาจารย์ลีอองได้ เรียก โจโจ้ออกมา แล้วก็สอนเทคนิคการป้องกัน ตั้งแต่ท่าพื้นฐาน การ โยกตัว และเต้นฟุตเวิร์คหลบไปมา แล้ว เทคนิคการโต้ตอบ หมัดระยะสั้น และระยะยาว การออกหมัดสวิง หมัดแย็บ หมัดตรง หมัออัปคัต ทุกหมัดที่ออกต้องโดนเป้าหลัก เพื่อให้ได้คะแนน
ขจรฟังแล้ว ก็ได้แต่คิดว่า เป้าหมายของการฝึกฝนเช่นนี้คือ เพื่อเอาชนะคู่แข่งมากกว่า หากเจอคู่ต่อสู้ที่ไม่ได้ชกเพื่อกีฬา แต่ชกเพื่อเอาชีวิต การฝึกฝนแบบนี้ย่อมไม่รอดแน่
แต่ขจรก็นั่งฟัง แล้วทำตามที่อาจารย์ลีอองสอน ไม่ได้โต้แย้งอะไร และเขาก็ทำได้ดี กว่าคนอื่นๆ โดยที่ขจรนั้นเป็นคู่ซ้อมให้กับทุกๆ คนอีกด้วย จนเวลาล่วงเลยมาจนถึง สามทุ่ม ทุกคนก็เหน็ดเหนื่อยกันหมด แต่ขจรนั้นยังมีลมหายใจปกติไม่เหน็ดเหนื่อยเลย
“ คุณไปฝึกซ้อมตอนไหน ดูแล้วคนอื่นเหน็ดเหนื่อนอ่อนแรง แต่ดูคุณไม่เหนื่อยเลย” อาจารย์ลีออง เป็นนักมวยเก่าจากฝรั่งเศษ พูดไทยได้ชัดถ้อยชัดคำมาก
“ ผมฝึกวิ่งตอนเช้าวันละ ห้าสิบกิโล แล้วก็เข้าโรงยิมอีก หนึ่งชั่วโมง จากนั้นผมก็นั่งสมาธิ ทำโยคะ ก่อนนอนผมก็นั่งสมาธิสวดมนตร์วันละหนึ่งชั่วโมง ต่อให้ขึ้นชก 12 ยก ผมก็ไม่เหนื่อย”
“ โอ มายก็อด แค่วิ่งวันละ 20 กิโลผมก็ว่าหนักแล้ว นี่คุณวิ่งถึง 50 กิโลช่างมหัศจรรย์แท้”
ขจรลา อาจารย์ลีอองกลับ แล้วค่อยเจอกันพรุ่งนี้ตอนเย็น
ณ คลับไวท์เฮ้าส์ ห้องวีไอพี
คุณชายอนาวิน ได้มากินเหล้า กับ คุณชายชลทิศลูกผู้น้อง บุตรของท่านหญิงสี่
โดยมีเจ้าของร้าน คือ ภาคิน ลูกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนที่ลอนดอน กลับคุณชายอนาวินนั่งอยู่ด้วย
“ เฮ้ย กลุ้มใจเรื่องอะไรวะ ทายาทหมื่นล้านอย่างนายสองคน ไม่เห็นต้องกลุ้มใจอะไรเลยนี่”
“ นายไม่รู้อะไร ตอนนี้ท่านลุงของฉัน ดันไปหลงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง มีอะไรก็ปรนเปรอมันหมด แถมยังไล่ฉันกับชลทิศออกจากตำแหน่งซีอีโอของบริษัทอีก”
“ จริงดิ อย่าบอกนะ ว่ามันชื่อ ขจร นาคบดินทร์คนนั้น”
“ นี่นายรู้จักมันด้วยหรือ?”
“ รู้จักซิ มันแย่งประมูลดาบโบราณ จากฉันไป ไม่ว่าจะขอซื้อคืนอย่างไรมันก็ไม่ยอมขายให้”
“ เฮอะ มันก็เงินท่านลุงของพวกเราทั้งนั้น ไอ้แมงดานี่มันก็ประจบเอาใจท่านลุงจนมีอะไรก็ประเคนมันไปหมด พ่อกับแม่ก็ให้รอไปก่อน ไม่รู้รออะไร”
“ พ่อของนายสองคนล้วนแต่เป็นทั้งนายตำรวจ และ นายทหารใหญ่ ยังไม่กล้าทำอะไรมันอีกเหรอ?”
“ พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนกับว่า ท่านลุงกุมความลับอะไรบางอย่างเอาไว้ พวกเขาเลยไม่กล้าลงมือกัน” คุณชายอนาวินเอ่ยออกมา คุณชายชลทิศก็พยักหน้าเหมือนๆ กัน
“ เอาอย่างนี้ไหม หากว่านายสองคนร่วมมือด้วย ฉันจะช่วยจัดการกับมันให้ ต้องการให้มันสาบสูญ หรือ ว่าตาย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
“ นายทำได้อย่างนั้นรึ?”
“ อย่าลืม ฉันเป็นใคร เรื่องแค่นี้ทำไมถึงจะทำไม่ได้”
“ พวกเราอยากได้ทรัพย์ และ สิทธิ์ของเราคืน ไม่อยากให้มีใครถึงตาย” คุณชายอนาวินยังใจไม่กล้าพอ คุณชายชลทิศก็พยักหน้าเหมือนๆ กัน
“ จะให้พวกเราทำอะไรก็บอกมา” ชลทิศเอ่ยย้ำ
“ มนุษย์ทุกคนล้วนมีจุดอ่อน ไอ้ขจรมีจุดอ่อนอยู่ก็คือ คนใกล้ชิดของมัน หากจับครอบครัวของมันมา แล้วบังคับให้มันทำอะไรก็ได้ พวกนายอยากให้มันทำอะไร”
“ ฉันจะให้มันเป็นคนเซ็นโอนหุ้นของมัน ให้กับพวกเรา” คุณชายอนาวินเอ่ย
“ แล้วให้มันมอบอำนาจเงินในบัญชีบริษัท ที่ท่านลุงมอบให้มัน ให้กับพวกเราทั้งหมด รวมทั้งโอนที่ดินและโรงงานทั้งหมดด้วย เพราะได้ข่าวมาว่า ท่านลุงมอบที่ดินกว่าห้าพันล้านให้มันไปเมื่อเร็วมานี้ รวมทั้ง โรงงานน้ำปลาอีก 20 ไร่ด้วย” คุณชายชลทิศเริ่มขออีกคน
“ ไม่มีปัญหา ฉันจะให้ลูกน้องไปจัดการอุ้มครอบครัวของมันทั้งหมด มาเก็บในเซฟเฮ้าส์ แล้วเรียกมันมาตกลงกัน แต่สิ่งที่ฉันต้องการก็คือโกดังริมน้ำที่ติดโรงแรม นาคาริเวอร์ไซด์ ฉันต้องการโกดังไว้เก็บสินค้าทั้งหมด แล้วก็ดาบโบราณเท่านั้น”
“ ไม่มีปัญหา โกดังพวกนั้น ก็ปล่อยให้คนอื่นเช่าอยู่แล้ว นายเช่าไปทั้งหมดก็มีค่าเท่ากัน”
“ ตกลงตามนี้ พวกนายไปเตรียมเอกสารที่จะให้มันเซ็นได้เลย ฉันจะให้ลูกน้องไปจัดการจับครอบครัวพวกมันมาเอง”
ในตอนเช้า ขจรก็ปรึกษาเรื่องบ้านพักคนชรากับท่านชายภาสกรทันที
“ อะไรนะ บ้านพักคนชรา?”
“ ใช่ครับ ไม่ทราบท่านชายพอจะแนะนำ ผมได้บ้างไหมครับ ผมพอมีเงินสดตอนนี้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทครับ”
“ หืม เมื่อไม่กี่วันมีแค่ ห้าพันล้าน ตอนนี้มีเพิ่มอีกเท่าตัว เธอไปเอาเงินมาจากไหนกัน?”
ขจรไม่อยากโกหก เลยเล่าเรื่อง บ่อนของเฮียเก้าให้ฟัง
“ โอ้ว นี่เธอทำได้ยังไงเนี่ย ชีวิตเธอนี่ช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง เรื่องบ้านพักคนชราไม่มีปัญหาอะไร เดี๋ยวให้ฝ่ายวิจัยข้อมูล เขาไปค้นคว้าเรื่องนี้สักสองสามวัน แล้วค่อยคุยกันอีกที แต่ว่า ฉันจะบอกอะไรให้ การคิดจะช่วยใครก็ตาม ต้องช่วยให้ถึงที่สุด
ดังนั้น การสร้างบ้านพักคนชรานั้น เป็นการสร้างเพื่อให้พวกเขามาอยู่ฟรีๆ แต่อย่าลืม ว่ายังมีค่าใช้จ่ายตามมาอีกเยอะ และที่สำคัญ ยังมีคนที่ต้องการเข้ามาอยู่อีกเป็นจำนวนไม่น้อย เธอต้องมีการจำกัดจำนวนคน และ ยังต้องหารายได้มาเสริม เพื่อช่วยคนชราให้อยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ฉันแนะนำว่าควรจะสร้างแบบเก็บเงิน และ ให้ที่อยู่ฟรีควบคู่กันไปด้วย ต่อไปบ้านพักคนชราของเธอ จะได้อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง ไม่ต้องรอเงินของเธอ หรือ รอคนใจบุญมาบริจาค”
“ ครับ รบกวนท่านชายด้วยนะครับ”
ขจรเอ่ยจบ ก็ขอตัวไปเรียนที่มหาลัยทันที ส่วนท่านชาย ก็เดินเข้าไปที่ตู้เก็บเอกสาร แล้วหยิบแฟ้มบางอย่างออกมา แล้วมานั่งบนโต๊ะ หน้าแฟ้มมีชื่อว่า
โครงการบ้านพักคนชรา ออกแบบโดย คชาธร นาคบดินทร์
“ ทำไมถึงได้มีความคิดเหมือนกันเช่นนี้ คชาธร ฉันอยากจะให้เขาตรวจดีเอ็นเอเหลือเกิน แต่ว่า ใจฉันมันไม่กล้าจริงๆ” ท่านชายภาสกรหลับตานึกถึงคำพูดที่น้องชายมาเข้าฝัน แล้วบอกว่า ขจรคือลูกชายแท้ๆ ของเขา
ขจรมาถึงมหาลัย กรกันต์ก็เข้ามาขอบคุณเรื่องที่ ขจรติดต่อ หมอเทียนมาช่วยเขากับ ปู่ในวันนั้น
“ ทำไม จรมีอาจารย์เก่งแบบนี้ ไม่เห็นเคยบอกเราเลย” กิ๊ฟเอ่ยด้วยความสงสัย
“ อาจารย์ไม่อยากให้ใครรู้”
“ กับเราด้วยเหรอ?” กิ๊ฟมีอาการงอนเล็กน้อย
“ นั่นซิ ต่อไปต้องแนะนำให้เรารู้จักกับท่านด้วยนะ” เพื่อนๆ ทุกคนเอ่ยมาแบบนี้ ทำเอาขจร อึ้ง ไม่รู้จะตอบอย่างไรเลย
ทันใดนั้นเอง ก็มีรถตุ๊ก ๆ ขับเข้ามาในมหาลัย มีชายหนุ่มร่างอ้วน ใส่กางเกงขาสั้น ใส่เสื้อยืดรัดจนพุงปลิ้น สวมแว่นตาดำ ยกมือโบกเรียกขจร แล้วก็เข้ามานั่งร่วมวงด้วย
“ หวัดดีทุกคน จำผมได้ไหม ผมโยชิไง”
ทุกคนต่างก็จำได้ คนที่โอนเงินให้ขจร 1 ล้านบาท
“ พวกเขาจำได้ แต่ตกใจ นี่เห็นมึงโผล่มาแบบนี้”
“ เออ กูมีเรื่องเดือดร้อนว่ะ”
ทุกคนต่างมองด้วยความสงสัย
“ เรื่องอะไร?”
“ ตอนนี้ มีพวก ซีไอเอ เอ็มไอซิก เคจีบี ไม่รู้พวกไหนบ้าง แม่งจ้องจะอุ้มก็ไปทั้งนั้น นี่กูให้คนปลอมตัว ล่อพวกมันไปทางอื่น ก็นึกถึงมึงก็เลยมาหา คิดจะขออาศัยอยู่ด้วยสักพัก”
กิ๊ฟจับแขนขจร แล้วเขย่าคล้ายว่า ไม่เห็นด้วย ขจรได้แต่แตะมือปลอบใจกิ๊ฟเบาๆ
“ ก็ได้ แต่กูต้องเรียนก่อน เสร็จแล้วก็ต้องไปซ้อมมวย จากนั้นถึงจะกลับบ้านได้”
“ ได้ ๆ กูจะตามมึงไปตลอดเลย แต่ว่าตอนนี้กูได้ข่าวว่ามึงเป็นลูกบุญธรรมของ ท่านชายภาสกร นาคบดินทร์เป็นความจริงหรือเปล่าวะ?”
“ อืม”
“ ดี มึงช่วยขอยืมเงินท่านชายให้กูสัก ห้าพันล้านซิ” เพื่อนๆ ทุกคนทำตาโตเป็นไก่ห่าน
“ ห้าพันล้าน”
“ ทำไม เงินแค่นี้ ตระกูลนาคบดินทร์ ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกจริงไหม”
“ เงินเยอะขนาดนั้น มึงจะเอาไปทำไมวะ”
“ บอกตามตรงนะ ตอนนี้เงินของกูอยู่ที่ประเทศเอลซาวาดอร์ รอให้ทางรัฐบาลเซ็ตระบบเสร็จก่อน ค่อยนำออกมาใช้ได้ แต่ตอนนี้กูจะเอาเงิน ห้าพันล้านไปสร้างเหมืองบิทคอยส์ ซึ่งตอนนี้กูเพิ่งค้นพบ ว่ามีแหล่งที่สามารถขุดเหมืองขึ้นมาได้ที่ประเทศไทย กูต้องลงทุนอุปกรณ์ และเครื่องใช้หลายอย่างเลย” ขจรฟังแล้วก็ยิ่งงงไปกันใหญ่
“ นี่มันเป็นเงินดิจิตอลนี่ อย่านะจร มันไม่สามารถซื้ออะไรได้เลยนะในประเทศของเรา” หัวหน้าเอกที่พอรู้เรื่องเอ่ยเตือน ทำเอาทุกคนต่างเป็นห่วงขจร
“ นี่คือการ์ดเงินสด 5 ใบๆละพันล้าน มึงเอาไปก่อน” ขจรไม่สนคำเตือน ยืนการ์ดให้โยชิทันที
“ ขอบใจเว้ย เดี๋ยวกูขอที่อยู่มึงหน่อย เดี๋ยวกูสั่งของแล้วให้ไปส่งที่บ้านมึงเลย”
ขจรเขียนที่อยู่ ที่โรงแรมให้โยชิไป
เพื่อนๆ ต่างก็เป็นห่วงขจรยิ่งนัก แต่ก็ไม่รู้ทำไมขจรถึงได้ไว้ใจเพื่อนขนาดนี้
“ งั้นกูขอกุญแจห้องที่โรงแรม แล้วไปรอของที่ห้องดีกว่า”
ขจรก็ไม่พูดอะไร มอบกุญแจห้องให้ไป พร้อมกับบอกที่อยู่เรียบร้อย
โยชิ เดินส่ายอาดๆ ดึงกางเกงขาสั้นที่จะหลุดอยู่แล้ว เรียกเท็กซี่ไปโรงแรมที่พักของขจรทันที
“ จร นายไว้ใจเพื่อนคนนี้มากไปหรือเปล่า เงินห้าพันล้านเชียวนะ”
ห้วหน้าเอกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย ขจรไม่ตอบคำถามนี้ แต่ก็เอ่ยเรื่องในอดีตออกมาด้วยเสียงมั่นคงหนักแน่นยิ่ง
“ ตอนเราสี่ขวบ เราเป็นคนตัวเล็ก ผอมแห้งเหมือนเด็กขาดสารอาหาร มีอยู่วันหนึ่ง กำลังเดินไปโรงเรียน มีหมาแร่ร่อน หลายสิบตัววิ่งเข้ามารุมกัดเรา จนต้องล้มไปนอนกับพื้น มีผู้ใหญ่หลายคนก็พยายามจะเข้ามาช่วยแต่ไม่กล้า เพราะกลัวหมาจะรุมกัด
แต่ตอนนั้นโยชิก็อายุสี่ขวบเท่ากับเรา มันวิ่งฝ่าวงล้อมฝูงหมาแร่ร่อน แล้วเอาร่างอ้วนๆของมันเข้ามาขวาง พวกหมาเร่แร่อนกับเราเอาไว้ แม้มันโดนกัดไปหลายแผล แต่มันก็ไม่ยอมถอย มันไม่ยอมให้หมาตัวใดมากัดเราได้อีก แล้วมันก็ถูกหมาจ่าฝูงกัดที่ไหล่แต่มันก็กัดตอบ มันกัดที่คอหมาจ่าฝูงจน เลือดหมาท่วมตัวมันแดงฉานไปหมด หมาที่เหลือต่างก็ไม่มีตัวไหนเข้ามาใกล้ เพราะไอ้โยชิมันกัดคอหมาจ่าฝูงไม่ยอมปล่อย
สุดท้ายมีคนไปบอกหลวงตา ถึงได้พาพวกเด็กวัดมากันหลายคน แยกหมาจ่าฝูงกับไอ้โยชิออกจากกัน แล้วก็พาเราทั้งสองคนไปหาหมอ นอนโรงพยาบาลอยู่หลายวันกว่าจะหาย สำหรับมัน เงินแค่นี้ยังน้อยไป”
เพื่อนๆ พอได้ฟังเรื่องที่ขจรเล่า ก็ได้แต่น้ำตาซึมขึ้นมา ไม่คิดว่า เด็กหนุ่มร่างอ้วนคนนี้จะกล้าหาญตั้งแต่เด็ก ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเงินอีกเลย
หลังจากเรียนและซ้อมมวยเสร็จ ก็จะเดินทางกลับโรงแรม แต่ว่ามีเสียงมือถือดังเป็นสายของแม่เรียกเข้ามา แต่เสียงที่โทรไม่ใช่แม่ของเขา
“ สวัสดี คุณขจร นาคบดินทร์”
“ คุณเป็นใคร”
“ คุณไม่ต้องรู้หรอก รู้แต่เพียงว่า ตอนนี้ครอบครัวของคุณยังปลอดภัยดี แต่ว่าก็แค่ชั่วคราว หากคุณทำตามที่ผมบอก ก็มาหาผมตามที่ผมส่งพิกัดไปให้ อย่าบอกตำรวจ นำดาบสยบฟ้า มาด้วย” คนร้ายวางหู แล้วส่งคลิปวีดีโอ ที่มีแม่ น้องสามคน ถูกจัดมัดเอาไว้ ส่งมาให้
ขจรได้แต่ระบายลมหายใจออกมา แล้วบึ่งรถสปอร์ต พุ่งทยานไปตามพิกัดที่คนร้ายส่งมาทันที
พอไปถึงที่หมายกลับเป็นร้านอาหารแห่งหนึ่งในโรงแรมหรู ขจรเดินเข้าไป ก็มีคนสองคนพาเข้าไปในร้านอาหาร มีชายคนหนึ่ง ขจรจำได้เขาคือ อาจารย์บุญ ที่เป็นกุนซือให้กับ ลูกรัฐมนตรี ภาคิน
“ คุณนั่นเอง”
“ จำผมได้ด้วย เอาล่ะ มอบดาบสยบฟ้าออกมา แล้วก็เซ็นเอกสารพวกนี้ซะ แล้วผมจะให้พวกลูกน้องปล่อยตัว ครอบครัวของคุณเอง”
ขจรได้แต่กัดฟันแน่น มอบดาบสยบฟ้าให้ไป แล้ว เซ็นหนังสือโอนที่ดินโรงงานน้ำปลา กับ ที่ดินที่20 ไร่ที่พระราม 9 ให้ไป แล้วยังมอบอำนาจให้กับ คุณชายอนาวินกับ คุณชายชลทิศ ดูแลการเบิกเงินบัญชีบริษัทฯ ที่ท่านชายมอบให้เขาทั้งหมด และให้กลับมาดูแลกิจการได้เหมือนเดิม แต่ใบสุดท้ายขจรรู้สึกแปลกๆ มันเขียนว่า ใบโอนหุ้น ขจรจำได้ว่า เขาไม่เคยมีหุ้นอะไรสักอย่าง จึงเซ็นๆ ไป
“ ผมเซ็นโอนที่ดินให้ได้ แต่ว่า การมอบอำนาจให้เขาทั้งสองคนนั้น เกรงว่าท่านชายไม่ยอม ลายเซ็นนี้อาจใช้ไม่ได้ผล”
“ นั่นมันเป็นเรื่องของเขา คุณมีหน้าที่แค่เซ็นเท่านั้นก็พอ”
ขจรเซ็นทุกอย่างให้ไป แล้วมันก็สั่งให้ปล่อย ครอบครัวของขจรทันที
“ เรียบร้อย หวังว่าในอนาคตเราคงไม่ต้องเจอกันอีก”
อาจารย์บุญเดินออกไปพร้อมกับสมุน ขจรได้แต่ถอนหายใจ แล้วขับรถกลับไปรอแม่กันน้องๆ ที่บ้าน
ขจรไปรอแม่กับน้องสักพัก ก็มีรถตู้มาส่ง พวกเขา ทั้งหมดวิ่งเข้ามาหาขจร แล้วร้องไห้
“ พวกมันขู่เอาอะไร จากลูกหรือเปล่า”
“ ไม่มีอะไรแล้ว พักผ่อนก่อนเถอะ แล้วพี่จ๊อดไปไหนเนี่ย”
“ เขาไปต่างจังหวัด กับเฮียเพ้ง คงอีกสองสามวันกว่าจะกลับ”
“ พรุ่งนี้ผมจะสั่งกล้องวงจรปิด มาติดตั้งเอาไว้ ต่อไปมีเรื่อง แม่ก็กดปุ่มฉุกเฉินเรียกผมได้” ขจรวางใจเรื่องแม้แล้ว ก็รีบโทรไปหา ท่านชายเล่าเรื่องที่เขาเซ็นเอกสารทั้งหมดไปทันที
“ อะไรนะ พวกมันเล่นสกปรกอีกแล้วเหรอ หลานสารเลว สมควรแล้วที่ฉันไม่ได้ยกสมบัติอะไรให้พวกมัน ไม่เป็นไร กลับมาบ้านก่อน เรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง”
ขจรกลับไปที่ตำหนักริมน้ำ เพื่อพบกับ ท่านชายภาสกรก่อน ดูว่าท่านจะให้ทำอะไรได้บ้าง
“ ผมไม่ได้เป็นหุ้นส่วนของนาคบดินทร์ พวกเขาคงใช้ใบมอบอำนาจของผมไปทำอะไร ไม่ได้ใช่ไหมครับ”
“ เธอคิดผิดแล้ว เธอมีหุ้นส่วนโรงแรมในเครือ ทั้งหมด 40 % แล้ว หากรวมของน้องสามกับน้องสี่ ก็จะกลายเป็น 60 % พวกมันจะสามารถบริหารโรงแรมได้”
“ หา แล้วท่านชายโอนหุ้นให้ผมตั้งแต่เมื่อไรครับนี่?”
“ นานแล้ว แต่ฉันยังไม่ได้บอกเธอ พวกมันคงรู้เรื่องนี้แล้ว”
งานนี้ขจรรู้สึกผิดกับท่านชายยิ่งนัก ในใจคิดว่า อยากจะบุกไปจัดการกับพวกมันซะคืนนี้ให้จบๆ ไปเลย