ราวหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ที่หยางไคต้องเตรียมตัวเพื่ออ่านหนังสือสอบอย่างจริงจังจึงไม่ค่อยจะมีเวลาในบ่มเพาะสักเท่าใดนัก ก็ให้เกิดความเสียดายพืชพรรณในสวนวิญญาณของตนซึ่งมีผลผลิตสุกงอมแล้ว แต่ไม่สามารถบริโภคได้ทันเวลาอันมาก
ครั้นย้อนคิดไปถึงพระคุณของจางฉวนนายบ้าน ที่ได้ดูแลท่านยายของตนเป็นอย่างดีกว่า 3 ปีแล้ว ทั้งมิได้มีค่าจ้างหรือรางวัลแต่ประการใด หนำซ้ำอีกฝ่ายยังได้มอบพู่กันวิญญาณอันสูงค่านี้ให้กับตนอีก
หยางไคจึงคิดจะกำนัลเขากลับคืนไปด้วยผลผลิตที่อัดแน่นด้วยพลังวัตร ซึ่งช่วยในการบ่มเพาะของเหล่าชาวยุทธ์ทุกผู้ทุกนาม ดังนั้นเมื่อตนเก็บผลผลิตได้จำนวณหนึ่งแล้ว ก็ใส่ในหีบไม้เอาไว้พร้อมเขียนจดหมาย จึงใช้ให้คนงานขนไปส่งให้ถึงหมู่บ้านมู่หยู่
ฝ่ายจางฉวนเมื่อได้รับสิ่งของแล้ว พร้อมทั้งได้ทราบข้อความในจดหมายว่าหยางไคได้รับผลไม้จากสวนวิเศษของตระกูลหยางที่มอบให้ ในทีแรกก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้างเพราะไม่ทราบว่าอีกฝ่ายได้รับมาเช่นไรกันแน่ จึงได้ส่งมาให้กับเขาได้มายถึงเพียงนี้ ?
แต่พอนายบ้านผู้นี้ได้ลองชิมลูกท้อเพียงคำแรกเท่านั้น ก็ล้วนตัดข้อกังวลสงสัยทุกอย่างทิ้งเสียแล้ว เพราะไม่ว่ามันจะมีที่ไปที่มาอย่างไร แต่สิ่งเหล่านี้ย่อมสามารถยกระดับการบ่มเพาะของเขาให้เหนือกว่าที่แล้วมา อีกหลายต่อหลายเท่าตัวก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ ?
..
…
ผ่านมาจนถึงวันนี้ ขอบเขตพลังของหลี่ฉวนจึงถูกพัฒนาขึ้นไปถึงช่วงกลางของ [พลังก่อจิต] ซึ่งได้เหนือกว่า [พลังก่อกาย] ช่วงปลายของหลี่ซื่อชิ่นประมุขพรรคกระยาจกซึ่งได้ใช้ลูกท้อวิเศษเพื่อบ่มเพาะพลังเสียอีก ดังนั้นการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงมิใช่การต่อสู้แบบตัวต่อตัวอย่างแน่นอน เพราะต่างฝ่ายต่างมีขุมพลังที่แตกต่างกันและก็ยังมีความแค้นบางอย่างต่อกันและกันอยู่มากมายยิ่งนัก
ทุกอย่างจึงเริ่มต้นขึ้นจากการลงมือจากผู้อาวุโสทั้งห้าคน โดยพวกเขาทั้งห้าต่างล้วงเอาอาวุธประจำกายที่แตกต่างกันออกไป ทั้งดาบทั้งกระบี่กระบองทวนสั้น หรือแม้แต่ไม้เท้าสำหรับตีสุนัขก็ไม่เว้น ส่วนหลี่ฉวนนั้นใช้โล่มือซ้ายขวาเพื่อเข้าประจัน
มันจึงเกิดการต่อสู้ชุลมุนวุ่นวายขึ้นแล้ว และการโจมตีของยอดฝีมือแต่ละคนนั้น ก็ต่างมีความซับซ้อนในกระท่าเป็นอันมาก
ฝ่ายหยางไคซึ่งคอยดูอาการบาดเจ็บของลี่หลินอยู่นั่นเอง พอได้ซักถามแล้วก็ทราบว่าหญิงสาวถูกแทงด้วยปลายกริชเข้าไปเพียงเล็กน้อยที่หัวไหล่ก็วางใจ จึงสามารถทุ่มเทสมาธิไปสังเกตุยังการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นข้างหน้าอย่างเต็มที่
ครั้นพอเห็นทั้งสองฝ่ายต่างก็ใช้กระบวนท่าพิสดารและซับซ้อนนักก็ยิ่งลุ่มหลงในเคล็ดวิชาเหล่านั้นเป็นอันมาก จนเผลอหยิบเอาพัดหยกเอามากวัดแกว่งเพื่อซ้อมวิชาฝีมือไป ครั้นลี่หลินซึ่งปีนี้จะเข้าสู่วัย 22 ปี ครั้นเห็นกิริยาอาการเช่นนั้นก็นึกเอ็นดูนัก จึงกล่าวไปว่า
“แผลข้าพเจ้านั้นตื้นนักทั้งโลหิตก็หยุดไหลแล้ว บัดนี้เพียงรอสักคอยครู่ให้ฟื้นกำลังดีก็สามารถเดินเหินเป็นปกติแล้ว หากท่านสนใจชมดูการประมือครั้งนี้ก็จงลุกไปเรียนรู้ใกล้ ๆ เถิด”
หยางไคในวัยจะ 18 ปี แม้จะมีคุณวุฒิในระดับบัณฑิณจี่ว์เหริน แต่ก็ยังชื่นชอบการเรียนรู้ไม่ต่างกันกับนักเรียนนักศึกษาเลยแม้แต่นิดเดียว
ครั้นเห็นลี่หลินกล่าวเปิดทางให้เช่นนั้นก็ยิ้มแล้วรีบลุกขึ้นเพื่อตรงเข้าไปใกล้ ๆ ยิ่งขึ้น จึงเห็นว่ายิ่งพวกเขาทั้งหกคนต่อสู้กันอย่างดุเดือดมากเพียงใด จางฉวนผู้เป็นนายบ้านมู่หยู่ก็เริ่มมีเปรียบด้วยเคล็ดวิชาควบคุมพลังลมปราณโดยละเอียดที่เขาเพียรพยายามฝึกฝนมาตลอดสิบปีด้วยพู่กันวิญญาณชิ้นนั้นเอง จึงทำให้จางฉวนสามารถใช้พลังงานที่คุ้มค่านักหนำซ้ำในก่อนหน้านี้ ก็รู้สึกว่าเขายังแอบรับประทานผลไม้พลังวัตรไปอีกจำนวนหนึ่งด้วย!!
หลี่ฉวนจึงใช้ลมปราณทั้งอ่อนทั้งแข็งเข้าต่อกรที่บัดเดี๋ยวนิ่มอ่อนแต่บัดเดี๋ยวก็แข็งกระด้าง และหากพวกเขาทุกคนไม่เค้นเอาวิชาฝีมือออกมาใช้ทั้งหมด ย่อมจะต้องเกิดการเพลี้ยงพล้ำขึ้นไปมากกว่านี้อีก
ฝ่ายหลิวชิ่งแต่เดิมยังออมแรงเอาไว้บ้าง ก็จำเป็นจำเป็นจะต้องใช้พละกำลังจนเหน็ดเหนื่อยเสียแล้ว ครั้นเห็นหลี่ฉวนยังรับมือด้วยความปลอดโปร่งนักจึงร้องตะโกนขึ้นว่า
"เห็นทีพู่กันหยกของสำนักเล่มนั้น จะเป็นท่านเองที่ได้ขโมยมันออกไปจริง ๆ"
ฝ่ายหลี่ฉวนพอได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มออกอาการบ้าง แต่ก็มิได้โต้ตอบในเรื่องที่ถูกกล่าวหาแต่ประการใด พร้อมกับกล่าวไปอีกประเด็นว่า
"หลี่ซื่อชิ่นสังหารยุ่นฟางภรรยาข้า ทั้งยังจะฆ่าธิดาของข้าถึง 2 ครั้ง ข้าไม่หยิบเอาไม้เท้าหยกมาด้วยก็ดีเพียงไรแล้ว!!"
เมื่อ 14 ปีก่อนหลี่ฉวนต้องจำใจหอบลูกสาวหนีตายไปจากพรรคกระยาจก พร้อมกับการหยิบเอาพู่กันวิญญาณออกไปด้วย โดยหวังจะฝึกฝนให้ชำนาญเพื่อรอเวลาคืนกลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่ทุกอย่างก็มาพังลง เพราะหลี่ยุ่นเอ๋อบุตรสาวของตัวเองผู้นี้
ฝ่ายหลี่ซื่อชิ่นพอได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งโกรธ จึงตวาดเสียงดังขึ้นว่า
"นังแพศยายุ่นฟาง มันลอบสังหารลี่เจียฮูหยินเรานั้นได้ตกตายตามไปด้วยความสบายเกินไปนัก เราจึงคิดสังหารเลือดชั่วในตัวของลูกสาวของมันด้วยอีกคน มิหนำซ้ำวันนี้บุตรีเดนตายของมันก็ยังมาทำร้ายลี่หลินบุตรีเราเสียอีก พวกเจ้าจงอย่าหวังรอดชีวิตกลับไปเลย!!"
พอพูดจบ ก็ทะยานเข้ามาพร้อมไม้เท้าหยกในมือเพื่อคิดบัญชีแค้น
การต่อสู้ในแบบที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นได้ ด้วยอัตราส่วน 6 ต่อ 1 จึงดำเนินต่อไปเช่นนี้อีกสักพัก
…
….
ฝ่ายหยางไคแม้จะเป็นแค่เพียงแขก ซึ่งถือเป็นคนกลางจากกรณีต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ตรงหน้า แต่ถึงอย่างไรก็มีความสนิทสนมอยู่กับพ่อลูกแซ่จางมากกว่า และโดยลึก ๆ แล้ว จึงแอบลุ้นเอาใจช่วย ทั้งยังช่วยภาวนาให้ความบาดหมางของทั้งสองฝ่ายจบลงอย่างสันติแม้มันจะมีอยู่เพียงน้อยนิดก็ตาม
แต่หลี่ฉวนย่อมมิใช่บุรุษในตำนานอย่างเทพสงครามลิโป้ที่สามารถรับศึกแบบ 1 ต่อ 7 ได้อย่างสบายมือ เพราะเมื่อหลี่ซื่อชิ่นซึ่งได้ถือไม้เท้าวิเศษเข้ามาร่วมวงต่อสู้แล้ว ก็ทำให้พลังลมปราณที่สุดแสนพิสดารของเขาที่ห่อหุ้มโล่มือทั้งสองข้างนั้น ถูกหักล้างลงไปด้วยคุณสมบัติเฉพาะของไม้เท้าสำหรับเจ้าสำนัก
จึงปรากฏลมหายใจของหลี่ฉวนซึ่งหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นทุกขณะจิต จนท้ายที่สุดหน้าอกก็ถูกฝ่ามือของหลี่ซื่อชิ่นซัดจนลมปราณแตกซ่านปลิวลงไปดุจว่าวที่ต้องลมแรงจนสายป่านขาดกระจุย!!
ฝ่ายยุ่นเอ๋อเห็นบิดาบาดเจ็บหนักเพราะตนก็เศร้าใจนัก จึงรีบวิ่งเข้ามาประคองร่างทั้งน้ำตา แต่หลี่ฉวนเห็นเช่นนั้นจึงตำหนิว่า
"เด็กโง่ บิดาสั่งให้เจ้าหาโอกาสหลบหนี แล้วเหตุใดจึงกลับมาอีกเล่า"
..มันอาจช้าเกินไปที่ยุ่นอ๋อจะตอบคำถามนี้ เพราะฝ่ามือสังหารของหลี่ซื่อชิ่นนั้นก็ตรงเข้ามาแล้ว
เนื่องด้วยประมุขพรรคผู้นี้มีเจตนาสังหารนางมาตั้งแต่แรก ซึ่งตรงกันข้ามกับหลี่ฉวนซึ่งเป็นพี่น้องในสายโลหิต ที่เขายังคงให้โอกาสอยู่เสมอ
..
…
แต่ในจังหวะสุดท้ายแล้วเหตุการณ์ก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อยู่เช่นเดิม เมื่อยุ่นเอ๋อถูกใครบางคนดึงกลับออกมาจากทางด้านหลัง จากนั้นก็ได้ซัดฝ่ามือเข้าปะทะจนเกิดการระเบิดใหญ่โตขึ้นอีกจนได้
โครม ..โครมมมม!!
..เมื่อฝุ่นควันจางลงแล้วสายตาของทุกคนกลับพบว่าใครคนนั้น ก็คือหยางไคผู้เป็นแขกคนสำคัญของพรรคที่ได้ถือวิสาสะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวภายในของผู้อื่นอย่างเสียมารยาทนัก..