ิญญาของจิ่นฮวา ถูกพามาที่กระท่อมเก่าๆ หลังหนึ่ง ที่อยู่ติดกับชายป่า เทพพฤกษา เดินนำเข้ามาในกระท่อมหลังนั้น จิ่นฮวาที่เดินตามเข้ามามองสภาพภายในบ้านรู้สึกเวทนานัก
ครอบครัวนี้มีเพียงผู้หญิงท่าทางอ่อนแอ ชายพิการ เด็กสาวที่นอนเป็เ้าหญิงนิทรา และเด็กชายตัวน้อยร่างกายผอมแห้ง
“เหตุใดพวกเขาจึงน่าสงสารนัก” จิ่นฮวารู้สึกสงสารจับใจ ที่หางตาเริ่มมีน้ำตาไหลออกมาน้อยๆ
“มันคือเคราะห์กรรมที่พวกเข้าต้องเผชิญ เพื่อชดใช้ผลกรรมจากอดีตชาติ เมื่อพวกเขาผ่านมันไปได้ ต่อไปจะมีชีวิตที่ดีขึ้น” เทพพฤกษาเอ่ยอธิบายแกมปลอบ ใจ เมื่อเห็นจิ่นฮวาทำท่าจะร้องไห้
ทั้งสองยืนมองครอบครัวนี้เงียบๆ สักพัก เด็กชายตัวน้อยกำลังยกชามข้าวต้มที่แทบมองไม่เห็นเม็ดข้าวมาให้บิดา ที่พิการเดินไม่ได้ ต้องนั่งอยู่บนรถเข็น ส่วนทางด้านมารดากำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามหน้าตา แขนขาบุตรสาวคนโตอย่างทะนุถนอม
จิ่นฮวาถอนหายใจอย่างเวทนา “แล้วท่านเทพพาฉันมาที่นี่ทำไมหรือคะ” เธอหันไปเอ่ยถามเทพพฤกษาที่ยืนเงียบอยู่
เทพพฤกษาจึงเอ่ยขึ้น “ต่อไปเ้าต้องใช้ชีวิตต่อที่นี่”
“เอ่อ จะให้ฉันไปเกิดเป็ลูกพวกเขาหรือคะ สตรีผู้นี้ร่างกายอ่อนแอ ถ้าคลอดลูกอีก อาจจะตายก็ได้นะคะ ยิ่งดูเหมือนที่นี่จะไม่มีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยอะไรเลย” จิ่นฮวาพูดอย่างกังวลใจ เธอไม่ได้กลัวความลำบาก แต่กลัวคนเป็แม่จะตายก่อนมากกว่า
เทพพฤกษาส่ายหน้า “ไม่ต้องห่วง นางคลอดเ้าออกมานานแล้ว” พูดจบก็ชี้ไปที่เด็กสาว ที่นอนเป็เ้าหญิงนิทราอยู่บนเตียง
“ให้สิงร่างเด็กคนนี้หรือคะ” จิ่นฮวาถามอย่างงงๆ
“แท้จริงแล้วนางก็คือเ้า เ้าก็คือนาง จิตวิญาณของเ้าาเ็เสียหายอย่างหนัก ข้าจึงแบ่งเสี้ยวิญญาส่วนหนึ่งของเ้าไว้ที่นี่ ให้ดูดซับพลังปราณจากธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูจิติญญาของเ้า”
“แล้วทำไมข้าในภพนี้ถึงนอนป่วยเป็ผักอย่างนี้ล่ะคะ แถมดูเหมือนนางอายุแค่ 14-15 ฉันอายุตั้ง28 แล้วนะคะ” จิ่นฮวาสงสัย
“ที่นี่กับที่โลกเดิมของเ้าห้วงเวลาแตกต่างกัน และพลังปราณของนางที่ดูดซับได้จากที่นี่ จะถูกส่งไปยังเ้าที่ใช้ชีวิตอยู่อีกโลกหนึ่ง พลังปราณที่อยู่ในร่างนี้จึงอ่อนมาก เมื่อเ้าเริ่มรักษาคน พลังจึงถูกดึงไปใช้มากขึ้น ทำให้ร่างนี้ต้องเข้าสู่ภาวะจำศีลเช่นนี้” ท่านเทพอธิบาย
จิ่นฮวาอ้าปากค้าง พูดไม่ออก นี่ชื่อเสียงการรักษาคนที่เก่งกาจของเธอแลกมากับความยากลำบากของเด็กคนนี้งั้นเหรอ
“ไม่ต้องเสียใจไป นางเกิดมาเพื่อเ้าอยู่แล้ว ต่อจากนี้ข้าจะให้เ้าผสานรวมกับเสี้ยวิญญาที่อยู่ในร่างนี้ ิญญาของเ้าก็จะสมบูรณ์ จากนี้ก็ใช้ชีวิตตามที่เ้าปรารถนาเถอะ” เทพพฤกษาเอ่ยปลอบ
จิ่นฮวาถูกส่งเข้าไปในร่างของเด็กสาว ร่างเธอกระตุกเล็กน้อยแล้วนิ่งไป ไม่มีใครทันสังเกตเห็น
……………….
เกิดแสงสว่างจ้าจนจิ่นฮวาต้องหลับตา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง จึงมองไปรอบๆ พบว่าิญญาเธอยืนอยู่ในจวนแห่งหนึ่ง ที่กำลังวุ่นวาย เสียงะโของหมอตำแยว่าได้ลูกสาว เสียงเด็กร้องไห้ คนเป็บิดารีบเข้ามาอุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขน แล้วตั้งชื่อให้ว่า “หลินจิ่นฮวา”
‘เอ๋ ชื่อเด็กคนนี้เหมือนเราเลย’
ภาพเหตุการณ์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เด็กหญิงอายุได้ 3 ขวบ เข้ารับการปลุกพลังธาตุ โดยบนเวที มีวงแหวนอักขระวงใหญ่เขียนไว้ ตรงกลางวงแหวนมีแท่นศิลาตั้งอยู่ บนแท่นนั้นมีลูกแก้วตรวจสอบพลังธาตุวางไว้ มีเด็กอายุ 3 ขวบ ที่พ่อแม่พามาปลุกพลังธาตุในปีนี้ยืนรอกันอยู่อย่างตื่นเต้น
พิธีเริ่มขึ้น เด็กถูกเรียกขึ้นไปทีละคน โดยให้ยืนอยู่กลางวงแหวนอักขระ ผู้ทำพิธีส่งพลังปราณของตนลงไปกระตุ้นให้วงแหวนอักขระทำงาน มีแสงสว่างส่องออกมาล้อมรอบเด็กน้อยที่ยืนอยู่ตรงกลาง จากนั้นเมื่อแสงจางลง ผู้ทำพิธีบอกให้เด็กน้อยยื่นมือไปจับที่ลูกแก้วบนแท่นพิธี แล้วให้นึกถึงความรู้สึกขณะที่แสงสว่างเมื่อครู่ล้อมรอบตัว เด็กน้อยทำตามยื่นมือไปแล้วหลับตาคือถึงความรู้สึกนั้น ทันใดนั้นลูกแก้วก็ส่องแสงสีแดงออกมา
‘เด็กคนนี้มีธาตุไฟ’ ผู้ทำพิธีกล่าว
พิธีปลุกพลังธาตุดำเนินไปเรื่อยๆ จนมาถึง หลินจิ่นฮวาตัวน้อย นางเดินขึ้นไปอย่างตื่นเต้น จิ่นฮวาที่ยืนมองอยู่ก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน เธอรับรู้ความรู้สึกของเด็กคนนี้ เหมือนกับเป็ตัวเธอเอง
หลินจิ่นฮวาก้าวขึ้นบนเวที แล้วพิธีก็เริ่มขึ้น เมื่อแสงสว่างโอบล้อมตัวนาง นางรู้สึกโล่งสบาย จากนั้นก็รู้สึกอบอุ่น ไม่นานกลับรู้สึกสดชื่นเหมือนยืนอยู่กลางป่าก่อนความรู้สึกเ่าั้จะจางหายไป
พอแสงหายไปนางลืมตาขึ้น ผู้ทำพิธีบอกให้วางมือบนลูกแก้วแล้วนึกถึงความรู้สึกนั้น นางจึงทำตาม พลังถูกส่งไปที่ลูกแก้ว ปรากฏแสงสีขาวสว่างออกมา ผู้คนต่างตกตะลึง ส่งเสียงฮือฮา ว่านี่คือธาตุแสง ที่หายาก ยังไม่ทันหายตื่นตะลึง แสงนั่นเปลี่ยนเป็สีแดง คนยิ่งแตกตื่นกันใหญ่ ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น แสงเปลี่ยนเป็สีเขียวสดใส สักครู่ก็ดับไป
‘โอ้ เ้าช่างเป็ลูกรักของ์จริงๆ มีพลังถึงสามธาตุ ธาตุแสง ธาตุไฟ และธาตุพฤกษา’ ผู้ทำพิธีกล่าวอย่างเหลือเชื่อ น้อยนักที่จะมีคนปลุกพลังได้ถึงสามธาตุ แถมยังเป็ธาตุพิเศษอีกด้วย
พลังธาตุนั้นจะถูกปลุกขึ้นในตอนที่เด็กๆ อายุได้ 3 ขวบ โดยพลังธาตุแบ่งเป็ ธาตุหลัก 5 ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และพฤกษา ส่วนธาตุพิเศษมี น้ำแข็ง สายฟ้า แสงและความมืด
เด็กเหล่านี้จะได้ปลุกพลังปราณอีกทีตอนอายุ 5 ขวบ ซึ่งผู้ที่มีพลังปราณสูง ก็จะสามารถฝึกฝนวิชาที่สอดคล้องกับพลังธาตุ เพื่อพัฒนาตนเองไปอยู่จุดที่สูงกว่าคนอื่นได้ พลังปราณที่ปลุกครั้งแรกนั้นจะถูกวัดความเข้มข้นของพลังปราณเป็10ระดับ ผู้จะสามารถฝึกฝนได้จะต้องมีความเข้มข้นอยู่ในระดับ4ขึ้นไป ผู้ที่มีพลังแค่ระดับ1-3ก็เป็ได้แค่ชาวบ้านธรรมดา ที่แข็งแรงหน่อยก็เท่านั้น ส่วนคนที่ไม่มีพลังปราณก็เป็ได้แค่ขยะที่อ่อนแอ แม้มีพลังธาตุก็ไม่อาจใช้ได้
หลังจากการปลุกพลังธาตุผ่านไป ฉากต่างๆ ได้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ หลินจิ่นฮวา เด็กอัจฉริยะผู้มี3ธาตุได้รับความสนใจจากทุกคนอย่างมาก ผู้คนในจวนต่างประจบเอาใจนาง เพื่อหวังประโยชน์จากนางในอนาคต
เหตุการณ์ต่างๆ ดำเนินไปจนนางอายุ 5 ขวบ และเข้ารับพิธีปลุกพลังปราณ ชีวิตนางก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ หลินจิ่นฮวา มีพลังปราณอ่อนมาก แทบจะไม่ถึงระดับ 1 ด้วยซ้ำ นางไม่สามารถฝึกฝนได้ พ่อแม่ของนางเชิญหมอมาตรวจร่างกายนางอย่างละเอียด ก็ไม่พบสาเหตุ เพียงพบว่าเมื่อนางดูดซับพลังปราณเข้ามารวมกันที่จุดตันเถียน ได้เพียงชั่วครู่ พลังนั่นก็สลายไป โดยไม่สามารถกักเก็บไว้ได้ จิ่นฮวาที่ยืนมองอยู่รู้สึกได้ถึงความเสียใจ ผิดหวังของหลินจิ่นฮวา ก็รู้สึกขอโทษ เพราะพลังนั่นมันถูกส่งไปให้เธอที่อยู่อีกโลกหนึ่งอย่างไรล่ะ
จากอัจฉริยะกลายเป็ขยะ ทุกคนมองหลินจิ่งฮวาต่างไปจากเดิน ปฏิบัติกับนางอย่างห่างเหิน แต่ยังดีที่ไม่มีใครกล้ารังแกนาง เพราะยังเกรงใจบิดานางที่เป็ถึงรองแม่ทัพนั่นเอง