สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 10 บทที่ 300 การจัดอันดับยอดฝีมือ

        “เหลือเวลาอีกสามชั่วโมงท่านพี่อาร์ชาวินก็ต้องออกเดินทางแล้ว อเล็กซานเดอร์เจ้าคิดอย่างไรกับสถานการณ์ในการสู้รบที่จะเกิดขึ้นนี้?” เมื่อเห็นซุนเฟยเอาแต่อมยิ้มไม่พูดจา ไม่รู้ว่าทำไมองค์หญิงใหญ่จึงรู้สึกสลดใจขึ้นมาความจริงแล้วนางอยากจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อดึงตัวราชาหนุ่มตรงหน้ามาเป็นพวกแต่ไม่รู้ว่าทำไม คำพูดเหล่านั้นกลับติดอยู่ที่ปาก พูดออกมาไม่ได้สักที

        “'เทพสงครามแห่งเซนิท' ผู้ไร้พ่าย ทุกครั้งที่ชูธงรบจะคว้าแต่ชัยชนะเกรงว่า แค่ได้เห็นหน้าองค์ชายใหญ่พวกสปาร์ตากุสคงหวาดกลัวจนฉี่ราดแล้ว” เห็นได้ชัดว่าคำพูดของซุนเฟยไม่ได้ออกมาจากใจ

       “ทำไม? เจ้าคิดแบบนั้นจริงๆ หรือ? หรือเจ้าไม่รู้สึกอะไรเลยครึ่งเดือนก่อนหน้านี้ชาวสปาร์ตากุสเอาแต่ล้อมเมืองเรเซอร์ ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าโจมตีเมืองเลยสักนิด แต่จู่ๆ กลับบุกโจมตีอย่างกะทันหัน เพียงชั่วข้ามคืนก็ได้รับชัยชนะ ไม่คิดว่ามันแปลกไปหน่อยหรือ?”

        ซุนเฟยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

        ความหมายขององค์หญิงใหญ่…หรือว่า เบื้องหลังของความปราชัยที่เกิดขึ้นจะมีความลับบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้?

        ในขณะที่จะเอ่ยปากถาม ก็มีอัศวินคนหนึ่งควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็วจากนั้นอัศวินร่างสูงโปร่งก็ลงมาจากหลังม้าแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสองเขาคือหัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคนั่นเอง เขาหันมาทักทายซุนเฟยอย่างสุภาพแล้วหันมากระซิบข้างหูองค์หญิงใหญ่สองสามคำ

        “กองทัพแห่งราชอาณาจักรต้องกล่าวคำสัตย์สาบานแล้ว ข้าต้องไปจากที่นี่เสียที จริงสิ ข้ายังคงคิดถึงน้องแองเจล่าตลอดเวลา หากมีเวลา ให้แองเจล่าเข้ามาพูดคุยกับข้าในเมืองหลวงเถิด ข้ารู้สึกว่า พวกเราสองคนมีชะตาต้องกัน!”

        องค์หญิงใหญ่ลุกขึ้นกล่าวอำลากับซุนเฟย จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งบนรถม้าเวทมนตร์แล้วจากไปโดยอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสาวน้อยจื่อเยี่ยนและปัฟลูย์เชนโคพวกเขามุ่งหน้ากลับไปที่ลานฝึก ซึ่งเป็นจุดรวมตัวของพวกทหารที่จะออกรบพวกเขาต้องร่วมเป็นสักขีพยานให้กับ 'เทพสงครามแห่งเซนิท' องค์ชายใหญ่อาร์ชาวินในพิธีสาบานก่อนออกรบ

        ซุนเฟยมองตามหลังองค์หญิงใหญ่ไป ในใจก็หวนนึกถึงท่าทางของนาง

        เมื่อครู่องค์หญิงใหญ่เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างซึ่งบางทีมันอาจจะเป็นความลับที่น่าตกใจก็ได้

        ความจริงแล้ว ซุนเฟยเองก็รู้สึกสงสัยมาก่อนหน้านี้เช่นกัน ถ้าว่ากันตามหลักการ ทางราชอาณาจักรจะต้องจัดกองกำลังจำนวนไม่น้อยเพื่อไปประจำการอยู่ที่ชายแดนดังนั้นกองกำลังของสองราชอาณาจักรไม่ควรจะแตกต่างกันมากนักและอดีตผู้บัญชาการทหารอันดับหนึ่ง ท่านเชมเบอร์เลนที่รับใช้แผ่นดินมาตั้งแต่สมัยบุกเบิกพัฒนาบ้านเมืองถึงแม้ว่าเขาจะเด็ดขาดไม่เท่าองค์ชายอาร์ชาวิน แต่ในด้านการป้องกันเขาก็ไม่เป็นรองใครบวกกับแถบชายแดนของทั้งสองราชอาณาจักรต่างมีเรื่องกระทบกระทั่งและสงครามเล็กๆน้อยๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นต่างฝ่ายต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดีอีกทั้งการป้องกันของเมืองเรเซอร์ก็ได้รับสมญานามว่า มั่นคงดุจเหล็กหลอมแต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังพ่ายแพ้ต่อข้าศึกถ้าบอกว่าค่อยๆ โดนตีจนแตกพ่ายยังฟังดูน่าเชื่อถือมากกว่าแต่นี่กลับถูกตีแตกภายในคืนเดียวโดยที่ไม่มีลางบอกเหตุหรือสัญญาณแจ้งเตือนใดๆ เลยมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อยเลยจริงๆ

        นอกเสียจากว่า…กองกำลังของราชอาณาจักรสปาร์ตากุสได้เพิ่มจำนวนขึ้นในชั่วข้ามคืนหรือไม่ก็ การถูกตีแตกในครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดทางด้านกลยุทธ์แต่เป็นเพราะในกองกำลังของเซนิทมีคนทรยศอยู่ก่อนแล้ว และเป็นผู้ที่ลอบทำลาย‘ป้อมปราการ’ จากด้านหลัง

        สองเหตุผลนี้ไม่ว่าข้อไหนที่เป็นจริงมันก็ไม่ใช่เค้าลางที่ดีอะไรสำหรับราชอาณาจักรเซนิทเลย

        ตอนนี้ซุนเฟยรู้สึกว่า การที่ตัวเองให้ท่านผู้เฒ่าโซล่าและลูก้าแยกออกไปจัดตั้งหน่วยข่าวกรองเพื่อทำการสืบสวนและรวบรวมข่าวสำหรับเมืองแซมบอร์ดเองถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากถึงแม้ว่าตอนนี้องค์กรจะยังอ่อนแอและมีขนาดเล็กมาก อีกทั้งยังไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเขาได้แต่ถ้าปล่อยให้องค์กรเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีบทบาทสำคัญในอนาคตข้างหน้าก็เป็นได้ อย่างไรเสียองค์กรก็คงไม่อ่อนแอแบบนี้ไปตลอดหรอกบางครั้ง เรื่องบางอย่างก็ไม่อาจตัดสินได้จากข่าวลือ

        เพื่อให้การตัดสินใจแม่นยำที่สุด ความจริงย่อมมีค่ามากกว่าเสมอ

        มีความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัวของซุนเฟยขณะที่มองไล่หลังองค์หญิงไป เมื่อพวกนางเข้าไปในลานฝึกซ้อมที่มีทหารจำนวนมากจนเหมือนกระแสธารสีดำเมื่อมองจากที่ไกลๆ ก่อนจะค่อยๆ ถอนสายตากลับมาและเตรียมที่จะจากไป ทันใดนั้นเขาก็พบว่าห่างจากตัวเองไปไม่ถึงสิบเมตร 'แม่มดสาวเจ้าเล่ห์' ในชุดกระโปรงสีขาวที่ปลิวไปตามสายลมกำลังกอดอกมองมาด้วยรอยยิ้มแปลกๆบนใบหน้า ไม่รู้ว่านางยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร

        “อะไรกัน? องค์ชายใหญ่เพิ่งได้รับอำนาจไม่เท่าไรราชาแห่งแซมบอร์ดก็ยอมกลายเป็นหญ้างอกตามกำแพงเสียแล้วหรือ ถึงได้อดใจไม่ไหวรีบวิ่งเข้าไปประจบสอพลอองค์หญิงใหญ่?” แพรีสเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ เพียงขยับตัวเบาๆกลิ่นหอมจากเรือนร่างของนางก็ลอยมาตามสายลม รอยยิ้มอันงดงามที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าไม่รู้ว่าล่อลวงพวกชนชั้นสูงไปมากน้อยเพียงใดให้หลงเสน่ห์ ดวงตาดอกท้อแสนเย้ายวน ติดจะฉุนเฉียวยามจ้องมองมายังซุนเฟยน้ำเสียงที่พูดก็ฟังดูห้วนๆ เห็นได้ชัดว่านางมาทันเห็นฉากที่เขามอบน้ำยาให้กับองค์หญิงใหญ่เป็นของขวัญ

        ซุนเฟยชี้ไปยังเก้าอี้ข้างตัวเป็นการบอกใบ้ให้มานั่งข้างๆพร้อมกับพูดยิ้มๆ ว่า “ประจบสอพลออะไรกัน เจ้าใส่ร้ายคนดีๆอย่างข้าได้ลงคอเชียวหรือราชอาณาจักรจะรุ่งเรืองหรือล่มสลายล้วนมีผลต่ออาณาจักรบริวารทั้งสิ้นดังนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันสิ ฮึๆ ข้าแค่ทำในสิ่งที่ราชาแห่งอาณาจักรบริวารคนหนึ่งสมควรจะทำเท่านั้นภายใต้รังที่พลิกคว่ำไม่มีไข่ที่สมบูรณ์1 เมื่อสงครามทางใต้เลวร้ายลงถึงเวลานั้นไม่ว่าใครก็ไม่อาจหลบพ้นความตายได้”

        “ข้าจะไม่นั่งเก้าอี้ที่นาตาชาเคยนั่ง”แพรีสจ้องซุนเฟยเขม็งอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะดึงเก้าอี้ที่อยู่ด้านหลังซุนเฟยมานั่งจากนั้นก็ชี้นิ้วไปยังเก้าอี้อีกตัว แล้วพูดอย่างเอาแต่ใจว่า “ท่านเองก็ห้ามนั่งเก้าอี้ที่นางเคยนั่ง”

        ซุนเฟยเบะปาก ก่อนจะย้ายก้นไปนั่งเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง ดูๆ ไปแล้ว 'แม่มดสาวเจ้าเล่ห์' ก็นิสัยเหมือนเด็กจริงๆชักจะเริ่มกลัวขึ้นมานิดหน่อยเสียแล้วสิ เขาส่ายหัวเบาๆ “ใครๆก็พูดว่าองค์ชายใหญ่ได้รับอำนาจ? ก็ไม่ผิดนะ ตอนนี้หลายๆ คนหันไปให้การสนับสนุนเขาแต่น่าเสียดายที่คนเหล่านี้กลับไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจในเรื่องตำแหน่งองค์จักรพรรดิวันนี้เขาเป็นผู้นำทัพไปออกศึกด้วยตัวเอง แต่ในเมื่อตัวอยู่ด้านนอกจะเอาเวลาที่ไหนมาคิดหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาในเมืองหลวงได้อีกทั้งองค์ชายรองก็ยังเป็นโอรสที่ได้รับความโปรดปรานจากองค์จักรพรรดิยาซินมากที่สุดนะ เฮอะๆ บางที พอองค์ชายใหญ่หวนกลับมาพร้อมชัยชนะในตอนนั้นคนที่นั่งบนบัลลังก์อาจเป็นองค์ชายรองโดมิงเกวซไปแล้วก็ได้”

        ในประวัติศาสตร์จีนสมัยโบราณเคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้มาแล้วหลายครั้งยกตัวอย่างเช่น องค์ชายใหญ่ฝูซูโอรสขององค์จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ได้รับสนับสนุนจากเหล่าขุนนางนับร้อย และยังมีทหารใต้บัญชาการอีกนับล้านคอยรับฟังคำสั่ง ช่างเป็นวีรบุรุษเหลือเกินแต่สุดท้ายกลับถูกองค์ชายรองหูไห่ที่เป็นไอ้ขี้เมาหยำเปแย่งชิงอำนาจไป เห็นได้ชัดว่าการแย่งชิงบัลลังก์เป็นการวางกลอุบายในราชสำนักไม่ได้อยู่ในสนามรบ

        เมื่อแพรีสได้ฟังคำพูดของซุนเฟย รอยยิ้มของนางก็แจ่มใสขึ้นหน้าตาบึ้งตึงพลันยิ้มกว้างอย่างน่ารักน่าเอ็นดู นางโน้มกายเข้ามาใกล้ๆใบหน้าของซุนเฟย พลางช้อนสายตากลมโตใสแจ๋วมองมายังซุนเฟย แล้วถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “พูดมาอเล็กซานเดอร์ ท่านคิดว่าองค์ชายโดมิงเกวซดีไหม?”

        สายตาของซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะซอกแซกมองต่ำลงมายังคอเสื้อตัววีที่คว้านลึกจนเผยให้เห็นก้อนเนื้อขาวๆที่อุดมสมบูรณ์เบียดเสียดกันอยู่ด้านใน เขารู้สึกว่าโพรงจมูกเริ่มร้อนและจิตใจพลันอ่อนระทวยอยู่ชั่วขณะจากนั้นก็เบนสายตาไปทางอื่น หลังจากที่มองจนหนำใจ ซุนเฟยแสยะยิ้มก่อนจะย้อนถามกลับไปว่า “ข้ามองว่าดีหรือไม่ดี  มันสำคัญด้วยหรือ?”

        “สำคัญสิ สำคัญมากด้วย” แน่นอนว่าแพรีสก็สังเกตเห็นการกระทำของซุนเฟยนางไม่เพียงไม่โกรธแต่กลับหัวเราะคิกคักออกมาอย่างภาคภูมิใจแล้วเอนกายกลับมานั่งดีๆ อีกครั้ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า“ด้วยคำสั่งทางการทหารกองกำลังของทุกอาณาจักรบริวารจะต้องรวมกลุ่มกันเป็นกองทัพสนับสนุนและมีเพียงยอดฝีมืออันดับหนึ่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เป็นผู้บัญชาการกองทัพใหม่นี้และอเล็กซ์ซานเดอร์ ท่านคือหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่มีโอกาสคว้าชัยชนะ และกลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งมากที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือ ท่านกำลังจะกลายเป็นผู้บัญชาการของกองทัพใหม่นี้ เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ท่านว่าความคิดของท่านยังสำคัญอยู่ไหมตอนนี้?”

        “ดูเหมือนว่าจะสำคัญจริงๆ ด้วย ฮ่าๆ”

        เมื่อซุนเฟยลองคิดดูอีกครั้ง เขาก็พบว่าด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันนี้ ทำให้สถานะของตัวเองในราชอาณาจักรเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อยจากเมื่อก่อนอาศัยเพียงพลังของตัวเองบุกตะลุยอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง จนมาถึงตอนนี้ตอนที่ตัวเองมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ของราชอาณาจักรอย่างแท้จริง

        “คิกๆ แต่ก็อย่าได้ลำพองใจไปเล่า คนที่อยากครอบครองตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งในการแข่งขันไม่ได้มีแค่ท่านคนเดียวการแข่งขันการซ้อมรบในครั้งนี้มียอดฝีมือจำนวนมากปรากฏตัวออกมาพวกเขาก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่มีโอกาสคว้าชัยชนะและกลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นคู่ต่อสู้ของท่านไม่ได้มีแค่ 'หนึ่งดาบ' เท่านั้น”

        “ถ้าข้าต้องการที่หนึ่ง ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเอามันไปจากข้าได้ พวกเขาเป็นแค่ตัวประกอบที่จะทำให้ข้าโดดเด่นเท่านั้นเอง” คำพูดของซุนเฟยเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นซึ่งมันมาจากพลังอันแข็งแกร่งของตัวเอง

        “ไม่ว่าอย่างไร มันก็ไม่ผิดที่จะระวังตัวนี่นะ” แพรีสถูกดวงตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเชื่อมั่นของซุนเฟยทำให้ชะงักไปชั่วครู่ ในดวงตาของนางปรากฏแสงสว่างขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากเตือนซุนเฟยด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนจากนั้นก็หยิบสมุดเล่มบางๆโยนไปให้ซุนเฟยหนึ่งเล่ม “เอาไปอ่านเถอะบางทีหนังสือเล่มนี้อาจจะมีประโยชน์กับท่านก็ได้”

        “การคาดการณ์ความแข็งแกร่งของยอดฝีมือในเขตสงครามทั้งห้าและพลังต่อสู้อย่างละเอียด?”

        ซุนเฟยเปิดสมุดเล่มเล็กทันทีเขาพบว่าสมุดเล่มนี้ได้บันทึกรายละเอียดต่างๆ ของยอดฝีมือทั้งห้าสิบคนที่เข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ระดับพลัง ประเภทคลื่นพลังและทักษะในการต่อสู้ชื่อของเขาถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่หนึ่ง รองลงมาคือ 'หนึ่งดาบ' จากนั้นก็ซินดี้ องค์หญิงนักเวทแห่งอาณาจักรปู้หลันไล่ลงมาก็มีคนเถื่อนจากอาณาจักรกู่ต้ง 'นักรบคู่อัคคีวาโย' ฮุลกีและกานูเต้ 'มีดคู่กระหายเลือด' กับ 'เกราะเงินดาบคลั่ง' ที่ประกาศกร้าวต่อหน้าฝูงชนว่าจะท้าประลองกับเขา

        คอนสแตนติน ราชาอาณาจักรแห่งไบแซนไทน์ก็อยู่ในอันดับที่สามสิบสามของสมุดเล่มนี้ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ นอกจากซุนเฟยแล้ว ยังมีแปเตอร์ แช็คยอดฝีมือของเมืองแซมบอร์ด ฉายา 'นิ้วเดียวแตกสลาย' เขาอยู่ในอันดับที่สิบสาม นับว่าอยู่ในระดับสูง ส่วนฟีลิปโป อินซากีถูกจัดให้อยู่ในลำดับต่ำสุดเขาอยู่ในอันดับที่สี่สิบเอ็ด

        ดูจากรายชื่อของคนที่ถูกจัดอันดับการวิเคราะห์ของสมุดเล่มนี้ค่อนข้างน่าเชื่อถือมาก หลักฐานอ้างอิงก็ชัดเจน

        หลังจากที่ซุนเฟยอ่านเสร็จก็พบว่า ด้านหลังของสมุดมีตัวอักษรเล็กๆที่เขียนไว้ว่า “จัดทำขึ้นโดยมาเตรัซซี่ วณิพกอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรมีจำนวนเพียงหนึ่งร้อยเล่ม ราคาขายเล่มละหนึ่งหมื่นเหรียญทอง”

        เจ้านี่เองหรือเนี่ย

        ทันใดนั้นราวกับว่ามีเงาร่างของมาเตรัซซี่มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของซุนเฟยเป็นตาเฒ่าหัวดื้อที่หาเงินได้เก่งจริงๆ ไม่แปลกที่ทั่วร่างมีแต่เงินกับทองแม้กระทั่งภาชนะที่ใส่เหล้าไว้ดื่มยังเป็นทองคำบริสุทธิ์เลยช่างมีหัวในการทำธุรกิจยิ่งนัก

        แต่อย่างไรก็ตาม สายตาของมาเตรัซซี่และการคาดการณ์ของเขากลับน่าเชื่อถือมากอย่างน้อยๆ ซุนเฟยก็ให้คะแนนกับสมุดเล่มนี้ไปแล้วเจ็ดสิบแปดคะแนน

        ในตอนนี้เอง เสียงแตรทุ้มต่ำก็ดังมาจากไกลๆ

        ทั้งสองคนหันไปมองตามทิศทางของเสียงก็พบว่าพิธีสาบานของกองทัพแห่งราชอาณาจักรได้สิ้นสุดลงแล้ว หัวหน้าอัศวินโรมันปัฟลูย์เชนโคเป็นผู้นำทหารม้าทั้งสามพันนายออกเดินทางไปเป็นกลุ่มแรกเสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นดังลั่นประหนึ่งเสียงฟ้าร้องทหารม้าทั้งสามพันนายดูเหมือนกระแสน้ำสีดำที่หลั่งไหลออกจากลานฝึกไม่ช้าพวกเขาก็หายลับไปจากขอบฟ้า

        --------------------------

        1 ภายใต้รังที่พลิกคว่ำไม่มีไข่ที่สมบูรณ์ อุปมาว่าในเมื่อส่วนรวมต้องพบกับความพินาศแล้วส่วนตัวก็จะมีทางรอดที่ไหน