"ย๊าก! "
ประตูเหล็กหนาที่สร้างเพื่อปิดตายห้องบัญชาการได้ถูกเปิดออกกว้าง
รอยบุบลึกรูปหัวเขาบนบานประตูที่ปรากฏนั้น คงไม่ได้เกิดจากฝีมือใครอื่นนอกจากเอรีส
"ศัตรูบุก! "
นักรบผู้ศรัทธาต่างเบนความสนใจมาทางผู้บุกรุกเป็นสายตาเดียวกัน
พวกเขาสมกับเป็นมืออาชีพ ไม่หวั่นวิตก และเริ่มประสานงานเพื่อรับมือกับผู้บุกรุกทั้งสี่ที่กำลังโถมเข้ามาในห้อง
"ปิดประตูตีแมวเลย! "
พวกทหารที่วิ่งไล่มาจากทางเดินด้านหลังกำลังวิ่งบีบเข้าหากลุ่มของเอรีส
หากว่าเป็นคนทั่วไปคงโดนล้อมหน้าและหลังจนพินาศสิ้น
ถ้าหากว่าเป็นคนทั่วไปละนะ
หนังสือภูติของเอสเทอเริ่มพลิกไปมาอีกครั้ง พร้อมกับที่เอรีสกับเปอร์ไซด์ใช้พลังอันน่าเหลือเชื่อดันประตูเหล็กปิดเข้าหากัน
ก่อนจะถูกเอสเทอใช้พลังของเธอเชื่อมมันให้ปิดตายลงด้วยความร้อน
ประตูเหล็กถูกหลอมเป็นเนยเหลว แล้วทิ้งตัวให้เย็นลงจนกลายเป็นมวลโลหะขนาดยักษ์ที่ปิดเส้นทางเอาไว้
"เหวอ!? มังกร! "
มังกรสองตัวเริ่มบุกอาละวาดทำลายล้างเหล่าอริศัตรู
“ปี้~! ”
มังกรน้อยออกไซด์แผดเสียงคำรามน่ารักดังลั่น ก่อนจะพ่นไฟเป็นเส้นทางยาว
“ปิ ปิว~! ”
ส่วนที่ผนังอาคารเอง ยังถูกมิลเลอร์ซึ่งบินวนอยู่ข้างนอกพังทำลายเข้ามาโดยตรง
“พวกแกหยุดนะ! ไม่สนข้อมูลกับชีวิตตัวประกัน--- เหวอ!? ”
ทหารคนหนึ่งที่กำลังใช้ปืนพกลูกโม่จ่อหัวยะมะโตะกับเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่นั้น ได้ถูกเปอร์ไซด์ถีบเข้าระหว่างขาอย่างเต็มแรง
แรงจนฉีกร่างของเขาออกเป็นสองซีกอย่างน่าสยดสยอง
แต่เธอไม่หยุดเพียงเท่านั้น
เปอร์ไซด์ที่ปกติมักร่าเริงและไร้แก่นสาร เริ่มยืดระยางจากแผ่นหลังจับมัดศัตรูทุกคนที่อยู่ตรงหน้า
ห้องปิดตายแห่งนี้ได้กลายเป็นพื้นที่สังหารของเธออย่างไร้ซึ่งหนทางหนี
ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ศัตรูด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง
บทเรียนราคาแพงจากการสูญเสียพวกพ้องยกเผ่านั้น ทำให้เธอได้ทราบมาอย่างหนึ่งว่า
“เพื่อปกป้องเพื่อนของหนูแล้ว จะไม่มีปรานีศัตรูอีกต่อไปค่ะ”
เกิดเสียงกระดูกหักดังน่ากลัวออกมาจากร่างของทหารทั้งสามสิบคนพร้อมกัน
เพียงแค่พริบตาเดียวศัตรูที่ยึดครองห้องนี้ก็ได้ตายจากไปจนหมดสิ้น
ห้องควบคุมดาบแห่งพระเจ้าได้ตกมาอยู่ในมือของพวกผู้กล้าแล้ว
***ผู้กล้าหนอนหนังสือ [เอสเทอ]
“เป็นยังไงบ้างยะมะโตะ ดอง~”
ฉันบินร่อนลงไปดูอาการคู่หูวิจัยของตัวเอง
ดูแล้วมีรอยแผลพกช้ำจำนวนมาก คงพึ่งผ่านการทรมานมาอย่างไม่ต้องสงสัยดอง
“ผม.. ไม่เป็นไร… แต่ว่าข้อมูล…”
“ข้อมูลหรือดอง…”
ฉันหันไปดูทางเครื่องจักรของเผ่ามนุษย์
วัตถุทรงสี่เหลี่ยมพังทลายลงเพราะถูกความร้อนจากเปลวไฟของออกไซด์กับมิลเลอร์เผาไปแล้ว
“พังราบดอง แต่ไม่เป็นไร ฉันมีเก็บสำรองเอาไว้เหมือนกันนะดอง”
เอรีสมีเล่าให้ฉันฟังแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้
งานวิจัยเงามืดที่พวกเราร่วมช่วยกันทำนั้น จริงอยู่ว่าพวกเราให้ยะมะโตะเป็นคนรับผิดชอบเก็บรักษา แต่ใช่ว่าพวกเราจะไม่มีเก็บสำรองเอาไว้เสียหน่อยดอง
สรุปคือต่อให้เมื่อกี้ข้อมูลโดนทำลายก็หาใช่ปัญหาใด ๆ ดอง
“ไม่ใช่ ข้อมูลของผมมันไปไกลกว่านั้น… เมื่อเช้านี้… ผมค้นพบบางอย่าง… กุญแจ…. มันเป็นกุญแจสู่การแก้ไขปัญหา… ให้ตายสิ…”
“แก้ไขปัญหาหรือดอง? ”
“ตัวจริงของเงามืด… ดาบแห่งพระเจ้า… มันเป็นคนให้คำตอบผม”
ยะมะโตะเริ่มเล่าสิ่งที่ตัวเองค้นพบเมื่อเช้าให้ฉันฟัง
จากข้อมูลภาพถ่ายของดาวเทียม เขาพบว่าโลกใบนี้ถูกหุ้มด้วยมวลพลังงานมหาศาลสีดำตั้งแต่ผื้นดิน ท้องฟ้า และไปสุดเหนืออวกาศ
เจ้าคลื่นพลังงานสีดำคล้ายตาพายุนี้มีลักษณะเป็นทรงโดมคลุมโลกของพวกเราเอาไว้
"แล้วรู้มั้ยว่าภาพถ่ายที่เล็งออกไปนอกอวกาศนั้นพบกับอะไร? "
"แสงใช่มั้ยดอง? "
ฉันยังจำได้ถึงวันงานพิธีเปิดเมืองเมื่อสองวันก่อน
ฉันจำได้ว่ามองเห็นประกายแสงสว่างลอดผ่านเงามืดจากภาพถ่ายทอดสดของดาวเทียมอยู่
"คิดว่าแสงนั้นคืออะไร? "
"แสงจากพลังงานใช่หรือเปล่าดอง? "
" ไม่ใช่ แต่มันคือแสงจากดาวเคราะห์"
" แสงจากดาวเคราะห์หรือดอง…!? "
“อุปกรณ์วิเคราะห์เพิ่งประมวลผลเสร็จเมื่อเช้านี้ แสงสว่างที่ลอดผ่านเข้ามานั้น บ่งบอกถึงลักษณะที่เป็นแสงสว่างจากดาวเคราะห์ในอวกาศ คิดว่ายังไงละเอสเทอ? "
"เดียว!? ถ้าเป็นแบบนั้นก็แปลว่าพวกเราไม่ได้อยู่ในโลกคนตายนะสิดอง! "
ตามความเข้าใจเดิม แสงจากผู้ที่อวดอ้างเป็นเทพเจ้าได้บอกพวกเราว่ากำลังโดนลงโทษอยู่
สงครามนี้คือบาป และผู้ชนะจะได้ไถ่บาปสู่ดินแดนแห่งการหลุดพ้น ส่วนผู้แพ้จะต้องถูกทำลายมิได้ผุดได้เกิดอีก
แต่ถ้าหากว่าข้างนอกเงามืดนั้นคืออวกาศที่มีดาวเคราะห์น้อยอยู่จริง นั่นก็อาจตีความได้ว่า---
"ใช่แล้วเอสเทอ ที่นี่ไม่น่าใช่โลกคนตาย แต่เป็นจักรวาลที่พวกเรารู้จักนั่นละ อาจเป็นดาวดวงหนึ่งในหลายล้านดวงของทางช้างเผือกนี้"
"ทางช้างเผือกหรือดอง? "
"เออ… เป็นคำเรียกระบบสุริยะที่พวกเราอยู่นะ"
ฉันเริ่มมานั่งขบคิด
ถ้าหากว่าโลกนี้ไม่ใช่โลกคนตาย แต่แล้วทำไมพวกเราถึงถูกจับมารวมกันที่นี่?
ฉันมั่นใจว่าตัวเองเคยตายแล้วครั้งหนึ่งที่ดาวบ้านเกิด และตายหลายต่อหลายครั้งที่โลกใบนี้ด้วยดอง
ถ้าไม่ใช่ว่าตัวเองอยู่ในโลกคนตาย มันคงให้คำตอบนี้ไม่ได้
แต่ถ้านี่คือโลกของคนเป็น… แล้วทำไมพวกเราถึงสามารถเกิดใหม่ได้ละดอง?
"เงามืด… พลังงานมหาศาล… วิญญาณคนตายที่เกิดใหม่ได้… และจักรวาลที่พวกเรารู้จักหรือดอง"
คำตอบนี้มีเพียงหนึ่งเดียวดอง!
นั่นก็คือ--- งงแฮะดอง…
"หน้าแบบนั้นคงงงสินะ? ผมเองก็งงเหมือนกัน"
"ความจริงฉันพอจะเชื่อมโยงบางอย่างได้ แต่มันออกจะบ้าหน่อยนะดอง อยากลองฟังมั้ยดอง? "
"เอาสิ"
"ฉันคิดว่า อาจเป็นไปได้ ที่เรื่องทั้งหมดนี้เกิดจากตัวตนที่อาศัยในมิติที่ซึ่งอยู่สูงกว่าพวกเราดอง"
"? "
"คือ… เผ่าของฉันมีทฤษฎีหนึ่งว่าเมื่อตายลง ชีวิตจะก่อตัวกลายเป็นรูปพลังงาน แล้วไปรวมตัวกัน ณ มิติที่สูงกว่าเพื่อรอวันกลับมาเกิดใหม่นะดอง"
ฉันพักหายใจแล้วพูดต่อ
"พวกในมิติที่สูงกว่านั้น อาจจะจับพวกเรามาอยู่รวมกัน แล้วกักขังพวกเราเอาไว้ช่วงตรงกลางระหว่างมิติที่สามกับมิติของพวกมัน ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ฉันก็นึกไม่ออกถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นนะดอง และการที่สามารถจับขังพวกเรามาอยู่มิติกึ่งกลาง ย่อมต้องใช้พลังงานที่สูงมากเพื่อทำลายกฏเกณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเงาสีดำที่ห่อหุ้มโลกนี้ดอง"
ตัวตนในมิติที่สูงกว่า
แนวคิดนี้เหมือนกับความสัมพันธ์ของบุคคลในมิติที่สามกับมิติที่สองและหนึ่ง
มิติที่หนึ่งมิอาจรับรู้พื้นที่ว่างของมิติที่สองได้
คนในมิติที่สองสามารถรับรู้มิติที่หนึ่งได้ แต่ไม่อาจรับรู้ตัวตนของมิติที่สาม
แต่ทว่าหากมีการดัดแปลง แก้ไข หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวของบุคคลในมิติที่สามต่อมิติที่สอง มิติที่ต่ำกว่าก็จะเริ่มเปลี่ยนไปและเริ่มตระหนักรู้ หรืออาจไม่ตระหนักรู้ถึงตัวตนของมิติที่สูงกว่า
เสมือนหนึ่งภาพวาดสองมิติที่คนในสามมิติสามารถปรับเติมเขียนเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจ
คนจากมิติที่สองไม่อาจรับรู้ได้ว่ามีมิติที่เหนือกว่า แต่อาจรับรู้ว่ามีอะไรบางอย่างที่ตนไม่เข้าใจกำลังเข้ามาวุ่นวายอยู่
ยิงฟังยิงไม่เข้าใจสินะดอง
และถ้าเก็บไปคิด คงได้นอนไม่หลับทั้งคืนแน่นอนดอง
“สรุปแล้ว? ”
“สรุปคือ--- ถึงรู้ไปพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ยังไงละดอง! ”
ถ้าหากว่าศัตรูที่แท้จริงคือตัวตนของมิติที่สูงกว่า แล้วพวกเราจะเอาชนะยังไงละดอง?
เสมือนหนึ่งตัวการ์ตูนจะหลุดออกมาจากกระดาษเพื่อฆ่าคนวาดได้เช่นไร? คำตอบคือไม่มีทางเป็นไปได้
ที่ทำได้คงมีแต่หนี---
“นี่ยังไงละดอง! ”
ถ้าหากว่าพวกเราหนีไปจากที่นี่ หาทางทะลวงฝ่าเงามืดนั้นออกไปได้ มันก็มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเราจะหลุดออกจากการควบคุมในพื้นที่ซึ่งถูกกักขังแห่งนี้
ไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้ ไม่จำเป็นต้องไปหาทางหยุดยั้งเงามืด แต่แค่สร้างอะไรบางอย่างที่แข็งแรงพอจะทะลุหนีออกไปได้ก็พอแล้ว
“แนวคิดใช้ได้เลยเอสเทอ! จาวิส รบกวนช่วยวิเคราะห์วัสดุที่พวกเรารู้ กรรมวิธีการก่อสร้างที่น่าจะเอาตัวรอดจากพายุเงาดำนั้นให้ได้หน่อยสิ! ”
“ [ได้ครับนายท่าน] ”
พวกเราเริ่มเห็นแสงสว่างแล้ว
เหลือแค่เอาข่าวดีนี้ไปบอกทุกคน---
“เออ… ขอโทษที่รบกวนเวลาสนุกของทั้งสองท่านนะคะ แต่รบกวนช่วยฉันตรงนี้สักครู่หนึ่งทีค่ะ”
ในตอนนั้นเองที่เอรีสพูดเสียงดังแทรกขึ้นมา
“มีอะไรหรือดอง? ”
“คือว่า… จะหยุดเจ้าดาบแห่งพระเจ้ายังไงอ๊ะ? ”
เอรีสกล่าวเช่นนั้นพร้อมกับชี้ไปที่แฝงวงจรควบคุมที่ยากจะเข้าใจได้ตรงหน้า
ลืมไปเลยแฮะดอง
“จาวิส ช่วยเธอที”
“ [รับทราบครับ ก่อนอื่นให้บังคับที่ปุ่มสีแดงทางซ้าย แล้วต่อด้วย--] ”
เสียงของโกเลมรับใช้ยะมะโต๊ะได้ดังขึ้นมาจากผ้าเพดาน
ด้วยคำแนะนำของจาวิสจึงทำให้การปิดระบบทุกอย่างดำเนินเป็นไปอย่างราบรื่น
แสงสีรุ้งที่ดูอันตรายได้เลือนหายไปจากท้องฟ้า ไอควันที่ร้อนระอุตามมุมของเมืองได้จางหายไป
ภัยอันตรายได้ผ่านพ้นไปแล้ว
“แต่ว่าทุกคนยังรบไม่เลิกเลยดอง”
ฉันมองลอดผ่านออกไปทางรูกว้างบนกำแพง
เสียงปืน ควัน และความวุ่นวายยังไม่จบ
สำหรับคนที่ไม่ทราบสถานการณ์ คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความหมายของแสงสีรุ้งที่หายไปเมื่อกี้มันคืออะไร
“เอายังไงกันต่อดีละ? ”
“หาทางกู้ระบบสื่อสารแล้วกระจายเสียงบอกข่าวดีว่าพวกเรายังมีความหวังยังไงละดอง”
นี่คือวิธีเดียวที่จะหยุดทุกคนได้
หากทุกคนรู้ว่ายังมีหนทางรอดโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำสงคราม ทุกคนคงหยุดบ้ากันได้
“หอคอยโทรทัศน์… เมื่อกี้ผมได้ยินพวกมันคุยกันผ่านทางเครื่องสื่อสาร ดูเหมือนว่าจะถูกพวกคลั่งศาสนาเทพทั้งสามยึดไปแล้วนะครับ”
“นี่สินะสาเหตุที่การสื่อสารถูกตัดขาดทั้งเมืองดอง”
ตอนนี้ได้เป้าหมายถัดไปแล้ว
นั่นคือ---
*พรึบ! *
มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
พวกเราไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร
รู้แต่ว่าสิ่งนั้นได้โจมตีเข้าใส่โดมคริสตัลที่อยู่ใจกลางเมืองพร้อมกับส่องแสงสีดำจนทุกสิ่งพร่ามัว
สิ่งนั้นผุดขึ้นมาจากพื้นดิน
เป็นหอคอยงาช้างขนาดใหญ่ยักษ์ที่น่ากลัวสูงสามสิบเมตร
มันสร้างจากโลหะสีดำ โค้งงอทะยานขึ้นท้องฟ้าในลักษณะของงาช้าง
มันปรากฏขึ้นอย่างไม่บอกกล่าวเตือนล่วงหน้า
มันดูดกลืนแสงสว่างและทุกสิ่งเข้าไปที่ตัวมัน
มันบดอัดทุกอย่างที่อยู่ในรัศมีของมันจนพินาศสิ้น
และเมื่อรู้ตัวอีกที โดมที่มีบาเรียภูติปกป้องก็ฉับพลันหายไปครึ่งหลังแล้ว
พวกเราที่ยืนอยู่ในเขตเมืองของมนุษย์ ต่างตาโตด้วยความตื่นตะลึง
สัญชาตญาณของเปอร์ไซด์ถูกต้อง
เจ้าสิ่งนั้นไม่รู้ว่าเป็นอาวุธของฝ่ายไหน
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งลั่นโจมตีออกมา
แม้แต่ฐานข้อมูลที่ฉันเคยสืบ ก็ยังไม่มีข้อมูลของอาวุธร้ายนั้นเลย
เกิดอะไรขึ้นที่ลานกว้างกันแน่ดอง?
พวกเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบานาและแอร์บาส์รที่แยกตัวไปลานกว้างหน้าโดมคริสตัล
แต่ที่พวกเรารู้อย่างหนึ่งคืออาวุธนั้นอันตราย
มันได้ทำลายพื้นที่หน้าโดมไปทั้งแถบ
ทำลายครึ่งหนึ่งของโดมคริสตัล
และทำลาย--- คริสตัลของเผ่ามนุษย์จนแตกสลายไปแล้ว...