Age of war

    ตอนที่ 116 ความจริงที่ค้นพบ

    "ย๊าก! "

    ประตูเหล็กหนาที่สร้างเพื่อปิดตายห้องบัญชาการได้ถูกเปิดออกกว้าง

    รอยบุบลึกรูปหัวเขาบนบานประตูที่ปรากฏนั้น คงไม่ได้เกิดจากฝีมือใครอื่นนอกจากเอรีส

    "ศัตรูบุก! "

    นักรบผู้ศรัทธาต่างเบนความสนใจมาทางผู้บุกรุกเป็นสายตาเดียวกัน

    พวกเขาสมกับเป็นมืออาชีพ ไม่หวั่นวิตก และเริ่มประสานงานเพื่อรับมือกับผู้บุกรุกทั้งสี่ที่กำลังโถมเข้ามาในห้อง

    "ปิดประตูตีแมวเลย! "

    พวกทหารที่วิ่งไล่มาจากทางเดินด้านหลังกำลังวิ่งบีบเข้าหากลุ่มของเอรีส

    หากว่าเป็นคนทั่วไปคงโดนล้อมหน้าและหลังจนพินาศสิ้น

    ถ้าหากว่าเป็นคนทั่วไปละนะ

    หนังสือภูติของเอสเทอเริ่มพลิกไปมาอีกครั้ง พร้อมกับที่เอรีสกับเปอร์ไซด์ใช้พลังอันน่าเหลือเชื่อดันประตูเหล็กปิดเข้าหากัน

    ก่อนจะถูกเอสเทอใช้พลังของเธอเชื่อมมันให้ปิดตายลงด้วยความร้อน

    ประตูเหล็กถูกหลอมเป็นเนยเหลว แล้วทิ้งตัวให้เย็นลงจนกลายเป็นมวลโลหะขนาดยักษ์ที่ปิดเส้นทางเอาไว้

    "เหวอ!? มังกร! "

    มังกรสองตัวเริ่มบุกอาละวาดทำลายล้างเหล่าอริศัตรู

    “ปี้~! ”

    มังกรน้อยออกไซด์แผดเสียงคำรามน่ารักดังลั่น ก่อนจะพ่นไฟเป็นเส้นทางยาว

    “ปิ ปิว~! ”

    ส่วนที่ผนังอาคารเอง ยังถูกมิลเลอร์ซึ่งบินวนอยู่ข้างนอกพังทำลายเข้ามาโดยตรง

    “พวกแกหยุดนะ! ไม่สนข้อมูลกับชีวิตตัวประกัน--- เหวอ!? ”

    ทหารคนหนึ่งที่กำลังใช้ปืนพกลูกโม่จ่อหัวยะมะโตะกับเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่นั้น ได้ถูกเปอร์ไซด์ถีบเข้าระหว่างขาอย่างเต็มแรง

    แรงจนฉีกร่างของเขาออกเป็นสองซีกอย่างน่าสยดสยอง

    แต่เธอไม่หยุดเพียงเท่านั้น

    เปอร์ไซด์ที่ปกติมักร่าเริงและไร้แก่นสาร เริ่มยืดระยางจากแผ่นหลังจับมัดศัตรูทุกคนที่อยู่ตรงหน้า

    ห้องปิดตายแห่งนี้ได้กลายเป็นพื้นที่สังหารของเธออย่างไร้ซึ่งหนทางหนี

    ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ศัตรูด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง

    บทเรียนราคาแพงจากการสูญเสียพวกพ้องยกเผ่านั้น ทำให้เธอได้ทราบมาอย่างหนึ่งว่า

    “เพื่อปกป้องเพื่อนของหนูแล้ว จะไม่มีปรานีศัตรูอีกต่อไปค่ะ”

    เกิดเสียงกระดูกหักดังน่ากลัวออกมาจากร่างของทหารทั้งสามสิบคนพร้อมกัน

    เพียงแค่พริบตาเดียวศัตรูที่ยึดครองห้องนี้ก็ได้ตายจากไปจนหมดสิ้น

    ห้องควบคุมดาบแห่งพระเจ้าได้ตกมาอยู่ในมือของพวกผู้กล้าแล้ว



    ***ผู้กล้าหนอนหนังสือ [เอสเทอ]

    “เป็นยังไงบ้างยะมะโตะ ดอง~”

    ฉันบินร่อนลงไปดูอาการคู่หูวิจัยของตัวเอง

    ดูแล้วมีรอยแผลพกช้ำจำนวนมาก คงพึ่งผ่านการทรมานมาอย่างไม่ต้องสงสัยดอง

    “ผม.. ไม่เป็นไร… แต่ว่าข้อมูล…”

    “ข้อมูลหรือดอง…”

    ฉันหันไปดูทางเครื่องจักรของเผ่ามนุษย์

    วัตถุทรงสี่เหลี่ยมพังทลายลงเพราะถูกความร้อนจากเปลวไฟของออกไซด์กับมิลเลอร์เผาไปแล้ว

    “พังราบดอง แต่ไม่เป็นไร ฉันมีเก็บสำรองเอาไว้เหมือนกันนะดอง”

    เอรีสมีเล่าให้ฉันฟังแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้

    งานวิจัยเงามืดที่พวกเราร่วมช่วยกันทำนั้น จริงอยู่ว่าพวกเราให้ยะมะโตะเป็นคนรับผิดชอบเก็บรักษา แต่ใช่ว่าพวกเราจะไม่มีเก็บสำรองเอาไว้เสียหน่อยดอง

    สรุปคือต่อให้เมื่อกี้ข้อมูลโดนทำลายก็หาใช่ปัญหาใด ๆ ดอง

    “ไม่ใช่ ข้อมูลของผมมันไปไกลกว่านั้น… เมื่อเช้านี้… ผมค้นพบบางอย่าง… กุญแจ…. มันเป็นกุญแจสู่การแก้ไขปัญหา… ให้ตายสิ…”

    “แก้ไขปัญหาหรือดอง? ”

    “ตัวจริงของเงามืด… ดาบแห่งพระเจ้า… มันเป็นคนให้คำตอบผม”

    ยะมะโตะเริ่มเล่าสิ่งที่ตัวเองค้นพบเมื่อเช้าให้ฉันฟัง

    จากข้อมูลภาพถ่ายของดาวเทียม เขาพบว่าโลกใบนี้ถูกหุ้มด้วยมวลพลังงานมหาศาลสีดำตั้งแต่ผื้นดิน ท้องฟ้า และไปสุดเหนืออวกาศ

    เจ้าคลื่นพลังงานสีดำคล้ายตาพายุนี้มีลักษณะเป็นทรงโดมคลุมโลกของพวกเราเอาไว้

    "แล้วรู้มั้ยว่าภาพถ่ายที่เล็งออกไปนอกอวกาศนั้นพบกับอะไร? "

    "แสงใช่มั้ยดอง? "

    ฉันยังจำได้ถึงวันงานพิธีเปิดเมืองเมื่อสองวันก่อน

    ฉันจำได้ว่ามองเห็นประกายแสงสว่างลอดผ่านเงามืดจากภาพถ่ายทอดสดของดาวเทียมอยู่

    "คิดว่าแสงนั้นคืออะไร? "

    "แสงจากพลังงานใช่หรือเปล่าดอง? "

    " ไม่ใช่ แต่มันคือแสงจากดาวเคราะห์"

    " แสงจากดาวเคราะห์หรือดอง…!? "

    “อุปกรณ์วิเคราะห์เพิ่งประมวลผลเสร็จเมื่อเช้านี้ แสงสว่างที่ลอดผ่านเข้ามานั้น บ่งบอกถึงลักษณะที่เป็นแสงสว่างจากดาวเคราะห์ในอวกาศ คิดว่ายังไงละเอสเทอ? "

    "เดียว!? ถ้าเป็นแบบนั้นก็แปลว่าพวกเราไม่ได้อยู่ในโลกคนตายนะสิดอง! "

    ตามความเข้าใจเดิม แสงจากผู้ที่อวดอ้างเป็นเทพเจ้าได้บอกพวกเราว่ากำลังโดนลงโทษอยู่

    สงครามนี้คือบาป และผู้ชนะจะได้ไถ่บาปสู่ดินแดนแห่งการหลุดพ้น ส่วนผู้แพ้จะต้องถูกทำลายมิได้ผุดได้เกิดอีก

    แต่ถ้าหากว่าข้างนอกเงามืดนั้นคืออวกาศที่มีดาวเคราะห์น้อยอยู่จริง นั่นก็อาจตีความได้ว่า---

    "ใช่แล้วเอสเทอ ที่นี่ไม่น่าใช่โลกคนตาย แต่เป็นจักรวาลที่พวกเรารู้จักนั่นละ อาจเป็นดาวดวงหนึ่งในหลายล้านดวงของทางช้างเผือกนี้"

    "ทางช้างเผือกหรือดอง? "

    "เออ… เป็นคำเรียกระบบสุริยะที่พวกเราอยู่นะ"

    ฉันเริ่มมานั่งขบคิด

    ถ้าหากว่าโลกนี้ไม่ใช่โลกคนตาย แต่แล้วทำไมพวกเราถึงถูกจับมารวมกันที่นี่?

    ฉันมั่นใจว่าตัวเองเคยตายแล้วครั้งหนึ่งที่ดาวบ้านเกิด และตายหลายต่อหลายครั้งที่โลกใบนี้ด้วยดอง

    ถ้าไม่ใช่ว่าตัวเองอยู่ในโลกคนตาย มันคงให้คำตอบนี้ไม่ได้

    แต่ถ้านี่คือโลกของคนเป็น… แล้วทำไมพวกเราถึงสามารถเกิดใหม่ได้ละดอง?

    "เงามืด… พลังงานมหาศาล… วิญญาณคนตายที่เกิดใหม่ได้… และจักรวาลที่พวกเรารู้จักหรือดอง"

    คำตอบนี้มีเพียงหนึ่งเดียวดอง!

    นั่นก็คือ--- งงแฮะดอง…

    "หน้าแบบนั้นคงงงสินะ? ผมเองก็งงเหมือนกัน"

    "ความจริงฉันพอจะเชื่อมโยงบางอย่างได้ แต่มันออกจะบ้าหน่อยนะดอง อยากลองฟังมั้ยดอง? "

    "เอาสิ"

    "ฉันคิดว่า อาจเป็นไปได้ ที่เรื่องทั้งหมดนี้เกิดจากตัวตนที่อาศัยในมิติที่ซึ่งอยู่สูงกว่าพวกเราดอง"

    "? "

    "คือ… เผ่าของฉันมีทฤษฎีหนึ่งว่าเมื่อตายลง ชีวิตจะก่อตัวกลายเป็นรูปพลังงาน แล้วไปรวมตัวกัน ณ มิติที่สูงกว่าเพื่อรอวันกลับมาเกิดใหม่นะดอง"

    ฉันพักหายใจแล้วพูดต่อ

    "พวกในมิติที่สูงกว่านั้น อาจจะจับพวกเรามาอยู่รวมกัน แล้วกักขังพวกเราเอาไว้ช่วงตรงกลางระหว่างมิติที่สามกับมิติของพวกมัน ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ฉันก็นึกไม่ออกถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นนะดอง และการที่สามารถจับขังพวกเรามาอยู่มิติกึ่งกลาง ย่อมต้องใช้พลังงานที่สูงมากเพื่อทำลายกฏเกณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเงาสีดำที่ห่อหุ้มโลกนี้ดอง"

    ตัวตนในมิติที่สูงกว่า

    แนวคิดนี้เหมือนกับความสัมพันธ์ของบุคคลในมิติที่สามกับมิติที่สองและหนึ่ง

    มิติที่หนึ่งมิอาจรับรู้พื้นที่ว่างของมิติที่สองได้

    คนในมิติที่สองสามารถรับรู้มิติที่หนึ่งได้ แต่ไม่อาจรับรู้ตัวตนของมิติที่สาม

    แต่ทว่าหากมีการดัดแปลง แก้ไข หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวของบุคคลในมิติที่สามต่อมิติที่สอง มิติที่ต่ำกว่าก็จะเริ่มเปลี่ยนไปและเริ่มตระหนักรู้ หรืออาจไม่ตระหนักรู้ถึงตัวตนของมิติที่สูงกว่า

    เสมือนหนึ่งภาพวาดสองมิติที่คนในสามมิติสามารถปรับเติมเขียนเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจ

    คนจากมิติที่สองไม่อาจรับรู้ได้ว่ามีมิติที่เหนือกว่า แต่อาจรับรู้ว่ามีอะไรบางอย่างที่ตนไม่เข้าใจกำลังเข้ามาวุ่นวายอยู่

    ยิงฟังยิงไม่เข้าใจสินะดอง

    และถ้าเก็บไปคิด คงได้นอนไม่หลับทั้งคืนแน่นอนดอง

    “สรุปแล้ว? ”

    “สรุปคือ--- ถึงรู้ไปพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ยังไงละดอง! ”

    ถ้าหากว่าศัตรูที่แท้จริงคือตัวตนของมิติที่สูงกว่า แล้วพวกเราจะเอาชนะยังไงละดอง?

    เสมือนหนึ่งตัวการ์ตูนจะหลุดออกมาจากกระดาษเพื่อฆ่าคนวาดได้เช่นไร? คำตอบคือไม่มีทางเป็นไปได้

    ที่ทำได้คงมีแต่หนี---

    “นี่ยังไงละดอง! ”

    ถ้าหากว่าพวกเราหนีไปจากที่นี่ หาทางทะลวงฝ่าเงามืดนั้นออกไปได้ มันก็มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเราจะหลุดออกจากการควบคุมในพื้นที่ซึ่งถูกกักขังแห่งนี้

    ไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้ ไม่จำเป็นต้องไปหาทางหยุดยั้งเงามืด แต่แค่สร้างอะไรบางอย่างที่แข็งแรงพอจะทะลุหนีออกไปได้ก็พอแล้ว

    “แนวคิดใช้ได้เลยเอสเทอ! จาวิส รบกวนช่วยวิเคราะห์วัสดุที่พวกเรารู้ กรรมวิธีการก่อสร้างที่น่าจะเอาตัวรอดจากพายุเงาดำนั้นให้ได้หน่อยสิ! ”

    “ [ได้ครับนายท่าน] ”

    พวกเราเริ่มเห็นแสงสว่างแล้ว

    เหลือแค่เอาข่าวดีนี้ไปบอกทุกคน---



    “เออ… ขอโทษที่รบกวนเวลาสนุกของทั้งสองท่านนะคะ แต่รบกวนช่วยฉันตรงนี้สักครู่หนึ่งทีค่ะ”

    ในตอนนั้นเองที่เอรีสพูดเสียงดังแทรกขึ้นมา

    “มีอะไรหรือดอง? ”

    “คือว่า… จะหยุดเจ้าดาบแห่งพระเจ้ายังไงอ๊ะ? ”

    เอรีสกล่าวเช่นนั้นพร้อมกับชี้ไปที่แฝงวงจรควบคุมที่ยากจะเข้าใจได้ตรงหน้า

    ลืมไปเลยแฮะดอง

    “จาวิส ช่วยเธอที”

    “ [รับทราบครับ ก่อนอื่นให้บังคับที่ปุ่มสีแดงทางซ้าย แล้วต่อด้วย--] ”

    เสียงของโกเลมรับใช้ยะมะโต๊ะได้ดังขึ้นมาจากผ้าเพดาน

    ด้วยคำแนะนำของจาวิสจึงทำให้การปิดระบบทุกอย่างดำเนินเป็นไปอย่างราบรื่น

    แสงสีรุ้งที่ดูอันตรายได้เลือนหายไปจากท้องฟ้า ไอควันที่ร้อนระอุตามมุมของเมืองได้จางหายไป

    ภัยอันตรายได้ผ่านพ้นไปแล้ว

    “แต่ว่าทุกคนยังรบไม่เลิกเลยดอง”

    ฉันมองลอดผ่านออกไปทางรูกว้างบนกำแพง

    เสียงปืน ควัน และความวุ่นวายยังไม่จบ

    สำหรับคนที่ไม่ทราบสถานการณ์ คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความหมายของแสงสีรุ้งที่หายไปเมื่อกี้มันคืออะไร

    “เอายังไงกันต่อดีละ? ”

    “หาทางกู้ระบบสื่อสารแล้วกระจายเสียงบอกข่าวดีว่าพวกเรายังมีความหวังยังไงละดอง”

    นี่คือวิธีเดียวที่จะหยุดทุกคนได้

    หากทุกคนรู้ว่ายังมีหนทางรอดโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำสงคราม ทุกคนคงหยุดบ้ากันได้

    “หอคอยโทรทัศน์… เมื่อกี้ผมได้ยินพวกมันคุยกันผ่านทางเครื่องสื่อสาร ดูเหมือนว่าจะถูกพวกคลั่งศาสนาเทพทั้งสามยึดไปแล้วนะครับ”

    “นี่สินะสาเหตุที่การสื่อสารถูกตัดขาดทั้งเมืองดอง”

    ตอนนี้ได้เป้าหมายถัดไปแล้ว

    นั่นคือ---



    *พรึบ! *

    มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก

    พวกเราไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร

    รู้แต่ว่าสิ่งนั้นได้โจมตีเข้าใส่โดมคริสตัลที่อยู่ใจกลางเมืองพร้อมกับส่องแสงสีดำจนทุกสิ่งพร่ามัว

    สิ่งนั้นผุดขึ้นมาจากพื้นดิน

    เป็นหอคอยงาช้างขนาดใหญ่ยักษ์ที่น่ากลัวสูงสามสิบเมตร

    มันสร้างจากโลหะสีดำ โค้งงอทะยานขึ้นท้องฟ้าในลักษณะของงาช้าง

    มันปรากฏขึ้นอย่างไม่บอกกล่าวเตือนล่วงหน้า

    มันดูดกลืนแสงสว่างและทุกสิ่งเข้าไปที่ตัวมัน

    มันบดอัดทุกอย่างที่อยู่ในรัศมีของมันจนพินาศสิ้น

    และเมื่อรู้ตัวอีกที โดมที่มีบาเรียภูติปกป้องก็ฉับพลันหายไปครึ่งหลังแล้ว

    พวกเราที่ยืนอยู่ในเขตเมืองของมนุษย์ ต่างตาโตด้วยความตื่นตะลึง

    สัญชาตญาณของเปอร์ไซด์ถูกต้อง

    เจ้าสิ่งนั้นไม่รู้ว่าเป็นอาวุธของฝ่ายไหน

    ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งลั่นโจมตีออกมา

    แม้แต่ฐานข้อมูลที่ฉันเคยสืบ ก็ยังไม่มีข้อมูลของอาวุธร้ายนั้นเลย

    เกิดอะไรขึ้นที่ลานกว้างกันแน่ดอง?

    พวกเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบานาและแอร์บาส์รที่แยกตัวไปลานกว้างหน้าโดมคริสตัล

    แต่ที่พวกเรารู้อย่างหนึ่งคืออาวุธนั้นอันตราย

    มันได้ทำลายพื้นที่หน้าโดมไปทั้งแถบ

    ทำลายครึ่งหนึ่งของโดมคริสตัล

    และทำลาย--- คริสตัลของเผ่ามนุษย์จนแตกสลายไปแล้ว...