สายลมพัดอ่อนทิวไม้ไหวเอน แสงแดดยามเช้าในวสันตฤดูเริ่มร้อนขึ้น เหล่าบุบฝาที่เคยแตกกิ่งออกใบบัดนี้ช่อดอกเริ่มแย้มบานตอนรับคิมหันตฤดูที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า ภายในจวนฉีหวางหลังใหญ่ที่ยังคงปิดประตูเงียบเชียบมาแล้วหลายเดือน กลับมีเสียงฟาดฟันของอาวุธดังออกมาจากลานฝึกเป็ระยะๆ
เคร้ง! เคร้ง! ควับ! เคร้ง!
เสียงกระบี่และมีดสั้นปะทะกันของหนึ่งท่านหญิงน้อยและหนึ่งนางกำนัลน้อยดังมาอย่างต่อเนื่อง
หลินเยว่ชิงและเสี่ยวอวี้กำลังประลองยุทธกัน หนึ่งกระบี่กับสองมีดสั้นกำลังเข้าโรมรันกันอย่างดุเดือด ร่างเล็กสองสายต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ความเฉียบคมของอาวุธที่ออกมาแต่ละกระบวนท่าหากถูกคมมีดเข้าไปคงได้แผลฉกรรจ์
อี้เหิงยืนมองสองลูกศิษย์น้อยของเขาอย่างพอใจ ท่านหญิงน้อยสามารถเรียนรู้การต่อสู้ระยะประชิดได้อย่างรวดเร็ว ซ้ำยังรู้จักพลิกแพลงกระบวนท่าต่างๆ ให้เหมาะกับรูปร่างและพละกำลังของตนเอง วิชาตัวเบาที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะความอดทนและความพยายามของท่านหญิงโดยแท้ ถึงแม้การต่อสู้ของท่านหญิงจะมีช่องโหว่อยู่บ้างแต่หากฝึกไปเรื่อยๆ ก็จะลบช่องโหว่นี้ได้
สำหรับเสี่ยวอวี้ก็ถือได้ว่าพัฒนาได้ในระดับหนึ่งถึงจะไม่เร็วเท่าท่านหญิง แต่นางกำนัลน้อยผู้นี้ก็ทำได้ดีทีเดียว ถือว่าเวลาเพียงสามเดือนแต่เด็กสาวผู้นี้มีความอดทนและมานะมากทีเดียวจึงสามารถฝึกเพลงกระบี่ได้คล่องแคล่วเยี่ยงนี้
เคร้ง! ชึบ!
เสียงกระบี่ตกลงปักพื้นอย่างแรงทำให้อี้เหิงหลุดจากภวังค์ของตนเอง ภาพที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้คือท่านหญิงน้อยใช้มีดสั้นจ่อที่คอของเสี่ยวอวี้อยู่
“พี่เสี่ยวอวี้!! ...นี้พี่ออมมือให้ข้าอีกแล้วรึ?” หลินเยว่ชิงเอ่ยกับนางกำนัลคนสนิทด้วยความไม่พอใจ นางทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ข้าบอกพี่กี่ครั้งแล้ว..ว่าอย่าได้ใจอ่อนกับศัตรู”
“แต่ท่านหญิงมิใช่ศัตรูนี้เพคะ..บ่าวกลัวทำให้ท่านหญิงาเ็” เสี่ยวอวี้รีบกล่าวแย้งร่างเล็ก นางจะกล้าหันคมกระบี่เข้าใส่ท่านหญิงได้อย่างไร ถึงจะเป็การฝึกก็เถอะ
“แล้วถ้าคู่ต่อสู้ของพี่ไม่ใช่ข้า..พี่จะใจอ่อนเยี่ยงนี้รึไม่? ..พี่เอาแต่ตั้งรับอย่างเดียวไม่ยอมโจมตีข้าเลยสักครั้ง” ร่างเล็กยังคงต่อว่าเสี่ยวอวี้อีกยกใหญ่ นางกำนัลของนางผู้นี้อะไรก็ดีหมดติดแต่ใจอ่อนเกินไป หากวันใดไม่สามารถตัดใจหันคมดาบเข้าใส่ศัตรูได้แล้วแบบนี้จะรักษาชีวิตตนไว้ได้รึ?
เสี่ยวอวี้เม้มปากแน่นด้วยรู้ถึงข้อเสียของตนเอง “บ่าวจะจำคำสอนของท่านหญิงไว้ใส่ใจเพคะ”
เสี่ยวอวี้คุกเข่าก้มศรีษะคำนับร่างเล็กเบื้องหน้าอย่าง้าขออภัย
“เฮ้อ! ..ช่างเถอะ ต่อไปข้าจะไปซ้อมกับอี้เหิงเช่นเดิม..พี่จะได้ไม่ต้องลังเลตอนออกอาวุธอีก” หลินเยว่ชิงกล่าวบอกเสี่ยวอวี้ก่อนจะเดินตรงไปหาอี้เหิงที่ยืนมองพวกนางอยู่ข้างลานฝึก
“เหิงเหิง..ข้าอยากเรียนยิงธนูด้วยได้รึไม่?” ร่างเล็กเอ่ยถามร่างสูงทันที นางมีแผนจะออกเดินทางในอีกไม่ช้านี้ หากนางต้องเดินทางรอนแรมในป่าอย่างน้อยต้องล่าสัตว์เพื่อเป็อาหารได้ จึงจะไม่อดตายไปเสียก่อน
อี้เหิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจตลอดสามเดือนมานี้ท่านหญิงน้อยของเขาก็ฝึกฝนหนักพออยู่แล้วเหตุใดท่านหญิงอยากเรียนยิงธนูอีกเล่า?
“ท่านหญิงยังตัวเล็กนัก เปลี่ยนมาเป็หน้าไม้ดีกว่าขอรับ..การยิงธนูต้องใช้แรงมากในการขึ้นสาย คันธนูก็ใหญ่และหนักเกินกว่าท่านหญิงจะถือไหวขอรับ…ข้าน้อยจะหาหน้าไม้ที่เหมาะกับท่านมาให้น่ะขอรับ” อี้เหิงเสนอหน้าไม้ให้ท่านหญิงแทนธนูที่ไม่รู้ว่าร่างเล็กจะถือไหวมั้ย
“เอาตามที่ท่านว่าก็ได้..แต่ตอนนี้ท่านมาเป็คู่ซ้อมให้ข้าก่อนเถอะ”
“ขอรับ” อี้เหิงตอบรับแล้วจึงเดินตามร่างเล็กไปกลางลานฝึกก่อนจะเริ่มเป็คู่ซ้อมการต่อสู้ให้ท่านหญิง
หลังจากการฝึกฝนอย่างหนักถึงสามเดือน หลินเยว่ชิงก็สามารถใช้มีดสั้นได้อย่างคล่องตัว นางเลือกใช้มีดสั้นคู่เป็อาวุธ มีดสั้นคู่นี้อี้เหวินเป็คนหามามอบให้นาง
มีดสั้นพระจันทร์เสี้ยวคู่นี้อี้เหวินได้มาจากช่างตีดาบที่เก่งที่สุดของแคว้น ตัวมีดโค้งดังพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวมีน้ำหนักเบา ขนาดเหมาะมือนาง ตัวมีดวาววับบ่งบอกถึงความคมของใบมีด ด้ามจับทำจากหยกดำชั้นดีที่ปลายของด้ามสลักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาไว้ มีคำว่า ‘เยว่’ สลักไว้ที่ด้ามจับของมีด ปลอกมีดทำจากแร่เงินเนื้อดีสลักลายเดียวกันกับบนด้ามมีด อี้เหวินยังมอบอาวุธลับให้นางอีกเป็มีดใบหลิวที่ทั้งบางและน้ำหนักเบาอีก 20 เล่ม เพื่อไว้ใช้เป็อาวุธลับยามฉุกเฉิน
หลังจากการฝึกวรยุทธขอวันนี้เสร็จสิ้น หลินเยว่ชิงก็เรียกองครักษ์เงาทั้งสี่และท่านอาควนมาประชุมที่ห้องหนังสือของตำหนักเยว่เทียน
ร่างเล็กนั่งเป็ประธานในที่ประชุมโดยมีเสี่ยวอวี้ยืนเยื่องไปด้านซ้ายมือของนาง หลี่ควนนั่งถัดจากเ้าของจวนและตามด้วยองครักษ์เงาทั้งสี่ ลู่กงกงได้ถูกเรียกเข้าประชุมในครั้งนี้ด้วย
หน้าห้องหนังสือของตำหนักเยว่เทียนมีองครักษ์ยืนเฝ้าห่างออกไป 30 ก้าว เพื่อกันมิให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหลุดเข้ามาใกล้ห้องหนังสือ
หลินเยว่ชิงมองหน้าทุกคนด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะเอ่ยถามความคืบหน้าของงานที่ให้ไปทำ
“ท่านอา..่นี้ในราชสำนักมีที่ใดที่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดแปลกไปรึไม่? เ้าคะ”
“มีขอรับ..ั้แ่เสนาบดีเหยาถูกปะา เสนาบดีคลังคนใหม่ก็มีความเคลื่อนไหวแปลกๆ ขอรับ..เขามิยอมจ่ายเบี้ยสำหรับซื้อเสบียงของค่ายพยัคฆ์ทมิฬขอรับ..อ้างว่าตอนนี้บ้านเมืองสงบแล้วควรปลดประจำการทหารในค่ายลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายขอรับ” หลี่ควนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือแววโกรธกรุ่น
หลินเยว่ชิงขมวดคิ้วกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินมา “ตอนนี้ค่ายพยัคฆ์ทมิฬมีแม่ทัพหยางดูแลอยู่ใช่รึไม่?”
“ขอรับ..ตอนนี้แม่ทัพหยางขึ้นเป็แม่ทัพอุดรแทนหวางเย่แล้ว และได้รับทัพพยัคฆ์ทมิฬไปดูแลต่อ..หยางอี้ซุนเองก็พยายามยืนฏีกาถึงฝ่าาแต่โดนขุนนางทั้งหลายรวมหัวกันทัดทานขอรับ.. ขุนนางเฒ่าพวกนั้น้าให้แม่ทัพหยางนำทัพไปประจำที่ชายแดนเหนือก่อนจึงจะมีเงินมาสนับสนุนกองทัพขอรับ”
หลินเยว่ชิงเคาะนิ้วเรียวเล็กไปกับโต๊ะอย่างใช่ความคิดก่อนจะหันไปถามอี้เหวิน
“เหวินเหวิน..ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับเื่นี้” หลินเยว่ชิงเอ่ยถามผู้เป็กุนซือแห่งองครักษ์ของฉีหวาง
“เื่นี้มีจุดหน้าสงสัยหลายประการขอรับ..ประการแรกเสนาบดีคลังคนใหม่นี้ต้องเป็คนขององค์ชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งที่้าจะลดทอนอำนาจของไท่จื่อ เป็ที่รู้กันว่าแม่ทัพหยางเป็คนของหวางเย่และคอยสนับสนุนไท่จื่ออยู่ แต่ว่าเสนาบดีเกาผู้นี้วางตัวเป็กลางไม่เข้ากับฝ่ายใดทำให้เรายังไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็คนของใคร”
“อืม..ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน” ร่างเล็กเอ่ยรับคำอย่างแ่เบา
“ประการที่สอง เื่งบประมาณของกองทัพเป็เื่ใหญ่แต่เลือกที่จะตัดงบแค่ของทัพพยัคฆ์ทมิฬโดยยื่นข้อเสนอให้ไปประจำการที่ชายแดยถึงจะมีงบสนับสนุนตามเดิม แบบนี้เหมือนจงใจให้กองทัพออกจากเมืองหลวงไปหากมีเื่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นทัพพยัคฆ์ทมิฬคงมาช่วยเหลือมิทันและที่น่าแปลกใจอีกอย่างเหตุใดถึงมิสั่งปลดประจำการทหารของกองทัพอื่นด้วยหากอ้างว่าบ้านเมืองสงบแล้ว สำหรับเื่นี้ฝ่าาเองก็ไม่สามารถขัดขุนนางเฒ่าพวกนั้นได้ กว่าครึ่งของขุนนางทั้งหมดลงนามเห็นด้วยกับเื่ปลดประจำการทหารของทัพพยัคฆ์ทมิฬ โดยอ้างว่าเป็การปลอบขวัญทหารที่สูญเสียแม่ทัพใหญ่อย่างหวางเย่ไป” อี้เหวินกล่าววิเคราะห์สถานะการณ์ของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ
“ผู้ใดเป็หัวเรือใหญ่ในเื่นี้” ร่างเล็กเอ่ยถามเสียงเย็น
“เสนาบดีคลังคนใหม่ เกาจ้าน ขอรับ” หลี่ควนเอ่ยตอบร่างเล็กบนเก้าอี้ตำแหน่งประทาน
“เสด็จลุงทำเช่นไรกับเื่นี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเื่นี้มากที่สุดคือเสด็จลุง”
“ไท่จื่อก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ขอรับ..คนพวกนั้นคิดว่าไท่จื่อมีกำลังทหารอยู่ในมือมากเกินไปอาจเป็ภัยต่อบัลลังก์ของฝ่าา เพราะแค่ทหารที่ไท่จื่อมีอยู่ก็นับว่ามากแล้วหากรวมกับกองทัพพยัคฆ์ทมิฬเข้าไปก็กลายเป็ไท่จื่อมีทหารอยู่ในมือถึงหนึ่งแสนนาย แม้จะมีแม่ทัพหยางดูแลอยู่แต่ผู้ที่อยู่เื้ัก็คือไท่จื่ออยู่ดีขอรับ” หลี่ควนบอกสิ่งที่ตนรู้แก่ท่านหญิง
หลินเยว่ชิงนั่งคิ้วขมวดเป็ปมเหมือนกำลังใจความคิดอย่างหนัก “เฟิงเฟิง..สายลับของเราพร้อมทำงานรึยัง?”
“พร้อมแล้วขอรับ”
“ดี! ถ้าเช่นนั้นท่านเลือกคนให้แฝงตัวเข้าไปในจวนเสนาบดีเกาแล้วจับตาดูคนผู้นี้ให้ดี..สืบมาให้ได้ว่าเขาเป็คนของใคร” ร่างเล็กเอ่ยสั่งคนเสียงเรียบติดจะเ็า
“อีกส่วนหนึ่งท่านส่งคนแฝงเข้าไปในกองทัพทั้งสาม ทัพทักษิณ ประจิม และบูรพา ส่งไปจำที่ทัพใหญ่สืบความเคลื่อนไหวของแม่ทัพ รองแม่ทัพ ไม่เว้นแม้แต่นายกองดูว่าคนพวกนี้ติดต่อผู้ใดเป็พิเศษบาง ดูว่ามีแม่ทัพคนใดที่มีแนวโน้มจะคิดไม่ซื่อต่อบัลลังก์ัรึไม่?”
“ขอรับ..ข้าน้อยจะรีบจัดการ” อี้เฟิงเอ่ยรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
หลินเยว่ชิงเมื่อสั่งความอี้เฟิงเสร็จก็ผินหน้าไปมองอี้หลิน “หลินหลิน…่นี้ในหอนางโลมมีข่าวใดน่าสนใจรึไม่?’
อี้หลินได้ยินเสียงถามจากท่านหญิงทำเขาแทบสำลักน้ำชาที่กำลังดื่ม ท่านหญิงส่งเขาไปตามความเคลื่อนไหวของอู่หวางเย่ เขาต้องตามคนผู้นั้นไปหอนางโลมแทบทุกวัน ‘ท่านหญิงถึงข้าน้อยจะท่าทางคล้ายคุณชายเ้าสำราญแต่แท้จริงแล้วอี้หลินผู้นี้มิได้เป็เช่นนั้นขอรับ’ อี้หลินได้แต่โอดครวญในใจ ดูแววตาที่ท่านหญิงมองเขาเถิดคล้ายตราหน้าว่าเขาเหมาะกับหอนางโลมยิ่งนัก เขาอยากจะร่ำไห้ให้กับความคิดนี้ของท่านหญิงยิ่งนัก
“ไม่มีสิ่งใดผิดปกติขอรับ..คนผู้นั้นไปเที่ยวสุรานารีเฉกเช่นเดิม มิได้นัดพบปะผู้ใดที่นั่นขอรับ” อี้หลินกล่าวรายงานภารกิจของตน
หลินเยว่ชิงยกยิ้มมุมปากให้กับอาการของอี้หลิน ดูเอาเถิดให้ไปทำงานที่หอนางโลมไม่นานดูท่าจะขยาดหอนางโลมไปเสียแล้ว
“หากทหารของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬถูกปลดประจำการจริง..ข้าคิดว่าเราควรรับพวกเขาไว้เอง” หลินเยว่ชิงเอ่ยสิ่งที่ตนคิดออกมาก่อนจะผินหน้าไปทางอี้เหวิน
“เหวินเหวิน..หากทหารเ่าั้ถูกปลด ท่านจงไปชวนพวกเขามาเป็พวกของเรา..สำหรับคนที่มีครอบครัวอยู่ที่เมืองหลวงก็ให้พวกเขากลับไปอยู่กับครอบครัวก่อนรอเรียกตัว …ส่วนคนที่อยู่เมืองอื่นหรือไม่มีครอบครัวก็ให้พวกเขากระจายตัวอยู่ในป่านอกเมืองหลวงให้ทำตัวเช่นชาวบ้านธรรมดา แต่ไม่ควรรวมกลุ่มกันมากนัก แต่ละกลุ่มให้มีเพียง 100-150 นายเท่านั้นเพื่อจะได้ไม่เป็ที่สงสัย แต่อย่าให้ไปไกลจากเมืองหลวงนักเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้มาช่วยได้ทันการณ์” ร่างเล็กหยุดพูดไปครู่หนึ่งนิ้วเรียวเล็กยังคงเคาะโต๊ะเป็จังหวะ เรียวคิ้วก็ยังคงขมวดเป็ปม
“เื่นี้รบกวนท่านอาช่วยอี้เหวินอีกแรงน่ะเ้าคะ.. ทหารเ่าั้จะคุ้นเคยกับท่านอามากกว่า..แต่ต้องระวังตอนไปพบพวกเขาด้วยเ้าคะ..เื่นี้เราจะให้ใครรู้มิได้เป็อันขาด”
“ขอรับ” หลี่ควนเอ่ยรับคำอย่างหนักแน่น
“หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นในภายภาคหน้าก็ถือว่าเราแค่เลี้ยงดูคนที่เคยเป็ของเราแล้วค่อยให้พวกเขาแยกย้ายกันไปตามที่้า..แต่ถ้าหากว่ามีการก่อกฎบเกิดขึ้นจริงๆ อย่างน้อยเราก็ยังมีกำลังไว้ต่อสู้…แต่เื่นี้เราจะไว้ใจใครไม่ได้ทุกคนจงดำเนินการอย่างระมัดระวังด้วย หากมีผู้ใดปากพล่อยเปิดเผยเื่นี้พวกท่านก็จัดการได้เลย” ร่างเล็กเอ่ยสั่งความด้วยน้ำเสียงเ็า
“ขอรับ..ขอท่านหญิงโปรดวางใจ” เสียงตอบรับของบุคคลทั้งห้าเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“แจ้งพวกเขาด้วยว่าข้าจะจ่ายเบี้ยหวัดให้พวกเขาตามเดิม..ทหารเหล่านี้ล้วนแต่เคยร่วมรบกับอาเตี่ยมาก็เปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน..ข้าไม่อย่างจะทอดทิ้งพวกเขา” หลินเยว่ชิงเอ่ยเจตจำนงของตนให้ผู้ติดตามทั้งหลายได้รับรู้
“ลู่กงกง..ท่านช่วยจัดการเื่เบี้ยหวัดพวกนี้ด้วย..ทำบัญชีลับของเงินส่วนนี้ไว้ต่างหาก..เราคงต้องเปิดคลังของจวนแล้วล่ะ” หลินเยว่ชิงมิได้เสียดายทรัพย์สมบัติในจวน เพราะเงินหรือสมบัติในคลังของจวนส่วนใหญ่ก็ได้มาจากสินาทั้งสิ้น เมื่ออาเตี่ยไปปราบชนเผ่าต่างๆ ที่รุกรานแคว้นหลินก็จะได้สมบัติของเผ่านั้นมาเป็เครื่องบรรณาการ ครึ่งหนึ่งของสินานี้จะมอบให้แก่วังหลวงอีกครึ่งจะตกเป็ของแม่ทัพ แม้ทรัพย์สินที่ได้มานี้จะแบ่งให้แก่ทหารในสังกัดไปด้วยแต่ก็ยังคงเหลือมากอยู่ดี นับว่าตอนนี้นางเป็ท่านหญิงที่ร่ำรวยที่สุดของแคว้นก็ว่าได้
“เฟิงเฟิง..ท่านพอจะหาสถานที่ลับที่เราจะสามารถตั้งค่ายทหารลับได้รึไม่..หาที่ลับตาคนไม่เป็ที่สังเกตุของผู้ใดยิ่งมีทางลับสำหรับเขาออกได้ยิ่งดี”
“มีขอรับ..ข้าน้อยไปเจอสถานที่นี้โดยบังเอิญตอนออกไปสำรวจป่ารอบบ้านพักชายป่าที่ท่านหญิงมอบให้สายลับพวกนั้น…ลึกเข้าไปในป่าทางเหนือของเมืองจะมีป่าอาถรรพ์ที่ชาวบ้านร่ำลือกันว่ามีภูติผีปีศาจออกอาละวาด..แต่จากที่ข้าน้อยเข้าไปสำรวจพบว่ามีเพียงต้นหญ้ามายาที่เกิดขึ้นล้อมรอบป่านั้นไว้ ต้นหญ้ามายาจะมีดอกสีขาวเล็กๆ มีกลิ่นหอมหลอกล่อผู้คน หากแต่สูดดมเข้าไปมากๆ จะเกิดเป็ภาพหลอนขอรับ ชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่าในป่าแห่งนั้นถูกภาพหลอนของหญ้ามายาทำให้เห็นภาพหลอน จึงร่ำลือกันไปเช่นนั้น ตอนนี้ป่าอาถรรพ์นั้นไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าไปใกล้ ข้าน้อยว่าที่แห่งนี้เหมาะที่จะตั้งค่ายทหารลับขอรับ ภายในป่ามีหุบเขาโอบล้อมคล้ายป้อมปราการ และยังมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์เพราะไม่เคยถูกรุกรานจึงไม่มีปัญหาเื่เสบียงขอรับ”
หลินเยว่ชิงพอใจสิ่งที่เพิ่งได้ยินมาจากอี้เฟิง นาง้าที่เพื่อสร้างค่ายทหารจริงๆ มิใช่นางระแวงเกินไปแต่ของแบบนี้กันไว้ดีกว่าแก้ทีหลัง แต่จะให้ใครรู้ว่านางแอบซ่องสุมกำลังทหารก็มิได้ เดี๋ยวคนพวกนั้นจะนำเื่นี้ไปใส่ร้ายเสด็จลุง เพราะงั้นสถานที่ตั้งค่ายจึงเป็จุดสำคัญ
“ที่ตรงนั้นมีใครถือครองอยู่รึไม่..แล้วสามารถรองรับคนได้มากน้อยเพียงใด” ร่างเล็กเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“ไม่มีผู้ใดถือครองขอรับ..และสามารถรองรับคนได้ราวหมื่นคนขอรับ” อี้เฟิงตอบไปตามที่ตนได้ประมาณคร่าวๆ
“ในพวกท่านผู้ใดรู้เื่ค่ายกลบ้างเ้าคะ” หลินเยว่ชิงเอ่ยถามสี่องครักษ์เงากับหนึ่งองครักษ์
“ข้าน้อยขอรับ” อี้เหิงตอบรับท่านหญิงน้อยของตน
“ดี! ดี! ...เหิงเหิง ถ้าเช่นนั้นท่านช่วยไปวางค่ายกลไว้รอบป่าอาถรรพ์นั้นได้รึไม่..เหลือทางเข้าออกที่เป็ทางลับไว้..เราจะทำทางเข้าออกค่ายซัก5ทางเพื่อกันคนติดตาม..แต่ละครั้งที่เข้าออกค่ายเราจะไม่เข้าออกทางเดิมซ้ำกันเกินสองครั้ง จะต้องเปลี่ยนสลับทางเข้าออกค่ายอยู่เสมอและจะมีสัญญาณลับส่งไปก่อนถึงจะเปิดประตูค่ายได้..ท่านว่าเื่นี้พอจัดการได้รึไม่?” ร่างเล็กถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแววตาทอประกายราวกับเจอเื่ถูกใจ
“ได้ขอรับ..ข้าน้อยจะจัดการตามรับสั่ง” อี้เหิงกล่าวรับคำสั่งเ้านายน้อย
“เฟิงเฟิงและท่านอารับหน้าที่คัดเลือกคนน่ะเ้าคะ ..ฝึกพวกเขาให้เป็เหมือนนักฆ่าได้เท่าไหร่ยิ่งดี..ข้ามีลางสังหรณ์ว่าจะต้องได้ใช้งานพวกเขาจริงๆ แค่หมื่นนายก็เพียงพอ”
“ขอรับ” หลี่ควนและอี้เฟิงเอ่ยตอบพร้อมกัน
หลินเยว่ชิงกวาดสายตามองคนของตนอีกครั้งก่อนจะเอ่ยสิ่งที่นาง้าออกมา นางรู้ว่านางใช้งานพวกเขาหนักเกินไป องครักษ์เงาแต่คนของอาเตี่ยแต่ละคนช่างมีความสามารถนัก ผู้ใดจะคิดว่าองครักษ์ของอาเตี่ยจะมีความสามารถหลากหลายถึงเพียงนี้ นางคิดว่าพวกเขาแค่ติดตามอารักขาเฉยๆ อาเตี่ยคงฝึกพวกเขามาเป็อย่างดี เป็โชคดีของนางนักที่ได้พวกเขามาคอยติดตามรับใช้
“ข้ามีอีกเื่ที่จะปรึกษาพวกท่านเ้าคะ..ข้าอยากได้แหล่งข่าวพวกท่านมีความเห็นเช่นไรหากเราเปิดโรงน้ำชาหรือหอนางโลมบังหน้าเพื่อติดต่อส่งข่าวสารหรือใช่ในการสืบข่าว แต่ข้าอยากให้หอนางโลมนี้เป็เพียงแค่ขายศิลป์เท่านั้น จะตั้งที่เมืองจี้เกาที่เป็เมืองชายแดนของแคว้นซานที่ติดกับชายแดนแคว้นหลินและแคว้นต้าเซิน..เราจะใช้ที่แห่งนี้เพื่อตามข่าวของ หลวนจื่อเทา หรือพวกที่ติดต่อกับต่างแคว้นที่จะนำภัยมาสู่แคว้นหลินพวกท่านมีความเห็นเช่นไรกับเื่นี้เ้าคะ” ร่างเล็กเหลือบไปมองผู้อาวุธโสกว่าอย่างรอคอยคำตอบ
“อาเห็นด้วยกับเื่นี้ขอรับ” หลี่ควนเอ่ยรับคำ ชายชุดดำทั้งสี่ก็พยักหน้างึกงักเป็การบอกว่าพวกเขาก็เห็นด้วย
“เช่นนั้นเื่นี้คงต้องฝากท่านแล้วล่ะอี้หลิน..หลายวันมานี้ท่านไปคลุกคลีที่หอนางโลมมาหลายวันคงรู้เื่นี้ดีกว่าคนอื่นเป็แน่” หลินเยว่ชิงมอบหมายงานให้คนพร้อมส่งยิ้มกว้างไปให้อี้หลินอย่างถูกใจ
อี้หลินเมื่อได้ยินเช่นนั้นได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกกันเลยทีเดียว เขาทำได้เพียงแค่ตอบรับเสียงเบา “ขอรับท่านหญิง”
“ข้ามีเื่สำคัญอีกเื่จะแจ้งพวกท่าน..เื่นี้ข้าแค่้าแจ้งให้ทราบเท่านั้น..ข้า้าจะเดินทางไปฝากตัวเป็ศิษย์ของหมอปีศาจที่หุบเขาหมื่นพิษ…หมอปีศาจผู้นี้เป็ศิษย์น้องของท่านหมอจี้ เก่งกาจเื่ใช้พิษในการรักษาและสังหาร ข้า้าเรียนรู้เื่พวกนี้ไว้เพื่อไม่ให้ตนต้องถูกวางยาพิษตายไปก่อนจะแก้แค้นได้สำเร็จ..แต่พวกท่านไม่ต้องห่วงข้าจะนำอี้เหิงและเสี่ยวอวี้ติดตามไปด้วย” สิ้นเสียงของร่างเล็กทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
“ท่านหญิงข้าจะติดตามไปด้วยขอรับ” หลี่ควนเอ่ยทัดทานทันทีเขาไม่มีทางปล่อยให้ท่านหญิงไปเผชิญความลำบากภายนอกแน่
“ท่านอาไปกับข้ามิได้หรอกเ้าคะ..เพราะข้าจะไปในตัวตนอื่นมิใช่ท่านหญิงหลินเยว่ชิง..หากท่านอาผู้ที่อยู่ข้างกายข้าตลอดหายไปผู้คนจะสงสัยได้เ้าคะ” หลินเยว่ชิงพยายามเอ่ยเหตุผลกับหลี่ควน นางรู้ดีว่าท่านอาห่วงนางมากเพียงใด แต่ท่านอาต้องอยู่ที่นี้เพื่อจัดการงานที่นาง้าให้ท่านอาทำ ค่ายทหารลับของนางจะให้ท่านอาเป็ผู้บัญชาการ
“ขอรับ” หลี่ควนเอ่ยรับคำด้วยความไม่ยินยอม แต่หากนี้เป็คำสั่งเขาก็ขัดคำสั่งนายเหนือหัวมิได้
หลังจากผู้คนในห้องหนังสือต่างแยกย้ายกันแล้วเมื่อประชุมเสร็จ หลินเยว่ชิงก็เดินเข้าไปในห้องนอนใหญ่ของบิดาในตำหนักเยว่เทียน นางสั่งให้ดูแลตำหนักนี้เป็อย่างดีไม่ให้เคลื่อนย้ายของใดๆ ทั้งสิ้นในตำหนักเยว่เทียน
ร่างเล็กเดินไปหยุดอยู่ตรงมุมห้องนอนใหญ่ที่มีชุดเกราะสีดำตัวใหญ่ของอาเตี่ยตั้งไว้อยู่ ข้างชุดเกราะมีกระบี่เล่มยาวใหญ่วางอยู่บนโต๊ะ
หลินเยว่ชิงไล่นิ้วเรียวเล็กไปที่ชุดเกราะสีดำมันวาวตัวใหญ่อย่างแ่เบา พร้อมเงยหน้ามองรูปเหมือนของบิดามารดาที่นางให้อี้เหวินวาดให้ก่อนจะนำมาแขวนไว้ที่ห้องนอนของอาเตี่ย
“อาเตี่ย..ชิงเอ๋อร์เหนื่อยจังเ้าคะ..แต่ชิงเอ๋อร์จะไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอก..อาเตี่ยไม่ต้องเป็ห่วงน่ะ..ชิงเอ๋อร์จะปกป้องบ้านของเราแทนอาเตี่ยเอง..พวกคนชั่วที่มันคิดร้ายต่อบ้านของเราชิงเอ๋อร์จะลากมันลงหลุมเอง” หลินเยว่ชิงยังคงพึมพำเบาๆ กับภาพเหมือนของฉีหวางและฉีหวางเฟย ใบหน้าเล็กๆ นั้นมีรอยยิ้มบางเบาประดับที่มุมปากแต่นัยตากลับพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตา ไหล่เล็กที่เคยลู่ลงบัดนี้กลับเหยียดตรงเหมือนพร้อมรับภาระแทนผู้เป็บิดาที่ล่วงลับไปแล้ว
*******