ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ตอนที่ 12 ศาลาเฉินปิง (1)

    สายลมหวีดหวิว
    ไม่นานหลังจากที่ถังฮวนจากไป ปรากฏร่างสองร่างควบม้าสองตัว กำลังควบม้ามาเร็วดุจพายุ แล้วทั้งคู่ก็เปล่งเสียงกู่ร้องออกมา
    จากท่าทาง ทั้งคู่เข้าสู่วัยวัยกลางคนแล้ว คนหนึ่งอยู่ในชุดคลุมสีน้ำเงิน ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น รูปร่างผอม หน้าเรียวยาวราวกับม้า
    “ถังจ้าว! ถังหง!”
    เมื่อพบเด็กหนุ่มทั้งคู่นอนนิ่งอยู่หน้าโรงตีเหล็ก ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีน้ำเงิน และชายหน้าม้าก็อึ้งพูดอะไรไม่ออก ทั้งคู่สีหน้าเปลี่ยนบัดเดี๋ยวแดงบัดเดี๋ยวซีดจากตรงนั้น ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงที่ๆ ทั้งสองอยู่
    “ท่านลุงหลง... ท่านลุงฮ่าว…”
    ถังหงร้องคราง พร้อมกับเกลือกกลิ้งไปมา
    ชายวัยกลางคนหน้าม้า เค้าหน้าเปลี่ยนเป็นดูน่าเกลียดยิ่งกว่าเดิม ศีรษะของถังหงบวมเหมือนกับหัวหมู แม้แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้าก็ไม่สามารถทำงานได้
    ขณะนั้นเอง ชายกลางคนในชุดสีน้ำเงินก็พยุงร่างของถังจ้าวให้นอนราบกับพื้นเช่นเดียวกับถังหงชายวัยกลางคนใช้นัยน์ตาสีฟ้ามองดูที่ลมหายใจของถังจ้าวพร้อมกับใบหน้าสีดำคล้ำ เด็กหนุ่มแม้ว่าจะยังมีลมหายใจ ทว่าจิตดูเหมือนล่องลอยจากร่างไปแล้วนี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีฟ้าโกรธจนลืมตัว มองไปที่โรงหลอมแล้วถามว่า “ถังฮวนอยู่ที่ไหน?”
    “เขา...หนีไปแล้ว” ถังหงพูดออกมาอย่างอ่อนล้า
    “หลบหนีหรือ? เจ้าอยู่ที่นี่ได้ แต่เจ้าไม่สามารถออกจากเมืองนู่ลั่งนี้ไปได้หรอก! ถังหงเจ้าอยู่ที่นี่ก่อน ข้าสองคนจะลากมันกลับมาให้ได้!”ชายหน้าม้าวัยกลางคนพอได้ข่าว ใบหน้าของเขาเปลี่ยนคล้ายแท่งเหล็ก เขาเงยหน้าขึ้น แล้วมองไปที่ชายกลางคนในชุดคลุมสีน้ำเงินที่มาด้วยกันพยักหน้ารอบหนึ่ง แล้วต่างคนต่างควบม้าไปคนละทาง ราวกับลมพายุ
    ไม่นานหลังจากชายวัยกลางคนสองคนออกไป อีกสองคนก็วิ่งออกมาจากโรงหลอม ซึ่งก็คือถังเจียงกับถังจวิ้นเจี๋ยที่หนีไปก่อนหน้านี้นั่นเอง
    เมื่อออกจากโรงหลอมไป แทนที่จะพวกมันจะตรงกลับไปยังตระกูล แต่กลับรีบไปที่ร้านค้าของตระกูลที่ใกล้ที่สุดโชคดีที่พวกเขาได้พบกับถังเทียนหลง กับถังเทียนฮ่าวซึ่งเป็นผู้ดูแลร้าน ทั้งคู่ไม่เพียงเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับท่านเจ้าบ้าน ทั้งยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่เมื่อพวกเขาได้ยินว่าถังจ้าวและถังหงตกอยู่ในอันตราย จึงมิอาจเพิกเฉยได้ รีบรุดตามออกมาด้วยความเร็วสูงสุด
    แต่ไม่ว่าถังเจียงกับถังจวิ้นเจวี๋ยจะเร่งรีบขนาดไหน ทุกอย่างก็ยังสายเกินไป
    “พี่หง ท่านลุงหลงกับท่านลุงฮ่าวล่ะ?”
    “เขาตามไปจับถังฮวน เจ้าบัดซบนั่น ทำร้ายข้ากับท่านพี่หนักมาก ข้าจะไม่อภัยอีกแล้ว!”
    “หากเป็นท่านลุงหลงกับท่านลุงฮ่าว มันไม่อาจหนีออกไปจากเมืองนู่ลั่งนี้ได้หรอก อ๊า เวรเอ๊ย ข้าลืมบอกพวกเขาเรื่อง ถังฮวนหลอมรวมอัคคีพิสุทธิ์ได้แล้ว”
    “เจ้าจะกลัวอะไร? ลุงหลงกับลุงฮ่าวทั้งสองคนเป็นถึงฝึกยุทธ์ขั้นสี่ พวกเขาจะยังกลัวพลังไฟของเจ้านั่นเหรอ?”
    “แต่....”…
    แน่นอนว่าถังฮวนไม่สามารถออกจากเมืองนู่ลั่งได้ เขามาถึงทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองนู่ลั่งด้วยความเร็วสูงสุด 
    เหนือขึ้นไปบนหน้าผาลาดชัน มีสิ่งปลูกสร้างอยู่สามแห่ง กระจายอยู่ตามแนวคดเคี้ยวนั่น ใต้หน้าผานั้นคือ ’คลื่นทะเลอันบ้าคลั่ง’ รอยต่อระหว่างทวีปหรงเหย้ากับทวีปต้นกำเนิดเมื่อเวลาผ่านไปคลื่นขนาดมหึมากระแทกกับหน้าผาทำให้เกิดเสียงกึกก้องกัมปนาทไม่สิ้นสุด
    เรือนสามหลังนั้นมีห้องใต้ดินสามชั้นทางด้านหน้า และปราสาทสองหลังอยู่ด้านหลัง
    “ศาลาเฉินปิง!”
    เมื่อยืนอยู่ภายใต้หลังคา ถังฮวนมองไปที่แผ่นโลหะเหนือประตูใต้หลังคาและรำพึงเบาๆมันคือตัวละครทั้งสามที่สลักอยู่บนแผ่นโลหะอย่างประนีต
    ห้องใต้หลังคานี้ดูเหมือนธรรมดาสามัญ แต่มันมีจุดกำเนิดที่พิเศษเท่าที่ทราบจากชีวิตก่อนหน้านี้ เฉินปิงนี้เป็นสมาคมที่ประกอบด้วยนักหล่อหลอมทั้งหมดบนแผ่นดินใหญ่ มันถูกสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อนโดยนักหลอมที่แข็งแกร่งที่สุด  อำนาจของเฉินปิงตอนนี้แผ่ขยายไปทั่วทั้งสามอาณาจักร ที่ใดเป็นเมืองใหญ่ ต้องมีสาขาของเฉินปิง ซึ่งเป็นผู้นำเหล่านักหลอมอาวุธไปสู่ทวีปหรงเหย้าและได้กลายเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในทวีป กองกำลังหนึ่งมีอำนาจเทียบได้กับสามราชวงศ์เลยทีเดียว
    อย่างไรก็ตาม ศูนย์บัญชาการใหญ่ของเฉินปิงอยู่ที่เมืองเทียนจู้ ซึ่งอยู่ห่างจากสามจักรวรรดิ์
    ถังฮวนมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมกับสมาคมเฉินปิง
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-