จินลี่หยางสั่งลูกน้องคนหนึ่งให้ไปตามตัวจางฝูลู่เข้ามาด้านในทหารคนนั้นรับคำและเดินออกไปครู่หนึ่ง จางฝูลู่ก็เดินตามเข้ามา
“ใต้เท้าจิน ขอบคุณขอรับที่ให้คนไปรับข้าเข้ามาแล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามาแล้ว ท่านเห็นข้าหรือ”
จางฝูลู่ถามพลางยิ้มจินลี่หยางส่ายหน้าและมองไปทางเฉินอี้
“เฉินอี้บอกข้าว่าเจ้ามาแล้ว ให้ช่วยพาเจ้าเข้ามาที”
จินลี่หยางกับจางฝูลู่มองหน้ากันและหันไปมองเฉินอี้
ห้องทำงานของจินลี่หยางอยู่ห่างจากประตูหน้าสิบจั้ง และประตูด้านหน้าก็ปิดอยู่
แล้วเฉินอี้รู้ได้อย่างไรว่าจางฝูลู่อยู่ที่หน้าประตูของกองทหารรักษาเมือง
และโดยมิได้ตั้งใจจางฝูลู่ก็ขนลุกอีกแล้วเมื่อนึกถึงวิญญาณผู้พิทักษ์ที่เฉินอี้เคยเล่าให้ฟัง
“ท่านคิดว่า วิญญาณผู้พิทักษ์ที่เฉินอี้บอกมีจริงหรือไม่ขอรับ”จางฝูลู่กระซิบถามจินลี่หยาง
หากเป็นเมื่อไม่กี่วันก่อนถ้าจางฝูลู่ถามเขาแบบนี้ เขาคงส่ายหน้าระอาใจกับเรื่องเหลวไหลที่ได้ยิน
แต่ตอนนี้จินลี่หยางเพียงกระแอมเล็กน้อยโดยมิได้กล่าวอันใด และพาจางฝูลู่เข้าไปในห้องทำงาน
“มาแล้วหรือเหล่าจาง เรียบร้อยดีหรือไม่”เฉินอี้ได้ยินเสียงฝีเท้าจางฝูลู่ก็เอ่ยถาม
“อืม เรียบร้อยแล้ว” จางฝูลู่ตอบ “ว่าแต่ เราจะกลับบ้านกันอย่างไรดีล่ะคนดักอยู่ด้านหน้าเต็มไปหมด ข้าเองยังเกือบเข้ามามิได้”
“ข้าคิดว่าคงต้องขี่ม้าไปส่งพวกเจ้าแล้ว จะได้มิถูกไล่ตาม” จินลี่หยางกล่าว จางฝูลู่พยักหน้ารับ
“เช่นนั้นก็ดีเลย อาอี้ เจ้าต้องกลับไปเก็บของนะ ข้าจะไปช่วยเจ้าเอง”
“เก็บของทำไมหรือ” เฉินอี้เอ่ยถาม
“ก็พรุ่งนี้พวกเราต้องไปเป็นพยานที่ฉางผิงด้วยกันอย่างไรเล่าเจ้าลืมแล้วหรือ” จางฝูลู่ขมวดคิ้วใส่เฉินอี้
“พี่ลี่หยางเพียงเอ่ยเรื่องนั้นกับป้าจางเพื่อช่วยเจ้ากับข้าให้พ้นโทษเท่านั้นมิใช่ต้องไปเป็นพยานจริงๆ เสียที่ไหน” เฉินอี้ยิ้ม จางฝูลู่หันไปมองจินลี่หยาง
“จริงหรือขอรับ เรามิต้องไปเป็นพยานหรือ”
จินลี่หยางมองเฉินอี้บางทีเขาก็อยากให้เฉินอี้เป็นเด็กโง่ ไม่รู้อันใดดูบ้างสักครั้ง
“เรื่องพยานนั้น ข้ากุเรื่องหลอกมารดาเจ้าจริงๆ” จินลี่หยางบอกจางฝูลู่“แต่เรื่องที่จะพาพวกเจ้าไปฉางผิง ข้ามิได้โกหก”
จินลี่หยางหันไปหาเฉินอี้“ข้าอยากให้เจ้าใช้โอกาสนี้เดินทางไปฉางผิงเพื่อจัดการธุระของเจ้าเสียให้เสร็จ”
พี่ลี่หยางเอ่ยแบบนี้หมายความว่าพี่ลี่หยางเชื่อเขาเช่นนั้นหรือ เฉินอี้คิดในใจ
“ใช่ๆ” จางฝูลู่เอ่ยขึ้น “ถ้าข้าไม่ไปฉางผิงมีหวังท่านแม่คงจับได้ว่าพวกเราโกหก คราวนี้คงได้โดนหวายจริงๆ เป็นแน่”
เฉินอี้มีสีหน้าลำบากใจ“แต่ช่วงนี้ข้ายังไม่ควรเดินทาง เพราะ อาหลิ่งไม่สามารถดูแลข้าได้นางต้องเก็บตัวอยู่ในขวดแก้วหลิวหลีที่ท่านนักพรตให้มา”
“ถ้าเช่นนั้นข้ากับใต้เท้าจินไม่อยู่ อาหลิ่งของเจ้าก็ไม่อยู่แล้วเจ้าจะอยู่ตัวคนเดียวในบ้านได้อย่างไรแล้วยังมีคนพวกนั้นที่ดักรอเจ้าอยู่ด้านนอกนั่นอีกเล่า มิได้นะอาอี้ หากเจ้าไม่ไปข้าก็ไม่ไป คงได้แต่รอให้ท่านแม่เอาหวายลงหลังแล้ว” จางฝูลู่กล่าวเสียงเศร้า
เฉินอี้หนักใจและหันไปมองอาหลิ่ง
“ไปเถิดเฉินอี้ ขอเพียงพวกท่านอยู่ด้วยกัน ถึงอย่างไรก็ยังมีท่านตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยคอยนำทางให้ท่านได้ข้าก็อยู่ในขวดแก้วตลอดมิได้หายไปไหน ท่านอย่าได้กังวลใจไปเลย” อาหลิ่งยิ้มตงเปียนและหลิวซูเจี๋ยพยักหน้า
หากไม่ไปฉางผิงครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปอีกครั้งเมื่อไร เฉินอี้ถอนใจเบาๆ และพยักหน้า “ก็ได้ข้าจะไปฉางผิงกับพวกท่าน”
จินลี่หยางกับจางฝูลู่มองหน้ากันมีสีหน้าโล่งใจ
อาหลิ่งแอบหันมายิ้มให้ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยและกระซิบเสียงแผ่วเบา “เห็นไหมเล่า ข้าบอกแล้ว”
อาหลิ่งวางแผนนี้กับตงเปียนและหลิวซูเจี๋ยนางรู้ว่าคนอย่าง เฉินอี้นั้นใช้วิธีการง่ายๆ ไม่ได้ ต้องวางแผนค่อนข้างซับซ้อนและที่สำคัญถ้าหากมีคนอื่นต้องมาเดือดร้อนเพราะเขา เฉินอี้จะไม่มีทางอยู่เฉยแน่นอน
อาหลิ่งจึงขอให้ตงเปียนใช้พลังชวี่ฝูกับจินลี่หยางเพื่อให้เขาพาทั้งสองคนไปด้วยและให้หลิวซูเจี๋ยใช้พลัง[1]เหมิงเยี่ยนกับฮูหยินจางเพื่อให้นางหาของไม่เจอและต้องออกไปซื้อของใหม่ที่ตลาด จนได้เจอกับคนรู้จัก เล่าเรื่องที่พบจางฝูลู่เดินออกมาจากหอนางโลมให้นางฟัง
สาเหตุที่อาหลิ่งต้องวางแผนเช่นนี้กับเฉินอี้เพราะนางอยากให้เขาได้ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นดูบ้างนางอยากให้เฉินอี้ได้มีเพื่อนที่สามารถพูดคุย ดูแล และทำหลายๆสิ่งที่นางไม่สามารถทำให้เฉินอี้ได้
ทุกครั้งที่เฉินอี้เดือดร้อนหรือเจ็บป่วยนางก็ทำได้เพียงมองเขาแก้ปัญหาและดูแลรักษาตนเองโดยที่นางสัมผัสเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ถึงอย่างไรเฉินอี้ก็ยังเด็กการที่เขาจะโหยหาความอบอุ่นนั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดาแต่เฉินอี้กลับไม่เคยมีทีท่าเช่นนั้นให้ผู้ใดเห็นเขาจะแสดงแต่ความร่าเริงสดใสออกมาเท่านั้นเพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าเขาสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองและไม่ต้องการการดูแลใดๆแม้แต่กับจางฝูลู่เขาก็ไม่เคยแสดงด้านที่เขาปิดบังไว้ออกมาเลยสักครั้ง
อาหลิ่งกลัวว่าสักวันหนึ่งเมื่อเฉินอี้หมดกำลังใจกับทุกๆอย่าง และไม่มีแม้แต่คนที่เขารู้สึกห่วงหาอาทรเขาอาจไม่คิดที่จะรั้งตนเองให้อยู่บนโลกนี้ได้อีกต่อไป
เมื่อกลับถึงบ้านกันอย่างทุลักทุเลเล็กน้อยเฉินอี้ก็วางห่อยาและของแห้งไว้บนโต๊ะตอนนี้เขานำว่านกู่เซียวไปปลูกในกระถางต่อให้เสร็จ
เฉินอี้นั่งเก็บดินใส่กระถางเงียบๆคนเดียว สีหน้ากังวลใจ
เขาไม่เคยอยู่คนเดียวโดยไม่มีอาหลิ่งมาก่อนและไม่เคยก้าวขาออกจากเมืองซุนฉือมาก่อนด้วยตอนนี้เฉินอี้รู้สึกว่าความมั่นใจของเขากำลังสั่นคลอน
แล้วถ้าหากพ่อกับแม่ของเขามาที่นี่ตอนที่เขาไม่อยู่เล่าเฉินอี้ชะงักมือที่กำลังนำดินใส่กระถาง แต่แล้วก็แค่นหัวเราะใส่ตนเอง
เฉินอี้เอ๋ยเฉินอี้สิบปีแล้วเจ้ายังฝันลมๆ แล้งๆ เช่นนี้อยู่อีกหรือ เฉินอี้คิดเยาะเย้ยตนเองในใจแต่แล้วก็หุบยิ้มและนั่งเหม่อ
ด้านนอกหน้าต่างห่างออกไปไม่ไกลนัก อีกาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้
สายตาของมันจ้องมองมาที่ชายหนุ่มที่นั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง
เฉินอี้เริ่มมีความรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกบางอย่างด้านนอกจับตามองจึงค่อยๆ กวาดสายตาไปรอบๆ แต่ก็พบเพียงความมืดมิดที่ว่างเปล่า
วันต่อมาเฉินอี้กับจางฝูลู่กล่าวลาฮูหยินจางและท่านลุงจางออกเดินทางกันตั้งแต่ยามเหม่าไปที่กองทหารรักษาเมือง
เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วยามทหารจากเมืองฉางผิงจึงมาที่เมืองซุนฉือตั้งแต่เมื่อวานเพื่อออกเดินทางกันแต่เช้าของวันนี้กว่าจะเดินทางถึงฉางผิงก็คงเป็นยามเซิน
เมื่อซุนเฉิงรู้ว่าเฉินอี้จะขอติดตามไปฉางผิงด้วยก็เตรียมลาเทียมเกวียนมาให้อย่างเต็มอกเต็มใจ
เฉินอี้รู้สึกเกรงใจมากแต่ทั้งจางฝูลู่และจินลี่หยางต่างก็เห็นชอบ
“หนทางไปฉางผิงค่อนข้างไกล ถึงอย่างไรก็ต้องใช้เกวียนขนของไปด้วยอยู่แล้วมีเจ้านั่งไปด้วยอีกสักคนจะเป็นไรไป” จินลี่หยางกล่าวเช่นนั้น เฉินอี้จึงพยักหน้า
ทหารจากฉางผิงมองจางฝูลู่กับเฉินอี้ด้วยความสนใจแต่ด้วยเห็นว่าทั้งสองคนค่อนข้างสนิทสนมกับจินลี่หยาง จึงมิกล้าเข้ามาวุ่นวายอันใด
[1] เหมิงเยี่ยน- พรางตา