ณ ทางเดินกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยลานหญ้าใบสีดำ
***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]
"หยุดก่อน! ไพไรต์! หยุดก่อนสิ! "
"..."
ยัยโทแพชเองเรอะ?
ซุนไกท์กับเจ้าหมีวานาดิไนท์เองก็ตามมาด้วยหรือ?
"มีอะไร…"
"ฉันต่างหากที่อยากถามนาย เป็นอะไร ทำไมถึงรีบออกมาแบบนั้นกันยะ! "
"..."
ไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไงดี
เพราะตอนนี้กำลังรู้สึกสับสนกับตัวเองมาก
"หรือว่าที่ไพไรต์หนีออกมา เป็นเพราะเผลอเล่าเรื่องการทดสอบของเทพโนอาร์ออกไปหรือเปล่า? "
"... อืม"
"โธ่เอ้ย… ไพไรต์นะคิดมากไปแล้ว! นายยังไม่ได้เล่าส่วนสำคัญออกไปเสียหน่อย อีกอย่างพวกลี่เองก็ดูไม่ได้ติดใจอะไรด้วยนี่ จริงปะ? "
“ผมยังไม่ได้เล่าส่วนที่ว่า [ทำบททดสอบของเทพเพื่อเอาไว้ต่อสู้กับเผ่าอสูรกาย] ออกไปสินะ…”
“ก็รู้ตัวอยู่ไม่ใช่เรอะ! ”
"..."
ความจริงคือผมเริ่มรู้สึกกลัว…
ตั้งแต่เมื่อไหร ที่ตัวเองเลิกเกลียดชังพวกเผ่าอสูรกาย
ตั้งแต่เมื่อไหร ที่สนิทสนมจนหลุดปากเล่าเรื่องสำคัญอย่างบททดสอบของเทพโนอาร์ออกไปให้ฟัง
ตั้งแต่เมื่อไหร ที่รู้สึกยอมรับการหายตัวไปของท่านพ่อได้…
อาจเป็นเพราะได้ร่วมเฮฮาบ้าบอ?
ได้ร่วมผจญภัยกับพวกเผ่าอสูรกายจนลืมความแค้นทั้งหมด?
เพราะแบบนั้นเลยสนิทสนมจนไม่รู้สึกตัวเช่นนั้นหรือ?
น่ากลัว…
กลัวว่าทุกสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดจะไร้ความหมาย
กลัวที่จะสูญเสียเป้าหมายของตัวเองไป
กลัวตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดนี้
เพราะแบบนั้น เพราะเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาในระหว่างที่คุยกับพวกเผ่าอสูรกายเมื่อกี้ เลยวิ่งหนีออกมาก่อน
"ถ้าเป็นเธอ จะสามารถหันดาบใส่พวกนั้นได้หรือเปล่า? "
"เรื่องนั้นมัน…"
"พวกมันคือเผ่าอสูรที่ฆ่าพวกเราไปนับล้านชีวิต พ่อแม่ของเพื่อนร่วมรุ่น หลายคนต้องเป็นเด็กกำพร้าเพราะเผ่าอสูรพวกนั้น…"
"จะคิดแบบเหมารวมมันไม่ดีนะไพไรต์…"
"งั้นแปลว่าเธอไม่กล้าหันดาบใส่พวกนั้นสินะ? แล้วพวกนายละ? ซุนไกท์ วานาดิไนท์? "
ผมหันไปถามพวกพ้องอีกสองคนที่กำลังยืนครุ่นคิดอยู่อย่างลำบากใจ
" สำหรับข้า คงแล้วแต่กรณี แต่ยอมรับว่าเจ้าพวกนั้นมันมีนิสัยดีจริง ๆ ละนะ บางทีอาจจะดีกว่าบางคนจากเผ่าเดียวกันกับข้าที่รู้จักเสียอีก"
" ส่วนของข้านั้นได้รับคำสั่งจากท่านแม่มา เลยไม่ค่อยรู้สึกต่อต้านอะไร อีกอย่าง แม่นางพรุนเองก็หุ่นสะบึมสมกับเป็นมารดาของลูกนัก ถึงไม่รู้ว่าสามารถผสมข้ามเผ่าได้หรือเปล่า แต่ก็น่าลองอยู่นะ"
"..."
มีคนหนึ่งตอบนอกเรื่องไปไกล แต่ช่างมันไปเถอะ
เพราะมันชัดเจนแล้ว ว่าไม่มีใครในพวกเราที่กล้าพอจะหันดาบใส่เจ้าพวกนั้นได้
"ผมทำไม่ได้เช่นกัน…"
ใช่ ไม่มีใครทำได้แม้แต่ตัวผมซึ่งมีความเคียดแค้นกับเผ่าอสูรกายมากที่สุด
พวกมันมีนิสัยที่ไม่ต่างไปจากเรา
รัก โลภ โกรธ หลง ดี ชั่ว ปะปนกันไปไม่ต่างไปจากพวกเรา
ยิ่งใกล้ชิด ยิ่งเรียนรู้ศัตรูมากเท่าไหร ก็ยิ่งรักพวกมันมากขึ้นเท่านั้น
“แล้วแบบนี้จะให้สรรหาพลังจากบททดสอบของเทพเจ้าโนอาร์ไปเพื่ออะไรอีก? ”
“ไพไรต์…”
แต่เดิมที่ผมรับการทดสอบของเทพเจ้าโนอาร์ ก็เพื่อเอาพลังของเทพเจ้ามาขับไล่พวกเผ่าอสูรกายที่รุกรานทวีปแห่งนี้
แต่จิตใจของผมกำลังเปลี่ยนไป ความแค้นเริ่มเหือดแห้ง ได้ตระหนักถึงความจริงจากการที่เข้ามาอยู่ในโรงเรียนของพวกมัน
“พูดตามตรงว่าไม่อยากรับการทดสอบของเทพเจ้าโนอาร์อีกต่อไปแล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะเอาพลังมาใช้กับใคร…”
ผมไม่อยากทำร้ายพวกนั้น
“งั้นหยุดไปเลยสิไพไรต์? ”
“มันทำแบบนั้นไม่ได้นะสิโทแพช”
ถึงไม่อยากจะมีพลังอีกต่อไป รวมไปถึงยอมรับความสงบนี้โดยบริบูรณ์ แต่ผมไม่สามารถหยุดหน้าที่ซึ่งได้รับมานี้ได้
“ถึงจะเห็นเป็นแบบนี้ แต่ผมสืบเรื่องของพวกมันมาเยอะอยู่นะ”
จากการไล่สอบถามพวกเผ่าอสูรกายที่พบเจอ ทำให้รู้ถึงสาเหตุของการรุกรานของพวกมัน
เพื่อการสำรวจหาความรู้และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ
เพื่อการหาทรัพยากรณ์ใหม่
เพื่ออพยพประชากร
พวกมันรุกรานทวีปนี้เพื่อจุดมุ่งหมายดั่งที่ได้กล่าวเอาไว้
แถมสิ่งที่ชักนำให้พวกเขามาเจอทวีปของเรา ยังเป็นเพราะแสงสีแดงของหอคอยโนอาร์ชักนำพวกมันมาอีกด้วย
แสงที่ท่านโนอาร์ยิงแผดเผาไปทั่วท้องฟ้าเพื่อปกป้องเกาะ ได้กลายเป็นป้ายบอกทางให้พวกเขารู้ว่ามีทวีปแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพวกเขา
ตลกดีใช่ไหมละ? สิ่งที่คอยปกป้องพวกเรา กลับกลายเป็นสิ่งที่ชักนำศัตรูมาหาพวกเราแทน
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่อยากจะพูดในตอนนี้
“จากเหตุผลสามข้อของพวกเผ่าอสูรกาย พวกนายคิดว่ายังไง? ”
“เหตผลที่สองกับสามฟังดูน่าโมโหชะมัด”
ซุนไกท์ตอบด้วยความรู้สึกที่โกรธเคือง
“เพราะแบบนี้ท่านแม่ถึงได้สั่งให้ข้ามาจับพวกอสูรเป็นเมียยังไงละ! ”
เป็นคำตอบที่ออกทะเลไปไกลชิบ...
วานาดิไนต์ตอบด้วยใบหน้าของคนลามก
ทำเป็นไม่สนใจความเห็นของมันไปก่อนแล้วกัน...
“แต่พวกอสูรทุกคนไม่ได้เป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือไพไรต์...”
ส่วนโทแพชตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเล็กน้อย
แต่ละคนล้วนมีความรู้สึกที่แตกต่างกันไป
ใช่ เพราะว่าทุกคนมีความคิดที่ต่างกันนี่ละ ผมจึงยิ่งหยุดไม่ได้
“พวกเรายังมองต่างกัน เผ่าอสูรกายเองก็เหมือนกับพวกเรา พวกมันมองต่างกันไป บางคนว่าควรพาคนกลับทวีปเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างเผ่า บางคนว่าทำแบบนั้นไม่ได้เพราะประชากรที่มากขึ้นจะก่อปัญหาที่ทวีปเก่าได้ บางคนว่าแสงของเทพโนอาร์ คือตัวขัดขวางความเจริญทางเทคโนโลยีของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ”
“นั่นแปลว่า…”
“แปลว่าการรุกรานทวีปของพวกเรายังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั่นละโทแพช”
นี่คือโลกของความจริง
ต่อให้กลุ่มของพวกลี่มีนิสัยดีแค่ไหน หรือนักเรียนรุ่นราวคราวเดียวกับพวกลี่มีแนวคิดคัดค้านการรุกรานทวีปมากแค่ไหน แต่ยังไงพวกนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กเหมือนกับผม
คนที่มีอำนาจตัดสินใจชี้เป็นชี้ตายไม่ใช่เด็กนักเรียนพวกนี้ แต่เป็นพวกผู้ใหญ่ของเผ่าอสูรกาย
พวกผู้ใหญ่ที่ผมไม่สามารถรู้ได้เลย ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในหัว
แต่ถ้าดูจากพฤติกรรมที่ตั้งฐานทัพไปทั่วเกาะตามใจชอบ การตั้งเหมืองแร่ [โฮป] ราวกับเป็นเจ้าของสิทธิ์บนแผ่นดิน มันก็พอจะเดาได้ลาง ๆ แล้วว่าพวกผู้ใหญ่ของเผ่าอสูรกายมันคิดอะไรอยู่
“ถ้าผมหยุดรับบททดสอบของท่านเทพโนอาร์ พวกเราจะไม่มีพลังอื่นใดไปต่อต้านพวกเผ่าอสูรกายได้ ถ้าจะปกป้องทวีปแผ่นดินเกิด ผมจะต้องมีพลังอยู่กับตัว”
“งั้นก็ทำต่อไปสิ ไม่เห็นน่าปวดหัวอะไรเลยสักนิด”
“นายคิดง่ายไปนะซุนไกท์”
ลองมองในมุมกลับดู
ถ้าหากว่าผมผ่านบททดสองทุกอย่างของเทพเจ้า และได้รับพลังของเทพเจ้าโนอาร์มาเพื่อขับไล่เผ่าอสูรกายในท้ายที่สุด
คำถามคือพลังนั้นจะถูกใช้กับใคร? แล้วใครจะเป็นคนใช้มัน?
ถึงต้อนนั้นคงไม่มีใครคิดมาบังคับผมเพื่อหลอกใช้ประโยชน์หลอกนะ?
หรือคงไม่มีเหตุการณ์บังคับที่ทำให้ผมต้องใช้พลังนั้นมาฆ่าเพื่อนต่างเผ่า
“งั้นไพไรต์ก็ใช้พลังของเทพเจ้ากับพวกที่คิดทำร้ายแผ่นดินเราสิ”
“มันไม่ง่ายแบบนั้นนะโทแพช”
ผมรู้ว่าพวกลี่รักการผจญภัย
พวกเขาชอบที่จะได้เดินทาง เพราะงั้นเลยมาที่ทวีปนี้กัน
มาด้วยความคิดที่บริสุทธิ์เช่นนั้น
“ถ้ามีแค่ 6-10 คน คงไม่เท่าไหร แต่นี่… พวกมันมีเป็นแสนนะ”
ประเด็นคือไอคนนิสัยดีความคิดบริสุทธิ์ที่ว่าดันมีเป็นแสน ๆ คน
บางคนมาเพราะหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
บางคนมาเพื่อค้นหาตัวเอง
บางคนมาเพื่อทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น
บางคนมาเพื่อตามหาความฝัน
ถามจริงเถอะว่าคนที่มีแนวคิดเช่นนี้คือศัตรูหรือ?
“คำถามต่อมาคือ ต่อให้ใช้พลังที่ได้มาขับไล่เฉพาะพวกที่จ้องทำร้ายแผ่นดินเราไปหมดแล้ว แต่ถ้าเกิดพวกเผ่าอสูรกายที่มีความคิดบริสุทธิ์มีมากถึงห้าแสนคนละ? หรือมีมากถึงหนึ่งล้านคนละ? คิดว่าทุกคนในเผ่าของพวกเราจะยอมให้มีพวกมันมาเดินเล่นในแผ่นดินเรากันเยอะขนาดนั้นเลยเรอะ? แล้วพวกมันคงไม่ได้เดินไปมาเฉย ๆ สิ่งมีชีวิตต้องการอาหาร ต้องการที่อยู่ ยังไงก็เลี่ยงการรุกรานทรัพยากรณ์กับถิ่นที่อยู่ของพวกเราไม่ได้อยู่แล้ว”
“นั่นมัน… แค่ยกเว้นพวกลี่...”
“ยกเว้นแค่พวกลี่ แล้วกันคนอื่นละ? ถ้าเราละเว้นพวกนั้น แต่ไม่ละเว้นคนอื่น คิดว่าพวกลี่จะรู้สึกยังไง และคิดยังไงกับพวกเรา? ถึงต้อนนั้นพวกนั้นคงมองพวกเราไม่ต่างจากศัตรูเช่นกันนั่นละ อีกอย่าง ฝ่ายเราจำนวนมากยังมองพวกอสูรกายเป็นศัตรู และพวกอสูรกายเองก็มีคนที่มองทวีปนี้ด้วยความละโมบ ถ้าผมที่มีพลังทำตัวเลือกที่มาก มักที่ชัง สุดท้ายคนในเผ่าตัวเองนี่ละ ที่จะมองหาวิธีมาแทงข้างหลังผมเอง! ผมจะถูกรอบข้างกดดันให้ใช้พลัง ถูกบังคับให้ใช้พลังฆ่าพวกเผ่าอสูรกาย! หรือถ้าเลวร้ายสุด คือเกิดสงครามระหว่างพวกเดียวกัน เธออยากให้เป็นแบบนั้นหรือ? ”
โทแพชถึงกับดวงตาเบิกกว้างและไม่หาคำพูดใดมาค้านได้อีกต่อไป
มันมีเส้นทางไหนให้ผมเลือกได้อีกหรือ?
หยุดตัวเองเพื่อให้ทวีปถูกกัดกินโดยเผ่าอสูรกาย หรือว่าเอาพลังของเทพเจ้ามาเพื่อปกป้องทวีป แล้วให้เลือกว่าจะใช้พลังนั้นเพื่อฆ่าเพื่อนเผ่าอสูรกาย หรือเอามาใช้กับคนในเผ่าตัวเองที่เห็นต่างดี?
มีแต่เส้นทางที่มืดมนทั้งนั้น
มีพลังก็ไม่ได้ แต่มีพลังก็ดันมีแต่ปัญหา
เพราะกลัวว่าสุดท้ายตัวเองจะเลือกฝั่งไม่ได้ เลยต้องวิ่งหนีออกมา
อย่างน้อยขอตัดปัญหาที่ทำให้เรื่องมันยุ่งยากซับซ้อนออกไปหนึ่งอย่างก่อน
ถ้าเป็นตอนนี้คิดว่ายังทันอยู่
เพราะผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น สงครามอาจเกิดขึ้นซ้ำรอยได้อีก ดังนั้นจึงต้องรีบตัดความรู้สึกกับความสัมพันธ์ที่ไร้ประโยชน์ทิ้งไปซะ
โทแพชคงทำหน้าที่นี้ไม่ได้ เจ้าหมีกับซุนไกท์เองก็ดูไม่น่าทำได้เช่นกัน
คนที่ต้องมือเปื้อนเลือดนะ มีผมคนเดียวพอแล้วละ
“เลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ มันก็แค่การคาดการอย่างสุดโต่งในทิศทางที่เลวร้ายของผมเท่านั้น… บางทีพวกผู้ใหญ่ของเผ่าอสูรกายกับผู้ใหญ่ของพวกเรา อาจจะสนิทกันมากกว่าที่พวกเราคิดก็ได้อยู่...”
“นะ… นั่นสินะไพไรต์! มาคิดแง่บวกกันดีกว่า! อย่าไปคิดเรื่องบ้าบอพวกนั้นเลยนะ! ”
“ข้าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องยาก ๆ หรอกนะ แต่ตรูว่าเอ็งคิดมากไปวะไพไรต์ เป็นศัตรูก็อัดแม่งให้หมอบ เป็นมิตรก็อ้าแขนรับ ข้าว่าเข้าใจง่ายดีออกนะ”
“ใช่! ซุนไกท์พูดถูก ข้าว่าคงไม่เกิดสงครามอีกแล้วละ พวกกลุ่มต่อต้านเองก็น่าจะเข็ดหลาบจำไปแล้ว อีกอย่าง เดียวถ้าข้าจับพรุนแต่งงานสำเร็จ มันจะเป็นการแต่งทางการเมืองที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเผ่าที่ยอดเยี่ยมไปเลยไม่ใช่หรือ? ดังนั้นพวกเจ้ามาช่วยข้าจีบพรุนกันเถอะนะ วะ ฮะ ฮะ! ”
“แบบนั้นก็ดีนะ! ”
“เอาไงเอากันเฟ้ย! ”
พวกเขาเริ่มหัวเราะให้กับมุขตลกของเจ้าหมีวานาดิไนท์
“นั่นสินะ…”
เรื่องยาก ๆ แบบนี้… เอาไว้ค่อยคิดหาคำตอบในวันหลัง… อาจเป็นความคิดที่ดีที่สุดในตอนนี้อย่างที่พวกเขาพูด
แต่ถ้าถึงเวลาที่ต้องตัดสินเลือกฝ่าย…
ถ้าถึงเวลานั้น ผมคงจะต้อง..