ตอนที่ 6
อยู่ดีไม่ว่าดี
หลังจากที่หลี่หรงอี้มีเื่ทะเลาะวิวาทกับเพื่อนในชั้นเรียนไปวันนั้น และเห็นการกระทำซึ่งแสดงถึงวิสัยทัศน์ของผู้อำนวยการกับอาจารย์ในโรงเรียน จ้าวอู๋ซวนก็จัดการย้ายโรงเรียนให้เขาทันที
โรงเรียนที่ตระกูลเหยียนให้การสนับสนุนไม่ได้มีแค่โรงเรียนเดียว มีอีกหลายโรงเรียนที่สภาพแวดล้อมและการเรียนการสอนดีพร้อม
ผู้อำนวยการของโรงเรียนเดิมพยายามติดต่อมาเพื่อขอโทษ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ พอรู้ว่าหลี่หรงอี้ย้ายโรงเรียนเขาก็ยิ่งเป็กังวลและไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวว่าตระกูลเหยียนจะเลิกสนับสนุนและเลิกบริจาคเงินให้โรงเรียน ได้แต่เอาเื่ทั้งหมดไปลงที่อาจารย์ประจำชั้นที่ไม่จัดการให้ดี…
เพราะคำพูดและการกระทำของจ้าวอู๋ซวนในวันนั้น ทำให้หลี่หรงอี้รู้สึกวางใจและใกล้ชิดสนิทสนมกับอีกฝ่ายมากขึ้น กล้าพูดกล้าถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยและอยากรู้โดยที่ไม่เคอะเขิน
“พวกคุณทำงานไม่ได้หยุดและไม่ได้ออกไปข้างนอกแบบนี้…ถ้าเกิดมีแฟนจะทำไงครับ” นี่เป็สิ่งที่เขาสงสัยและไม่กล้าถามมาตลอด วันนี้จึงรวบรวมความกล้าถามออกมา
“อะไรกัน เป็เด็กเป็เล็กรู้จักคิดเื่ผู้หญิงแล้วเหรอ หรือว่าไปเรียนแค่ไม่กี่วันก็มีแฟนแล้ว” จ้าวอู๋ซวนไม่คิดว่าคำถามแรกที่อีกฝ่ายถามจะเป็เื่นี้ จึงถามกลับด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ พอเห็นเด็กหนุ่มทำตาขวางใส่ เขาก็หัวเราะในใจ บอกว่าเหมือนแมวที่พร้อมจะกางเล็บขู่จริง ๆ
“ผมแค่สงสัย…ช่างมันเถอะครับ ไม่ถามแล้ว” หลี่หรงอี้คิดไว้แล้วว่าต้องโดนหัวเราะ จึงหันหน้าหนี ไม่สนใจจะถามอีก
“ขี้น้อยใจไปได้เ้าหนู” จ้าวอู๋ซวนกลัวเด็กน้อยจะงอนจนไม่กล้าถามอะไรอีก จึงตอบคำถามจริงจัง “อันที่จริงพวกเรามีเวลาหยุดพัก ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นจะมีบอดี้การ์ดหลายคนไปทำไม”
“แต่ผมเห็นคุณทำงานทุกวัน”
“มีแค่ฉันคนเดียวนี่แหละที่ไม่มีวันหยุด น่าสงสารไหมล่ะ” เพราะเขาเป็ทั้งคนสนิทและผู้ช่วยของเ้านาย ดังนั้นจึงไม่สามารถหยุดได้ตามใจชอบ เรียกได้ว่าเ้านายหยุดพักผ่อนตอนไหนเขาก็หยุดพักผ่อนตอนนั้น
“อ้อ เป็แบบนี้นี่เอง แล้วเื่…” เด็กหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะอึกอัก ไม่กล้าถามคำถามต่อไป
ตอนนี้เขาโตขึ้นมาก ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง เริ่มมีปฏิกิริยาตามธรรมชาติของผู้ชาย ไม่รู้จะจัดการอย่างไร และไม่รู้จะปรึกษาใคร ในบรรดาบอดี้การ์ด คนที่ใกล้ชิดและวางใจที่สุดก็มีแค่หัวหน้า
จ้าวอู๋ซวนท่าทางอึกอักไม่กล้าพูดของอีกฝ่ายก็พอจะเดาออกว่าเป็เื่อะไร
เด็กน้อยเริ่มโตแล้วสินะ
“หมายถึงเื่นี้เหรอ?” เขาชูมือขวาตัวเองขึ้น ก่อนจะพูดว่านี่ไงตัวช่วย พอเห็นเด็กหนุ่มทำหน้างุนงง ก็ใช้มือข้างหนึ่งชี้ไปที่เป้ากางเกงของตัวเอง แล้วมืออีกข้างทำท่าชักขึ้นชักลง
หลี่หรงอี้เห็นท่าทางแบบนั้นก็หน้าแดง ทั้งอายทั้งโกรธ คิดว่าตัวเองไม่น่ามาถามผู้ชายคนนี้เลย พอเห็นอีกฝ่ายหัวเราะเขาก็ยิ่งรู้สึกอับอายมากกว่าเดิม
“ถ้าไม่อยากใช้มือ ก็ใช้ตัวช่วย รอเดี๋ยว” จ้าวอู๋ซวนพยายามกลั้นหัวเราะกับท่าทางโมโหของเด็กหนุ่ม ก่อนจะเข้าไปในห้อง และออกมาพร้อมกับของบางอย่างในมือและยื่นให้อีกฝ่าย
“เอาไปใช้สิ ของใหม่ ยังไม่เคยใช้”
“นี่คืออะไร?” หลี่หรงอี้มองกระบอกสีขาวในมือด้วยความงุนงง กระบอกน้ำ? ดูแล้วไม่น่าใช่
“มันใช้แบบนี้” หัวหน้าบอดี้การ์ดพูดพลางกำมือด้านหนึ่งหลวม ๆ และใช้นิ้วชี้อีกข้างชักเข้าชักออก ใบหน้าแฝงรอยยิ้ม คล้ายกำลังกลั้นขำ
“ตาลุงลามกหื่นกาม!” ตอนนี้หลี่หรงอี้เข้าใจแล้วว่ามันคืออะไร เขาด่าพลางขว้างกระบอกสีขาวในมือใส่คนที่ยืนหัวเราะร่าตรงหน้า ก่อนจะหันหลังกลับเข้าห้อง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ วิ่งกลับมาแย่งมันกลับไปอีกครั้ง
“นึกว่าจะไม่เอาซะแล้ว” จ้าวอู๋ซวนพึมพำ ก่อนจะะโตามหลัง “เฮ้ย ๆ ฉันยังไม่แก่สักหน่อย เรียกพี่สิ ไม่ก็เรียกหัวหน้า!”
“ตาแก่ ๆ ๆ” หลี่หรงอี้ะโกลับมาเสียงดัง ก่อนจะปิดประตูห้องนอนเสียงดังปัง
แต่แล้วไม่นานก็กลับออกมาอีกครั้ง แล้วถามเสียงแข็ง ทั้งที่ไม่กล้าสบตาคล้ายเขินอาย “มันใช้ยังไง…”
จ้าวอู๋ซวนพยายามกลั้นหัวเราะสุดชีวิต ก่อนจะกลับเข้าไปในห้อง พร้อมทั้งหยิบหลอดเจลหล่อลื่นออกมา เขาถอดฝาครอบของกระบอกสีขาวออก เทเจลหล่อลื่นใส่เล็กน้อยแล้วเอานิ้วตัวเองสอดเข้าออก เป็การสาธิตให้ดู
“เข้าใจหรือยัง?”
“ขะ…เข้าใจแล้ว...ขอบคุณ” หลี่หรงอี้พูดจบก็รับเอากระบอกสีขาวกลับมา พลางมองหลอดเจลหล่อลื่นในมืออีกฝ่าย
“อ้อ นี่เหรอ เอาไปด้วยสิ”
“เดี๋ยวผมจะใช้คืนให้ทีหลัง!” เด็กหนุ่มรับเอาของมาแล้ววิ่งเข้าห้องไปทันที
พอกลับเข้ามาในห้องก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองหาวิธีในอินเทอร์เน็ตเอาก็ได้เหมือนกัน ไม่เห็นต้องไปถามตาลุงนั่นให้โดนล้อเลย แต่จะมาอายตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว…
เหยียนคุนที่มีธุระและยืนอยู่หน้าบ้านสักพักแล้ว แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น เอ่ยปากถามท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนสนิท
“แกล้งเด็กอีกแล้วเหรอ ไม่คิดว่านายจะมีรสนิยมแบบนี้”
“สนุกดี” จ้าวอู๋ซวนที่กำลังขำตอบไปตามจิตใต้สำนึก พอเห็นสายตาของเ้านายก็พูดเสริม
“ฉันไม่ใช่พวกโรคจิตที่ชื่นชอบเด็กซะหน่อย ยิ่งเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแบบนี้ ไม่มีทางชอบลงหรอก ต้องคนที่โตและสุกงอมเต็มที่แล้วเท่านั้น”
“ระวังอย่ากลืนน้ำลายตัวเองทีหลังแล้วกัน”
“ไม่มีทาง”
ถ้าหลี่หรงอี้หรือคนนอกมาได้ยินน้ำเสียงและท่าทางที่จ้าวอู๋ซวนกับเหยียนคุนพูดคุยกัน คงใและสงสัยไม่น้อย เพราะมันไม่ใช่ท่าทางระหว่างเ้านายและลูกน้องตามปกติที่แสดงออกต่อคนนอก
โรงเรียนใหม่ที่หลี่หรงอี้ย้ายไป ไม่มีปัญหาเื่การกลั่นแกล้งเหมือนโรงเรียนก่อนหน้านี้ อาจารย์ทุกคนดูแลเอาใจใส่นักเรียนเป็อย่างดี ถึงเขาจะยังไม่สนิทกับเพื่อนในห้อง แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันได้ไม่มีปัญหา เสียอย่างเดียวคือต้องใช้เวลาเดินสักพักกว่าจะถึงสถานีรถไฟใต้ดิน
ทุกวันหลังเลิกเรียน เขาจะเดินผ่านย่านการค้าเพื่อไปนั่งรถไฟใต้ดินกลับบ้าน ไม่ได้สังเกตว่ามีใครบางคนที่เห็นเขาด้วยความบังเอิญ และสะกดรอยตามเงียบ ๆ
หลายวันผ่านไป ระหว่างที่เขากำลังเดินไปสถานีรถไฟใต้ดินตามปกติ พอผ่านถนนเส้นเล็กที่ไม่ค่อยมีคน ก็เจอเข้ากับกลุ่มคนสี่ห้าคนขวางทางอยู่
“ขอทางหน่อยครับ” พอรู้ว่าไม่มีทางผ่านไปได้ เขาจึงเอ่ยขอทางอย่างสุภาพ แต่พอเห็นคนเ่าั้ไม่ยอมขยับ ก็ขมวดคิ้วเพราะรู้สึกไม่ชอบมาพากล
เขายังไม่ทันได้พูดอะไร หนึ่งในคนพวกนั้นก็หันโทรศัพท์ที่กำลังวิดีโอคอลมา และเอ่ยถามคนในสาย
“ใช่คนนี้ไหมครับ?”
“ใช่ มันนี่แหละ จัดการได้เลย เอาให้หนัก!”
พอเห็นหน้าและน้ำเสียงของคนที่อยู่ในวิดีโอคอล หลี่หรงอี้ก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือหนึ่งในคนที่กลั่นแกล้งตัวเองตอนที่อยู่โรงเรียนเดิม
คนที่อยู่ปลายสายและส่งอันธพาลพวกนี้มาคือลูกชายคนเดียวของตระกูลหลัว ถึงตระกูลหลัวจะไม่ใช่ตระกูลใหญ่ แต่ก็เป็ตระกูลที่มีหน้ามีตาในสังคม ในฐานะที่เป็ลูกชายคนเดียว จึงถูกตามใจมาั้แ่เด็ก อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่เคยมีใครกล้าขัดใจเขามาก่อน
พอถูกหลี่หรงอี้ทำร้าย อีกทั้งยังถูกพ่อแม่บังคับให้ก้มหัวขอโทษ เขาจึงเก็บความแค้นไว้ในใจมาตลอด
หลายวันก่อนเขาบังเอิญเจอหลี่หรงอี้ที่ย่านการค้า เลยสะกดรอยตามอีกฝ่าย พอรู้ว่าเรียนที่ไหนและต้องใช้เส้นทางไหนเดินทาง ก็จ้างพวกอันธพาลมาดักรอ คิดจะสั่งสอนและเอาคืนให้สาสม โดยไม่สนใจที่พ่อแม่สั่งห้ามและเตือนว่าไม่ให้หาเื่คนตระกูลเหยียน
“ที่แท้ก็นายนี่เอง” หลี่หรงอี้พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่พอเข้าหูอีกฝ่ายมันกลับเหมือนคำดูถูก คุณชายตระกูลหลัวที่อยู่ปลายสายโมโหจนแทบปาโทรศัพท์แตก
“จัดการมันเดี๋ยวนี้!”
พวกอันธพาลพอได้รับคำสั่งก็กรูกันเข้ามา บางคนถือท่อนไม้ไม่ก็ท่อเหล็ก ส่วนคนที่ถือโทรศัพท์ถอยไปยืนอยู่ด้านข้าง เพื่อให้คุณชายหลัวได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง
หลี่หรงอี้ประเมินสภาพโดยรอบ และคิดหาทางเอาตัวรอด เพราะรู้ดีว่าตัวเองคงไม่สามารถเอาชนะผู้ชายสี่ห้าคนที่ถืออาวุธอย่างท่อนไม้กับท่อเหล็กได้
ขณะที่เขากำลังคิดหาวิธีอยู่นั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นด้านหลัง
“ก็ว่าทำไมถึงไม่รับสาย”
คนที่เพิ่งมาถึงคือจ้าวอู๋ซวน วันนี้เขากับเหยียนคุนที่เป็เ้านายมาทำธุระแถวนี้ ระหว่างทางกลับบังเอิญเห็นหลี่หรงอี้กำลังเดินไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน จึงคิดจะเรียกให้กลับด้วยกัน แต่โทรศัพท์มาแล้วอีกฝ่ายไม่รับสาย เลยเดินตามมาเรียก
“คุณมาได้ไงครับ?”
หลี่หรงอี้รู้สึกว่าเหตุการณ์นี้คุ้นเคยนิดหน่อย ตอนที่เขาเจอกับหัวหน้าและเ้านายครั้งแรกก็ตอนที่ถูกพวกอันธพาลเล่นงานเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น?” จ้าวอู๋ซวนเดินเข้ามาและดึงเด็กหนุ่มไปอยู่ด้านหลัง
“ไม่มีอะไรครับ แต่พวกรนหาที่ตายกลุ่มหนึ่ง ต่อให้คุณไม่มาผมก็เอาอยู่…”
“ปากเก่งให้มันน้อย ๆ หน่อย ว่าง่าย ๆ แล้วดูอยู่ข้างหลังฉันก็พอ” ชายหนุ่มพูดจบก็กวาดสายตาไปยังอันธพาลที่ขวางอยู่ด้านหน้า
พวกอันธพาลเห็นสายตาท่าทางของผู้ชายที่เพิ่งมาถึงก็รู้สึกตัวสั่นขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ส่วนคุณชายหลัวรีบวางสายไปั้แ่เห็นหน้าจ้าวอู๋ซวนแล้ว
“ไอ้หนู นี่พ่อแกเหรอ? หรือเป็พ่อทูนหัวกันแน่” อันธพาลคนหนึ่งใจกล้า เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงดูถูก
“ที่แท้ก็มีเสี่ยเลี้ยง แล้วยังมาทำท่าทางหยิ่งยโสอีก”
“ไอ้เวรนี่!” หลี่หรงอี้ได้ยินก็โกรธจนควันออกหู คิดจะเข้าไปต่อยคนที่พูดให้จมดิน
จ้าวอู๋ซวนรีบดึงตัวแมวน้อยที่พองขนกางกรงเล็บไว้ด้านหลัง “เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าหุนหันพลันแล่น แล้วก็ห้ามพูดคำหยาบ”
“แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่ กับพวกเศษสวะแบบนี้ฉันเคยบอกว่าไง” พูดจบก็บดกำปั้นด้วยท่าทางสบาย ๆ แต่ในสายตาคนอื่นมันดูเหมือนการข่มขวัญ
พวกอันธพาลเห็นท่าทางแบบนั้นก็เริ่มร้อนรน
“ถอยไปซะลุง อย่ามายุ่งเื่ชาวบ้าน!”
พอได้ยินคนเรียกตัวเองว่าลุง จ้าวอู๋ซวนที่ตอนแรกทำสีหน้าสบาย ๆ ก็เปลี่ยนเป็เ็าขึ้นมาแทบจะทันที ตรงเข้าไปอัดทั้งห้าคนจนหมดสภาพโดยที่ไม่มีโอกาสได้ตอบโต้
“จำไว้อย่าเรียกลุง ให้เรียกพี่ ลุงน่ะให้เด็กเหลือขอที่บ้านเรียกคนเดียวก็เกินพอแล้ว” พูดจบก็จัดแขนเสื้อที่ยับเล็กน้อยให้เข้าที่ ก่อนจะบ่นพึมพำ “รู้สึกเหมือนรังแกเด็กชะมัด”
หลี่หรงอี้ได้แต่ยืนมองตาปริบ ๆ ในใจรู้สึกว่าหัวหน้าเท่มาก จัดการคนห้าคนด้วยตัวคนเดียวในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที สมแล้วที่เป็หัวหน้าบอดี้การ์ดของตระกูลเหยียน!
สักวันเราจะเป็แบบนี้บ้าง!
“มองอะไร ไปได้แล้ว” จ้าวอู๋ซวนเห็นเด็กหนุ่มเอาแต่มองตัวเองด้วยท่าทางกระตือรือร้น ก็ดีดหน้าผากเรียกสติอีกฝ่ายไปทีหนึ่ง
“แล้วคนพวกนี้…”
“เดี๋ยวจะให้คนมาจัดการ” พูดจบก็ติดต่อหาใครบางคน ก่อนจะหันมาพูด “ไปกันเถอะ เ้านายรออยู่ในรถ”
ทางด้านคุณชายหลัวที่วางสายไป ตอนนี้กำลังหวาดกลัวและร้อนรน ได้แต่ภาวนาให้พวกอันธพาลสามารถเอาตัวรอดได้ ไม่ก็อย่าให้เื่ถึงตำรวจ เขารู้ว่าครั้งนี้ตัวเองก่อเื่ใหญ่เข้าแล้ว
อันธพาลพวกนั้นเป็คนของรุ่นพี่ที่ไปเที่ยวด้วยกันบ่อย ๆ เป็คนแนะนำมา มั่นใจว่าจะสามารถจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย ไม่คิดว่าหลี่หรงอี้จะมีคนมาช่วยเอาไว้
สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าเก็บเงียบ ได้แต่สารภาพและเล่าความจริงให้พ่อแม่ฟัง พอทั้งสองคนได้ฟังก็ลมแทบจับ
“เ้าลูกไม่รักดี! ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปหาเื่คนของตระกูลเหยียน!”
“นี่คุณทำอะไร อย่าตีลูกนะ!” เมื่อเห็นสามีที่ไม่เคยดุด่าหรือตีลูกเลยสักครั้ง กำลังทุบตีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเป็ครั้งแรก คุณนายหลัวก็รีบเข้าไปห้าม
“คุณก็เหมือนกัน! ให้ท้ายลูกดีนัก มันก่อเื่ใหญ่แล้วเห็นไหม!” คุณพ่อหลัวผลักภรรยาออก คิดจะทุบตีลูกชายอีกครั้งด้วยความโมโห แต่ก็ทำไม่ลง ได้แต่ถอนหายใจและพยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหา
สุดท้ายสองสามีภรรยาก็ตัดสินใจส่งลูกชายไปเมืองนอก แต่ยังไม่ทันได้เคลื่อนไหว ตำรวจก็บุกมาถึงบ้านและคุมตัวคุณชายหลัวไป
อันธพาลพวกนั้นกับรุ่นพี่ของคุณชายหลัวมีส่วนพัวพันกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายหลายอย่าง คุณชายหลัวเองก็หนีความเกี่ยวข้องไม่พ้น เนื่องจากเขาอายุครบสิบหกปี จึงต้องรับผิดและถูกตัดสินโทษตามปกติ (กฎหมายจีน เด็กอายุระหว่าง 14 – 16 ปี สามารถรับผิดทางอาญาได้ หากกระทำผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆ่าผู้อื่น หรือข่มขืนกระทำชำเรา ส่วนคดีอาญาอื่น ๆ เด็กและเยาวชนต้องรับผิด หากมีอายุั้แ่ 16 ปีขึ้นไป)
คุณพ่อคุณแม่หลัวได้แต่นึกเสียใจละโทษตัวเอง คุณแม่หลัวเอาแต่ฟูมฟายว่าถ้าตัวเองไม่ตามใจลูกมากเกินไปคงไม่เกิดเื่แบบนี้
นี่คือผลของการตามใจลูกมากเกินไป เลี้ยงลูกเหมือนเทวดา พอลูกทำผิดแทนที่จะอบรมสั่งสอน กลับช่วยปกปิดความผิดและให้ท้าย ใช้เงินแก้ปัญหา สุดท้ายก็ก่อเื่ใหญ่ที่ไม่สามารถกู้คืนได้…
โปรดติดตามตอนต่อไป
เื่นี้ไม่ใช่เปโดหรือเลี้ยงต้อยนะคะ ตอนนี้พระเอกไม่ได้รู้สึกเกินเลยอะไรกับน้องหลี่เลยสักนิด รู้สึกเหมือนเป็รุ่นน้องหรือบอดี้การ์ดคนอื่นที่ตัวเองเคยฝึกมา เพียงแต่เห็นว่าน้องหลี่ยังเด็ก พระเอกเลยดูแลเอาใจใส่มากหน่อย
ณ เวลานี้ หลี่หรงอี้ อายุ 15 ปี จ้าวอู๋ซวน อายุ 29 ปี (ห่างกัน 14 ปี มิน่าน้องหลี่ถึงบอกว่าแก่ 5555)
ส่วนท่านสี่เหยียน ตอนนี้อายุ 24 ปี (ในเื่หมอกพรางใจ เจอกับหวังหยุนปิงตอนอายุ 31 ปี)