การลงมหายันต์ต่อสู้นั้น มีอยู่สองวิธี คือการใช้โลหิตของคนที่มีพลังปราณยุทธ์ระดับสูง แต่ว่า ราเชนหาได้มีพลังปราณยุทธ์ไม่ จึงต้องเลือกใช้โลหิตของสัตว์อสูรที่มีตบะแก่กล้า และที่โลหิตที่เขามีอยู่ก็คือ โลหิตของจงอางยักษ์ที่มีอายุ เกือบ 100 ปี และโลหิตเสือโคร่งที่มีอายุ 100 ปีเช่นเดียวกัน ราเชนเลือกที่จะใช้โลหิตเสือโคร่ง ลงมหายันต์บนร่างกายของ ชวีหมิง โดยใช้เข็มสักรูปภาพเสือและอักขระยันต์เอาไว้ที่ แขน ขา หน้าผาก หน้าอก แผ่นหลัง รวมแล้วมีรูปเสือทั้งหมด 11 ตัว
“ เรียบร้อย นี่คือยันต์เสือ 11 ตัว มันจะช่วยเพิ่มพลังปราณยุทธ์ให้เจ้า และยังสามารถช่วยเจ้าต่อสู้กับ ศัตรูของเจ้าได้ แต่จงจำเอาไว้มันมีเวลาเพียงแค่ ครึ่งชั่วยาม จึงหมดฤทธิ์ จากนั้นต้องพักอีก 1 ชั่วยาม ถึงจะใช้พลังเสือ11 ตัวต่อได้”
“ ทำไมข้าไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย”
“ ก่อนที่จะใช้ เจ้าท่องคาถาหัวใจพยัคฆ์เสียก่อน”
ราเชนเริ่มท่องออกมา
“ ตมะถังประกาเสนโต ตัวกูคือพยัคฆราชา สัตถาอาหะ”
พอชวีหมิงท่องตามราเชน ก็มีแสงสว่างออกมาจากลายสักของเขา พลังปราณในร่างของเขาที่มีอยู่ขั้นปรมาจารย์ ลำดับที่ 10 ก็พุ่งขึ้นมาแตะระดับที่ 20 ทันที
“ โอ้ พลังปราณยุทธ์ข้าเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ทว่ามันยังคงห่างไกลกับ ศิษย์พี่ถังซิ่วอีกเยอะ”
“ เจ้ายังไม่ได้ปลุกพลังเสือทั้ง 11 ตัวออกมา จะรู้ได้ยังไงว่าสู้ไม่ได้”
“ อ้าว แล้วข้าจะปลุกพลังเสือทั้ง 11 ได้อย่างไร”
“ มันต้องใช้เลือดของเจ้าหยดลงบนรอยสักเสือที่มือขวาของเจ้า แล้วท่องคาถาหัวใจพยัคฆ์สามรอบ เจ้าก็จะปลุกพลังเสือ 11 ตัวได้ แต่จงจำเอาไว้ เมื่อใดเจ้าปลุกพลังเสือทั้ง 11 ตัวออกมา เจ้าจะใช้พลังได้แค่ ครึ่งชั่วยามเท่านั้น ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกเยอะ หากเจ้าปลุกพลังเสือขึ้นมาตอนนี้ พอขึ้นเวทีเจ้าคงไม่เหลือพลังเสือสักตัวให้ต่อสู้แล้ว”
ชวีหมิงพยักหน้าเข้าใจแต่ก็อดทอดถอนใจออกมาไม่ได้
“ แต่ข้ารู้สึกไม่มั่นใจเลย”
“ ข้าคิดเอาไว้อยู่แล้ว ข้าจึงได้เตรียม ยันต์ล่องหนเอาไว้ให้กับเจ้า 1 ใบ ขอเพียงเจ้ากลั้นลมหายใจเอาไว้ คู่ต่อสู้ก็จะไม่มีทางเห็นเจ้าได้ และนอกจากนี้ ข้ายังมียันต์เพลิงสังหารเอาไว้ให้เจ้าคอยป้องกันตัวอีก 100 ใบ เพียงคู่ต่อสู้เจ้าเข้ามาใกล้ เจ้าก็เหวี่ยงยันต์เข้าใส่มัน ต่อให้มันมีพลังปราณยุทธ์เหนือกว่าเจ้า อย่างน้อย มันก็ต้องได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย”
ราเชนนำยันต์ล่องหนออกมา แล้วแสดงให้ดู โดยใช้มือตบยันต์ล่องหนที่แปะเข้าไปที่หน้าอก ร่างของเขาก็หายวับไปในทันที
“ ว้าว สุดยอดเลยศิษย์พี่”
ส่วนยันต์เพลิงนั้น เขาใช้แค่ผ้ายันต์ลงอักขระทำลายเอาไว้ โดยใช้ผงดินประสิว ผสมกับผงถ่าน เคลือบเอาไว้ แม้จะไม่ร้ายกาจเหมือนกับ ยันต์ระเบิด แต่หากมีจำนวนมาก ก็สามารถเผาร่างคู่ต่อสู้ให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ เช่นกัน
ราเชนทดลองเหวี่ยงเข้าไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ผลปรากฏว่า ยันต์เพียงสิบใบ ต้นไม้ใหญ่ก็ถูกเผาไหม้ ดำเป็นตอตะโกเลยทีเดียว
“ โอ้ ข้ามีของวิเศษระดับนี้ ข้าไม่กลัวใครอีกแล้ว”
“ ไปกันเถอะ ใกล้เวลาขึ้นเวทีแล้ว”
ราเชนเอ่ยเตือน ทั้งสองเลยไปที่เวทีประลองของสำนักเมฆาขาวกันทันที
พอไปถึง ก็พบว่า ชวีเหมากับพวกหลายคน มายืนรอชวีหมิงอยู่ก่อนแล้ว โดยมันมายืนอยู่พร้อมกับ ชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง
“ ชวีเหมา ศิษย์พี่ถังซิ่ว” ชวีหมิงเอ่ยออกมาอย่างตกใจ ทำให้ราเชนรู้เลยว่า ชายหนุ่มหล่อเข้ม สวมชุดนักพรตสีขาว ยืนมองดูด้วยสายตาดูถูกดูแคลน ชวีหมิง
“ ชวีหมิง วันนี้ เจ้าได้ตายแน่ บังอาจกล้าท้าสู้ศิษย์พี่ของข้า”
“ ข้าไม่ได้ท้าสู้ แต่มือมันดันจับสลากไปเอง”
“ หากไม่อยากตาย ก็ยอมแพ้ แล้วไสหัวไปซะ ข้าไม่อยากเสียเวลากับเจ้า”
ถังซิ่วเอ่ยเสียงเข้ม ชวีหมิงเองได้แต่ก้มหน้างุดๆ ไม่พูดอะไรออกมา
“ ไอ้ลูกสำส่อน ยังไม่ไสหัวไปอีก” ชวีเหมาตะคอกออกมา
“ ช้า…ข้าไม่ไป ข้า…จะ …สู้” ชวีหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นกลัว
“ ศิษย์พี่ถัง หากท่านสังหารมันได้ ข้าจะมอบทองคำให้กับท่าน 1 ล้านเหรียญ”
ชวีเหมาเอ่ยให้กระซิบกับถังซิ่ว เบาๆ ซึ่งมันก็พยักหน้ารับ ราเชนก็ได้ยินอย่างชัดเจน ในใจก็ได้แต่ส่ายหัว เรื่องแค่นี้คิดจะฆ่ากันให้ตายเลยรึ?
มันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว
“ ในเมื่อเจ้ารนหาที่ ข้าก็จะไม่อ่อนข้อให้เป็นอันขาด” ถังซิ่วเอ่ยอย่างเหี้ยมเกรียม
ส่วนชวีเหมาเห็นราเชนยืนนิ่งอยู่ ก็เลยกล่าวออกมาอย่างมั่นใจว่า
“ ถูเฟย เจ้าคงช่วยฝึกเจ้าชวีหมิง มาเป็นอย่างดีละซิ กล้าเดิมพันกับข้าไหมล่ะ”
“ ยังไง”
ราเชนเลิกคิ้วถาม
“ 2 ล้านเหรียญทอง หากชวีหมิงชนะข้าจะจ่ายให้กับเจ้า แต่หากมันแพ้ เจ้าจ่ายข้าแค่ 1 ล้านเหรียญทองก็พอ”
สองต่อหนึ่ง แสดงว่ามันคิดว่าจะเอาเงินของราเชน เพื่อไปจ่ายให้กับ ถังซิ่ว คงมั่นใจมากซินะ ราเชนยิ้มให้ แล้วเอ่ยว่า
“ น้อยไป ข้าไม่สนใจ”
“ เฮ้ แล้วเจ้าต้องการเดิมพันเท่าไรเล่า?”
“ 20 ล้านเหรียญทอง” ราเชนเอ่ยออกไป
“ ได้ หากชวีหมิงชนะ ข้าจะให้เจ้า 40 ล้านเหรียญทอง”
“ ดีถ้าเช่นนั้น พวกเราทำหนังสือสัญญา ต่อหน้าท่านนักพรตหลู่”
คราวนี้ทั้งสองทำสัญญาเดิมพันกันโดยมีนักพรตหลู่เป็นพยาน โดยราเชนวางถุงเงิน 20 ล้านเหรียญวางเอาไว้ ต่อหน้าทุกๆ คน แต่ชวีเหมานั้นกลับบอกว่า
“ ข้าไม่ได้พกทองคำติดตัวมากขนาดนั้น แต่หากเจ้าชนะข้าจะกลับไปเอาเงินที่ตระกูลมาให้ ข้าไม่บิดพริ้วอย่างแน่นอน มีสัญญาฉบับนี้อยู่แล้วนี่”
ราเชนยิ้มให้แล้วกล่าวว่า
“ แล้วแต่เจ้า”
“ ศิษย์พี่ มันไม่มากไปหน่อยรึ? หากข้าแพ้เล่า ข้าเสียดาย..” ชวีหมิงเอ่ยอย่างเสียดาย ราเชนได้แต่ตบไหล่ไม่ให้ชวีหมิงต้องเป็นกังวล
“ ทำตามที่ข้าบอกเอาไว้ ได้เวลาแล้ว”
เสียงระฆังดังขึ้น ชวีหมิงหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วก้าวขึ้นบนเวที อย่างช้าๆ แล้วท่องคาถาหัวใจพยัคฆ์จนครบสามรอบ แล้วกระทืบเท้าสามครั้ง มีแสงสว่างวาบขึ้นมาในตัวของ ชวีหมิง
มีเพียงไม่กี่คนที่จะรับรู้ถึงกับปลุกพลังเสือ 11 ตัวของชวีหมิง ถังซิ่วที่ยืนอยู่บนเวที ถึงกับขมวดคิ้วสงสัย แต่พอทั้งสองประชันหน้ากัน
นักพรตหลู่ก็ประกาศกติกาให้ทั้งสองทราบ โดยที่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวยอมแพ้อีกฝ่ายก็จะหยุดการต่อสู้และจะชนะไป หรือใครยืนอยู่บนเวทีเป็นคนสุดท้ายก็จะเป็นฝ่ายชนะไปในทันทีเช่นกัน
“ เริ่มต่อสู้ได้”
เสียงนักพรตหลู่ประกาศ เสียงกองเชียร์ทั้งสองฝ่าย ต่างโห่ร้องกันอย่างสนุกสนาน แต่ส่วนใหญ่จะมีแต่ฝ่ายของศิษย์พี่ถังซิ่วเสียมากกว่า ชวีเหมากับพวกนั้นส่งเสียงเชียร์ออกมาดังกว่าใคร ยิ่งเห็น ถังซิ่วระเบิดพลังปราณยุทธ์ขั้นราชันระดับกลางออกมา ทำเอาทุกๆ คนถึงกับโห่ร้องกันเสียงดังขึ้นไปอีก
พลังของถังซิ่วที่ปลดปล่อยออกมา พอเข้าปะทะกับพลังเสือ 11 ตัว ก็สูญสลายหายไปในทันที ชวีหมิงนั้นรู้สึกดียิ่ง จึงพุ่งกระโจนออกไปราวกับเสือตะปบเหยื่อ เงาเสือโคร่ง ทั้งสิบเอ็ดตัว อยู่เบื้องหลังของมัน คนที่มองเห็นต่างแตกตื่นตกใจกันอย่างยิ่ง
“ ไม่เลวนี่ ข้าไม่ออมมือแล้วนะ” ถังซิ่วยกแขนทั้งสองข้างในท่ากระเรียนสยายปีกมีเงากระเรียนขาวตัวใหญ่ อยู่เบื้องหลัง ภาพของทั้งสองเข้าปะทะกัน เป็นไปอย่างรวดเร็ว ว่องไว ไม่ใครได้เปรียบเสียเปรียบ ทั้งๆ ที่พลังพื้นฐานของทั้งสองนั้นแตกต่างกันมาก แต่พลังเสือ11 ตัวก็ ที่ชวีหมิงใช้นั้นก็ร้ายกาจ สามารถตะปบเข้าลำตัวของ ถังซิ่ว จนเสื้อขาดเป็นรอยแนวยาว แต่ถังซิ่ว ก็ใช้หมัดกระเรียนจิกเข้าหน้าอกของ ชวีหมิงจนเสื้อขาดกระเด็นออกมา
ชวีหมิงมองอกของตนแล้วรู้สึกดียิ่ง พลังเกราะเพชรนั้นเริ่มทำงาน หมัดกระเรียนไม่อาจทำอะไรเขาได้
“ มีพลังยันต์ป้องกันรึ?” ถังซิ่วเอ่ยอย่างแปลกใจ แต่แล้วถังซิ่วก็สะบัดมือออกมา พร้อมกับมีพัดโลหะ ปรากฏขึ้นในมือ แล้วพอสะบัดออก มีมีดสั้นเล่มเล็กๆ พุ่งออกมาเป็นสาย เข้าใส่ร่างของชวีหมิงเต็มๆ
ฉึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!
มีดสั้นเล่มเล็กๆ ราวกับใบไม้ พุ่งใส่ร่างของชวีหมิงแต่ทว่า ไม่อาจระคายผิว ชวีหมิงได้แต่ถอยหลังไปหลายก้าวเท่านั้น
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยันต์เกราะเพชรของศิษย์พี่โคตรเจ๋งเลย มาเลย ข้าไม่กลัวเจ้าอีกต่อไปแล้ว” ชวีหมิงตบยันต์ล่องหนเข้าที่หน้าอกของตน แล้วกลั้นหายใจ ร่างของเขาก็หายวับไป อยู่ด้านหลังของ ถังซิ่ว แล้วฟาดฝ่ามือ พยัคฆ์ เข้ากลางหลังถังซิ่ว จนปลิวไปติดเวที่อีกมุม จากนั้นชวีหมิง ก็ยำใยใส่ถังซิ่ว จนศิษย์ที่เข้ามาชม ถึงกับอ้าปากตาค้าง ไม่คิดว่าชวีหมิงจะเก่งกาจเช่นนี้
“ บัดซบเอ้ย ทำไมมันถึงได้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างนี้วะ” ชวีเหมาเอ่ยอย่างไม่พอใจ แล้วหันไปมองที่ราเชนที่ยังคงยิ้มอย่างพอใจที่ชวีหมิงสามารถสู้กับถังซิ่วได้อย่างไม่กลัวเกรง
แต่ทันใดนั้นเอง ถังซิ่วก็สะบัดมือออกมีผงสีขาวพุ่งออกจากฝ่ามือกระทบกับใบหน้าของ ชวีหมิง จนไม่อาจลืมตาได้ จากนั้นถังซิ่ว ก็ซัดหมัดเข่า ศอกประเคนใส่ร่างของชวีหมิง จนกลิ้งไปมา ราวกับขนุน หลายคนต่างก็โห่ อย่างไม่พอใจที่ถังซิ่วใช้ผงพิษทำร้าย คู่ต่อสู้เช่นนี้ แต่ก็ถูก นักพรตลู่ประกาศออกมาว่า
“ กติกาไม่ได้กำหนดเอาไว้ ดังนั้นถังซิ่วไม่ผิด”
ทุกๆ คนเลยเงียบเสียงลง คราวนี้แม้นชวีหมิงจะใช้ยันต์ล่องหน แต่ผงสีขาวยังคงติดใบหน้าของเขา ทำให้หลีกหนีไม่พ้น เพราะดวงตายังคงไม่อาจมองเห็น จึงถูกซ้อมอยู่ฝ่ายเดียว แม้นจะมียันต์เกราะเพชรคอยปกป้อง แต่ตอนนี้ถูก ถังซิ่ว เรียกอาวุธไม้กระบองออกมา ฟาดใส่ร่างของ ชวีหมิงจนภายในบอบช้ำไปทั่ว สุดท้ายใช้ท่าไม้ตาย กระโดดเข้ากอดร่างของถังซิ่ว แล้วกัดไปที่หูของมันทันที
“ ไอ้บ้า นี่แกเป็นหมาหรือไงวะ” ถังซิ่วบีบปลายคางของ ชวีหมิงจนอ้าปากออกมา แล้วเตะเข้าไปที่กลางหว่างขาของชวีหมิง
พลั่ก !!
ชวีหมิงถึงกับหน้าเขียว ลงไปคุกเข่ากับพื้น ก่อนที่จะใช้มือจิกหัวของชวีหมิง แล้วจ้องตา ใช้พลังเนตรสวรรค์ควบคุมจิตใจของชวีหมิง เพื่อให้ยอมสยบ แต่ชวีหมิงไม่สามารถลืมตาได้ เลยไม่ได้ถูกสะกด จึงโผเข้าไปสวมกอดถังซิ่วจนแน่น คราวนี้ลำตัวของชวีหมิง ทั้งสองกลิ้งไปมากับพื้น
“ ไอ้บ้า ปล่อยข้านะเว้ย” ถังซิ่วทั้งตบทั้งหยิกข่วน แต่ชวีหมิงหาได้สนใจไม่ นำยันต์เพลิงออกมาแปะตามตัวของ ถังซิ่วจนเต็มไปหมด
“ เรามาแลกชีวิตกันเถอะ ทำลาย”
ชวีหมิงตะโกนออกไป ยันต์เพลิงลุกไหม้ร่างของตัวเอง แล้วลามไปที่ร่างของถังซิ่วด้วย ถังซิ่วตกใจยิ่งนักพยายามจะผลักร่างของชวีหมิงให้ออกไปจากตัว เพื่อให้รอดพ้นจากเปลวเพลิง
“ ไอ้บ้า นี่แกอยากตายก็ตายไปคนเดียว ข้ายังไม่อยากตายเว้ย”
แล้วในสุด ถังซิ่วก็ถีบร่างของชวีหมิงจนถอยออกไป แต่ชวีหมิงตอนนี้ร่างลุกไหม้ไปทั้งตัว ไฟที่เผาทำลายผงสีขาวที่ทำให้ตามองไม่เห็น ตอนนี้เขามองเห็นถังซิ่วแล้ว กลับพุ่งตัวเข้าไปกอด ถังซิ่วอีกครั้ง แต่ถังซิ่วก็ไม่กลัวถีบเข้าไปที่ร่างของชวีหมิงเพื่อไม่ให้เข้าใกล้ แต่ถูกชวีหมิงจับขาเอาไว้จนได้ ตอนนี้ถังซิ่วเริ่มมีเปลวเพลิงลุกไหม้บางส่วน จึงพยายามสลัดตัวออกมา เวทีก็เริ่มมีเปลวไฟเต็มไปหมด
ถังซิ่วเลยจำใจกระโดดลงจากเวที ลูกน้องเข้ามาช่วยกับดับไฟ แต่ก็ทำให้เสื้อผ้าของมันขาดวิ่น มีบาดแผลไฟไหม้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความหล่อหายไป สภาพตอนนี้ราวกับขอทานคนหนึ่ง
ส่วนชวีหมิงนั้นยังคงยืนยิ้ม ท่ามกลางเปลวไฟบนเวที เพราะเปลวไฟไม่อาจทำอะไรเขาได้ เพราะยันต์เกราะเพชรปกป้องเขาอยู่ ราเชนสะบัดมือออกไปเบาๆ ไฟบนเวทีและที่ท่วมร่างของชวีหมิงก็ดับลง เหลือแต่ร่างที่ดำเป็นถ่านยืนโทงเทง เปล่าเปลือย มองไปบนท้องฟ้า น้ำตาไหลพรากอยู่บนเวที
“ ข้า...ชนะ....แล้ว ท่านแม่”.................