มหาศึกห้าแผ่นดิน

    ตอนที่ 119 พลังเสือ 11 ตัว

    การลงมหายันต์ต่อสู้นั้น มีอยู่สองวิธี คือการใช้โลหิตของคนที่มีพลังปราณยุทธ์ระดับสูง แต่ว่า ราเชนหาได้มีพลังปราณยุทธ์ไม่ จึงต้องเลือกใช้โลหิตของสัตว์อสูรที่มีตบะแก่กล้า และที่โลหิตที่เขามีอยู่ก็คือ โลหิตของจงอางยักษ์ที่มีอายุ เกือบ 100 ปี และโลหิตเสือโคร่งที่มีอายุ 100 ปีเช่นเดียวกัน ราเชนเลือกที่จะใช้โลหิตเสือโคร่ง ลงมหายันต์บนร่างกายของ ชวีหมิง โดยใช้เข็มสักรูปภาพเสือและอักขระยันต์เอาไว้ที่ แขน ขา หน้าผาก หน้าอก แผ่นหลัง รวมแล้วมีรูปเสือทั้งหมด 11 ตัว

    “ เรียบร้อย นี่คือยันต์เสือ 11 ตัว มันจะช่วยเพิ่มพลังปราณยุทธ์ให้เจ้า และยังสามารถช่วยเจ้าต่อสู้กับ ศัตรูของเจ้าได้ แต่จงจำเอาไว้มันมีเวลาเพียงแค่ ครึ่งชั่วยาม จึงหมดฤทธิ์ จากนั้นต้องพักอีก 1 ชั่วยาม ถึงจะใช้พลังเสือ11 ตัวต่อได้”

    “ ทำไมข้าไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย”

    “ ก่อนที่จะใช้ เจ้าท่องคาถาหัวใจพยัคฆ์เสียก่อน”

    ราเชนเริ่มท่องออกมา

    “ ตมะถังประกาเสนโต ตัวกูคือพยัคฆราชา สัตถาอาหะ”

    พอชวีหมิงท่องตามราเชน ก็มีแสงสว่างออกมาจากลายสักของเขา พลังปราณในร่างของเขาที่มีอยู่ขั้นปรมาจารย์ ลำดับที่ 10 ก็พุ่งขึ้นมาแตะระดับที่ 20 ทันที

    “ โอ้ พลังปราณยุทธ์ข้าเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ทว่ามันยังคงห่างไกลกับ ศิษย์พี่ถังซิ่วอีกเยอะ”

    “ เจ้ายังไม่ได้ปลุกพลังเสือทั้ง 11 ตัวออกมา จะรู้ได้ยังไงว่าสู้ไม่ได้”

    “ อ้าว แล้วข้าจะปลุกพลังเสือทั้ง 11 ได้อย่างไร”

    “ มันต้องใช้เลือดของเจ้าหยดลงบนรอยสักเสือที่มือขวาของเจ้า แล้วท่องคาถาหัวใจพยัคฆ์สามรอบ เจ้าก็จะปลุกพลังเสือ 11 ตัวได้ แต่จงจำเอาไว้ เมื่อใดเจ้าปลุกพลังเสือทั้ง 11 ตัวออกมา เจ้าจะใช้พลังได้แค่ ครึ่งชั่วยามเท่านั้น ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกเยอะ หากเจ้าปลุกพลังเสือขึ้นมาตอนนี้ พอขึ้นเวทีเจ้าคงไม่เหลือพลังเสือสักตัวให้ต่อสู้แล้ว” 

    ชวีหมิงพยักหน้าเข้าใจแต่ก็อดทอดถอนใจออกมาไม่ได้

    “ แต่ข้ารู้สึกไม่มั่นใจเลย”

    “ ข้าคิดเอาไว้อยู่แล้ว ข้าจึงได้เตรียม ยันต์ล่องหนเอาไว้ให้กับเจ้า 1 ใบ ขอเพียงเจ้ากลั้นลมหายใจเอาไว้ คู่ต่อสู้ก็จะไม่มีทางเห็นเจ้าได้ และนอกจากนี้ ข้ายังมียันต์เพลิงสังหารเอาไว้ให้เจ้าคอยป้องกันตัวอีก 100 ใบ เพียงคู่ต่อสู้เจ้าเข้ามาใกล้ เจ้าก็เหวี่ยงยันต์เข้าใส่มัน ต่อให้มันมีพลังปราณยุทธ์เหนือกว่าเจ้า อย่างน้อย มันก็ต้องได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย”

    ราเชนนำยันต์ล่องหนออกมา แล้วแสดงให้ดู โดยใช้มือตบยันต์ล่องหนที่แปะเข้าไปที่หน้าอก ร่างของเขาก็หายวับไปในทันที

    “ ว้าว สุดยอดเลยศิษย์พี่”

    ส่วนยันต์เพลิงนั้น เขาใช้แค่ผ้ายันต์ลงอักขระทำลายเอาไว้ โดยใช้ผงดินประสิว ผสมกับผงถ่าน เคลือบเอาไว้ แม้จะไม่ร้ายกาจเหมือนกับ ยันต์ระเบิด แต่หากมีจำนวนมาก ก็สามารถเผาร่างคู่ต่อสู้ให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ เช่นกัน

    ราเชนทดลองเหวี่ยงเข้าไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ผลปรากฏว่า ยันต์เพียงสิบใบ ต้นไม้ใหญ่ก็ถูกเผาไหม้ ดำเป็นตอตะโกเลยทีเดียว

    “ โอ้ ข้ามีของวิเศษระดับนี้ ข้าไม่กลัวใครอีกแล้ว”

    “ ไปกันเถอะ ใกล้เวลาขึ้นเวทีแล้ว”

    ราเชนเอ่ยเตือน ทั้งสองเลยไปที่เวทีประลองของสำนักเมฆาขาวกันทันที

    พอไปถึง ก็พบว่า ชวีเหมากับพวกหลายคน มายืนรอชวีหมิงอยู่ก่อนแล้ว โดยมันมายืนอยู่พร้อมกับ ชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง

    “ ชวีเหมา ศิษย์พี่ถังซิ่ว” ชวีหมิงเอ่ยออกมาอย่างตกใจ ทำให้ราเชนรู้เลยว่า ชายหนุ่มหล่อเข้ม สวมชุดนักพรตสีขาว ยืนมองดูด้วยสายตาดูถูกดูแคลน ชวีหมิง

    “ ชวีหมิง วันนี้ เจ้าได้ตายแน่ บังอาจกล้าท้าสู้ศิษย์พี่ของข้า”

    “ ข้าไม่ได้ท้าสู้ แต่มือมันดันจับสลากไปเอง”

    “ หากไม่อยากตาย ก็ยอมแพ้ แล้วไสหัวไปซะ ข้าไม่อยากเสียเวลากับเจ้า”

    ถังซิ่วเอ่ยเสียงเข้ม ชวีหมิงเองได้แต่ก้มหน้างุดๆ ไม่พูดอะไรออกมา

    “ ไอ้ลูกสำส่อน ยังไม่ไสหัวไปอีก” ชวีเหมาตะคอกออกมา

    “ ช้า…ข้าไม่ไป ข้า…จะ …สู้” ชวีหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นกลัว

    “ ศิษย์พี่ถัง หากท่านสังหารมันได้ ข้าจะมอบทองคำให้กับท่าน 1 ล้านเหรียญ”

    ชวีเหมาเอ่ยให้กระซิบกับถังซิ่ว เบาๆ  ซึ่งมันก็พยักหน้ารับ  ราเชนก็ได้ยินอย่างชัดเจน ในใจก็ได้แต่ส่ายหัว เรื่องแค่นี้คิดจะฆ่ากันให้ตายเลยรึ?

    มันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว

    “ ในเมื่อเจ้ารนหาที่ ข้าก็จะไม่อ่อนข้อให้เป็นอันขาด” ถังซิ่วเอ่ยอย่างเหี้ยมเกรียม

    ส่วนชวีเหมาเห็นราเชนยืนนิ่งอยู่ ก็เลยกล่าวออกมาอย่างมั่นใจว่า

    “ ถูเฟย เจ้าคงช่วยฝึกเจ้าชวีหมิง มาเป็นอย่างดีละซิ  กล้าเดิมพันกับข้าไหมล่ะ”

    “ ยังไง”

    ราเชนเลิกคิ้วถาม

    “ 2 ล้านเหรียญทอง หากชวีหมิงชนะข้าจะจ่ายให้กับเจ้า แต่หากมันแพ้ เจ้าจ่ายข้าแค่ 1 ล้านเหรียญทองก็พอ”

    สองต่อหนึ่ง แสดงว่ามันคิดว่าจะเอาเงินของราเชน เพื่อไปจ่ายให้กับ ถังซิ่ว คงมั่นใจมากซินะ ราเชนยิ้มให้ แล้วเอ่ยว่า

    “ น้อยไป ข้าไม่สนใจ”

    “ เฮ้ แล้วเจ้าต้องการเดิมพันเท่าไรเล่า?”

    “ 20 ล้านเหรียญทอง” ราเชนเอ่ยออกไป

    “ ได้ หากชวีหมิงชนะ ข้าจะให้เจ้า 40 ล้านเหรียญทอง”

    “ ดีถ้าเช่นนั้น พวกเราทำหนังสือสัญญา ต่อหน้าท่านนักพรตหลู่”

    คราวนี้ทั้งสองทำสัญญาเดิมพันกันโดยมีนักพรตหลู่เป็นพยาน โดยราเชนวางถุงเงิน 20 ล้านเหรียญวางเอาไว้ ต่อหน้าทุกๆ คน แต่ชวีเหมานั้นกลับบอกว่า

    “ ข้าไม่ได้พกทองคำติดตัวมากขนาดนั้น แต่หากเจ้าชนะข้าจะกลับไปเอาเงินที่ตระกูลมาให้ ข้าไม่บิดพริ้วอย่างแน่นอน มีสัญญาฉบับนี้อยู่แล้วนี่”

    ราเชนยิ้มให้แล้วกล่าวว่า

    “ แล้วแต่เจ้า”

    “ ศิษย์พี่ มันไม่มากไปหน่อยรึ? หากข้าแพ้เล่า ข้าเสียดาย..” ชวีหมิงเอ่ยอย่างเสียดาย ราเชนได้แต่ตบไหล่ไม่ให้ชวีหมิงต้องเป็นกังวล

    “ ทำตามที่ข้าบอกเอาไว้ ได้เวลาแล้ว”

    เสียงระฆังดังขึ้น ชวีหมิงหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วก้าวขึ้นบนเวที อย่างช้าๆ แล้วท่องคาถาหัวใจพยัคฆ์จนครบสามรอบ แล้วกระทืบเท้าสามครั้ง มีแสงสว่างวาบขึ้นมาในตัวของ ชวีหมิง 

    มีเพียงไม่กี่คนที่จะรับรู้ถึงกับปลุกพลังเสือ 11 ตัวของชวีหมิง ถังซิ่วที่ยืนอยู่บนเวที ถึงกับขมวดคิ้วสงสัย แต่พอทั้งสองประชันหน้ากัน 

    นักพรตหลู่ก็ประกาศกติกาให้ทั้งสองทราบ โดยที่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวยอมแพ้อีกฝ่ายก็จะหยุดการต่อสู้และจะชนะไป หรือใครยืนอยู่บนเวทีเป็นคนสุดท้ายก็จะเป็นฝ่ายชนะไปในทันทีเช่นกัน

    “ เริ่มต่อสู้ได้”

    เสียงนักพรตหลู่ประกาศ เสียงกองเชียร์ทั้งสองฝ่าย ต่างโห่ร้องกันอย่างสนุกสนาน แต่ส่วนใหญ่จะมีแต่ฝ่ายของศิษย์พี่ถังซิ่วเสียมากกว่า ชวีเหมากับพวกนั้นส่งเสียงเชียร์ออกมาดังกว่าใคร ยิ่งเห็น ถังซิ่วระเบิดพลังปราณยุทธ์ขั้นราชันระดับกลางออกมา  ทำเอาทุกๆ คนถึงกับโห่ร้องกันเสียงดังขึ้นไปอีก

    พลังของถังซิ่วที่ปลดปล่อยออกมา พอเข้าปะทะกับพลังเสือ 11 ตัว ก็สูญสลายหายไปในทันที  ชวีหมิงนั้นรู้สึกดียิ่ง จึงพุ่งกระโจนออกไปราวกับเสือตะปบเหยื่อ เงาเสือโคร่ง ทั้งสิบเอ็ดตัว อยู่เบื้องหลังของมัน คนที่มองเห็นต่างแตกตื่นตกใจกันอย่างยิ่ง

    “ ไม่เลวนี่ ข้าไม่ออมมือแล้วนะ” ถังซิ่วยกแขนทั้งสองข้างในท่ากระเรียนสยายปีกมีเงากระเรียนขาวตัวใหญ่ อยู่เบื้องหลัง ภาพของทั้งสองเข้าปะทะกัน เป็นไปอย่างรวดเร็ว ว่องไว ไม่ใครได้เปรียบเสียเปรียบ ทั้งๆ ที่พลังพื้นฐานของทั้งสองนั้นแตกต่างกันมาก แต่พลังเสือ11 ตัวก็ ที่ชวีหมิงใช้นั้นก็ร้ายกาจ สามารถตะปบเข้าลำตัวของ ถังซิ่ว จนเสื้อขาดเป็นรอยแนวยาว แต่ถังซิ่ว ก็ใช้หมัดกระเรียนจิกเข้าหน้าอกของ ชวีหมิงจนเสื้อขาดกระเด็นออกมา 

    ชวีหมิงมองอกของตนแล้วรู้สึกดียิ่ง พลังเกราะเพชรนั้นเริ่มทำงาน หมัดกระเรียนไม่อาจทำอะไรเขาได้

    “ มีพลังยันต์ป้องกันรึ?” ถังซิ่วเอ่ยอย่างแปลกใจ แต่แล้วถังซิ่วก็สะบัดมือออกมา พร้อมกับมีพัดโลหะ ปรากฏขึ้นในมือ แล้วพอสะบัดออก มีมีดสั้นเล่มเล็กๆ พุ่งออกมาเป็นสาย เข้าใส่ร่างของชวีหมิงเต็มๆ

    ฉึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!

    มีดสั้นเล่มเล็กๆ ราวกับใบไม้ พุ่งใส่ร่างของชวีหมิงแต่ทว่า ไม่อาจระคายผิว ชวีหมิงได้แต่ถอยหลังไปหลายก้าวเท่านั้น

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยันต์เกราะเพชรของศิษย์พี่โคตรเจ๋งเลย มาเลย ข้าไม่กลัวเจ้าอีกต่อไปแล้ว” ชวีหมิงตบยันต์ล่องหนเข้าที่หน้าอกของตน แล้วกลั้นหายใจ ร่างของเขาก็หายวับไป อยู่ด้านหลังของ ถังซิ่ว แล้วฟาดฝ่ามือ พยัคฆ์ เข้ากลางหลังถังซิ่ว จนปลิวไปติดเวที่อีกมุม  จากนั้นชวีหมิง ก็ยำใยใส่ถังซิ่ว จนศิษย์ที่เข้ามาชม ถึงกับอ้าปากตาค้าง ไม่คิดว่าชวีหมิงจะเก่งกาจเช่นนี้

    “ บัดซบเอ้ย ทำไมมันถึงได้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างนี้วะ” ชวีเหมาเอ่ยอย่างไม่พอใจ แล้วหันไปมองที่ราเชนที่ยังคงยิ้มอย่างพอใจที่ชวีหมิงสามารถสู้กับถังซิ่วได้อย่างไม่กลัวเกรง

    แต่ทันใดนั้นเอง ถังซิ่วก็สะบัดมือออกมีผงสีขาวพุ่งออกจากฝ่ามือกระทบกับใบหน้าของ ชวีหมิง จนไม่อาจลืมตาได้ จากนั้นถังซิ่ว ก็ซัดหมัดเข่า ศอกประเคนใส่ร่างของชวีหมิง จนกลิ้งไปมา ราวกับขนุน หลายคนต่างก็โห่ อย่างไม่พอใจที่ถังซิ่วใช้ผงพิษทำร้าย คู่ต่อสู้เช่นนี้ แต่ก็ถูก นักพรตลู่ประกาศออกมาว่า

    “ กติกาไม่ได้กำหนดเอาไว้ ดังนั้นถังซิ่วไม่ผิด”

    ทุกๆ คนเลยเงียบเสียงลง คราวนี้แม้นชวีหมิงจะใช้ยันต์ล่องหน แต่ผงสีขาวยังคงติดใบหน้าของเขา ทำให้หลีกหนีไม่พ้น เพราะดวงตายังคงไม่อาจมองเห็น จึงถูกซ้อมอยู่ฝ่ายเดียว แม้นจะมียันต์เกราะเพชรคอยปกป้อง แต่ตอนนี้ถูก ถังซิ่ว เรียกอาวุธไม้กระบองออกมา ฟาดใส่ร่างของ ชวีหมิงจนภายในบอบช้ำไปทั่ว สุดท้ายใช้ท่าไม้ตาย กระโดดเข้ากอดร่างของถังซิ่ว แล้วกัดไปที่หูของมันทันที

    “ ไอ้บ้า นี่แกเป็นหมาหรือไงวะ” ถังซิ่วบีบปลายคางของ ชวีหมิงจนอ้าปากออกมา แล้วเตะเข้าไปที่กลางหว่างขาของชวีหมิง

    พลั่ก !!

    ชวีหมิงถึงกับหน้าเขียว ลงไปคุกเข่ากับพื้น ก่อนที่จะใช้มือจิกหัวของชวีหมิง แล้วจ้องตา ใช้พลังเนตรสวรรค์ควบคุมจิตใจของชวีหมิง เพื่อให้ยอมสยบ แต่ชวีหมิงไม่สามารถลืมตาได้ เลยไม่ได้ถูกสะกด จึงโผเข้าไปสวมกอดถังซิ่วจนแน่น คราวนี้ลำตัวของชวีหมิง ทั้งสองกลิ้งไปมากับพื้น 

    “ ไอ้บ้า ปล่อยข้านะเว้ย” ถังซิ่วทั้งตบทั้งหยิกข่วน แต่ชวีหมิงหาได้สนใจไม่ นำยันต์เพลิงออกมาแปะตามตัวของ ถังซิ่วจนเต็มไปหมด

    “ เรามาแลกชีวิตกันเถอะ ทำลาย”

    ชวีหมิงตะโกนออกไป ยันต์เพลิงลุกไหม้ร่างของตัวเอง แล้วลามไปที่ร่างของถังซิ่วด้วย ถังซิ่วตกใจยิ่งนักพยายามจะผลักร่างของชวีหมิงให้ออกไปจากตัว เพื่อให้รอดพ้นจากเปลวเพลิง

    “ ไอ้บ้า นี่แกอยากตายก็ตายไปคนเดียว ข้ายังไม่อยากตายเว้ย”

    แล้วในสุด ถังซิ่วก็ถีบร่างของชวีหมิงจนถอยออกไป แต่ชวีหมิงตอนนี้ร่างลุกไหม้ไปทั้งตัว ไฟที่เผาทำลายผงสีขาวที่ทำให้ตามองไม่เห็น ตอนนี้เขามองเห็นถังซิ่วแล้ว กลับพุ่งตัวเข้าไปกอด ถังซิ่วอีกครั้ง แต่ถังซิ่วก็ไม่กลัวถีบเข้าไปที่ร่างของชวีหมิงเพื่อไม่ให้เข้าใกล้ แต่ถูกชวีหมิงจับขาเอาไว้จนได้ ตอนนี้ถังซิ่วเริ่มมีเปลวเพลิงลุกไหม้บางส่วน  จึงพยายามสลัดตัวออกมา เวทีก็เริ่มมีเปลวไฟเต็มไปหมด

    ถังซิ่วเลยจำใจกระโดดลงจากเวที  ลูกน้องเข้ามาช่วยกับดับไฟ แต่ก็ทำให้เสื้อผ้าของมันขาดวิ่น มีบาดแผลไฟไหม้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความหล่อหายไป     สภาพตอนนี้ราวกับขอทานคนหนึ่ง

    ส่วนชวีหมิงนั้นยังคงยืนยิ้ม ท่ามกลางเปลวไฟบนเวที เพราะเปลวไฟไม่อาจทำอะไรเขาได้ เพราะยันต์เกราะเพชรปกป้องเขาอยู่ ราเชนสะบัดมือออกไปเบาๆ ไฟบนเวทีและที่ท่วมร่างของชวีหมิงก็ดับลง เหลือแต่ร่างที่ดำเป็นถ่านยืนโทงเทง เปล่าเปลือย มองไปบนท้องฟ้า น้ำตาไหลพรากอยู่บนเวที 

    “  ข้า...ชนะ....แล้ว ท่านแม่”.................

    คล้ายกับเรื่องมหาศึกห้าแผ่นดิน ที่คุณอ่าน