“ ผู้กองหยางเทียน ผมอาจจะมีตำแหน่งต่ำกว่า แต่ผมก็มีสิทธิ์ขอท้าสู้กับคุณ ในฐานะพี่ชายของเฟยเหยียนเรามาประลองกันสักยก ดูว่าคุณมีสมบัติที่จะดูแลน้องสาวของผมหรือไม่”
“ พี่ใหญ่ อย่าทำแบบนี้เลย”
“ ไม่เป็นไร หากเขาไม่ได้ลองต่อสู้ ต่อไปเขาคงนอนไม่หลับแน่”
“ แต่พี่ใหญ่เป็นนักเทควันโดทีมชาติเลยนะ”
หยางเทียนแตะมือเฟยหยานเอาไว้ คล้ายบอกว่า ไม่ต้องห่วง แล้ว ลุกขึ้นยืนตาม จี้เฉียนฟงไปที่ลานสนามหญ้าหน้าบ้าน
ทั้งสองเผชิญหน้ากัน โดยมีคนเข้ามามุงดูกันแทบทั้งหมด คนสะใจที่สุดก็คงเป็นหมอฉี ที่เป็นเสี้ยมให้ทั้งสองปะทะกันได้ ส่วนเพื่อนรุ่นเดียวกัน บางคนก็ต่างเชียร์ จี้เฉียนฟง ไม่ชอบหยางเทียนเพราะไม่อยากให้เพื่อนได้ดีกว่าตน
ส่วนพ่อกับแม่เฟยหยาน ก็ไม่ได้ห้าม เพราะมั่นใจว่า จี้เฉียนฟง ชนะแน่พราะมีดีกรีเทควันโดทีมชาติ มีแต่เฟยหยานแต่ตื่นเต้นและสับสน กลัวว่าหยางเทียน จะโดนพี่ใหญ่เล่นงาน
“ เรามาเริ่มกันเถอะ”
“ เชิญ”
จี้เฉียนฟง ยกมือตั้งท่าการ์ด เทควันโด หยางเทียนก็ตั้งท่าการ์ด แบบมวยไทยสากล จี้เฉียนฟง เริ่มรุกไล่ด้วยท่าเตะ ขาล่าง กลางลำตัว และก้านคอ 3 ฝ่าเท้าใส่ไปอย่างรวดเร็ว หยางเทียนใช้หน้าแข้ง และข้อแขนตั้งรับ อย่างเรียบง่าย
แล้วจี้เฉียนฟง ก็เริ่ม หมุนตัวตวัดเตะ ใส่ทั้งเบคคิ๊ก ไซด์คิก สลับกัน หลายเซ็ต แต่หยางเทียนก็ใช้มือปัดออกไปได้ อย่างง่ายดาย จนกระทั่ง จี้เฉียนฟงเข้าประชิด
แล้วฟันศอกตีเข่า ใส่หยางเทียน จนหยางเทียนคิดว่า นี่คือ การต่อสู้เทควันโดที่ไม่ได้ใช้แข่งขัน แต่เป็นการเริ่มจู่โจมท่าต้องห้ามของเทควันโด แต่หยางเทียนก็ปัดป้องได้ทุกท่า จนจี้เฉียนฟง เริ่มใช้ ท่าต้องห้ามที่รุนแรงมากขึ้น โดยเริ่มจากใช้หมัดและฝ่ามือ จู่โจมใกล้ตำแหน่งจุดตาย เช่น คอหอย ลำคอ ลิ้นปี่ ใต้ท้องน้อย
ซึ่งจะทำให้หยางเทียนต้องบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงตาย หยางเทียนจับฝ่ามือที่แทงเข้ามาที่ลำคอ แล้วปล่อยหมัดออกไปที่จุดที่หน้าอกเหนือหัวใจ ซึ่งเป็นจุดที่เส้นประสาทสั่งการเคลื่อนไหว ร่างกายทั้งหมด เกิดกระทบกระเทือน ทำให้ จี้เฉียนฟง ถึงกับหยุดกึก ยืนนิ่ง แล้วหงายหลังลงไปนอนหลับอย่างกระทันหัน
ทุกคนได้แต่ยืนนิ่ง จนเฟยหยานรีบออกมาดูอาการจี้เฉียนฟง
“ พี่ใหญ่”
“ เขาไม่เป็นไร พักสักสองนาทีก็ฟื้น” หยางเทียนกระซิบบอกเฟยหยานเบาๆ พ่อกับแม่ ต่างลุกเข้ามาดูอาการจี้เฉียนฟงด้วยความเป็นห่วง
เด็กรับใช้พากันแบกร่างที่หมดสติของจี้เฉียนฟง เข้าไปพักในตัวบ้าน
โดยที่ทุกคนก็เดินเข้ามาเฝ้าดูอาการห่างๆ เฟยหยานเอา แอมโมเนียมาให้พี่ชายดม แต่ก็ยังไม่ยอมตื่นขึ้นมา หมอฉีก็ใช้วิธีหนวดแบบจีน ตรงใต้จมูก และ หลังฝ่ามือ แต่ร่างกายยังคงเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ คือชกลมไป มาอยู่อย่างนั้น เฟยหยานน้ำตาไหล กลัวว่าพี่ชายจะเป็นอะไรมาก
“ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้” พ่อเฟยหยานเอ่ยถามหยางเทียนด้วยความสงสัย
“ เขามีหัวใจนักสู้ แม้ว่าร่างกายเขาจะไม่สามารถสู้ได้แล้ว แต่เขายังออกหมัดได้ตามสัญชาตญาณ ไม่เกิน1 นาทีเขาก็เป็นปกติครับ” หยางเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ เธอไม่ใช่หมอ จะรู้ได้อย่างไร”
“ เพราะผมก็มีสัญชาตญาณเหมือนเขา”
แล้วไม่ถึง 1 นาที จี้เฉียนฟง ก็ลืมตาได้ แต่ยังคงตาลอย มองเห็นหมอฉีเป็นหยางเทียน เลยถีบเข้าที่หน้าอก แล้ว เข้ากระโดดตามไปปล่อยพายุหมัด ที่ใบหน้าของ หมอฉี จนบวมเป่งไปหมด จากนั้นผู้คนก็รีบเข้ามาห้ามกันวุ่นวาย จนจี้เฉียนฟงได้สติกลับมา แต่ หมอฉี ก็นอนสลบไปแล้ว
“ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
จี้เฉียนฟงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะมีผู้คนเข้ามารุมล้อมเขาเต็มไปหมด
“ เอ้า นั่นหมอฉี ใครมันกล้าทำเพื่อนผมเช่นนี้”
ทุกๆคน ได้แต่ส่ายหัว จนเฟยหยานต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
“ เฟยหยานช่วยทำแผลให้หมอฉีหน่อยเถอะ” จี้เฉียนฟงเห็นร่างที่สลบไสลของเพื่อนแล้ว ก็เอ่ยเสียงเบาๆ
“ พาไปโรงพยาบาลเลยดีกว่า ปฐมพยาบาลไปก็คงไม่ได้ช่วยอะไร” หยางเทียนเอ่ยแทน เด็กรับใช้จึงพาขึ้นรถไปส่งโรงพยาบาลทันที
งานเลี้ยงวันเกิดก็กลับมาเป็นปกติ แต่เพื่อนๆ กับ พี่จี้เฉียนฟง กลับไม่เป็นปกติแล้ว หยางเทียนเลยขอลากลับ โดยมี เฟยหยานไปส่งที่รถ
“ ขอโทษนะ ที่ทำให้ไม่สบายใจ”
“ ไม่จำเป็นต้องขอโทษเลย สนุกดีออก”
“ นี่เธออัดพี่ชายฉัน จนสติหลุด คิดว่าเป็นเรื่องสนุกรึ?”
หยางเทียนหัวเราะไม่ตอบคำถาม จนเดินมาถึงที่รถ
“ ไปนะ”
“อืม”
หยางเทียนกล่าวลาแล้ว ขับรถพุ่งออกไปจนหายลับตา
ระหว่างกลับบ้าน หยางเทียนต้องชลอความเร็วของรถ เพราะสัมผัสถึงความผิดปกติบางอย่าง โครม !! มีร่างของเด็กน้อย ร่วงหล่นจากสะพานลอย มาที่กระจกหน้ารถหยางเทียน จนต้องจอดข้างทาง กว่าจะจอดได้ก็เลยสะพานลอยไปหลายร้อยเมตร มองไปบนสะพานลอยเห็นเงาตะคุ่ม สามสี่คน ลงจากสะพานลอยแล้วขึ้นรถตู้หนีไป หยางเทียนหันมามองเด็กชายที่อยู่หน้ากระจก ทำกำลังหายใจรวยริน
เลยเข้าไปอุ้มมาไว้ที่เบาะหน้า พบว่าเป็นเด็กน้อยอายุประมาณ5ขวบ ขาขาดทั้งสองข้าง ดวงตาแทบปิดสนิทใบหน้าบวมปูด ร่างกายมีบาดแผลถูกทำร้าย แถมตกจากที่สูง ถูกกระจกบาดเลือดไหล หยางเทียนรีบใช้ อุปกรณ์ ห้ามเลือดแล้ว รีบพาไปส่งโรงพยาบาลหัวเฉียวทันที เด็กชายยังไม่ตาย แต่ก็พยายามเปล่งเสียงออกมาอย่างทรมานว่า ช่วยติงติงด้วย ช่วยติงติงด้วย
หยางเทียนได้เหยียบอย่างเร็วจนมาถึงโรงพยาบาล แล้วพาอุ้มเด็กน้อยเข้าห้อง ฉุกเฉิน หยางเทียนรออยู่หน้าห้อง มีพยาบาลมาถามประวัติกับหยางเทียน
แต่ว่าหยางเทียนไม่รู้สักอย่าง แต่บอกไปว่า จะรับผิดชอบเรื่อง คชจ. ทั้งหมดเอง
พยาบาลจึงกลับไป แล้วหมอก็เดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน
“ อาการเบื้องต้น เด็กมีอาการบอบช้ำภายใน ตับฉีก ดูจากบาดแผลภายนอก แสดงว่าต้องถูกซ้อมมาหย่า่งหนัก ซี่โครงหักสามซีก ที่หัวมีรอยกระแทก ตอนนี้มีอาการบวม คาดว่ามีเลือดออกในสมอง ตอนนี้ได้แต่ล้างแผล เย็บแผลที่ถูกกระจกบาดก่อน หลังจากแอกซเรย์คอมพิวเตอร์แล้วค่อยหาวิธีรักษาต่อไป เคสนี้ อาจมีค่าใช้จ่ายสูงมากเลยนะครับ”
“ รักษาให้ดีที่สุด เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา”
หยางเทียน มองภาพเด็กน้อยขาพิการ ตาบวมปิดทั้งสองข้าง แล้วรู้สึกอัดอั้นในใจสุดที่จะทน ไม่รู้คนชั่วช้าประเภทไหน มันช่างทำกับเด็กน้อยขนาดนี้ได้ ดูจากบาดแผลที่ขา เหมือนกับว่า ถูกตัดออกด้วยของมีคม หาใช่เป็นมาแต่เกิดไม่
รถเข็นร่างเด็กน้อย พาเข้าไปในห้องแอกซเรย์ คอมพิวเตอร์ที่อยู่อีกชั้น หยางเทียนนั่งรอ อยู่ที่หน้าห้องหลับตาทำสมาธิ เพื่อระงับจิตใจที่เริ่มฟุ้งซ่าน ด้วยความโกรธแค้น คนที่กระทำเรื่องชั่วเช่นนี้
ระยะเวลาผ่านไปสักพัก หยางเทียนก็พบว่ามีสายใยประหลาด ค่อยเคลื่อนตัวเข้ามาเข้าสู่จิตของหยางเทียน ทำให้ เกิดจิตนิมิต เกิดภาพขึ้นมา ในภาพเห็นเด็กน้อยคนนี้ก่อนที่จะถูกตัดขา ถูกขโมยมาจากโรงพยาบาล แล้ว ในห่อผ้านั้นกลับมีเด็กอีกคนหนึ่ง ซึ่งเด็กทั้งสองเป็นฝาแฝดกัน ทั้งสองถูกส่งมาที่ บ้านชานเมืองแห่งหนึ่งมีป้ายว่า บ้านแห่งความรัก ซึ่งสภาพแวดล้อมโดยรอบ เป็นทุ่งนา เสียเป็นส่วนใหญ่ ในตัวบ้าน มีการสร้างคล้ายสถานรับเลี้ยงเด็ก ในนั้นมีเด็กเล็กๆ มากมาย โดยถูกแบ่งเป็นหลายระดับ เช่น ถ้าร่างกายแข็งแรงหน้าตาดี ก็จะถูกส่งไปขายให้พวกเศรษฐีมีเงิน
บางคนก็ถูกส่งเข้าไปที่โรงเชือดเพื่อผ่าตัดอวัยวะ ไปขายให้กับ ลูกค้าที่สนใจ
ส่วนสุดท้าย พวกที่ไม่มีใครสนใจ คือ ร่างกายผิวพรรณไม่สวยงาม หรือร่างกายอ่อนแอ จะถูกตัดอวัยวะ แล้วส่งไปเป็นขอทาน ส่วนเด็กแฝดคู่นี้ เด็กชาย ถูกตั้งชื่อว่า ตงตง แฝดน้องสาว ชื่อว่า ติงติง ทั้งสองถูกเลี้ยงมาคล้ายกับเด็กในห้องทดลอง ไม่เคยเห็นเดือนเห็นตะวัน จนเด็กอายุได้สองขวบ
ตงตง เกิดเป็นโปลิโอ ทั้งสองข้าง จึงถูกคนร้ายเหล่านี้ ตัดขาทิ้งแล้ว ส่งไป ทำหน้าที่ขอทาน บนสะพานลอย โดยมีติงติง นั่งอยู่ด้านข้างเดินเตาะเตะขอทานไปด้วย ทั้งหมดใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกเกือบสองปีย้ายสถานที่ไปเรื่อยๆ จนมาล่าสุดวันนี้ ทั้งสองก็มาขอทานที่สะพานลอยที่เกิดเหตุ
“ พี่ตงตง ติงติงหิวข้าวแล้ว” วันนี้เวลาบ่ายสองเข้าไปแล้ว พวกคนที่พามาส่ง ยังไม่นำอาหารมาให้เลย
“ อดทดหน่อยนะ อีกไม่นานพวกเขาก็จะเอามาให้แล้ว”
“ จ๊ะ” ติงติงหิวข้าว จนต้องล้มตัวไปนอนตัวงอหนุนตักของตงตงเพื่อไม่ให้หิวมากไปกว่านี้ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ไม่มีอะไรมาบังแดดให้เลย
สักพัก ก็มีคนมาส่งอาหาร โดยโยนซาละเปาให้สองลูก กับน้ำขวดเล็กอีก 1 ขวดแล้วพวกมันก็ไป ติงติง หยิบซาละเปากินรวดเดียวจนหมด ตงตงเห็นว่าน้องสาวหิวมาก เลยแบ่งส่วนของตนให้ไปอีกครึ่งหนึ่ง ติงติง ด้วยความเป็นเด็กไร้เดียงสาก็กินไปทันที แล้วดื่มน้ำที่มีอยู่ขวดเดียว เกือบหมด
“ ติงติง เกือบกินหมดเสียแล้ว”
“ ไม่เป็นไร พี่ยังไม่หิว”
ตงตงกับติงติง นั่งอยู่บนสะพานลอยจนมืดค่ำ แล้วก็มีพวกคนร้ายก็ขึ้นมา คราวนี้พวกมันมากันสองกลุ่ม แล้ว ก็ถ่ายวีดีโอรูปของ ติงติง ส่งไปให้ใครบางคนดู
“ โอเคไหมครับ”
“ ได้ ครับ ผมจะพาไปเดี๋ยวนี้”
ตงตง เห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะคนที่จะพาติงติงไปนั้น ไม่ใช่คนกลุ่มเดิมที่เคยรู้จัก ก็เลยเข้ามากอดติงติงเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ อย่าพาติงติงไปไหนนะ”
เพี๊ยะ ! ตงตง ถูกคนที่พามาตบจนหน้าหัน ใบหน้าซีกซ้ายบวมปูดขึ้นมาทันที
“ ปล่อยซะ เจ้านายกูพอใจน้องมึง ก็ถือเป็นโชคดีของมันแล้ว”
“ ไม่นะ ติงติงไม่ไป พี่ตงตงช่วยด้วย” ติงติงก็กอดตงตงแน่นน้ำตาไหลพราก
“ อีนี่ ไม่รักดี” พวกมันจะตบติงติงด้วย แต่มีคนห้ามเอาไว้ กลัวว่าสิ่งของจะเสียหาย
จึงหันไปใช้เท้ากระทืบไปที่ใบหน้าของ ตงตง จนหงายท้องไปกับพื้น แล้วเหยียบซี่โครงจนหัก ตงตงแค่เด็กน้อยวัยไม่ถึงห้าขวบ แถมยังขาพิการ กลับไม่ปริปากร้องเจ็บสักคำ ได้แต่กัดฟัน กอดติงติงเอาไว้ ไม่ยอมปล่อย
จนมีหมัดเข้ามาใส่กกหูอีกด้าน จนสติของตงตง เริ่มจะหมดลง เลยคลายมือออก
จนทำให้พวมันกระชากตัว ติงติงไปจนได้
ตงตงแม้สติจะยังไม่ครบเต็มร้อย แต่ก็ยังได้ยินเสียง ติงติงร้องไห้ ก็ขยับตัวจับขาของคนที่จับติงติงไว้แน่น แม้นถูกกระทืบไปอีกหลายทีก็ไม่ปล่อย แต่ก็ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย กัดที่น่องของมันจนเต็มที่ อ๊ากกกกก !!
“ไอ้บ้าเอ้ย” มันเตะร่างน้อยๆ ของตงตง เต็มแรง จนเนื้อน่องหลุดคาปากตงตงไป แต่ว่า ร่างตงตง ก็ลอยลิ่ว ร่วงลงสู่ใต้สะพานลอย แล้วรถของหยางเทียนก็ขับมาพอดี โครม !! หยางเทียนลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วกำหมัดแน่น
“ ไอ้พวกนรกส่งมาเกิด ฉันจะส่งพวกแกลงขุมนรกที่ลึกที่สุดให้จงได้”......