ท่ามกลางความเงียบงันหลังจากการประกาศสถานะคู่บำเพ็ญที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยุทธภพ รัศมีพลังของ **ฉางเสวี่ย** และ **ประมุขหวงฝู่** ยังคงหมุนวนสอดประสานกันดุจมังกรและหงส์ที่เริงระบำอยู่เหนือสวรรค์ชั้นฟ้า แสงสีทองและชมพูที่เปล่งออกมาจากร่างกายทั้งคู่ไม่เพียงแต่แสดงถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการผสานรวมที่สมบูรณ์แบบระหว่างหยินและหยาง
**ชิงเฟิง** ที่บัดนี้สภาพร่างกายทรุดโทรมจากการกระอักเลือดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำได้เพียงกึ่งนั่งกึ่งหมอบอยู่เบื้องล่าง แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังขณะมองดูสตรีที่ตนเชิดชูยืนเคียงข้างชายที่เขาตราหน้าว่าเป็นจอมโฉด ใบหน้าซีดเผือดของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ลึกซึ้ง ดวงตาที่เคยเปล่งประกายด้วยความหวังบัดนี้กลับมืดมนดุจหลุมลึกไร้ก้น
"ไม่... ไม่ใช่แบบนี้..." เขาครางเสียงแหบพร่าขณะที่พยายามลุกขึ้นยืน แต่ร่างกายที่อ่อนแอทำให้เขาโซเซไปมา "เสวี่ยเอ๋อร์... ท่านไม่ใช่คนแบบนี้... ท่านคือเทพธิดาหิมะผู้บริสุทธิ์... ท่านไม่อาจตกต่ำลงไปเป็นเครื่องมือของชายโฉดผู้นี้ได้..."
เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความเจ็บปวดและความไม่เชื่อ ความทรงจำเก่าๆ เกี่ยวกับฉางเสวี่ยที่เขาเคยรู้จัก นางเอกผู้เยือกเย็นแต่สูงส่ง ผู้ที่เขาแอบหลงรักมาตลอดหลายสิบปี บัดนี้กลับกลายเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเร้าใจ ยืนเคียงข้างชายที่เขาเกลียดชังด้วยความภาคภูมิใจ
หวงฝู่ปรายตามองตัวประกอบที่ไร้ค่าเบื้องล่างด้วยสายตาเฉยเมย ริมฝีปากเผยรอยยิ้มเย็นชาที่แฝงไปด้วยการดูถูก สำหรับเขาแล้ว ชิงเฟิงเป็นเพียงมดปลวกที่ไม่คู่ควรแม้แต่จะได้รับการสนใจ ก่อนจะหันมาสบตากับฉางเสวี่ย แววตาของเขาที่เคยดุดันและแข็งกร้าวกลับฉายแววความโหยหาลึกซึ้งที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
มือหนาโอบกระชับเอวคอดกิ่วของนางเอกเข้าหาตัว ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาส่งผ่านไปยังนางผ่านผ้าไหมบางเบา ทำให้นางรู้สึกถึงความมั่นคงและความแข็งแกร่งที่เขามอบให้ พร้อมกับเริ่มเปิดเผยความจริงที่ซ่อนเร้นมานานกว่าสองศตวรรษ
"เสวี่ยเอ๋อร์..." หวงฝู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำแต่กังวาน เสียงของเขาแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนทำให้อากาศรอบๆ สั่นไหว "เจ้าอาจคิดว่าข้าคือโจรปล้นชิงที่เข้ามายึดครองสำนักของเจ้าด้วยตัณหา แต่ความจริงแล้ว ข้ามาที่นี่เพื่อ 'ทวงสัญญา' ที่ไม่มีใครเคยบอกเจ้า"
ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความเจ็บปวดที่ถูกฝังลึกมานาน ความทรงจำที่เขาเก็บกดไว้ในใจเป็นเวลานานเริ่มผุดขึ้นมาเหมือนคลื่นที่ซัดฝั่ง ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้เผยให้เห็นความอ่อนแอที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็น
ฉางเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย พลังในกายของนางสั่นไหวตามอารมณ์ที่สงสัย แสงสีชมพูรอบร่างกายของนางริบหรี่ลงเล็กน้อย "ทวงสัญญา? ข้าไม่เคยรู้จักท่านก่อนหน้าที่จะเข้าด่านกักตน ข้าไม่เคยให้สัญญาใดๆ กับท่าน"
เสียงของนางเต็มไปด้วยความสับสน แต่ก็มีความอยากรู้อยากเห็นแฝงอยู่ นางรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งที่สำคัญซ่อนอยู่ในคำพูดของเขา บางสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของนางเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง
"นั่นเพราะพวกอาจารย์เฒ่าคร่ำครึของเจ้ากีดกันข้า" หวงฝู่แค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและความโกรธแค้นที่สะสมมานาน "เมื่อ 200 ปีก่อน ตอนที่สำนักเหมันต์เร้นลับตกต่ำถึงขีดสุด ถูกศัตรูรุกรานจนแทบสูญพันธุ์ ข้าในนามเจ้าสำนักหยินหยางได้เดินทางมาช่วยเหลือและยึดครองสำนักนี้ไว้ พร้อมกับสู่ขอเจ้าด้วยความสัตย์จริง"
เขาหยุดพักเล็กน้อย ดวงตามองไปยังท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอก เหมือนกำลังย้อนกลับไปยังวันเวลาที่ผ่านมา "ข้าตกหลุมรักความเด็ดเดี่ยวและพลังอันบริสุทธิ์ของเจ้าตั้งแต่แรกเห็น ตอนที่เจ้ายืนอยู่ท่ามกลางสายลมหิมะ ร่างกายเรียวงามในชุดขาวบริสุทธิ์ ดวงตาที่เปล่งประกายด้วยความมั่นใจและความแข็งแกร่ง... ข้าไม่เคยเห็นผู้หญิงคนใดที่งดงามและทรงพลังเช่นเจ้า"
เสียงของหวงฝู่อ่อนลงเล็กน้อย เต็มไปด้วยความโหยหาและความเจ็บปวด "แต่ในตอนนั้นข้ายังถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงวิชามารที่น่ารังเกียจ เหล่าอาจารย์ของเจ้าไม่เพียงแต่ปฏิเสธการสู่ขอ แต่ยังปิดบังข่าวนี้จากเจ้า และบังคับให้เจ้าเข้าด่านกักตนทันทีเพื่อตัดขาดจากข้า"
ฉางเสวี่ยรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนในใจ ความทรงจำเก่าๆ เริ่มผุดขึ้นมาเป็นเศษเสี้ยน นางจำได้ว่าก่อนเข้าด่านกักตน เหล่าอาจารย์ได้บอกนางว่ามีเหตุการณ์สำคัญที่ต้องให้นางหลีกเลี่ยง แต่พวกเขาไม่เคยบอกรายละเอียด นางคิดว่าเป็นเพียงการป้องกันอันตรายทั่วไป
"พวกมันบอกข้าว่าเจ้าไม่ต้องการพบข้า และไล่ข้าดุจสุนัขตัวหนึ่ง" เขาลูบไล้แก้มของนางอย่างอ่อนโยน การสัมผัสของเขาอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรัก "พวกมันบอกว่าเจ้าเกลียดชังวิชามารและไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้า แต่ข้าไม่ยอมแพ้... ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะปฏิเสธข้าโดยไม่ได้พบหน้ากันแม้แต่ครั้งเดียว"
ชิงเฟิงที่ยังคงนั่งอยู่เบื้องล่างฟังคำพูดเหล่านี้ด้วยความตกใจ เขาเริ่มเข้าใจว่าทำไมฉางเสวี่ยถึงไม่ต่อต้านหวงฝู่อย่างที่เขาคาดหวัง ความจริงที่ถูกปิดบังมานานเริ่มเผยออกมา และมันทำให้ทุกสิ่งที่เขาเชื่อมาพังทลายลง
"ข้าจึงเข้ายึดสำนักแห่งนี้ เปลี่ยนมันให้กลายเป็นวิมานที่ข้าเฝ้ารอ" หวงฝู่พูดต่อด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเจ้าออกจากด่านกักตน เจ้าจะได้เห็นว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่รอเจ้าได้เนิ่นนานเท่าข้า"
เขาหยุดพักเล็กน้อย มองไปยังสิ่งปลูกสร้างรอบๆ ที่เขาได้ปรับปรุงและดูแลมาตลอดสองศตวรรษ "ทุกวันที่ผ่านไป ข้าได้ปรับปรุงสำนักแห่งนี้ให้สวยงามและทรงพลังยิ่งขึ้น ข้าเฝ้ารอและหวังว่าเมื่อเจ้าออกมา เจ้าจะเห็นความตั้งใจจริงของข้า"
หวงฝู่กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น แววตาของเขาแสดงความแน่วแน่อย่างที่สุด "ไม่ว่าจะเป็น 200 ปีที่ผ่านมา หรือต้องรอต่อไปอีก 1,000 ปี ข้าก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะครอบครองเจ้าให้ได้ ไม่ใช่ในฐานะทาส แต่ในฐานะคู่บำเพ็ญที่จะอยู่เหนือทุกกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้"
เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นกระซิบอ่อนโยน "การที่ข้าขัดเกลาเจ้าด้วยไฟราคะ ก็เพื่อให้เจ้าหลุดพ้นจากกรงขังที่พวกอาจารย์ของเจ้าสร้างไว้ และจุติใหม่เป็นเทพธิดาที่แท้จริงเคียงข้างข้า"
เมื่อได้ยินความจริงทั้งหมด กำแพงน้ำแข็งในใจที่หลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยของฉางเสวี่ยก็ทลายลงสิ้น นางมองเห็นความโดดเดี่ยวที่หวงฝู่แบกรับมาตลอดสองศตวรรษเพื่อรอนางเพียงคนเดียว ความโกรธเคืองต่อเหล่าอาจารย์ที่ปิดบังความจริงยิ่งทำให้นางมั่นใจในวิถีที่เลือก
"ท่านหมายความว่า... ตลอดเวลา 200 ปีที่ผ่านมา ท่านรอข้าอยู่ที่นี่?" นางถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ ดวงตาเริ่มชื้นด้วยน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง
"ทุกวัน ทุกคืน" หวงฝู่ตอบด้วยความจริงใจ "ข้านั่งมองไปยังถ้ำที่เจ้ากักตัว หวังว่าจะได้เห็นเจ้าออกมา ข้าดูแลสำนักนี้เหมือนดูแลบ้านที่เตรียมไว้สำหรับเจ้า ข้าไม่เคยลืมเจ้าแม้แต่วันเดียว"
นางรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ความรู้สึกที่ถูกรักและถูกเฝ้ารออย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพราะความงามหรือพลัง แต่เพราะตัวตนที่แท้จริงของนาง
"เหล่าอาจารย์ของข้า..." นางกัดฟันด้วยความโกรธ "พวกเขาหลอกข้า พวกเขาทำให้ข้าเสียโอกาสที่จะรู้จักท่านมาตั้งแต่ต้น"
"แต่บัดนี้เราได้พบกันแล้ว" หวงฝู่ยิ้มอย่างอ่อนโยน "และไม่มีอะไรจะมาแยกเราออกจากกันอีกแล้ว"
ฉางเสวี่ยยกมือขึ้นโอบรอบคอของหวงฝู่ แววตาของนางบัดนี้ไม่มีความลังเลอีกต่อไป นางไม่ได้เหลือบแลไปทางชิงเฟิงที่กำลังหลั่งน้ำตาด้วยความอัปยศเลยแม้แต่น้อย สำหรับนาง... อดีตคือสิ่งที่ตายไปแล้ว และอนาคตที่รุ่งโรจน์อยู่เบื้องหน้าในฐานะคู่บำเพ็ญของบุรุษผู้รอคอยนางมาตลอดชีวิต
"ชิงเฟิง" นางหันไปมองชายที่เคยเป็นเพื่อนร่วมสำนักด้วยสายตาเย็นชา "ข้าขอบคุณที่ท่านเคยห่วงใย แต่ข้าได้เลือกทางของข้าแล้ว ท่านควรจากไปและหาความสุขของท่านเอง"
"เสวี่ยเอ๋อร์! ท่านไม่อาจทำแบบนี้ได้!" ชิงเฟิงร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง "ท่านคือความหวังของสำนัก! ท่านคือ..."
"ข้าคือใคร ข้าจะเป็นอย่างไร นั่นเป็นสิทธิ์ของข้าที่จะเลือก" ฉางเสวี่ยขัดจังหวะด้วยเสียงที่เด็ดขาด "ไม่ใช่สิทธิ์ของท่าน ไม่ใช่สิทธิ์ของสำนัก และไม่ใช่สิทธิ์ของใครทั้งสิ้น"
นางหันกลับไปหาหวงฝู่ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความมั่นใจและความรัก "ถ้าเช่นนั้น... 1,000 ปีจากนี้ไป ข้าก็จะอยู่กับท่านเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป"
ทั้งสองจุมพิตกันอย่างเร่าร้อนท่ามกลางสายตาของศิษย์ทั้งสำนัก การจูบครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ มันเต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และคำมั่นสัญญาที่จะอยู่ด้วยกันตลอดไป
พลังหยินหยางระเบิดออกเป็นแสงสว่างจ้าปกคลุมไปทั่วภูเขา แสงสีทองและชมพูหมุนวนรวมกันเป็นเกลียวใหญ่ที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สื่อถึงการเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ที่เทพคู่บำเพ็ญจะครองความเป็นใหญ่สืบไปชั่วนิรันดร์
ลมหิมะที่เคยเย็นเยียบกลายเป็นสายลมอบอุ่น ดอกไม้ป่าที่เหี่ยวแห้งเริ่มผลิบานอีกครั้ง ธรรมชาติเองก็เฉลิมฉลองการรวมกันของคู่บำเพ็ญที่สมบูรณ์แบบ
ชิงเฟิงมองดูทุกสิ่งด้วยความสิ้นหวัง เขารู้ว่าฉางเสวี่ยที่เขารักได้หายไปตลอดกาล เหลือเพียงเทพธิดาแห่งกามที่ยิ่งใหญ่ที่จะปกครองเคียงข้างประมุขหวงฝู่
ศิษย์สาวทั้งสำนักคุกเข่าลงพร้อมกัน ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความเคารพต่อพลังที่ยิ่งใหญ่และความรักที่แท้จริงที่พวกเขาได้เห็น
"ขอเทพคู่บำเพ็ญจงเจริญรุ่งเรืองสืบไปชั่วนิรันดร์!" พวกเขาร้องเป็นเสียงเดียวกัน
ฉางเสวี่ยและหวงฝู่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ มือจับมือแน่น สายตามองไปยังอนาคตที่ไม่มีสิ้นสุด พวกเขาได้พบกันแล้ว ได้รักกันแล้ว และจะอยู่ด้วยกันตลอดไปในฐานะคู่บำเพ็ญที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งยุทธภพ
**จบบริบูรณ์**
---