อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 33 ยามค่ำคืนของแต่ละคน

            ความจริงมันควรเป็นหน้าที่ของสาวใช้ส่วนตัวที่จะอยู่ด้วยในตอนที่รับประทานอาหาร แต่เออร์วินกลับสั่งเรเวนว่าวันนี้ไม่ต้องแต่ให้คอยอยู่ดูแลโซอี้แทน เพื่อให้มั่นใจว่าจะดูแลโซอี้ที่ตอนนี้มีร่างกายที่พิการได้เออร์วินจึงตัดสินใจให้โซอี้พักอยู่ห้องเดียวกับเรเวน

            เออร์วินได้กำชับกับเรเวนว่าถ้าเห็นโซอี้มีอาการแปลก ๆ เมื่อไหร่ให้รีบแจ้งเขาทันที ภายในห้องเรเวนได้ให้โซอี้นอนบนเตียง ทุกอย่างดูเหมือนปกติโซอี้มักจะมองไปมองมาอย่างสนใจ คล้ายต้องการให้แน่ใจว่าสถานที่ที่เธออยู่นั้นไม่ใช่สถานที่เดียวกับขุมนรกนั่น ก่อนที่เธอจะนอนหลับไปด้วยอาการอ่อนเพลีย แต่สีหน้าตอนหลับของเธอในครั้งนี้ดูผ่อนคลายกว่าตอนที่เธอหลับในถ้ำมาก

            เรเวนมองสีหน้าในตอนหลับของโซอี้ก็ได้แต่คิดอะไรบางอย่างในใจ เธอได้ยินที่เออร์วินสัญญากับโซอี้ว่าเธอจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง แม้ว่ามันจะดูน่าเหลือเชื่อและยากจะเป็นไปได้แต่เธอสังเกตได้จากตอนที่เออร์วินพูดกับเธอว่า ถึงไม่สามารถทำให้อวัยวะที่ขาดไปงอกออกมาใหม่ได้แต่เขาสามารถแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีอื่นได้ และเรเวนก็จำคำนั้นได้แม่นยำ ‘เทคโนโลยี’ และเธอยังจำสิ่งที่เขาพูดกับเธอในวันนี้ว่าเธอนั้นพึ่งพาเวทย์มนต์มากเกินไป

            ขณะที่เรเวนกำลังคิดอะไรบางอย่างในหัวโซอี้ที่นอนอยู่มีอาการแปลก ๆ ทั้งที่หลับอยู่ เธอร้องออกมาว่า

            “ไม่ ไม่นะ ได้โปรด”

            เรเวนหันไปมองโซอี้ก่อนจะทำการปลุกเธอด้วยการเขย่าตัวเธอแต่ยังคงไร้ผล

            “นี่โซอี้ ตื่นก่อน”

            โซอี้ไม่สนใจยังคงร่ำร้องออกมาและมีท่าทางดิ้นรนพร้อมกับวาดมือที่เหลือเพียงข้างเดียวไปมา เธอเริ่มร้องไม่เป็นภาษาและมีเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับส่ายหน้าไปมาสีหน้าของเธอเปลี่ยนแปลงไปมามีทั้งเจ็บปวดหวาดกลัวสิ้นหวังและทรมาน เรเวนที่เห็นดังนั้นก็ไม่รู้จะทำยังไงดีเพราะเธอไม่เคยเจอสถานการณ์นี้มาก่อน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเออร์วินได้สั่งเธอว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นให้ไปแจ้งเขาทันที

            แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไรประตูที่เชื่อมห้องของเธอกับเออร์วินก็เปิดออกก่อนที่จะมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา นัยน์ตาสีแดงของเขาจ้องมองไปยังโซอี้ที่มีอาการแปลก ๆ บนเตียงก่อนจะเข้าไปกุมมือของโซอี้ที่วาดไปมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและนุ่มนวลไม่หยุดว่า

            “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร คุณไม่เป็นไรแล้วนะครับ”

            โซอี้เริ่มสงบลงอย่างเห็นได้ชัด เออร์วินเริ่มเปลี่ยนเป็นกอดเธอแล้วปลอบโยนเธอต่อด้วยการกระซิบที่ข้างหูของเธอ

            “ไม่ต้องกลัวนะครับ คุณไม่เป็นไรแล้ว ผมอยู่ตรงนี้นะครับไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ดังนั้นคุณไม่ต้องกลัวนะครับ”

            เออร์วินยังคงปลอบโยนเธอต่อไปจนในที่สุดโซอี้ก็เริ่มสงบลงกลายเป็นเหมือนคนปกติที่กำลังนอนหลับ การกระทำทุกอย่างของเขาอยู่ในสายตาของเรเวนและลิลิธที่ยืนมองตรงประตู แม้ว่าเธอจะยังคงรู้สึกสงสัยในตัวตนของผู้หญิงคนนี้และข้องใจในการกระทำของน้องชายแต่สามัญสำนึกของเธอกลับบอกให้เธออดทนรออยู่เฉย ๆ

            จนเมื่อเวลาผ่านไปสักพักเออร์วินก็คลายอ้อมกอดของเขาทำการห่มผ้าให้โซอี้ หันมาแตะนิ้วชี้ที่ริมฝีปากกับเรเวนและลิลิธเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าให้ทั้งสองเงียบก่อนจะเดินออกจากห้องโดยที่มีลิลิธกับเรเวนเดินตามหลังเขามา จนเมื่อทั้งสามได้มายืนอยู่ในห้องของเออร์วิน

            “เออร์วินผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”

            “เออร์วินหรือนี่จะเป็นบาดแผลทางจิตใจตามที่เธอบอก”

            ลิลิธกับเรเวนเอ่ยคำถามแทบจะพร้อมกันในทันที เขาเงยหน้ามองพวกเธอสองคนก่อนจะตอบคำถาม

            “ผู้หญิงคนนั้นมีชื่อว่าโซอี้ครับ เธอเป็นหนึ่งในสาวใช้สี่คนที่ผมรับมาวันนี้ครับ”

            ลิลิธหรี่ตามองน้องชายพร้อมกับนึกถึงร่างกายที่ไม่สมประกอบของโซอี้

            “สภาพแบบนั้นเนี่ยนะสาวใช้ส่วนตัว?”

            เออร์วินพยักหน้ายอมรับตอบว่า

            “ครับ ผมรู้ดีว่าท่านพี่คิดอะไรอยู่แต่ปัญหานี้ผมจะแก้ให้เธอในภายหลังครับ” แล้วเออร์วินก็หันไปตอบคำถามเรเวนว่า “ใช่ครับนั่นคือบาดแผลทางจิตใจครับและอาการของเธอก็คือ PTSD รูปแบบหนึ่งครับ”

            เรเวนทำหน้างงยิ่งกว่าเดิมนึกว่าเธอจะได้คำอธิบายในสิ่งที่เขาเคยพูดแต่กลับต้องมาเจอคำศัพท์คำใหม่

            “ที่ผมทำได้ตอนนี้ก็คือบรรเทาอาการลงเท่านั้นครับ และคงต้องดูอาการเธอต่อไปสักระยะถ้ายังไม่ดีขึ้นผมอาจต้องจ่ายยาให้เธอ”

            คราวนี้เรเวนรู้สึกว่าหัวของเธอแทบจะระเบิดแล้วถามว่า

            “จ่ายยา? อาการแบบนั้นจ่ายยาได้ด้วยเหรอ”

            “ได้สิครับเพียงแต่ว่าการจ่ายยาต้องทำอย่างระมัดระวังและคอยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด”

            เรเวนพยักหน้าเข้าใจแต่แท้จริงแล้วเธอแทบจะไม่เข้าใจอะไรเลยซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะความรู้เกี่ยวกับสภาพจิตและประสาทวิทยายังเป็นอะไรที่ใหม่มากในโลกนี้ เออร์วินพูดต่ออีกว่า

            “จากนี้ไปผมกับพี่สาวรวมถึงพวกลูซี่ต้องพยายามคอยเฝ้าจับตาดูเธอด้วยครับ พยายามอย่าให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวหรืออยู่ตัวคนเดียวเป็นอันขาด เพราะเป็นไปได้ว่าเธออาจจะคิดสั้นก็เป็นได้”

            “ฉันด้วยเหรอ?”

            ลิลิธถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เออร์วินถึงกับทำหน้างงไปในทันทีก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ตนเรียกเรเวนว่าพี่สาวตามความเคยชิน เขาอธิบายว่า

            “เอ่อ... ไม่ใช่ครับท่านพี่คือว่าผมหมายถึงคุณเรเวนครับเพราะปกติผมจะเรียกคุณเรเวนว่าพี่สาว”

            ลิลิธกอดอกเอียงคอมองหน้าน้องชายแล้วถามว่า

            “อ้อ... นี่เธอเบื่อพี่สาวคนนี้แล้ว ก็เลยอยากให้ผู้หญิงคนนี้มาเป็นพี่สาวคนใหม่สินะ?”

            เออร์วินพูดไม่ออกเขารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังโดนพี่สาวของตนหาเรื่องอยู่ยังไงยังงั้น พยายามอธิบายว่า

            “ไม่ใช่ครับท่านพี่คือว่าผมเห็นว่าพี่สาวเอ่อคุณเรเวนอายุมากกว่าก็เลยเรียกพี่สาวเพื่อความสนิทสนมครับ”

            “นี่เธอว่าฉันแก่เหรอ?”

            “สรุปคือต้องการสร้างความสนิทสนมกับผู้หญิงคนนี้ว่างั้น?”

            ลิลิธกับเรเวนพูดพร้อมกันในทันที ส่วนเออร์วินพูดอะไรไม่ออกอีกเลยได้แต่ยืนนิ่งเพราะรู้สึกยิ่งพูดยิ่งแย่

             

            ยามค่ำคืนภายในห้องบรรทมของพระราชา

            แสงเทียนเพียงไม่กี่เล่มที่ถูกจุดขึ้นเผยให้เห็นร่างของราชินีเอลิเซียที่สวมเพียงชุดนอนเบาบางนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวม ผมสีน้ำตาลที่ดัดเป็นลอนนัยน์ตาสีน้ำตาลกำลังเพ่งมองไปยังเหตุการณ์บนเตียง เสียงเนื้อกระทบกันผสานกับเสียงร้องครวญครางของสตรีดังไปทั่วห้อง

            บนเตียงสี่เสาพระราชาอัลเฟรดกำลังกระหน่ำแทงแก่นกายของตนเข้าไปในร่างของหัวหน้าสาวใช้ลาน่าที่อยู่ในท่าคลานสี่ขา

            “ฝ่าบาท... หม่อมฉัน... เสียว”

            หัวหน้าสาวใช้ร้องออกมาแต่พระราชาอัลเฟรดกลับไม่สนใจกระแทกแก่นกายของตนเข้าไปในร่างของเธออีกหลายทีก่อนจะดึงสองแขนของเธอขึ้นโดยที่ไม่หยุดกระแทกแก่นกาย ก่อนจะถอนแก่นกายออกมาแล้วจับให้หัวหน้าสาวใช้นอนหงายแล้วแทงแก่นกายของตนเข้าไปในตัวเธออีกครั้งจนตัวเธอสั่นสะท้านร้องครวญคราง แล้วเริ่มกระแทกเข้าออกไม่หยุดทุกครั้งที่เขากระแทกแก่นกายของตนทั้งรุนแรงและดุดันราวกับว่าต้องการจะฉีกร่างกายของเธอเป็นชิ้น ๆ

            ราชินีเอลิเซียที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กำลังมองสามีร่วมรักกับสาวใช้ส่วนตัวของตน ทั้งนิ้วและมือของเธอก็เริ่มไม่อยู่สุข ขาของเธอเริ่มแหวกอ้าเลิกชายชุดนอนขึ้นเผยให้เห็นกลีบดอกไม้ที่ไร้ทุ่งหญ้า กลีบดอกไม้ของเธอยังคงสวยงามแม้ว่าจะผ่านการคลอดมาแล้วถึงสองคน นิ้วมือข้างซ้ายของเธอเริ่มเขี่ยวนจุดเม็ดทับทิมบนกลีบดอกไม้ ส่วนมือขวาบีบเค้นคลึงปทุมถันข้างขวาผ่านชุดนอนจนบิดเบี้ยวผิดรูป บางครั้งก็ใช้นิ้วเขี่ยยอดถันผ่านชุดนอน จนนัยน์ตาสีน้ำตาลของเธอเริ่มมีอาการตาปรือพร้อมกับใช้ฟันขบริมฝีปากล่าง

            หน้าผากของเธอเริ่มผุดเหงื่อเม็ดโป้งให้เห็น ชุดนอนที่บางและเบาของเธอเริ่มเปียกเหงื่อจนชุ่ม สมรภูมิบนเตียงสี่เสาตอนนี้ก็กำลังดุเดือดหัวหน้าสาวใช้เริ่มทำการตอบโต้พระราชาด้วยการขมิบกลีบดอกไม้ ซึ่งนั่นกลับเป็นตัวกระตุ้นให้พระราชาอัลเฟรดยิ่งเร่งจังหวะเข้าไปใหญ่ จนในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวหลั่งธารแห่งความสุขเข้าไปในตัวลาน่าก่อนที่เธอจะทนไม่ไหวตัวกระตุกสองทีถึงจุดหมายตามไปติด ๆ

            พระราชาอัลเฟรดแช่ไว้เช่นนั้นก่อนจะมั่นใจว่าหลั่งออกมาจนหมดแล้วจึงถอนแก่นกายออกมา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหงายข้าง ๆ หัวหน้าสาวใช้ ลาน่าเองก็นอนหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน ราชินีเอลิเซียที่กำลังช่วยตัวเองอยู่บนเก้าอี้พลันลุกขึ้นก้าวขึ้นไปบนเตียง แล้วคลานไปหาสามีของเธอที่นอนพักเหนื่อยอยู่ หรือจะพูดให้ถูกก็คือคลานไปหาแก่นกายของพระสวามีที่ชุ่มไปด้วยน้ำสีขาวขุ่นก่อนจะเริ่มแลบลิ้นออกมาทำการเลียแก่นกายตั้งแต่โคนจนปลายอย่างไม่มีท่าทีรังเกียจ

            หัวหน้าสาวใช้ลาน่านอนหอบอยู่พักหนึ่งก็ขึ้นไปคร่อมหน้าพระราชาอัลเฟรดพร้อมกับจ่อยอดถันของตนกับปากของพระราชา พระราชาอัลเฟรดก็อ้าปากทั้งขบทั้งกัดบางครั้งก็ดูดยอดถันนั้น ส่วนราชินีก็ใช้ปากและลิ้นของเธอทำการเป่าขลุ่ยกับแก่นกายของพระสวามีจนมันสะอาดปราศจากน้ำสีขาวขุ่นอีกก็เปลี่ยนไปเป็นยื่นหน้าไปตรงกลีบดอกไม้ของหัวหน้าสาวใช้ พบว่าตอนนี้ยังคงมีร่องรอยจากแก่นกายที่เพิ่งจะทะลวงเข้าไป ทั้งลักษณะที่ยังไม่หุบดีรวมถึงน้ำสีขาวขุ่นของพระราชาอัลเฟรดกับน้ำรักของเธอที่ปะปนกัน

            ราชินีเอลิเซียไม่รอช้าทำการใช้ลิ้นเลียคราบต่าง ๆ ที่อยู่ทั่วบริเวณจนสะอาด ก่อนจะแหวกกลีบดอกไม้เผยให้เห็นน้ำสีขาวขุ่นที่ทะลักออกมาเธอใช้ลิ้นเลียน้ำสีขาวขุ่นเหล่านั้นทั้งยังแหวกกลีบดอกไม้ให้อ้ายิ่งขึ้นเพื่อที่จะได้ใช้ลิ้นของเธอเลียเอาน้ำของพระสวามีและของลาน่าจนหมด

            จนเมื่อเธอเลียจนสะอาดแล้วก็ถอนใบหน้าออกมาจากกลีบดอกไม้ แล้วร้องบอกว่า

            “ลาน่า”

            “ทราบแล้วเพคะองค์ราชินี”

            หัวหน้าสาวใช้รับคำก่อนจะถอนยอดถันออกจากปากของพระราชาอัลเฟรด แล้วเปลี่ยนเป็นนั่งเผชิญหน้ากับราชินีเอลิเซีย

            “ให้หม่อมฉันได้ช่วยองค์ราชินีนะเพคะ”

            ราชินีเอลิเซียพยักหน้าจากนั้นลาน่าก็เริ่มเข้าไปจูบกับราชินีเอลิเซีย ทั้งสองจูบแลกลิ้นกันอย่างดูดดื่ม ระหว่างที่จูบกันนั้นราชินีก็ผละออกจากลาน่าเพื่อถอดชุดนอนที่บางเบาออก จนเผยให้เห็นรูปร่างที่สวยงามราวกับงานศิลปะที่ผ่านการสลักเสลาอย่างบรรจง เมื่อปทุมถันคู่งามปรากฏแก่สายตาหัวหน้าสาวใช้ลาน่าก็ไม่รอช้าทำการบีบคลึงพร้อมกับใช้ปากดูดยอดถันสลับกันซ้ายขวาจนราชินีเอลิเซียแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้มออกมา

            ลาน่าดันร่างของราชินีให้นอนลงบนเตียงก่อนที่ตนจะใช้ลิ้นเลียกลีบดอกไม้ของเธอแล้วจึงเปลี่ยนเป็นใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางแทงเข้าออกกลีบดอกไม้ของเธอ ราชินีเอลิเซียถึงกับดิ้นพล่านไปทันทีร้องซี้ดซ้าดไม่เป็นภาษาไม่หยุด

            “...ลาน่า เรา...”

            ราชินีเอลิเซียพูดได้เพียงเท่านี้ก่อนจะถึงจุดสุดยอดเพราะทนไม่ไหว หัวหน้าสาวใช้ลาน่าก็ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ เธอยกขาข้างหนึ่งของราชินีแล้วนั่งคร่อมขาอีกข้างหนึ่งไว้ให้กลีบดอกไม้ของเธอกับของราชินีชนกันพอดี แล้วจึงเริ่มทำการบดกลีบดอกไม้ของเธอกับกลีบดอกไม้ขององค์ราชินี เม็ดทับทิมของทั้งคู่ทั้งเขี่ยและบดเบียดเสียดกันไปมา

            ราชินีเอลิเซียที่เพิ่งถึงจุดสุดยอดพลันเริ่มกลับมาร้องซี้ดซ้าดอีกครั้งแม้แต่ลาน่าก็ไม่ต่างกัน สตรีทั้งสองต่างบดเม็ดทับทิมของตนกันไปมา ส่วนพระราชาอัลเฟรดที่ตอนนี้เริ่มหายเหนื่อยบ้างแล้วก็ลุกขึ้นมานั่ง มองดูสตรีของตนที่เป็นถึงราชินีกำลังมีสัมพันธ์แบบผู้หญิงด้วยกันกับสาวใช้ส่วนตัวของเธอ ทั้งสองต่างร้องออกมาแต่ยิ่งร้องก็ยิ่งบด ยิ่งบดก็ยิ่งร้องจนกระทั่งพวกเธอทั้งสองต่างก็ถึงจุดสุดยอดไปพร้อมกัน

            ราชินีเอลิเซียนอนพักอย่างอ่อนแรงสิ่งที่เธอได้ทำในคืนนี้นั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอทำแบบนี้ เธอได้ตัดสินใจตั้งแต่ที่คลอดเออร์วินออกมาแล้วพบว่าเขาเป็นผู้ที่บกพร่องในเรื่องพลังเวทย์มนต์ว่าจะไม่ยอมมีลูกอีก แม้ว่าค่านิยมของโลกใบนี้จะตัดสินยังไงแต่สำหรับเธอแล้วเออร์วินเป็นลูกของเธอ และเธอก็กลัวว่าหากเธอได้คลอดลูกออกมาอีกแล้วเขาเกิดเป็นผู้มีพรสวรรค์ในเวทย์มนต์ขึ้นมา เออร์วินก็จะไม่มีที่ยืนในครอบครัว และเธอจะรับไม่ได้ยิ่งกว่าหากต้องมารับรู้ว่าลูก ๆ ของเธอถูกค่านิยมของทวีปอาร์เคนัสชักนำให้ดูถูกและเหยียดหยามกันเอง นั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่ต้องการจะเห็นเป็นอันขาด

            ซึ่งนับเป็นเรื่องดีที่พระราชาอัลเฟรดพระสวามีของเธอต่างก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ ถึงแม้เขาจะผิดหวังอยู่บ้างในเรื่องพลังเวทย์ของบุตรชายผู้นี้ แต่ความรักและเอ็นดูที่เขามีให้กลับมีมากกว่าความผิดหวังนั้นเสียอีก เขาจึงไม่มีปัญหาในการตัดสินใจของพระมเหสีผู้นี้ แต่ทว่าในฐานะที่เป็นบุรุษผู้ที่ยังมีกำลังวังชาดีย่อมเป็นที่แน่นอนว่ายังต้องมีความต้องการทางเพศอยู่ สำหรับปัญหาข้อนี้ราชินีเอลิเซียกลับแก้ปัญหาด้วยการแบ่งปันพระสวามีของตนกับสาวใช้ส่วนตัวของเธอ

            นี่คือสิ่งที่เธอคิดและทำเพื่อให้มั่นใจว่าลูกชายของเธอจะไม่ถูกกลั่นแกล้ง และไม่ต้องให้พระสวามีของเธอต้องทนอัดอั้น และที่สำคัญกับสาวใช้ส่วนตัวที่รู้เรื่องทุกอย่างของเธออย่างลาน่านั้นถ้าให้ไปแต่งงานกับคนอื่น สู้ให้มีสามีคนเดียวไปเลยดีกว่านับว่าเป็นการแก้ปัญหาและเรื่องยุ่งยากไปด้วยในตัวทีเดียว

             

            ในห้องนอนที่มืดสลัว

            ห้องหนึ่งบนเตียงขนาดใหญ่มีชายร่างอ้วนผมสีทองทรงกะลาครอบ จมูกใหญ่เหมือนหมู ริมฝีปากเหมือนไส้กรอกสองแท่ง สองข้างแก้มเต็มไปด้วยกระ บนร่างของเขามีสตรีคนหนึ่งคร่อมอยู่พร้อมกับกำลังโยกร่างกายขึ้นลงเหมือนท่าควบม้า

            สตรีคนนี้ถ้าดูดี ๆ แล้วจัดว่าเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ยากจะมองเห็นความหน้าตาดีของเธอ เริ่มจากทรงผมที่ไว้ทรงที่โกนด้านขวาจนเกือบติดหนังหัวแล้วปล่อยทั้งหมดลงที่ฝั่งซ้าย เจาะรูใส่ห่วงที่จมูกเหมือนกับวัว ยอดถันทั้งสองข้างต่างเจาะใส่ห่วง

            สตรีคนนี้โยกขึ้นลงพร้อมกับร้องออกมาด้วยความเสียวซ่าน ส่วนชายร่างอ้วนก็ไม่นอนเปล่าเอื้อมมือไปคว้าห่วงที่ยอดถันด้านซ้ายแล้วดึงก่อนจะบิด ผู้หญิงคนนั้นกรีดร้องออกมาแต่แก่นกายของชายร่างอ้วนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าดอกไม้ของเธอเพิ่มแรงขมิบและตอดรัด เขายิ้มและหัวเราะอย่างสะใจออกมา

            สตรีผู้นั้นกรีดร้องอยู่พักหนึ่งก่อนจะฝืนความรู้สึกเจ็บเพราะอีกฝ่ายยังคงดึงห่วงที่ยอดถันแล้วบิดคาไว้ เธอฝืนควบต่อแต่นั่นกลับทำให้ดอกไม้ของเธอขมิบแรงขึ้นจนเธอควบต่อไปได้อีกไม่กี่ทีชายร่างอ้วนก็ทนไม่ไหวหลั่งธารแห่งความสุขในตัวผู้หญิงคนนั้น

            ทั้งสองแช่อย่างนั้นไว้สักพักจนมั่นใจว่าน้ำของตนหลั่งออกมาหมดแล้ว ชายร่างอ้วนก็ปล่อยมือจากห่วงที่เขาดึงไว้ สตรีผู้นั้นก็ดันตัวขึ้นเผยให้เห็นแก่นกายที่อ่อนยวบเป็นมะเขือเผาซึ่งชุ่มไปด้วยน้ำสีขาวขุ่น สตรีผู้นั้นเปลี่ยนเป็นคุกเข่าตรงหน้าแก่นกายแล้วใช้ปากและลิ้นกับแก่นกายที่อ่อนยวบนั้น

            ขณะที่ชายร่างอ้วนกำลังมีสีหน้าเคลิบเคลิ้มจากการปรนนิบัติของอีกฝ่าย ประตูห้องเขาก็เปิดออกชายร่างอ้วนคนหนึ่งที่สวมเพียงเสื้อคลุมที่ทำจากผ้าเนื้อดีจนเผยให้เห็นแก่นกายของเขา คนผู้นี้ก็คือมาร์ควิสเฟลิกซ์ ที่เคยไปขอทาสเผ่ามารหูสัตว์จากเคานต์เรห์นวาร์ดแล้วกลับต้องผิดหวัง

             

            ชายร่างอ้วนเหลือบไปมองคนที่เดินเข้าห้องมาร้องว่า

            “พ่อ”

            มาร์ควิสเฟลิกซ์พูดบ่นใส่อีกฝ่ายว่า

            “ช่างรู้จักหาความสุขใส่ตัวเสียจริงนะเจ้าฟินน์ ในขณะที่พ่อของแกต้องบากหน้าไปขอของจากคนอื่นเพราะเห็นว่าแกอยากได้”

            พูดจบก็ขึ้นไปบนเตียงคุกเข่าตรงบั้นท้ายของผู้หญิงคนนั้น จ่อแก่นกายของตนกับกลีบดอกไม้ที่ชุ่มไปด้วยน้ำของเธอและน้ำสีขาวขุ่นของลูกชายแล้วแทงแก่นกายเข้าไปในกลีบดอกไม้ของเธอ แม้ว่าจะโดนจู่โจมจากทางด้านหลังแต่เธอก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอยังคงใช้ปากกับลิ้นเป่าขลุ่ยให้ฟินน์ จะมีเพียงก็แต่ภายในกลีบดอกไม้ของเธอที่ขมิบตอดรัดแก่นกายของมาร์ควิสที่ทะลวงเข้ามา

            ฟินน์เหลือบมองพ่อของตนแล้วถามว่า

            “ไหนละพ่อทาสเผ่ามารหูสัตว์ของผม”

            มาร์ควิสเฟลิกซ์ตอบพลางโยกเอวไม่หยุดว่า

            “ได้มาที่ไหนล่ะวะ ถ้าได้มาจริงข้าคงสนุกกับมันอยู่คืนนี้แล้วไม่โผล่มาที่นี่หรอกโว้ยไอ้โง่”

            ฟินน์ทำหน้างงถามว่า

            “ไม่ได้มา?”

    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน