เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 98 การพบเจอที่แสนอึดอัด

    ครีทกลับมายังสมรภูมิที่เคยสู้กับคูบริกอีกครั้ง เขาเดินวนเหมือนกับหาอะไรบางอย่างไปมาอยู่สักพักก็อุทานขึ้นอย่างโล่งอก

    “โชคดีที่ยังอยู่”

    ครีทก้มลงไปหยิบแขนของคูบริกขึ้นมา จากนั้นก็ถอดเอาแหวนมิติเงินของเขาคืน แขนข้างนี้ถูกครีทที่อยู่ในร่างของอสูรเพลิงตัดจนขาด ซึ่งมันก็เป็นเพียงชิ้นส่วนเดียวที่ไม่ถูกอสูรเพลิงเผาทำลายจนกลายเป็นเถ้าถ่าน เมื่อได้ของที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว ครีทก็มุ่งหน้าไปยังข่ายมายาซึ่งเป็นจุดนัดพบ เขาไม่รู้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่รู้ว่าชาวบ้านที่ถูกลูกน้องของคูบริกไล่ล่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร การกลับไปยังจุดนัดพบตามแผนเดิมคงทำให้ได้รู้สถานการณ์ล่าสุดในตอนนี้

    “จริงๆ แล้วจะเรียกว่าโชคดีสุดๆ รึว่าซวยสุดๆ วะเนี่ย?”

    ครีทพึมพำกับตัวเองในขณะที่วิ่งตรงไปยังป่ามรณะ สิ่งที่เกิดมันขึ้นในการต่อสู้ครั้งนี้คือ เขาที่ตายไปแล้วแท้ๆ กลับฟื้นขึ้นมาแบบมึนๆ ซึ่งสภาพที่ครีทพบเจอในตอนนี้คือ ร่างกายของเขาไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว เพราะนอกจากรูปร่างหน้าตาที่ดูภายนอกก็เหมือนเดิม แต่ความจริงแล้วร่างกายเปลี่ยนไปมาก ไม่มีหัวใจแต่กลับกลายเป็นผลึกประหลาด เลือดกลายเป็นของเหลวสีดำ ไม่มีเงาแม้กระทั่งยืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์ กลายเป็นไอ้ด้วน แถมยังมีไอ้ตัวบัดซบอะไรก็ไม่รู้จ้องจะยึดร่างอีก สถานการณ์แบบนี้มันคือโชคดีรึโชคร้ายกัน?

    วูบ!

    “หืม?”

    ขณะที่ครีทวิ่งอยู่ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเบาขึ้นและพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วช่วงเวลาหนึ่ง

    วูบ!

    “อีกแล้ว! นี่มันอะไรวะเนี่ย?”

    ในขณะที่พุ่งไป ร่างของครีทบางส่วนจะสลายกลายเป็นออร่าสีดำๆ เมื่ออยู่ในสภาวะนี้ ร่างกายของเขาจะเบาขึ้น ความเร็วในการเคลื่อนที่ก็สูงขึ้นอย่างน่าประหลาด ครีทเพ่งสมาธิในขณะที่วิ่งอยู่เพื่อจะลองใช้มันดู แต่พอลองอยู่พักหนึ่งกลับปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจึงคิดว่ามันคงจะออกมาเองและเป็นอะไรที่ควบคุมไม่ได้ หรือไม่ก็เป็นเพราะถ้าไอ้เงานั่นมันไม่ให้พลัง เขาก็คงจะใช้ไม่ได้ คิดไปคิดมาครีทจึงเลิกสนใจเกี่ยวกับมัน แต่ในขณะที่ในหัวของเขาไม่คิดอะไรอยู่นั้น ร่างกายก็ปล่อยออกร่าสีดำออกมา การเคลื่อนที่ไปข้างหน้ามันก็วูบขึ้นมาอีก

    “หืม? อย่างงี้นี่เอง ตอนจะใช้ต้องไม่คิดถึงมันสินะ”

    ครีทยิ้มที่มุมปากพร้อมกับที่เคลื่อนวิบวับไปมา แม้จะทำได้ติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อมองดูที่ภาพรวมแล้ว ความเร็วในการเคลื่อนที่ของเขาก็ดูคล้ายคลึงกับภูติพรายเลยทีเดียว



    ครึนนนนนนน!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!!

    เมฆสายฟ้าดำทะมึนก่อตัวขึ้น ตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่าลงพื้นเบื้องล่างแบบสุ่มกว่าสิบครั้งต่อวินาที ทันทีที่เปิดใช้แอเรียเวทย์ แกรนด์ก็พุ่งเข้าใส่เคเซอร์ซึ่งๆ หน้า เอเลน่าหยุดใช้ดาวน้ำแข็งระดมยิง เพราะมานาของเธอที่เหลืออยู่ใกล้จะหมดแล้ว การโจมตีเพื่อควบคุมไม่จำเป็นอีกต่อไปเมื่อแกรนด์พุ่งเข้าไปคลุกวงใน เอเลน่ากะจะใช้ตอนที่แกรนด์สามารถสร้างช่องว่างให้ได้ ซึ่งเธอจะใช้โอกาสนั้นเผด็จศึกในครั้งเดียวด้วยพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ อูกิกระโดดมาเกาะไหล่ของเอเลน่า จากนั้นมันก็ถ่ายโอนพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ให้ ซึ่งก่อนหน้านี้มันได้ถ่ายพลังกว่า 3 ใน 5 ให้กับแกรนด์ไปแล้ว ซึ่งด้วยความช่วยเหลือนี่เอง แกรนด์จึงพอจะมีแรงเปิดใช้แอเรียเวทย์ได้ทันที ไม่ต้องรอรวบรวมเหมือนอย่างเอเลน่าก่อนหน้านี้ ส่วนพลัง 2 ใน 5 ที่ถ่ายโอนให้เอเลน่านั้น เธอรู้สึกว่ามันน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับปริมาณมานาที่เธอสะสมได้และใช้ไปในแต่ละครั้ง แต่ในตอนนี้จะมากหรือน้อยก็ดีทั้งนั้น

    “ขอบใจมาก เจ้าหลบไปไกลๆ นะ เดี๋ยวจะโดนลูกหลงเอา”

    “อูกิ๊”

    อูกิทำท่าตะแบะรับทราบเมื่อเอเลน่าบอกให้หลบไปไกลๆ และมันก็วิ่งหายไปจากระยะสายตาอย่างรวดเร็ว

    “แฮร่!!!!!!”

    เคเซอร์ที่กำลังคลั่งเต็มที่ตะกุยออกมาจากน้ำแข็งที่หุ้มมันเอาไว้ หลังจากโดนฝนดาวตกของเอเลน่าเข้าไปเต็มๆ เหมือนมันจะอ่อนกำลังลงไปมากพอสมควร และอีกอย่างที่ดูจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดคือความเร็ว นั่นเพราะในระหว่างที่ถูกแช่แข็งอยู่นั้น ด้วยอุณหภูมิที่หนาวเย็นสุดขั้วจากการระดมด้วยลำแสงเยือกแข็งเป็นเวลากว่าครึ่งนาที ส่งผลให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นหดตัว ข้อต่อต่างๆ ขับแข็งจนขยับได้ยากลำบาก แกรนด์ที่เร็วกว่าเคเซอร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งขณะนี้อยู่ในโหมดที่ใช้ทั้งวอริเออร์ฟอร์ซและแอเรียเวทย์พร้อมกัน ความเร็วของเขาก็เพิ่มสูงจนแทบจะมองตามไม่ทัน การเคลื่อนที่แต่ละครั้งวิบวับไปมาดุจดั่งสายฟ้า

    ปึ้ง!!! ปึ้ง!!! ปึ้ง!!! ปึ้ง!!! ปึ้ง!!! ปึ้ง!!!

    พายุหมัดซัดกระหน่ำใส่เคเซอร์ที่ยืนแข็งทื่ออยู่อย่างไร้การต้านทาน ทุกหมัดล้วนแต่หนักหน่วงและสร้างความเสียหายได้อย่างมาก แต่เพราะอยู่ในสภาวะคลั่ง เคเซอร์จึงไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น แม้ร่างกายของเขาตอนนี้สะสมความบอบช้ำจากการต่อสู้มากมายก็ตามที

    ตึ้งงงงง!!!

    หางจระเข้ขนาดใหญ่โตทรงพลังตวัดฟาดขัดมาจังหวะการโจมตี แต่แกรนด์ก็โยกตัวหลบมันได้อย่างง่ายดาย เขาชี้นิ้วไปข้างหน้าและตวัดไปมา ห่าสายฟ้าจากเมฆสีดำก็พลันพุ่งกระหน่ำตกลงมาใส่เคเซอร์

    ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว! เปรี้ยง!!! ปิ้ว! เปรี้ยง!!! ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว! เปรี้ยง!!!

    แอเรียเวทย์ทั้งสองปลดปล่อยพลังใส่เป้าหมายไม่ยั้ง และเหมือนจะเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเพราะหุบเขาเมฆาอสนีของแกรนด์ กับแดนบุพผาร้อยดาราของเอเลน่ามีพลังที่เกื้อหนุนกันอย่างน่าประหลาด โดยปกติการกางแอเรียเวทย์ เมื่อสองแอเรียทับกันมันจะกลืนกินกันเสียเอง และเรื่องนี้ทั้งสองเองก็รู้ดีอยู่แล้ว แต่จากท่าทางไม่มีความลังเลที่จะกางทับ เป็นไปได้ว่าทั้งสองรู้ดีว่าแอเรียเวทย์ของพวกเขาสามารถใช้ร่วมกันได้ ขณะที่สายฟ้าของแกรนด์กำลังเล่นงานเคเซอร์อยู่นั้น เอเลน่าก็บังคับดาวน้ำแข็งให้ยิงฝนดาวตกครั้งสุดท้ายของเธอลงไปประสมโรงด้วย สายฟ้าแห่งการทำลายที่รุนแรงได้ฉีกกระชากร่างที่ห่อหุ้มด้วยผิวหนังอันแข็งแกร่งจนเลือดอาบ ทันใดนั้นน้ำแข็งที่อุณหภูมิต่ำสุดขั้วก็ได้แช่จนเลือดที่ไหลออกมากลายเป็นผลึกสีแดงอำพัน และความหนาวเย็นของมันก็ยิ่งทำให้ร่างกายจระเข้อันบอบช้ำเคลื่อนไหวยากขึ้นไปอีก

    “ย้ากกกกกกก!!!!”

    แกรนด์กับเอเลน่าเปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน ทั้งสองเค้นพลังทั้งหมดของตนออกมาเพื่อใส่ไปที่การโจมตีประสานนั้น มันไม่ใช่แค่การโจมตีที่หวังจะหยุดเคเซอร์ไว้เหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ในครั้งนี้ทั้งสองได้ทุ่มสุดตัว เสียงดังก้องที่สั่นสะเทือนแผ่นดินและผืนฟ้ามีหรือกลุ่มผู้เฒ่าจากสภาแห่งกลอเซนจะไม่ได้ยิน ในตอนแรกพวกเขาจะมุ่งไปยังบริเวณที่ก่อนหน้านี้ปรากฏเมฆเป็นรูปหน้าคน แต่เมื่อได้ยินเสียงและท้องฟ้าสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ทั้งหมดก็เปลี่ยนทิศทางโดยมุ่งไปยังสมรภูมิที่กำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรงแทน

    “อึ๊ก! แฮร่!!”

    เสียงทุ้มต่ำลงของเคเซอร์ที่เปล่งออกมาทำให้คาดเดาได้ว่ามันอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด ลำแสงเยือกแข็งร้อยสายยิงพร้อมกันสุดพลัง ความเย็นจับตัวกันจนก่อเกิดเป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดย่อมๆ โดยที่ภายในใจกลางมีร่างของเคเซอร์ถูกแช่แข็งเอาไว้ ขณะเดียวกันนั้น เมฆดำทะมึนบนท้องฟ้าก็หมุนและดูดอัดกันเข้ามาจนมีขนาดเล็กลง แต่ความหนาแน่นของมันกลับเพิ่มขึ้นมาก ทันทีที่แกรนด์สะบัดมือของเขาลง สายฟ้าบนเมฆก็หลอมรวมกันและปลดปล่อยพลังทั้งหมดลงมา

    ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!!!!!!!

    สายฟ้ายักษ์ที่ผ่าลงมาได้บดขยี้ภูเขาน้ำแข็งไปพร้อมๆ กับร่างของเคเซอร์ เสียงจากการระเบิดดังก้องจนชาวเมืองกลอเซนแตกฮือวิ่งเข้าไปหลบในสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด ค่ำคืนนี้เป็นอีกหนึ่งในความทรงจำที่พวกเขารู้สึกหวาดกลัวที่สุดในชีวิต

    “แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก!”

    ทั้งสองหายใจอย่างเหนื่อยหอบหลังจากประสานการโจมตีที่ต้องใช้พลังงานมากที่สุดไป เอเลน่าฟุบลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ทัศนวิสัยของเธอพร่ามัวจนมองสิ่งที่อยู่ข้างหน้าแทบจะไม่ออก มานาที่เธอใช้ไปก็หมดเกลี้ยงแล้ว ส่วนแกรนด์ หลังจากที่เปิดใช้วอริเออร์ฟอร์ซกับแอเรียเวทย์พร้อมกัน ร่างกายของเขาก็ต้องรับภาระหนักจนแทบจะขยับไม่ไหว มีกล้ามเนื้อหลายส่วนฉีกขาดเสียหายอย่างหนัก

    “ห๊ะ!!!”

    แกรนด์อุทานออกมาอย่างตื่นตะลึง เมื่อครู่ เขาสัมผัสได้ว่าพลังของเคเซอร์หลังจากที่โดนแอเรียเวทย์ประสาน จุดพลังมันแทบจะดับลงไปจนหมดแล้ว แต่จู่ๆ มันกลับระเบิดขึ้นมาอีก! ทำไมมันตายยากนัก! ถ้าเป็นพวกสมาชิกสภาคนอื่นๆ มันคงตายไปเป็นสิบครั้งแล้ว หรือนี่คือความต่างชั้นระหว่างสมาชิกธรรมดาที่อยู่คลาส 7 กับหนึ่งในสามขุนพลแห่งกลอเซนที่อยู่คลาส 8?

    “ฮึด!”

    แกรนด์เอามือดันพื้นหมายจะพยุงตัวลุกขึ้นเพื่อออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ร่างกายของเขากลับไม่ทำตามคำสั่ง กล้ามเนื้อที่เสียหายทำให้บางส่วนของร่างกายด้านชาไป แกรนด์ล้มลงหน้าฟาดพื้น เขาพยายามพยุงตัวขึ้น แต่ก็ไม่อาจทำได้ เงาทะมึนของเคเซอร์พุ่งตรงไปทางเอเลน่าที่ยังไม่ทันตั้งตัว ร่างของมันเต็มไปด้วยเลือดจากรอยแผลที่เกิดขึ้นทั่วทั้งตัว ผิวหนังของจระเข้บางส่วนถึงกับหลุดลอกเป็นแผลเหวอะหวะ

    “ไม่!!! หนีไป!!!”

    แกรนด์ตะโกนขึ้นเสียงหลง แต่ไม่ทันการณ์เสียแล้ว เคเซอร์ใช้มือคว้าร่างของเอเลน่าไว้ได้ แกรนด์เอากำปั้นทุบดินอย่างแรง พร้อมกับกัดฟันใช้กำลังใจทั้งหมดฮึดขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่เคเซอร์อย่างไม่คิดชีวิต

    ปึ้งงงงงงงง!!!

    “อั๊ก!!!”

    หางจระเข้อันทรงพลังได้ฟาดสวนเข้าใส่เต็มๆ ด้วยแรงฟาดนั้นก็ได้ส่งให้ร่างของแกรนด์ลอยลิ่วขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมกับเลือดพุ่งกระฉูดออกจากปาก ซี่โครงของเขาหักเพิ่มเป็นหกจุด กระดูกแขนซ้ายร้าว กระดูกข้อต่อหัวไหล่ซ้ายหลุด

    “อื้อออออออ!”

    ภายใต้กำมือที่บีบรัดของเคเซอร์ เอเลน่าทำได้เพียงส่งเสียงออกมาจากภายในลำคอ เสียงกระดูกภายในร่างกายของเธอลั่นกร๊อบแกร๊บจากการบีบรัดนั้น เลือดไหลหยดย้อยออกมาจากปาก เอเลน่าที่ร่างกายไร้ซึ่งพลังอยู่แล้วหมดสติไปอย่างง่ายดาย พลังชีวิตของเธอริบหรี่ลงจนเหมือนกับบ็อบในตอนนี้ไม่มีผิด เจ้าจระเข้คลั่งอ้าปากออกหมายจะกินเอเลน่าลงไป และถ้ามันได้ดื่มเลือดจากร่างมนุษย์ในตอนนี้ พละกำลังบางส่วนของมันจะกลับมา

    “โฮกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!”

    แกรนด์ที่ลอยคว้างอยู่บนท้องฟ้าได้ดิ่งร่างลงมาพร้อมกับแผดเสียงมังกรสายฟ้าคำรามเพื่อเรียกความสนใจ เคเซอร์ถึงกับชะงักและเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า ภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคือบอลสายฟ้าที่กำลังพุ่งลงมาเร็วมาก บอลสายฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยพลังเข้มข้นอย่างถึงที่สุด และตอนนี้มันได้ถูกรวบรวมไว้ในกำมือของแกรนด์แล้ว ในขณะที่พุ่งดิ่งลงมายังเบื้องล่าง ปากของเขาก็พึมพำบทร่ายเวทย์ไปด้วย

    “ความพิโรธแห่งสรวงสวรรค์ สายฟ้าแห่งการลงทัณฑ์ก่อกำเนิด พลังแห่งเทพมังกรผู้ปกครองผืนฟ้าจงสถิต – คัมภีร์มังกรเทวะอสนีบาต”

    ในขณะที่ร่าย บอลสายฟ้าก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มือของแกรนด์แตกจนเลือดท่วม แต่เขาไม่สนใจความเจ็บปวดที่ตนเองได้ต้องแบกรับแล้ว ในหัวมีแต่ความโกรธแค้น ความโกรธแค้นที่ใช้เวลาสะสมมานานหลายเดือน แกรนด์รับไม่ได้ที่กลอเซนส่งทหารมาใช้กำลังข่มขู่พวกเขาทั้งที่ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกันอยู่แล้ว สุดท้ายจบลงด้วยการส่งทหารมากวาดล้าง สังหารชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องมากมาย ทุกคนที่อาศัยอยู่หมู่บ้านนักล่าจะได้รับสัญลักษณ์ที่ข้อมือ ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่าเป็นคนของที่นี่ สัญลักษณ์นี้ถูกสร้างขึ้นจากสายฟ้าของแกรนด์ เขาจึงเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่สามารถรับรู้ว่าชาวบ้านตายไปเท่าไหร่ สังหารชาวบ้านไปหลายร้อยคน สังหารครีท ทำร้ายบ็อบจนบาดเจ็บสาหัสเป็นตายเท่ากัน และตอนนี้ มันกำลังจะสังหารเอเลน่าต่อหน้าของเขาอีก

    “ไปตายซะ!!! : มังกรสายฟ้าคลั่งทำลายล้าง!!!”

    แกรนด์พุ่งลงมาพร้อมกับเอาบอลสายฟ้าที่อยู่ในมือของเขา อัดเข้าหน้าซีกขวาของเคเซอร์ในระยะเผาขน ทักษะท่าไม้ตายของแกรนด์ที่เขาไม่อยากใช้มันถ้าไม่จวนตัวและไม่มีทางเลือกจริงๆ ทักษะที่มีพลังทำลายล้างมหาศาล ทั้งกับเป้าหมายและกับตัวผู้ใช้เอง มันเป็นเหมือนดาบสองคม ปกติมังกรสายฟ้าคลั่งทำลายล้าง เป็นทักษะที่ยิงออกไปเป็นเส้นตรงจากระยะไกล รัศมีการทำลายเป็นวงกว้าง แต่ตอนนี้มันกลับถูกจับยัดให้กระแทกหน้าของเป้าหมายในระยะประชิด

    เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!!!!!

    พลังสายฟ้าแห่งการทำลายล้างที่เกรี้ยวกราดและรุนแรงถูกปลดปล่อยออกไปเป็นเส้นตรง สายฟ้าจากทักษะมังกรสายฟ้าคลั่งทำลายล้างมีความเข้มข้นสูงมาก สูงขนาดที่ทักษะอื่นของเขาเทียบไม่ติด และมันยังเป็นหนึ่งในทักษะที่มีพลังทำลายล้างสูงที่สุด ในบรรดาทักษะที่สืบทอดต่อจากเทพทั้งหมดอีกด้วย สายฟ้าที่ถูกปลดปล่อยออกมาเป็นเส้นตรง ได้ดันและลากร่างของเคเซอร์ให้ไถไปกับดินเป็นระยะทางร่วมสองกิโลเมตร ก่อนที่มันจะระเบิดออกจนแผ่นดินสะเทือนอีกครั้ง สัมผัสของเคเซอร์หายวับไปเพราะถูกดันจนออกไปอยู่นอกระยะที่แกรนด์จะตรวจจับได้แล้ว แกรนด์ในตอนนี้นอกจากสภาพเดิมที่บาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งเขาเพิ่งใช้ทักษะท่าไม้ตายเพิ่มไปอีก ส่งผลให้แขนขวาเจ็บหนักจนไม่สามารถใช้งานได้ แกรนด์ล้มตัวลงเอาไหล่ขวากระแทกพื้นเพื่อให้มันกลับมาเข้าที่เข้าทาง เขาพยายามฝืนอย่างมากทั้งที่ร่างกายอยู่ในสภาพนี้เพื่อพยุงให้ตัวเองลุกขึ้นมาได้ จากนั้นแกรนด์ก็ใช้แขนซ้ายสอดอุ้มเอเลน่าเอาไว้ ถึงพอจะแน่ใจแล้วว่าเคเซอร์มันสิ้นฤทธิ์ไปแล้ว แต่ขณะที่ถูกส่งขึ้นไปบนท้องฟ้า แกรนด์สังเกตเห็นคนนับสิบไปอยู่ไกลออกไปกำลังเหาะตรงดิ่งมาทางนี้ พวกมันคือสมาชิกสภาที่เหลืออย่างไม่ต้องสงสัย ขืนยังอยู่ที่นี่ต้องถูกพวกมันจับกลับไปแน่! แกรนด์อุ้มเอเลน่าขึ้นแล้วใช้กำลังที่เหลืออยู่น้อยนิดพาเธอวิ่งหนีอย่างทุลักทุเล สมรภูมิแถบนี้มีแต่เนินดินโล่งๆ สลับกับหิน มันไม่มีที่ให้หลบอะไรได้ แกรนด์พยายามวิ่งไปยังป่าที่อยู่ห่างไปอีกฟาก ซึ่งอย่างน้อยมันก็มีที่ให้ซ่อนตัว แต่เมื่อคิดไปคิดมา มีต้นไม้แล้วต่างกับที่นี่ยังไง? มันจะซ่อนพวกเขาจากสายตาของสมาชิกสภาผู้มากด้วยประสบการณ์นับสิบคนได้หรือ? แต่ถึงกระนั้นแกรนด์ก็ยังคงวิ่งไปเรื่อยๆ ไม่คิดจะหยุด แต่ยังไม่ทันถึงเขตป่าจู่ๆ ร่างกายของแกรนด์ก็ชะงักและไม่ทำตามคำสั่ง บาดแผลสาหัสเกิดขึ้นหลายจุดจนร่างกายรับไม่ไหว พลังงานก็เหือดแห้งไปจนหมด แม้จะมีพลังใจเข้มแข็งแค่ไหนก็ไม่อาจต้านทานสภาพร่างกายที่เป็นอยู่ได้ แกรนด์หมดสติล้มฟุบลงตรงนั้นในขณะที่วิ่งอยู่ ร่างของทั้งสองนอนแน่นิ่งเป็นเป้าสายตาอยู่กลางลานดินไม่ห่างจากเขตป่าเท่าไหร่นัก การจะหาตัวทั้งสองและจับกลับไปนับว่าง่ายมาก ตอนนี้แม่แต่คนธรรมดายังทำได้


    “เละขนาดนี้เชียว? มีรอยกรงเล็บเต็มไปหมด ท่านเคเซอร์คงอยู่แถวนี้”

    สมาชิกสภาแห่งกลอเซนมาถึงสมรภูมิแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว พวกเขามองดูสภาพภูมิประเทศหลังการต่อสู้อย่างตื่นตะลึง มันเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าคู่ต่อสู้ของเคเซอร์นั้นแข็งแกร่งแค่ไหน

    “ท่านเนบัส เตรียมมาด้วยรึเปล่า?”

    “แน่นอน”

    ในมือของชายชราคนหนึ่งมีขวดที่บรรจุของเหลวสีแดงเอาไว้ มันคือเลือดมนุษย์ที่พวกเขาเตรียมจะใช้มันเติมเต็มพลังให้กับเคเซอร์



    “แย่แล้ว!!! มีตัวอะไรบุกเข้ามาก็ไม่รู้!”

    เสียงตะโกนโหวกเหวกของนักล่าคนหนึ่งที่กำลังวิ่งหนีมาทำให้ทุกคนหันไปมอง ทิศทางของต้นเสียงนั้นปรากฏสิ่งมีชีวิตบางอย่างเดินเข้ามาในข่ายมายาจริงๆ ตัวมันสูงประมาณสองเมตรเศษ ร่างกายกำยำสมส่วน ผิวสีเทา มีเขาสองข้างงอกอยู่บนหน้าผาก สวมกางเกงขาดๆ ไม่สวมเสื้อ ท่าทางดูน่ากลัว

    “หยุดอยู่ตรงนั้น! เจ้าเป็นใคร?”

    หน่วยพยัคฆ์กรูกันเข้ามาตั้งแนวป้องกันไว้

    “พวกเจ้าลองนึกดูดีๆ สิว่าใคร”

    เฟรย่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอไม่มีท่าทางแตกตื่นตกใจเหมือนคนอื่นๆ

    “เฮ้ย! ข้าออกไปแค่ไม่นาน กลับมาถึงกับจำกันไม่ได้เลยเหรอ? เจ้าพวกสมองกลวง พวกเจ้าเตรียมตัวโดนหักเงินเดือนไว้ได้เลย”

    “หัวหน้าเวนไฮร์? นี่..นี่ท่านเหรอ?”

    พวกที่ตั้งแนวป้องกันอยู่อุทานขึ้นมาแล้วมองหน้ากันอย่างงุนงง เสียงที่พวกเขาได้ยินเมื่อครู่เป็นเสียงของเวนไฮร์ไม่ผิดแน่

    “ร่างวิวัฒนาการงั้นเรอะ?”

    เรมอสเอ่ยขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้ว แน่นอนว่าเมื่อครู่เขาก็ระแวงไม่ต่างจากคนอื่น เพราะไม่คิดว่านี่คือร่างวิวัฒนาการของฮอบก็อบลิน เขาที่มีชีวิตมาเกือบหกสิบปีแล้วกลับรู้จักเพียงแค่โอเกอร์ แม้จะรู้ว่าฮอบก็อบลินมีร่างวิวัฒนาการอื่นอยู่ก็จริง แต่ก็ไม่เคยเห็นร่างที่ว่านั้นสักครั้ง

    “นี่คือสปิริตโอเกอร์”

    เฟรย่าเอ่ยชื่อร่างวิวัฒนาการของเวนไฮร์ให้ทุกคนได้รับรู้ ช่วงเวลานับร้อยปีที่เธอมีชีวิตอยู่ เฟรย่าได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ มากมาย ไม่แปลกที่เธอจะมีความรู้และประสบการณ์ที่สูงกว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ เวนไฮร์ในร่างใหม่เป็นที่สนใจของทุกคนมาก เขาดูเปลี่ยนไปเหมือนคนละคน เปลี่ยนไปขนาดว่าไม่มีใครเลยที่จำเขาได้ ส่วนร่างลูกๆ ของเวนไฮร์ ในตอนที่ไฟนรกลุกท่วมตัว ไฟนั้นก็ได้กลืนกินร่างของเด็กน้อยทั้งสี่ไปด้วย ซึ่งเขาก็ถือว่าได้ส่งลูกๆ ให้ไปสู่สุคติตามความเชื่อของตนแล้ว เขากลับมาพร้อมกับร่างและพลังใหม่ ด้วยร่างนี้ เวนไฮร์มั่นใจว่ามีความสามารถพอที่จะปกป้องคนที่เขารักได้

    “พวกเรา! คุณครีทกลับมาแล้ว! เขากลับมาแล้ว!”

    หลังจากที่เวนไฮร์กลับมาได้ไม่นาน เสียงของนักล่าอีกคนก็ตะโกนขึ้นอย่างดีใจ ครีทเดินเข้ามาในข่ายมายาและทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง ทั้งหน่วยพยัคฆ์ นักล่าคนอื่นๆ รวมถึงชาวบ้านต่างมีสีหน้าดีใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นครีทกลับมา นั่นเพราะครีทเป็นคนอาสารั้งคูบริกเอาไว้ด้วยตัวคนเดียว เหตุการณ์ในครั้งนั้นใครก็พอเดาได้ว่าโอกาสรอดของเขาแทบจะเป็นศูนย์ แต่เมื่อเห็นครีทกลับมาอย่างปลอดภัย ทุกคนก็รู้สึกยินดีและให้การต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น ยกเว้นคนๆ เดียว เวนไฮร์มองครีทด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขาเป็นเพียงคนเดียวในข่ายมายานี้ที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครีท เวนไฮร์รู้สึกสงสัยว่าเขาครีทจริงหรือไม่ กลิ่นอายพลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคุ้นเคย และจากที่เขาสังเกต ทุกคนในข่ายมายานี้มีเงากันหมด แต่ทำไมหมอนี่ถึงไม่มี เขาฟื้นขึ้นมาจากความตายได้อย่างไร? จะว่าผนึกสายฟ้าของแกรนด์แตกไปเองก็คงไม่ใช่ ถ้าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ครีทแล้วมันเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?

    “เจ้าเป็นใคร? เข้ามาที่นี่มีจุดประสงค์อะไร?”

    เวนไฮร์จุดไฟนรกจนลุกโชนขึ้นที่มือ เขาจ้องมองครีทด้วยสายตาไม่ไว้ใจ

    “คิดจะสอบสวนข้าเหรอ?”

    ครีทยืนกอดอกจ้องตากับเวนไฮร์ เขายักคิ้วท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว คนอื่นๆ ต่างก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดีกับการเผชิญหน้าที่แสนจะอึดอัดนี้

    “เอ่อ..คือ..ทั้งสองคนหยุดก่อน..”

    รองหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์เดินมาและพยายามจะเกลี้ยกล่อมทั้งสองให้สงบสติอารมณ์ก่อน แต่สักครู่ก็ดูเหมือนครีทจะเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงหันไปถามกับคนอื่นที่ยืนมุงอยู่ห่างๆ

    “เฮ้ย! ว่าแต่เจ้าล่ำนี่ใครวะ? ข้าไม่เห็นเคยเจอ เด็กใหม่เหรอ? บอกมันไปสิว่าข้าเป็นใคร”

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning ที่คุณอ่าน