บทที่ 41 บรรพตคั่นฟ้า
เสียงการปะทะดังสนั่นราวกับอัสนีบาตรผ่าฟาดท่ามกลางอาณาบริเวณ คลื่นพลังจิตวิญญาณสามสายสาดกระทบซึ่งกันอย่างรุนแรงก่อนสงบลงเพียงชั่วสิบลมหายใจเข้าออก คนบนรถม้าสองคันที่ส่งพลังขั้นผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายได้เปรียบทั้งจำนวนคนและรูปแบบการโจมตีที่สามารถส่งพลังผ่านอากาศออกไปในระยะไกลได้ แตกต่างจากซุนหลง มันตัวคนเดียว ผสานจิตวิญญาณกับกระบี่ก็มิได้ อาศัยการต่อสู้ส่งพลังจิตวิญญาณได้แค่เพียงในระยะประชิด หากพลังจิตวิญญาณมันสูงกว่าฝ่ายตรงข้ามมากกว่านี้ การผสานจิตวิญญาณหรือระยะการต่อสู้ย่อมไม่มีผล แต่นี่ระดับพลังจิตวิญญาณของพวกมันอยู่ในระดับเดียวกัน จึงกลายเป็นว่าขั้นการผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายมีผลอย่างมหาศาล การโจมตีเมื่อครู่จึงเป็นฝ่ายของซุนหลงที่เสียเปรียบเป็นอย่างมาก มันไม่มีทางใดเลยที่จะรอดชีวิตจากการกลุ้มรุมโจมตีเมื่อครู่
ท่ามกลางฝุ่นขลิบฝุ่นดินที่ปลิวว่อนปกคลุมรอบบริเวณที่ซุนหลงอยู่ ผู้คนล้วนคิดว่าซุนหลงไม่รอดแล้ว
หวังเถากัดฟันอย่างเจ็บใจ สองมือทุบลงยังพื้นดินเพราะทำอะไรมากกว่านี้มิได้ สุดท้ายแล้วมันก็ทำได้แค่เพียงมองสหายของตนตกตายต่อหน้าต่อตา
พลังโจมตีของยอดฝีมือทั้งสองเมื่อครู่ ไม่มีใครที่คิดว่าซุนหลงจะเหลือรอด เช่นนั้นเสียงขลุ่ยและเสียงพิณจึงสงบลง ลมหอบหนึ่งพัดกระพือที่รถม้า ม้าที่ไร้ผู้คุมบังเหียนราวกับรู้งาน มันร้องฮรี้หนึ่งคราเตรียมตัววกรถกลับไป ภารกิจลับที่พวกมันมาที่นี่ถือว่าสัมฤทธิ์ผล พวกมันมิอาจสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตและพลังจิตวิญญาณของซุนหลงดำรงอยู่อีกต่อไปแล้ว
ทว่าฝีเท้าม้าเป็นต้องหยุดชะงัก เช่นเดียวกับคนที่อยู่ภายในรถม้าที่ขมวดคิ้วอย่างพร้อมเพรียง หลังการร่วมลงมือโจมตีออกไป พวกมันมิอาจสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตบริเวณดังกล่าวแล้ว ทว่าเพียงชั่วพริบตาพวกมันกลับสัมผัสพลังชีวิตที่ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง และที่สำคัญคือที่ตรงนั้นมิได้มีพลังชีวิตแค่คนเดียว มันมีพลังชีวิตอีกสายที่ลุกโชนเคียงข้างกัน!
เมื่อมองไปยังตำแหน่งของหวังเถา บุรุษร่างท้วมก็ยังนอนกัดฟันมือทุบดินอยู่มิอาจไปไหนได้ เมื่อมิใช่บุรุษร่างท้วม แล้วอีกหนึ่งชีวิตที่ลุกโชนเป็นของผู้ใด?
“ตายยากซะจริงๆ"
“ผู้ใดที่สามารถช่วยมันจากเงื้อมมือของข้า"
เสียงบนรถม้าดังพึมพำได้ยินกันแค่พวกมัน แต่ในคำถามย่อมไม่มีคำตอบ จวบจนกระทั่งสายตาของพวกมันได้มองผ่านฝุ่นดินที่เริ่มซาลง ท่ามกลางฝุ่นดินนั้น มีดาบไม้เล่มหนึ่งกรีดวาดอย่างช้าๆ ในแนวเส้นตรงจากบนลงล่าง ตัดฝุ่นดินให้เปิดออกราวกับคนที่กำลังเปิดม่าน เมื่อฝุ่นดินที่ลอยคลุ้งแหวกออก ร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมดำที่กลืนไปกับราตรีเดือนมืดก็ปรากฏ บนกายของมันโชกไปด้วยโลหิต นัยน์ตาก็แดงก่ำราวกับอาบไล้สายโลหิต ที่แท้ก็เป็นบุรุษหนุ่มที่ไร้พลังจิตวิญญาณที่ถูกเพลงขลุ่ยซัดกระเด็นใส่ร้านค้าอาวุธจนพังทลายผู้นั้น
มันยังไม่ตาย!
เสียงจากรถม้าพึมพำกันอย่างงุนงง
“มันยังไม่ตาย?”
“เป็นไปได้อย่างไร”
“แล้วดาบไม้นั่นคืออะไร"
ไม่เพียงแต่คนบนรถม้าที่งุนงง แววตาของหวังเถาเองก็งุนงงสงสัย โดยเฉพาะดาบไม้ในมือของบุรุษหนุ่ม ดาบไม้ที่ไม่เคยมีใครสามารถยกมันขึ้น แต่ไฉนบุรุษหนุ่มที่ไร้พลังจิตวิญญาณผู้หนึ่งกลับกวัดแกว่งมันได้ราวกับขนนก!
ในที่นี้มีเพียงซุนหลงที่ไม่แตกตื่นแปลกใจอันใด เพราะครั้งแรกที่มันพบพานกับชายหนุ่ม มันก็ได้ตกใจตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และเพราะชายหนุ่มยกดาบไม้เล่มนี้ได้ มันถึงเลือกชายหนุ่มให้ช่วยมาเป็นหมากดำในกระดานของมัน
ซุนหลงกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่พร้อมเข่าข้างหนึ่งที่ทรุดลงยังผืนปฐพี ปากกล่าวอย่างยากลำบาก
“เป็นอีกครั้งที่ได้เจ้าช่วย บุญคุณนี้ข้าซุนหลงจะไม่ขอลืมเลือน"
เฉินซือหยางคือผู้ที่ถือดาบไม้ มันถูกซัดปลิวกระเด็นอัดกระแทกร้านค้าอาวุธจนพังยับ จังหวะนั้นกล่องอาวุธที่ด้านหลังก็พลันหลุดออกจากร่างไม่ทราบตกไปยังที่ใดและถูกเศษซากปรักหักพังทับถมอยู่ที่ไหน มันพยายามควานหากล่องอาวุธของตนแล้ว แต่จังหวะจวนตัว จังหวะที่เห็นซุนหลงกำลังจะพลาดท่า มันพลันได้ยินเสียงเรียกจากดาบภายในกล่องอาวุธ ดาบเล่มนั้นคือดาบจรดใต้หล้าของท่านตา ในกล่องอาวุธมีเพียงเสียงเรียกจากดาบจรดใต้หล้าที่มันได้ยิน ทว่าตำแหน่งที่มันอยู่กับตำแหน่งกล่องอาวุธอยู่ห่างกันเกินไป อีกทั้งเศษซากอาคารที่ทับถมก็ส่งให้เข้าถึงกล่องอาวุธลำบาก การจะไปช่วยซุนหลงก็คงไม่ทันท่วงที ช่วงวินาทีที่ไม่มีโอกาสให้ตัดสินใจ เสียงหนึ่งก็พลันดังก้องที่ข้างหู เสียงนี้อยู่ห่างเพียงแค่เอื้อม มันจึงไม่คิดมากความ คว้าไปยังเสียงนั้นพร้อมโจนทะยานฟาดฟันสิ่งที่อยู่ในมือออกพร้อมด้วยพลังลมปราณสุดแรงเกิดอันเป็นพลังทางกายภาพทั้งหมดที่มันมี ต่อต้านเบี่ยงวิถีเส้นสายเพลงพิณได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ช่วยเหลือซุนหลงได้อย่างหวุดหวิดพร้อมกันนั้นสิ่งที่มันคว้าในมือก็ดูจะหนักอึ้งขึ้นไปทุกครั้งที่ตวัดฟันออก เมื่อคลื่นพลังจิตวิญญาณที่พวยพุ่งรอบบริเวณสงบลง มันค่อยมองเห็นสิ่งที่ปรากฏในมือของตนอย่างชัดตา
มันก็คือดาบไม้เล่มหนึ่ง!
“เถ้าแก่ซุน ขออภัยที่หยิบจับอาวุธจากร้านท่านโดยมิเอ่ยขอ”
ซุนหลงมองแผ่นหลังของชายหนุ่ม นึกถึงวันแรกที่มันมาเลือกซื้ออาวุธ ก็พลันกล่าวว่า
“ไม่เลย ข้าอนุญาตให้เจ้าเลือกดาบที่เหมาะสมตั้งแต่วันนั้นแล้ว… และนี่ล่ะคือดาบที่เหมาะสมกับเจ้า”
พอฟังคำกล่าวของซุนหลง เฉินซือหยางก็มองดาบไม้ที่ดูอย่างไรก็คล้ายกับดาบของเล่นในมือ แต่มันรับรู้ได้ว่านี่มิใช่ดาบของเล่น เพราะเสียงที่มันได้ยิน เสียงที่ตอบสนองชั่ววินาทีนั้น เป็นผลให้มันคว้าขึ้นมาฟาดฟันพลังที่เหนือปาฏิหาริย์จนช่วยชีวิตคนได้อย่างหวุดหวิด ตอนเข้าร้านอาวุธแห่งนี้ครั้งแรก มันได้ยินเสียงของอาวุธ แต่เสียงของอาวุธเหล่านั้นไม่ได้เรียกหามัน หากแต่เป็นเสียงของอาวุธที่คร่ำครวญหาเจ้าของที่พรัดพรากจากกัน ทว่าวันนี้ ในชั่ววินาทีสำคัญ กลับมีดาบอยู่สองเล่มที่มันได้ยินการเรียก หนึ่งนั้นคือดาบจรดใต้หล้าของท่านตาที่มันพกติดตัวมาโดยตลอด และอีกหนึ่งก็คือดาบไม้เล่มนี้
แต่จากที่จินเยว่เคยอธิบายไปก่อนหน้า คนผู้หนึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอาวุธคู่กายเกินหนึ่งสิ่ง เสียงเรียกหาและการตอบสนองที่เกิดขึ้นพร้อมเพรียงนี้ใช่จะเป็นการสัมผัสถึงอาวุธคู่กายหรือไม่ แต่มันยังมิได้มีพลังจิตวิญญาณ ยังไม่เข้าสู่ระดับพลังจิตวิญญาณสู่สามัญระดับห้า มันจะสามารถค้นพบอาวุธคู่กายได้จริงหรือ อาจเป็นความบังเอิญ แต่ความบังเอิญนี้ก็พอให้มันทราบว่าชั่ววินาทีจวนตัว กลับมีดาบที่เรียกหามันและเข้ากับตัวมันถึงสองเล่ม ดาบที่มันพกติดตัวมาเล่มอื่น ดูเหมือนจะเป็นดาบธรรมดาหรือไม่ก็คงไม่เกี่ยวพันกับมันแต่อย่างใด
คิดเช่นนี้พอมันได้จับดาบไม้ที่ตอบสนองกับตัวมัน มันก็รู้สึกอุ่นใจคล้ายกับมีแขนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้างก็มิปาน หากได้ดาบจรดใต้หล้ามาถือไว้อีกเล่ม มันก็คงเสมือนคนที่มีแขนถึงสี่แขนแล้ว
“เช่นนั้นข้าก็ขอรับดาบเล่มนี้ก็แล้วกัน”
ซุนหลงยกมือเช็ดคราบโลหิตที่มุมปาก ก่อนกล่าวด้วยความเห็นชอบ
“เลือกได้ดี… ดาบบรรพตคั่นฟ้า เป็นของเจ้า"
เฉินซือหยางทวนคำแผ่วเบา
“ดาบบรรพตคั่นฟ้า”
ซุนหลงอธิบายต่อมันอย่างแผ่วเบา
“เดิมเป็นดาบของอาจารย์ข้าเอง ดาบที่ทำจากไม้เนื้อดี แข็งอย่างเหล็กกล้า หนักราวบรรพต นอกจากอาจารย์ข้าก็ไม่เคยมีใครยกมันได้ ความพิเศษของมันก็ตามชื่อ ดาบนี้มองผิวเผินเหมือนของเล่น แต่แท้จริงถือเป็นดาบที่จัดอยู่ในอาวุธชั้นเลิศ มีพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งที่พิเศษจำเพาะ สามารถเบี่ยงสะท้อนพลังจิตวิญญาณที่เป็นมหาวิถีแห่งฟ้าได้ทุกรูปแบบ เพียงแต่ผลที่ตามมาก็คือทุกครั้งที่ใช้ต้านรับพลังจิตวิญญาณ น้ำหนักของดาบก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นราวกับขุนเขาทับถมตามความเข้มข้นหรือระดับพลังจิตวิญญาณนั้น เป็นผลให้การใช้ดาบในครั้งต่อๆ ไปจะยากขึ้น หากไม่มีวิธีล้างพลังในดาบ ดาบเล่มนี้เมื่อสู้กับพลังจิตวิญญาณโดยตรง มันก็จะใช้ได้ลำบากเมื่อใช้ไปนานๆ และอาจจะถึงขั้นยกดาบไม่ขึ้นอีกเลย… นี่ถึงได้ถูกเรียกว่าบรรพตคั่นฟ้า”
เฉินซือหยางจึงมองไปที่ตัวดาบ แล้วพึมพำแผ่วเบา
“เป็นดาบที่มีพลังจำเพาะที่แปลกประหลาดจริงๆ มิน่าเล่าหนึ่งการฟาดฟันเข้าใส่พลังจิตวิญญาณเมื่อครู่จึงให้ความรู้สึกว่าดาบเล่มนี้พลันมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว”
ก่อนกล่าวขึ้นกับซุนหลง
“วิธีล้างพลังจิตญญาณที่เพิ่มน้ำหนักในตัวดาบเล่า"
ซุนหลงตอบ
“มันได้สูญหายไปพร้อมกับการตายของอาจารย์ข้าแล้ว ดาบบรรพตคั่นฟ้าเล่มนี้ถึงได้เป็นดาบที่ไม่เคยมีใครยกขึ้นและวางอยู่แค่ในร้านของข้าตลอดมาอย่างไรเล่า ตอนที่ข้าเห็นว่าเจ้ายกขึ้นครั้งแรก ข้านึกว่าเจ้าเป็นผู้ที่มีวิธีจัดการแล้วเสียอีก"
เฉินซือหยางขมวดคิ้วครุ่นคิด เสียงของจินเยว่จึงอธิบายขึ้นในหัว
“เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้จริงๆ มิน่าเล่าตอนที่เจ้าฟันดาบเล่มนี้เข้าใส่พลังจิตวิญญาณจากเพลงพิณด้วยพลังทางกายภาพอย่างเดียว แต่มันกลับเบี่ยงวิถีออกไปโดยที่เจ้าไม่เป็นอะไรได้... และเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป ดาบเล่มนี้น้ำหนักอาจมีผลต่อโครงสร้างแก่นฐานของมนุษย์ทั่วไปหากไม่มีวิธีรับมือ ทว่าสำหรับเจ้า แก่นฐานที่ก่อกำเนิดจากมังกรบรรพกาล แก่นฐานที่มีความพิเศษจำเพาะยากหาใดเทียบเทียม มันสามารถสลายพลังจิตวิญญาณแปลกปลอมอื่นที่สะสมอยู่ในตัวของเจ้ารวมถึงทุกสิ่งที่เจ้าสัมผัส เพราะความพิเศษจำเพาะเช่นนี้ถึงทำให้เจ้ามีร่างกายที่อึดทนและแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป เจ้าถึงยกมันได้"
เฉินซือหยางถามคำถามภายในความคิด
“แสดงว่าข้าสามารถใช้ดาบเล่มนี้ได้ตลอด”
จินเยว่ตอบ
“ย่อมใช้ได้ตลอด แต่ในระยะเวลาสั้นๆ ย่อมมีขีดจำกัด เพราะพลังจิตวิญญาณของผู้อื่นที่ดาบเล่มนี้ดูดซับและสะสมในตัว มิใช่ว่าความพิเศษทางร่างกายเจ้าจะสลายมันได้โดยพลัน มันต้องใช้เวลาในการสลายเช่นเดียวกัน ดังนั้นดาบนี้จะเหมาะสมมากหากเลือกใช้รับมือกับพลังจิตวิญญาณเท่าที่จำเป็น หรือรอจนกว่าเจ้าจะมีพลังทางกายภาพที่เข้าถึงแก่นแท้ขั้นสุด”
เฉินซือหยางผงกศีรษะอย่างเข้าใจและคาดไม่ถึงในคราเดียวกัน
“อย่างนี้นี่เอง ข้ากลับมีวาสนาพานพบอาวุธที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นแล้วสิ"
จินเยว่เองก็รู้สึกแปลกใจ
“วาสนาของเจ้านับว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
ดาบไม้เมื่ออยู่ในมือของเฉินซือหยางยิ่งเนิ่นนานน้ำหนักก็จะค่อยๆ ลดลงไปทีละน้อยเมื่อมิได้ปะทะสัมผัสกับพลังจิตวิญญาณของผู้อื่น แต่อย่างไรก็ยังหนักมากหากเทียบกับพละกำลังคนทั่วไป นี่มินับว่าเป็นปัญหา เพราะสิ่งที่จินเยว่มอบให้รวมถึงสิ่งที่นางถ่ายทอดฝึกฝนให้แก่มันส่งเสริมให้มันมีพลังทางกายภาพเพียงพอที่จะยกของที่มีน้ำหนักเกินห้าร้อยชั่งด้วยตัวคนเดียวได้อยู่แล้ว
เฉินซือหยางยืนถือดาบไม้ชี้ออกไปยังเบื้องหน้า รถม้าสามคันหลังจากแปลกใจละคนสงสัยได้ครู่ใหญ่ เสียงจากรถม้าที่อยู่ฝั่งซ้ายก็ดังออกมา
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ทำให้คนแปลกใจไม่น้อย ร่างกายที่ไร้พลังจิตวิญญาณ ถูกพลังเพลงขลุ่ยข้าที่แม้จะแค่คำเดียวเล่นงานก็ตาม กลับยังยืนหยัดอยู่ได้ เจ้าถือว่าโชคดีที่รอดชีวิตได้แล้วแท้ๆ แต่กลับยังแส่กระโดดรนหาที่ตายอีก ช่างเป็นขยะที่ไม่รู้จักเจียมตัวอย่างแท้จริง เช่นนั้นต่อจากนี้ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสความน่ากลัวของเพลงขลุ่ยที่แท้จริง"
เฉินซือหยางไม่สนใจคำขู่จากภายในรถม้า มันเพียงกล่าวถามซุนหลงไปว่า
“ต้องการเวลาถึงตอนไหน”
ซุนหลงแหงนหน้ามองฟ้า ก่อนยื่นฝ่ามือออกไปค้างกลางอากาศ
“อีกไม่นานแล้ว”
“ท่านสู้พวกมันทั้งสามคนได้หรือไม่"
ซุนหลงตอบอย่างจริงจัง
“หากเจ้ามอบเวลาแก่ข้าได้ ข้าเองก็สามารถสู้ได้เช่นกัน”
เฉินซือหยางกำชับดาบไม้ในมือไว้แน่น
“ถ้าท่านยืนยันว่าสู้ได้ ข้าก็วางใจที่จะอยู่ช่วยท่านต่อ… เช่นนั้นก็รีบพักฟื้นพลังและร่างกายเถอะ"
ซุนหลงมองเฉินซือหยางอย่างเชื่อมั่น เป็นอีกครั้งที่มันต้องฝากความหวังไว้ที่ชายหนุ่ม ครั้งนี้มันรู้ว่าชายหนุ่มตั้งรับได้ไม่นานเท่ากับตอนที่สู้กับกองทหารม้าเกราะเงินแน่ แต่เวลาที่มันกำลังรอใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว มันต้องเชื่อมั่นในตัวของบุรุษหนุ่มอย่างถึงที่สุด ส่วนมันเองก็ต้องฟื้นฟูพลังและร่างกายให้ได้มากที่สุดเช่นเดียวกัน
ความหวังสุดท้ายที่มันรอมิใช่เวลา ทว่าจนกว่าจะถึงตอนนั้นมันก็ทำได้แต่เพียงรอเวลา!