ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

    บทที่ 11. ตอนที่ 2. เจ้าพรหมเด็ดหัวมาร

    "ทูลฝ่าพระบาท ข้าพเจ้าไปลากคอไอ้มือสังหารมาให้แล้วพระเจ้าข้า!" เจ้าพรหมเสกกล่าวด้วยเสียงหอบระรัว แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความสะใจ

    เจ้าขุนอินทร์ถวายมองดูร่างมือสังหารที่หายใจรวยรินกองอยู่แทบเท้า ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ "มึงทำได้ดีมากเจ้าพรหมเสก...มิเสียแรงที่เกิดมาร่วมสายเลือดกู"

    “ข้าพเจ้ากลายเป็นคนมีโทษ หากตามจับตัวมันมาไม่ได้ คงเป็นตัวข้าที่ลงไปนอนแทนมัน เพียงแต่มันผู้นี้หาใช่ตัวบงการไม่ มันก็แค่คนด้อยค่าที่รับค่าจ้างมาจัดการพระองค์เท่านั้น เท่าที่ข้าพระองค์สอบคำมัน พะตี่เซเกอผู้นั้น มันเป็นพรานกะเหรี่ยงหมอผี อยู่ที่สุวรรณโคมคำ มาถึงขั้นนี้เจ้าพี่น่าจะพอเดาได้ ว่าในสุวรรณโคมคำ ใครกันที่หมายใจต้องการชีวิตพระองค์”

    กล่าวจบ เจ้าพรหมเสกก็กราบทูลลา พร้อมกับเรียกทหารยามให้มานำเอาตัวมือสังหารไปคุมขัง ปล่อยให้คำถามของตนค้างคาใจผู้เป็นพี่ชาย ในสุวรรณโคมคำจะมีใครกันที่อยากให้เจ้าขุนอินทร์ถวายตายตก นอกเสียงจากเจ้านางจันทร์แดงแลบิดาของมัน

     

    “เจ้านาง…” เสียงออดอ้อนของอีเอื้อง ฟังดูก็รู้ว่ามันต้องการเอ่ยถามสิ่งใด

    “เรียกชื่อกูมีอันใดฤา”

    อีเอื้องขยับเข้ามาใกล้ เพื่อสางผมหวีหัวให้ผู้เป็นนายก่อนเข้านอน “เจ้าขุนอินทร์ถวาย ทรงงามหรือไม่”

    “อือ…”

    “เท่านี้ฤา วันนี้เจ้านางไปพบด้วยพระองค์มา มีเพียง อือ…เท่านี้หรือเพคะ”

    “อือ…”

    อีเอื้องหัวล่อออกมาเบา ๆ “เจ้านาง บอกมามีอะไรหรือไม่”

    “ไม่มีอันใด พระองค์ทรงตรัสถามเรื่องศึกเรื่องทัพ มิมีอันใด อีนี้…มึงหมายใจให้กูตอบอันใดไหนว่ามา”

    “แหม่ ๆ ข้าเจ้าก็แค่ใคร่รู้ ว่าบุรุษรูปงามแห่งสุวรรณโคมคำที่ผู้คนร่ำลือ จะงามจริงไหมก็เท่านั้น เมื่อตอนกลางวันที่โรงครัว แดดมันแยงตาข้าเจ้า ใคร่มองพักษ์คนงานก็มองไม่ชัดเห็นแต่เพียงเงารูปร่างกำยำบนหลังม้า กับพระสุรเสียงทรงอำนาจ จะเงยหน้ามองเสียตรง ๆ ก็เกรงอาญา เห็นฝ่าพระบาทนัดพบพระองค์ ข้าเจ้าก็เลยใคร่รู้ หาได้มีอะไรไม่เจ้าข้า”

    “เช่นนั้นมึงมานี่อีเอื้อง มึงจงเอาขี้ผึ้งนวดนี่ไปให้พระองค์ที่พลับพลา แลทูลบอกพระองค์ไปว่า กูให้มึงเอายาดีมาให้ ยานี้กูเคี่ยวหัวว่านน้ำมันเลียงผาอยู่แรมเดือน ผสมขี้ผึ้งจนได้ยานวดสำหรับพกพา ฝ่าบาทท่านต่อสู้กับพวกคนถ่อยมือสังหารน่าจะมีแผลพกช้ำ เช่นนี้มึงก็จักได้เห็นหน้าของฝ่าพระบาทท่านใกล้ ๆ ดีหรือไม่”

    อีเอื้องยิ้มกว้าง รีบกราบผู้เป็นนายแล้วแล่นออกไป

     

    หน้าพลับพลาหลวง ผู้คนดูคึกคัก ราวกับว่าด้านในมีเรื่องอันใดให้ต้องสนใจใคร่รู้ ขณะที่นางกำลังไปถึง ผู้คนที่ออกันอยู่ด้านหน้าก็พากันหลีกทางออก ชายรูปร่างสูงใหญ่ นุ่งผ้าเกงหม่ำสีดำลายทอง ผ้าเคียนหัวก็สีดำ ลูกปัดหินบนลำคอก็สีดำ ใบหน้าเคร่งขรึมมีรอยเปรอะเปื้อนคราบเลือด ผมเผ้าแลเรือนกายเปียกชุ่มหยาดน้ำฝนจนเป็นเงา เดินออกมาจากฝูงคน ไม่นานทหารองครักษ์ก็เดินตามมา พร้อมทหารยามที่หิ้วร่างชายผู้หนึ่งซึ้งเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดแลสลบไสลออกมาจากพลับพลา

    อีเอื้องรู้ดี ว่าผู้ที่กำลังเดินสวนทางมานั้นเป็นใคร นางรีบหลบเข้าข้างทาง พร้อมคุกเข่าลงหมอบกราบผู้เป็นนาย เจ้าพรหมเสกมองเห็นนางมาแต่ไกล พอเดินมาใกล้ถึงตัวนางกลับทรงชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ไม่รู้เพราะเหตุใด แม่หญิงตัวเล็กผู้หมอบกราบอยู่ตรงหน้า จึงทำให้ความเดือดดาลที่อัดแน่นอยู่ในอกเมื่อครู่ คล้ายจะเบาบางลงไปชั่วขณะ ก่อนจะเร่งเดินจากไป

    อีเอื้องทำได้เพียงเหลือบตามองเห็นเพียงเท้าไร้รองพระบาทของคนตัวสูงใหญ่ เมื่อคนติดตามแลเจ้าพรหมเสกจากไปแล้ว นางจึงเงยหน้าขึ้นมองเพียงแผ่นหลังของจอมทัพช้างแห่งสุวรรณโคมคำ ผู้ซึ่งน้อยนักที่จะมีคนได้เอ่ยวาจาด้วยคนผู้นี้ ด้วยเหตุที่พระองค์เป็นคนเก็บตัวไม่สนใจใคร่รู้เรื่องของผู้ใด จนแลดูนิ่งขรึมจนเข้าถึงยาก เปรียบได้กับเสือโคร่งตัวใหญ่ ที่ยากนักจะเดาใจมันออก

    ท่ามกลางแสงประทีปสลัวภายในพลับพลาหลวง อีเอื้องถอยห่างออกไปนานแล้ว เหล่าสหายร่วมรบก็เช่นกัน ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและอายเย็นของฝนใหม่ที่มาในคราแรกของปี เจ้าขุนอินทร์ถวายประทับนั่งนิ่งอยู่บนแท่นพระบรรทม ในพระหัตถ์หนาที่มีรอยด้านจากการจับดาบกำอาวุธมาต้องแต่เด็ก บัดนี้กลับถือไว้เพียงตลับขี้ผึ้งทองเหลือง ที่เจ้านางซอมพอได้ทรงฝากนางข้ารับใช้นำมาให้ ราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในแผ่นดินที่พระองค์เคยได้รับมา

    กลิ่นหอมกรุ่นของว่านยาผสมน้ำมันเลียงผาโชยเตะนาสิก มันมิใช่กลิ่นหอมหวานอย่างบุปผาที่เหล่านางสนมกำนัลในเวียงแก้วใช้ประพรมประทินผิว แต่เป็นกลิ่นหอมสะอาด เย็นใจ แลแฝงไปด้วยความเข้มแข็งดั่งผืนป่าไม้หนา...กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของนางผู้นั้น

    จอมทัพผู้ผ่านศึกเหนือใต้มานับครั้งไม่ถ้วน ทรงค่อย ๆ เปิดฝาตลับขี้ผึ้งออก เนื้อยาเนียนละเอียดปรากฏแก่สายตา พระองค์ใช้ปลายนิ้วชี้แตะวนเบา ๆ ก่อนจะนำมาทาลงบนรอยระคายเจ็บเคล็ดที่ข้อพระหัตถ์ ความเย็นซ่านของตัวยาซึมลึกเข้าสู่ผิวหนัง แต่นั่นยังมิอาจเทียบได้กับความอุ่นซ่านที่แผ่กระจายอยู่ภายในทรวงอก

    "เจ้านางซอมพอ..." พระองค์พึมพำนามนั้นเบา ๆ พร้อมกับแย้มสรวลที่มุมปากอย่างที่ไม่เคยมีใครได้เห็น

    ชายหนุ่มผู้เติบโตมาในกฎระเบียบอันเข้มงวด รู้จักเพียงแต่ตำราการปกครองพิชัยศึกคมดาบแลการเข่นฆ่า บัดนี้กลับต้องมาพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ พระองค์ทรงเอนกายลงหนุนหมอนหก[17]ยัดใยงิ้ว ตกแต่งผ้าจกหน้าหมอนลายดอกจันทร์  มือยังคงกำตลับขี้ผึ้งนั้นไว้แน่น ก่อนจะนำมาจรดที่ปลายนาสิก สูดดมกลิ่นอายที่นางตั้งใจเคี่ยวกรำมาแรมเดือน ราวกับว่ากลิ่นนี้คือตัวแทนของนวลปรางน้องนางคนงาม ที่มาคอยอยู่ใกล้ปรนนิบัติเคียงเตียงนอน

    เมื่อเปลือกตาปิดลง ความเหนื่อยล้าจากการศึกแลการลอบสังหาร ก็นำพาพระองค์เข้าสู่ห้วงฝัน ในความฝันนั้นมิได้ร้อนร้อยมีกลิ่นคาวเลือดหรือเสียงศาสตรากระทบกัน หากแต่เป็นภาพกลางดงหมู่ดอกซอมพอสีงาม ที่เบ่งบานสะพรั่งเต็มพวงช่อดอก มีเพียงพระองค์แลนางที่เดินเคียงคู่กันไปเลียบเลาะริมฝั่งน้ำของ

    ในห้วงฝันแสนหวาน พระองค์ทรงมีความกล้ามากพอ ที่จะเอื้อมมือไปกุมมือน้องนางคนงาม ความนุ่มนวลที่ได้รับทำเอาหัวใจของจอมทัพสั่นระรัว เสียยิ่งกว่าเสียงกลองศึกอันหึกเหิมครึกโครม ความรู้สึกเช่นนี้ช่างไม่คุ้นเคย มันคือความประหม่าที่แสนหวาน ความต้องการปกป้องที่ไม่ใช่เพื่อบ้านเมือง แต่เพื่อผู้หญิงเพียงคนเดียวที่สบตาแล้วทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุน

    เจ้าขุนอินทร์ถวายละเมอคว้าเอาหมอนข้างกายมากอดแนบอก ทรงซุกพระพักตร์ลงกับหมอน ราวกับกำลังซุกไซ้ไปที่ปรางนวลของเจ้านางในฝัน กลิ่นขี้ผึ้งที่ยังติดอยู่ที่ปลายนิ้วโชยเข้าจมูกตอกย้ำความรู้สึกนั้นให้เด่นชัดขึ้น จนพระองค์เผลอกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ด้วยความเสน่หาที่ท่วมท้นล้นหัวใจ
     

    [17] หมอนหก เป็นหมอนที่มีการตัดเย็บให้เป็นช่องขนาดยาวตามความยาวของตัวหมอนสำหรับยัดปุยเส้นใยฝ้าย นุ่น หรืองิ้ว มีความโดดเด่นสวยงามอยู่ที่การเย็บตกแต่งบริเวณส่วนที่เป็นหน้าตัดทั้งสองด้านของหมอนด้วย “ผ้าหน้าหมอน” หรือ “ผ้าจกหน้าหมอน” ที่ทอด้วยวิธีเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษแบบต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง ซึ่งชาวแม่แจ่มนิยมเรียวิธีการทอทั้งสองวิธีนี้ว่า "จก" นิยมทอเป็น "ลายกุด" หรือลายขนาดเล็กที่มีความต่อเนื่องกันจนเต็มในโครงสร้างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

    สำหรับหมอนที่มีขนาดใหญ่นั้น (หมอนหก หมอนแปด หมอนเก้า และหมอนป่อง) ไม่นิยมนำมาใช้หนุนนอน แต่จะนำไปใช้เป็นที่เท้าแขนหรือใช้เป็นพนักพิงหลังเวลานั่ง บ้างก็นำไปใช้ในงานพิธีการต่างๆ เช่น งานกินแขกหรืองานกินดอง (แต่งงาน) ใช้ประกอบอาสนะสงฆ์ในงานพิธีต่างๆ เป็นต้น


    แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :

    เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

    เล่ม 2   https://shorturl.asia/BxnNW

    เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH

    คล้ายกับเรื่องซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367