จิวฟงนั่งคอตก เขารู้สึกสลดหดหู่ยิ่งนัก ตัวเขาวาดฝันว่าจะกลายเป็นศิษย์พี่หลังจากที่สำนักวายุจำรัสเปิดรับศิษย์ใหม่ เหล่าผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ต้องเคารพเลื่อมใสในศิษย์พี่จิวฟงผู้เก่งกาจ เขาจะยืนเชิดหน้าแนะนำสั่งสอนศิษย์น้องทั้งหลายด้วยท่าทีองอาจ แต่แล้วเขาก็ต้องฝันสลายเมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้สูงขึ้นเลยสักนิด
“ถ้าเป็นอย่างนี้ข้าก็จะเป็นศิษย์พี่ที่ตัวเตี้ยที่สุดน่ะสิ!”
“ชุนจางมินล่ะ ถ้าข้าหยุดโตตั้งแต่ตอนนี้ นางต้องนอกใจข้าแน่!”
“เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของข้า?มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร? ตั้งแต่เข้ามาสู่สำนัก? ตั้งแต่สร้างฐานปราณ?”
“หรือว่าเกิดจากวิชาลมปราณปฐมธาตุ เกิดจากอะไรกันแน่!”
...
จิวฟงคิดใคร่ครวญหลายสิบหลายร้อยตลบ แต่เด็กชายก็ไม่รู้ว่าเหตุใดร่างกายของเขาจึงหยุดการเจริญเติบโต ปกติแล้วกระบวนการชะลอวัยจะเกิดขึ้นกับผู้มีพลังปราณขั้นที่สามเป็นต้นไป บางคนต้องรอจนครอบครองเสาปราณต้นที่สี่กว่าที่ร่างกายจะเติบโตช้าลง
ขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ เขาไม่ต้องมีรูปร่างเตี้ยไปตลอดชีวิตหรอกหรือ ยิ่งคิดจิวฟงก็ยิ่งอัดอั้นตันใจ เจ้าเปี๊ยกกระโดดตะครุบเจ้าไก่ขาวใยไหมแล้วเดินดุ่มๆออกไปจากกลุ่มฝูงชน
คนหลายหมื่นมองจิวฟงแล้วทอดถอนใจ ผู้อาวุโสแซ่ลี้กล่าวถึงกฎระเบียบใหม่ยังไม่ทันจบ เด็กชายตัวจ้อยก็ทำท่าว่าจะเดินออกไปจากเขตกลางเสียแล้ว ป้านโหวลี่ถึงกับส่ายหน้า เจ้าสำนักแซ่ป้านเหลือบมองหวงหยินฟาแล้วส่งสายตาไปทางเด็กชาย ขณะที่หวงหยินฟากำลังจะเอ่ยอะไรออกมานั่นเอง ลี้เจ่ยก็ชิงกล่าวด้วยเสียงเบา
“ท่านอาจารย์ ให้ข้าจัดการกับฟงน้อยเอง” พอหวงหยินฟาพยักหน้า ลี้เจ่ยก็ถ่ายปราณไปยังเสียง เขาพุ่งกระแสเสียงไปยังเด็กชายที่เดินก้มหน้างุดๆ
“จิวฟง เจ้าจะไปไหน!”
“กลับหุบเขาจินเฉียง จะไปค้นคว้าตำรา...” เสียงนั้นเบายิ่งนัก แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสยังต้องเงี่ยหูฟังจึงจะได้ยินเสียงแห่งความรันทด
เจ้าเปี๊ยกเดินมุ่งหน้าขึ้นสู่ทิศเหนือ เขาไม่สนใจผู้อาวุโสแซ่ลี้ที่ตะโกนเรียกชื่อเขาถึงสามสี่หน ในที่สุดลี้เจ่ยก็หมดความอดทน เขาตวัดมือหนึ่งครั้ง สายลมกระโชกแรงก็พลันหอบหิ้วศิษย์น้องเจ้าปัญหาให้มายืนอยู่ต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโส
“มีเรื่องอะไรสำคัญกว่ากฎระเบียบที่ข้ากำลังชี้แจงอย่างนั้นรึ!” ลี้เจ่ยกอดอกแล้วเอ่ยถามเด็กชายด้วยเสียงเข้ม เสียงนั้นยังให้ทุกคนครั่นคร้าม ลี้เจ่ยไม่มีปัญหาในการวางตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งผู้อาวุโส เขาปกครองตระกูลลี้มายาวนานถึงยี่สิบหกปี ลี้เจ่ยรู้ดีว่าควรแสดงกิริยาอย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้าฝูงชน
เหล่าผู้คนเรือนหมื่นรอฟังคำตอบของเจ้าเปี๊ยกอย่างสนใจใคร่รู้ ขณะเดียวกันเหล่าศิษย์รุ่นหลังๆต่างก็มองไปยังลี้เจ่ยด้วยสายตาหวาดกลัว
“ถ้าตอบคำถามไม่ดี รับรองว่าเป็นเรื่องแน่” ชายผู้หนึ่งเอ่ย
“รออีกหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร อีกสักพักผู้อาวุโสลี้ก็จะพูดจบอยู่แล้ว”
“ไม่แน่ว่าจิวฟงอาจมีเหตุจำเป็นอะไรก็ได้”
...
ร่างเตี้ยยืนตัวสั่น เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองลี้เจ่ยอย่างช้าๆ ยิ่งต้องแหงนคอมากเท่าไร เจ้าเปี๊ยกก็ยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ จิวฟงกอดเจ้าไก่ขาวใยไหมไว้แน่นแล้วตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง
“ข้าไม่สูง! หนึ่งปีมานี้ข้าไม่สูงขึ้นเลย!”
“...”
คนทั้งหลายยืนอึ้ง ฝ่ายคนของเขาจินเฉียงโดยเฉพาะเจิ้งซิ่งฝูหัวเราะจนกรามแข็ง พวกผู้คุมกฎได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เห็นจะมีเพียงป้านโหวลี่และหวงหยินฟาเท่านั้นที่ชะงักค้างไปนิดหนึ่ง จากนั้นคนทั้งสองก็มองมาที่จิวฟงพร้อมกับใช้ความคิด
แม้แต่ลี้เจ่ยเองก็แอบขำ แต่กระนั้นเขาก็ยังคงปั้นหน้านิ่ง เขาไม่เห็นว่าร่างกายเตี้ยๆนี้จะมีปัญหาอันใด แต่ในเมื่อศิษย์ผู้น้องไม่พอใจกับร่างกายของตัวเอง เขาผู้เป็นศิษย์พี่ก็พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วย
“เจ้าจะไปค้นคัมภีร์ดูว่ามีวิธีใดช่วยให้เจ้าสูงขึ้นอย่างนั้นรึ”
“ใช่...”
พอได้ยินคำตอบของจิวฟง บรรดาคนทั้งหลายต่างก็หัวเราะจนหน้าดำหน้าแดง ลี้เจ่ยรีบชูสองมือให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ผู้อาวุโสคนใหม่คุ้ยถุงวิเศษพลางก็เอ่ยถ้อยคำ
“นั่นไม่ใช่เรื่องยาก ข้าสามารถช่วยเจ้าได้...” มือของลี้เจ่ยยังคงควานหาสิ่งของอยู่ไม่หยุด ฝ่ายจิวฟงเงยหน้ามองศิษย์ผู้พี่ด้วยแววตาเป็นประกาย เจ้าเปี๊ยกมองถุงวิเศษอย่างมีความหวัง จิวฟงเดาว่าศิษย์พี่แซ่ลี้คงมีของวิเศษที่ช่วยเพิ่มความสูง ขณะที่ลี้เจ่ยกำลังจะหยิบอะไรบางอย่างออกมา จิวฟงก็รีบวางเจ้าไก่ขาวใยไหมลงแล้วก้มหัว จากนั้นเขาก็พูดอย่างดีใจ
“ขอบคุณผู้อาวุโสลี้!”
“รับไปสิ...”
สิ้นเสียงลี้เจ่ย จิวฟงก็เงยหน้าพร้อมกับแบสองมือเพื่อรับเอาของวิเศษ แต่ทันทีที่เห็นของที่อยู่ในมือของลี้เจ่ย จิวฟงก็ชะงักค้าง
“นั่น...นั่นอะไร”
จิวฟงมองดูรองเท้าส้นหนากว่าสองคืบแล้วกลอกตามองผู้เป็นศิษย์พี่ ฝ่ายลี้เจ่ยยิ้มปากกว้าง เขาหย่อนรองเท้าคู่โตส้นหนาใส่มือเจ้าเปี๊ยก ลี้เจ่ยย่อตัวตบไหล่จิวฟงสองสามที แล้วเขาก็พูดด้วยเสียงดังฟังชัด
“นี่คือรองเท้าเพิ่มความสูง ใส่รองเท้านี้แล้วเจ้าจะสูงขึ้น ด้วยส้นของมันจะทำให้เจ้าสูงกว่าผู้ใดในรุ่น สวมใส่รองเท้าของข้าซะ แล้วปัญหาของเจ้าก็จะหมดไป ฮ่าๆๆๆ”
ถึงตอนนี้ลี้เจ่ยไม่อาจกลั้นหัวเราะได้ เขาระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นลานกว้าง ฝ่ายผู้คนนับหมื่นหัวเราะจนท้องแข็ง ส่วนเจ้าเปี๊ยกนั้นกัดฟันกรอดๆ เด็กชายมองลี้เจ่ยอย่างเจ็บแค้น
หวงหยินฟาปรายตามองผู้อาวุโสคนใหม่ แต่ดูเหมือนว่าลี้เจ่ยจะไม่รู้สึกตัว เขายังคงมีความสุขกับการเย้าแหย่ศิษย์น้องตัวแสบ และแล้วการแนะนำตัวผู้อาวุโสแห่งศาสตร์ด้านสัตว์อสูรก็จบลงด้วยเสียงหัวเราะของผู้คนทั้งสำนัก
หลังจากการแนะนำตัวผู้อาวุโสคนใหม่สิ้นสุดลง หวงหยินฟาแห่งหุบเขาจินเฉียงและซูเฉิงหยวนแห่งหุบเขาจ้านโต้วก็ถูกป้านโหวลี่เชิญตัวไปหารือเรื่องบางอย่าง ผู้คุมกฎและบุคลากรต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศ ผู้อาวุโสคนอื่นๆก็เตรียมกลับไปยังหุบเขาของตน จิวฟงเห็นเกาเพ้ยจื่อยืนอยู่ไม่ไกลก็รีบวิ่งไปดักหน้า จากนั้นเจ้าเปี๊ยกก็ประสานมือแล้วเอ่ยกับผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถ
“ท่านผู้อาวุโสเกา ข้ามีเรื่องที่จะปรึกษา” เกาเพ้ยจื่อผู้สุขุมมองสรีระของจิวฟงพร้อมกับใช้ความคิดอยู่นาน จากนั้นเขาก็พยักหน้าลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยคำพูดเพียงสั้นๆ
“ตามข้าไปที่หอพืชปรุงยา...”
จิวฟงควบรวมกับไก่ขาวใยไหมแล้วบินไปทางทิศใต้ ไม่นานนักหุบเขาเว่ยฟงก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเด็กชาย เจ้าเปี๊ยกบินไปตามเขตเขาที่มีบรรยากาศที่น่าอภิรมย์
จิวฟงลดระดับแล้วลงมาอยู่หน้าตึกสีเขียวดั่งหญ้าสด หลังจากที่ถอดร่างอสูร เด็กชายก็อุ้มเจ้าไก่ขาวใยไหมแล้วเดินตรงไปที่ประตู จิวฟงแจ้งชายหนุ่มที่ยืนเฝ้าหน้าประตูว่าเขามีนัดหารือกับผู้อาวุโสแซ่เกา
ศิษย์ของหอพืชปรุงยาพาจิวฟงเดินผ่านห้องต่างๆ แต่ละห้องมีกลิ่นพืชวิเศษโชยออกมา จิวฟงชะเง้อมองต้นพืชที่วางอยู่เต็มห้องหับอย่างมีความหวัง เมื่อเดินขึ้นบันไดมาสี่ชั้น ศิษย์ผู้นั้นก็ส่งเสียงเรียกผู้เป็นเจ้าของห้องด้วยเสียงสุภาพ
“เรียนผู้อาวุโสเกา จิวฟงมาถึงแล้วขอรับ”
“เข้ามา...”
จิวฟงเปิดประตูห้องเข้าไปก็พบว่าเกาเพ้ยจื่อกำลังนั่งรออยู่ที่โต๊ะ ในมือคนแซ่เกาถือตำราสีดำสนิท เมื่อเห็นว่าจิวฟงเข้ามาในห้อง เกาเพ้ยจื่อก็ปิดตำราแล้วคว่ำด้านปกลงกับโต๊ะไม้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาผายมือให้จิวฟงนั่งลงก่อนที่จะเอ่ยถามเด็กชาย
“จะมาสอบถามเรื่องโอสถเพิ่มความสูงใช่หรือไม่”
“ผู้อาวุโสเกามีโอสถประเภทนั้นหรือไม่...” จิวฟงถามเกาเพ้ยจื่อโดยไม่อ้อมค้อม ทั้งคนทั้งไก่อสูรต่างก็รอฟังคำตอบ เกาเพ้ยจื่อพยักหน้าลงเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นเขากลับส่ายหน้าไปมา
“จิวฟง ปัญหาของเจ้าไม่ได้อยู่ที่ความสูง ข้ารู้สึกว่าร่างกายของเจ้าหยุดการเจริญเติบโตโดยสิ้นเชิง...”
เกาเพ้ยจื่อพูดพลางก็มองร่างเตี้ยๆไปด้วย ผู้อาวุโสแซ่เกาก็รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นกัน เขารู้จักจิวฟงมาแปดเก้าเดือน เขาเฝ้ามองเด็กชายตัวน้อยอยู่เสมอ แต่ผู้อาวุโสแซ่เกาก็เพิ่งฉุกคิดได้ว่านับตั้งแต่จิวฟงเหยียบเข้ามายังหอพืชปรุงยาครั้งแรก ร่างกายของเด็กชายไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด ซึ่งนี่นับว่าแปลกมาสำหรับเด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต
“...ท่านเกาเพ้ยจื่อมียาช่วยเร่งการเจริญเติบโตหรือไม่” จิวฟงถามด้วยเสียงสั่น เกาเพ้ยจื่อเหลือบมองคัมภีร์สีดำแล้วเม้มปากแน่น แต่แล้วชายผู้สุขุมก็เอ่ยถ้อยคำ
“โสมพันปีตัวผู้ หากปรุงโอสถด้วยโสมชนิดนี้น่าจะช่วยให้ร่างกายของเจ้าเติบใหญ่ โสมพันปีมีสรรพคุณเพิ่มสมดุลหยินหยางในร่างกาย ประโยชน์อื่นๆก็มีมากมายจนกล่าวทั้งวันก็ไม่จบ แต่สรรพคุณหลักคงหนีไม่พ้นด้านการบำรุงร่างกาย หากผู้ฝึกตนบริโภคโสมนี้เข้าไปจะช่วยให้การเดินลมปราณไม่ข้องขัด ทว่าผลข้างเคียงของมันจะทำให้ผู้ฝึกตนดูมีอายุ หรือพูดง่ายๆก็คือโสมพันปีตัวผู้จะช่วยเร่งการเจริญวัย อย่างไรก็ตามโสมวิเศษที่มีชีวิตนี้ขึ้นอยู่ที่เขตป่าแดนบูรพาเท่านั้น และหอพืชปรุงยาก็ไม่ได้เก็บโสมชนิดนี้ไว้...”
ได้ยินคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญด้านพืชวิเศษ ใบหน้าของจิวฟงก็พอจะมีรอยยิ้มปรากฏ เขาลูบหัวเจ้าไก่ขาวใยไหมอยู่สองสามที จากนั้นก็รีบกล่าวคำขอบคุณเจ้าของหอพืชปรุงยา
“หากข้าหาโสมพันปีมาได้ ท่านผู้อาวุโสเกาพอจะปรุงโอสถให้ข้าได้หรือไม่”
“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา หากแต่ป่าแดนบูรพาอยู่ในเขตของแคว้นจ้าว หากเจ้าเดินทางด้วยตัวเอง สองปีก็ยังไปไม่ถึงที่นั่น และข้าก็ไม่แน่ใจว่าท่านเจ้าสำนักจะอนุญาตให้เจ้าใช้ยานเหาะเพียงเพื่อไปเก็บโสมวิเศษมาปรุงโอสถเพิ่มความสูงหรือไม่”
เจ้าเปี๊ยกลุกยืนด้วยท่าทีไร้เรี่ยวแรง การเดินทางไปถึงป่าแดนบูรพาต้องใช้เวลากว่าสองปี นี่หมายความว่ากว่าเขาจะนำโสมชนิดนี้กลับมายังสำนักก็กินเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี ถึงเวลานั้นพวกเจ้าอ้วนและชุนจางมินคงโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันไปหมดแล้ว
“ข้าจะต้องเตี้ยอย่างนี้ไปอีกสี่ปี...”
เสียงแห่งความขมขื่นลอดออกมาจากปากของจิวฟง เงาแห่งความหดหู่ครอบงำเด็กชายที่เดินลากขาออกไปจากห้อง ฝ่ายเกาเพ้ยจื่อมองหลังเจ้าเปี๊ยกอยู่เงียบๆ
เมื่อจิวฟงจากไปแล้ว เกาเพ้ยจื่อก็หยิบคัมภีร์สีดำขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาของเขาจ้องมองชื่อตำราพร้อมกับครุ่นคิด คัมภีร์นั้นไม่ใช่คัมภีร์ที่เกี่ยวกับโอสถตามที่จิวฟงเข้าใจ ที่ปกของมันเขียนไว้ว่า‘ชีวาชีวีมนุษย์’
“เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเจ้ากันแน่...” ผู้อาวุโสแซ่เกาพึมพำ
ที่ชั้นสี่ของหอหลอมศาสตรา จิวฟงและเจิ้งซิ่งฝูกำลังรอการกลับมาของชายตาเดียวอยู่หน้าประตูโลหะสีเงิน เจ้าเปี๊ยกมีท่าทีกระสับกระส่าย ฝ่ายเจิ้งซิ่งฝูมองจิวฟงที่เดินกลับไปกลับมาอย่างรำคาญ
“ไม่ต้องขออนุญาตให้เสียเวลาหรอก ยังไงผู้อาวุโสหวงก็ไม่ยอมแน่”
“ไม่ลองก็ไม่รู้” เจ้าเปี๊ยกพยักหน้าหนึ่งทีแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่มุ่งมั่น แต่พอพูดจบเขาก็เดินเป็นหนูติดจั่นอยู่เหมือนเดิม
เจิ้งซิ่งฝูจะลงจากหอหลอมศาสตราไปตั้งหลายรอบ แต่จิวฟงก็คว้าแขนแล้วเกาะเขาไว้แน่น จิวฟงเพียรอ้อนวอนให้เขาอยู่เป็นเพื่อน เจิ้งซิ่งฝูมองเด็กชายตัวน้อยอย่างอ่อนใจ จากนั้นเขาก็เอ่ยถามเด็กชาย
“ตัวเตี้ยไม่ดียังไง ข้าก็ตัวเล็กเหมือนกันไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไรเลย” พูดจบเจิ้งซิ่งฝูก็ถอนหายใจแรงๆหนึ่งที ฝ่ายจิวฟงยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายเขาก็จ้องเข้าไปในตาของคนแซ่เจิ้งพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ความสูงอย่างเดียว ร่างกายของข้าหยุดการเจริญเติบโตโดยสิ้นเชิง!”
“...”
เจิ้งซิ่งฝูก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เฝ้าดูจิวฟงมาโดยตลอด เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าเปี๊ยกเขาก็เริ่มฉุกคิด ทั้งใบหน้า น้ำเสียงและสรีระของจิวฟงไม่เปลี่ยนไปนับตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้เห็นเด็กชาย ขณะที่เจิ้งซิ่งฝูกำลังยืนอึ้งอยู่นั่นเอง สายลมวูบใหญ่ก็พัดเข้ามาในหอหลอมศาสตรา สายลมนั้นพุ่งมาทางคนทั้งสอง และทันใดนั้นชายตาเดียวก็มายืนอยู่ต่อหน้าจิวฟง
ทันทีที่เห็นหน้าผู้เป็นอาจารย์ จิวฟงก็รีบก้มหัวลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“ข้าขอออกไปนอกสำนักเพื่อไปยังป่าแดนบูรพา!”
“ไม่อนุญาต...”