“นั่งลงก่อนสิ” อี้เฟยบอกกับเฉียนหลิงให้นั่งลงก่อน ส่วนตัวเขาเดินเอากระติกน้ำแข็งใบใหญ่ที่เพิ่งซื้อมาใหม่เพื่อใส่น้ำแข็งนี้โดยเฉพาะเลยไปที่ห้องครัว พลางหยิบกาน้ำชาและขนมผลไม้ติดมือกลับมายังห้องนั่งเล่นด้วย
สุดท้ายเขาก็หนีบเฉียนหลิงกลับมาที่บ้านด้วยเพื่อนั่งคุยกันอย่างเป็ส่วนตัว และเขาก็เพิ่งรู้ว่าบ้านของเฉียนหลิงอยู่ชั้นล่างเขานี่เอง
“เอ่อครับ ขอบคุณครับ” เฉียนหลิงรีบรับถ้วยน้ำชาที่อีกฝ่ายรินให้พลางกล่าวขอบคุณเด็กหนุ่มอี้เฟยอย่างเกรงใจ ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะพาเขามาที่บ้านของเ้าตัวเลย และเขาก็ไม่คิดเช่นกันว่าด้วยเหตุอันใดตนถึงได้ยอมตามคนแปลกหน้ามาง่ายๆเช่นนี้ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็อี้เฟยคนนั้นก็เถอะ
รัศมีความหล่อเหลาสง่างามอย่างสมบูรณ์ของอี้เฟยช่างกดทับยิ่งนัก ไม่ใช่ เป็ความหล่อเหลาธรรมดาๆอย่างเดียว แต่เป็การทำให้เรารู้สึกถึงพลังอำนาจภายในตัว รู้สึกกริ่งเกรง มีความเกรงกลัว จนเขาเองก็ชักจะรู้สึกเกร็งๆขึ้นมาอยู่เหมือนกันพลางวางตัวอย่างไม่เป็ธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“เฉียนหลิง... ฉันขอเรียกแบบนี้และแทนตัวเองแบบนี้นะ ฉะนั้นทิ้งมารยาทไปเถอะ”
อี้เฟยกล่าวหลังจากที่เห็นท่าทางเกร็งๆของเฉียนหลิงแล้วก็ลอบหัวเราะในใจ พลางคิดว่า... หึๆ ช่างคล้ายคลึงกับเฉียนิในอดีตจริงๆ เ้าคนนั้นน่ะตอนแรกที่ได้เจอและรู้จักเขาองค์ชายห้าก็มีท่าทีเช่นนี้แหละ อาจจะหนักกว่านี้เสียด้วยซ้ำเพราะด้วยฐานะยศถาบรรดาศักดิ์ของเขาที่เป็ถึงพระโอรสของเสด็จพ่อฮ่องเต้และพระมารดาแห่งแผ่นดินฮองเฮา
“เรามาทำตัวตามสบายกันเถอะเพราะฉันก็จะทำตัวตามสบายเหมือนกัน... ถือซะว่าเราเป็สหายเก่าก่อนกันก็แล้วกัน”
“แบบนี้ดีหรือไม่... นายคิดว่าอย่างไร” กล่าวเช่นนั้นแล้วอี้เฟยก็เอนตัวพนักพิงโซฟานุ่มเอ่ยพูดอย่างสบายๆ ไม่เคร่งครัดทุกคำไป ไม่รักษากิริยามารยาทกับผู้าุโกว่าจนดูน่าอึดอัด... ตอนนั้นเขาก็พูดแบบนี้กับเฉียนิให้นับเป็สหายกันก็แล้วกัน
เขารู้ดีว่ามาดของเขานั้นคืออี้อ๋อง ตอนนี้แม้ว่าเป็คนธรรมดาไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ก็ลบเลือนว่าเขาคืออี้อ๋องมาทั้งชีวิตทั้งหลายชาติไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นกิริยาท่าทางของเขาจึงล้วนสง่างาม สมบูรณ์แบบ ทรงพลัง และมีอำนาจเร้นอยู่
“ดี... ก็ดีนะ ได้เลย” พบกับคนที่ถูกชะตาต้องกัน... โดยในส่วนตัวเฉียนหลิงเองก็ไม่ใช่คนเคร่งครัดมารยาทอะไรขนาดนั้นหรอก ฉะนั้นคำพูดและการกระทำเช่นนี้ของอี้เฟยจึงทำให้เขารู้สึกโล่งๆขึ้น ตามสบายและเป็ธรรมชาติมากขึ้น
เมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มอี้เฟยที่เพิ่งพบกันคนนี้เฉียนหลิงกลับรู้สึกสบายใจและอุ่นใจอย่างไม่รู้ จนเขาอดไม่ได้ที่จะมีความสงสัยหนึ่งขึ้นมา จึงได้เอ่ยถามเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งพิงพนักโซฟาจิบน้ำชาด้วยท่าทางสง่างามและสบายๆเป็กันเองขึ้น
“อี้เฟย เรา... เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า”
“ไม่ เราไม่เคยรู้จักกัน... แต่ฉันเคยรู้จักกับคนสกุลเฉียนอยู่ผู้หนึ่ง เป็คนที่ดีมากอยู่ทีเดียว” อี้เฟยมองหน้าเฉียนหลิงแล้วตอบคำถามนี้อย่างตรงๆ
เขาคิดไว้ว่าเฉียนหลิงไม่ใช่คนโง่ การกระทำเช่นนี้ของเขาย่อมต้องมีเหตุผลอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ถามถึงเหตุผลที่เขากระทำเช่นนี้เลย... อืม ก็ไม่สมกับที่เป็ลูกหลานของเฉียนิผู้นั้นเลยนะ
“เฉียนิคนนั้นน่ะเหรอ” เฉียนหลิงพยักหน้าแล้วอดถามอีกไม่ได้ถึงคนที่ทำให้อี้เฟยทักเขาผิด สีหน้าของเขาฉายแววครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“อืม”
“ฉันไม่เคยได้ยินคนชื่อนี้ในตระกูลเฉียนเลยนะ จะมีก็แต่... เอ๊ะ” เฉียนหลิงพูดทั้งครุ่นคิดหนัก แต่คิดอย่างไรเขาก็คิดไม่ออกถึง ‘เฉียนิ’ ที่อี้เฟยกล่าวถึง และเขาก็คิดว่าไม่น่าจะมีด้วย
เฉียนิเหรอ... ในตระกูลเฉียนชื่อนี้ก็มีแต่ ‘ท่านผู้นั้น’ เพียงคนเดียวเท่านั้นแหละ เนื่องจากในตระกูลนั้นมีกฎข้อห้ามข้อหนึ่งที่ว่านามชื่อ ‘เฉียนิ’ เป็ชื่อที่ห้ามตั้งให้กับบุตรหลานไม่ว่าจะรุ่นใดทั้งสิ้น
ส่วนเหตุผลนั่นก็เพราะว่านามชื่อ ‘เฉียนิ’ เป็ชื่อของผู้นำต้นบรรพบุรุษตระกูลเฉียน ซึ่งยังเป็ผู้ที่ได้รับใช้ราชวงศ์ราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ของเมืองหลวงที่สุดด้วย และโอบอุ้มชูตระกูลเฉียนของเรามาให้อย่างมีเกียรติจนถึงปัจจุบันนี้ ฉะนั้นเพื่อ้าระลึกถึงและเทิดทูนท่านต้นบรรพบุรุษจึงไม่อนุญาตให้บุตรหลานตั้งชื่อพ้องด้วย... นามชื่อ ‘เฉียนิ’ ในตระกูลเฉียนจึงมีเพียงคนเดียวเท่านั้น
เมื่อเฉียนหลิงฉุกคิดได้แล้วถึงกับเหยียดตัวตรง ไม่รู้ว่าทำไมอี้เฟยถึงได้รู้จักกับท่านเฉียนิได้ยังไง หรืออี้เฟยก็อาจจะจำชื่อผิดก็ได้กระมัง... “อี้เฟยนายจำคนผิดแล้วกระมัง ในตระกูลเฉียนไม่มีคนชื่อนี้หรอกนะ”
“ไม่มีคนชื่อนี้... หรือว่าไม่ให้ตั้งชื่อนี้กันแน่ล่ะ”
พออี้เฟยพูดจบเฉียนหลิงก็ลุกขึ้นพรวดถามอย่างใ “นายรู้ได้ยังไงน่ะ?!”
“บังเอิญรู้” อี้เฟยพูดแค่นั้นกับพยักหน้าหงึกๆให้เฉียนหลิงนั่งลงอย่างใจเย็นๆ พร้อมรินน้ำชาให้ด้วย
บังเอิญเหรอ... บังเอิญจริงๆซะที่ไหนเล่า เขาอี้อ๋องจะไม่รู้ได้ยังไงก็ในเมื่อเป็เขาเองที่วิ่งไปขอราชโองการของเสด็จพี่มา ห้ามคนสกุลเฉียนตั้งนามชื่อทับกับ ‘เฉียนิ’ ไม่ว่าจะในรุ่นใดก็ตาม เพราะอยากให้นาม ‘เฉียนิ’ สกุลเฉียนสหายของเขาอี้อ๋องมีเพียงคนเดียว
เหตุผลก็แค่นี้แหละ เสด็จพี่ก็ออกราชโองการให้ง่ายๆนั่นละ ช่างเป็เสด็จพี่ฮ่องเต้ที่ตามใจอ๋องน้องจริงๆเลย ถ้าเสด็จพี่ขัดใจเขาสักนิดไอ้ราชโองการแบบนั้นน่ะจะออกมาได้ยังไง... ดูสิดันมีผลมาถึงปัจจุบันนี้เลย ราชโองการประกาศิตของโอรส์นี่ช่างศักดิ์สิทธิ์จริงๆ
“รู้เื่ภายในตระกูลเฉียนมันบังเอิญไม่ได้หรอกนะ... อี้เฟยนายเป็ใครกันแน่” เฉียนหลิงมองอี้เฟยด้วยสายตาอ่านไม่ออก... มาตอนนี้เขาไม่แน่ใจว่าอี้เฟยเป็คนยังไงกันแน่ เขาเริ่มรู้สึกสงสัยในตัวอี้เฟยขึ้นมา
ตระกูลเฉียนในปัจจุบันนี้ที่ได้เป็หนึ่งตระกูลใหญ่อันดับต้นของประเทศ ก็เพราะท่านเฉียนิผู้นำต้นบรรพบุรุษตระกูลนั้นเคยถวายงานรับใช้ราชวงศ์ราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ของเมืองหลวงที่สุดด้วยตอนนั้น จึงได้กลายเป็การยกระดับตระกูลขึ้นมาเป็อันดับต้นได้... ฉะนั้นเื่กฎตระกูลบางอย่างคนนอกไหนเลยจะมาบังเอิญรู้ง่ายๆขนาดนั้น
แต่เมื่อคิดถึงตระกูลเฉียนในตอนนี้แล้วเฉียนหลิงก็มีใบหน้าหมองเศร้าลงและรู้สึกเศร้าสร้อยห่อเหี่ยวใจยิ่งนัก
“บอกว่าบังเอิญรู้ไง... ฉันบังเอิญจริงๆนะเฉียนหลิง ฉะนั้นเื่นั้นช่างมันเถอะนะ” อี้เฟยก็กล่าวปฏิเสธไปทั้งตรงๆอย่างนั้นเลยแหละ ในเมื่ออ๋องอย่างเขาไม่พูดซะอย่างใครจะกล้าง้างปากเขาเล่า
พอเห็นสีหน้าตอนที่เฉียนหลิงพูดถึงตระกูลเฉียนแล้วอี้เฟยจึงกลับเข้าสู่ประเด็นหลักใจความสำคัญที่้าพูดคุยกับเฉียนหลิงต่อ
“มาเื่นี้ดีกว่าตอนนี้ตระกูลเฉียนเป็ยังไงบ้างเฉียนิ อ้อ ไม่ใช่สิ เฉียนหลิงนายมีอะไรลองว่ามาสิ เผื่อว่าฉันจะเป็ที่พึ่งพาให้นายได้”
อี้เฟยก็อยากจะตีปากงามๆของตัวเองสักหน่อยนักเชียว พอได้พูดคุยกันเฉียนหลิงที่มีทั้งชื่อและหน้าตาท่าทางคล้ายคลึงกับเฉียนิแล้ว เขาก็เป็อันหลุดปากเรียกชื่อเฉียนิอย่างคุ้นชินคุ้นปากไปจนเกือบจะแก้เปลี่ยนแทบไม่ทันแน่ะ
“ว่ามาเถอะเฉียนหลิง... เื่ราวที่มันหนักหนาสาหัสเกินไปในบางครั้งตัวคนเดียวก็ทำอะไรไม่ได้หรอกนะ และหากปล่อยเวลาให้ผ่านจนเนิ่นนานไปก็อาจจะสายเกินไปก็ได้ ถึงครานั้นจะย้อนคิดเสียใจในภายหลังก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว”
“ว่าเื่ของนายมาเถอะ ฉันจะเป็ที่พึ่งพาให้นายเองเฉียนหลิง”
เฉียนหลิงขมวดคิ้วแน่น เขาเลิกสนใจเื่นาม ‘ท่านเฉียนิ’ ไปสักพักก่อน... เมื่อฟังคำถามและคำพูดของอี้เฟยแล้ว หากเป็ผู้อื่นถามเขาคิดว่ามันคงจะเป็การละลาบละล้วงเื่ส่วนตัวอยู่พอสมควรสำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันยังไม่ถึงหนึ่งวันเสียด้วยซ้ำ
แต่พอคำพูดได้ออกจากปากของอี้เฟยและคำกล่าวที่ว่าจะเป็ที่พึ่งพาให้เขานั้นจากอีกฝ่าย เมื่อฟังแล้วด้วยเหตุใดก็ไม่รู้กลับพาให้เฉียนหลิงรู้สึกะเืใจยิ่งนัก พลันดวงตากลมก็พร่าเลือนไปเพราะมีหยาดน้ำใสเอ่อปริ่มขึ้นคลอหน่วย
เขาเองก็พยายามที่จะเข้มแข็งมาตลอด ความรู้สึกที่เหมือนกับยืนอยู่ท่ามกลางหน้าผาเดียวดายเสมอมาทำให้ไม่อาจจะอ่อนแอได้... มาวันนี้เพียงคำพูดของอี้เฟยที่นับได้ว่าเป็คนแปลกคนหนึ่งไม่กี่ประโยคกลับกระแทกใจเขายิ่งนัก ความเข้มแข็งด้วยตัวคนเดียวพังทลายครืนลงมา
ที่จริงเขาก็อยากมีที่พึ่งพาเหมือนกัน... ใครจะไปเข้มแข็งอยู่คนเดียวได้ตลอดไป
“ฉัน ฉัน... ฉันแค่กำลังจะหมดสิ้นแล้ว”
“หมดสิ้น?” ทั้งคำพูดและท่าทางของเฉียนหลิงทำให้อี้เฟยเริ่มรู้สึกเครียดขึ้นมาเลย หากว่าหมายถึงสกุลเฉียนกำลังจะหมดสิ้น... แบบนี้จะมีหน้าที่ไหนไปเจอเฉียนิสหายในปรโลกได้เล่า!
สกุลจง สกุลถังยังอยู่มาได้แล้วทำไมสกุลเฉียนจะอยู่ไม่ได้เล่า! อี้เฟยเหยียดตัวตรงคิดว่าเขาจะต้องหาทางช่วยเหลือลูกหลานของเฉียนิให้ได้อย่างถึงที่สุด
“สกุลเฉียนก็เป็สกุลใหญ่ที่รักใคร่กลมเกลียวสามัคคีกันดีนี่”
คำกล่าวนี้เป็จริงซะที่ไหนเล่า... จะมีตระกูลใหญ่สักกี่ตระกูลที่รักใคร่กลมเกลียวสามัคคีกันอย่างนั้นจริงๆ ไม่รู้ว่าในกรณีสถานการณ์ของสกุลเฉียนตอนนี้จะเกิดจากคนภายในตระกูลหรือคนภายนอกตระกูลกัน
อ๋องอย่างเขาน่ะมีเื่ราวอะไรบ้างที่ไม่เคยพบเจอ เื่ต่างๆไม่ว่าดำมืดเพียงใดเขาล้วนเห็นชัดรู้แจ้งมาั้แ่ชาติแรกแล้วกระมัง
“รักใคร่อย่างงั้นรึ? กลมเกลียวอย่างงั้นรึ? สามัคคีอย่างงั้นรึ? บัดซบละสิไม่ว่า!”
เฉียนหลิงพูดก็อดไม่ได้ที่ใส่อารมณ์ร่วมด้วยเมื่อถึงเื่ราวทุกอย่าง...
“จริงๆมันคงจะบ้ามากที่พูดเื่ของตระกูลกับคนแปลกหน้า” เฉียนหลิงยังมีความรู้สึกลังเลอยู่บ้างที่จะบอกเล่าเื่ราวของตนเองให้อี้เฟยฟัง แต่ใจลึกๆของเขาก็ยอมรับว่ารู้สึกสบายใจและอุ่นใจที่ได้อยู่ใกล้กับอี้เฟย ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าจะเป็ที่พึ่งพาให้เขาแล้วด้วยเขาก็รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก
“เอาเถอะก็ฉันบอกแล้วไงว่าให้คิดซะว่าฉันเป็สหายเก่าก่อนน่ะ แบบนี้ก็ไมใช่คนแปลกหน้ากันแล้ว”
ก็เป็สหายเก่าก่อนจริงๆนะ... แต่หมายถึงเป็สหายเก่าก่อนของเฉียนิต้นบรรพบุรุษตระกูลของเ้าน่ะ อี้เฟยคิดในใจ
“อื้ม คือเื่ราวมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก…”
เฉียนหลิงจึงตัดสินใจที่จะเล่าให้อี้เฟยฟัง แม้ว่าเมื่อเล่าจบแล้วอาจจะไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลยหรืออี้เฟยก็อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเขาได้มากเท่าไหร่เลยก็ตาม แต่อย่างน้อยเขาก็รู้สึกว่าการได้พูดออกมามันก็อาจจะดีไม่น้อย ได้ระบายให้ใครสักคนที่อยู่เคียงข้างเขาฟัง และเขารู้สึกสบายใจอุ่นใจที่พูดกับคนคนนั้น ซึ่งคนคนนั้นก็คือ อี้เฟย
อย่างที่เขากล่าวไปว่าเื่ราวมันไม่ได้ซับซ้อนเลย ก็เหมือนกับเื่หักเหลี่ยมคมกันภายในครอบตระกูลใหญ่อื่นๆนั่นแหละ ซึ่งเริ่มมาจาก... เมื่อ 5 ปีก่อน ท่านปู่ของเขาซึ่งเป็ผู้นำตระกูลเฉียนได้หมดลมจากโลกนี้ไปแล้วได้ทิ้งพินัยกรรมและยกตำแหน่งผู้นำตระกูลเฉียนให้กับพ่อของเขาต่อ ซึ่งเป็นายท่านใหญ่บุตรชายของฮูหยินคนแรกของท่านปู่ที่เสียไปนานไปแล้ว ส่วนสมบัติหรือหุ้นบริษัทต่างๆท่านปู่ก็ล้วนแบ่งให้กับทุกคนที่ควรได้รับอย่างถูกต้องอยู่แล้ว
แต่ว่าเื่ราวก็ไม่ได้จบเพียงแค่เท่านั้น... ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พ่อของเขาดำรงตำแหน่งเป็ผู้นำตระกูลและประธานบริษัทกลับถูกพี่น้องและผู้ร่วมหุ้นบริหารกดกันมาตลอด น้องชายต่างมารดาของพ่อสองคน ครอบครัวปู่รองเฉียน และครอบครัวปู่สามเฉียน ซึ่งก็นับว่าเป็ลูกพี่ลูกน้องกันแท้ๆ พ่อของเขาได้รับความกดดันมากเครียดมากทุกวัน จนในที่สุดสามปีร่างกายของพ่อของเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงได้ล้มป่วยลง และเสียชีวิตลงด้วยโรคเส้นเืในสมองแตกอย่างฉับพลัน
หลังจากนั้นเขาเฉียนหลิงที่เป็คุณชายใหญ่เฉียนที่ยังเรียนไม่จบเลยด้วยซ้ำในเพียงค่ำคืนเดียวก็พลิกสถานะดำดิ่งลงเหวภายในทันที... อารองซึ่งเป็นายท่านรองเริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในเครือตระกูลเฉียน และทำการฮุบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็ตำแหน่งผู้นำตระกูลหรือประธานบริษัท เขาเฉียนหลิงเหลือแต่ตัวแม้จะอยากสู้เพียงไรก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะไปต่อกรกับคนเ่าั้นัก
เฉียนหลิงกลายเป็คุณชายใหญ่เฉียนผู้ตกอับ เขาจึงมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเพื่อให้จบอย่างเร็วที่สุดด้วยสมบัติก้อนสุดท้ายที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้ เพื่อที่จะมีสักวันหวังว่าจะได้ทวงทุกอย่างที่เป็ของพ่อเขาคืนมา แต่ว่า... หลังจากเรียนจบชีวิตของเขาก็ไม่ได้ง่ายขึ้นเลย เมื่อคนพวกนั้นไม่คิดที่จะปล่อยให้เขาได้ลืมตาอ้าปาก กดดันจนพ่อของเขาเส้นเืในสมองแตกตาย ยังตามราวีบีบคั้นกดดันเขาต่อ
หลายครั้งที่เขาต้องออกจากงานในหลายที่หลายแห่งเพราะอำนาจมืดเ่าั้ และในปัจจุบันสุดท้ายนี้บ้านคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยของเขาก็ต้องขายทิ้งออกไป... กลายเป็คุณชายใหญ่เฉียนที่ยิ่งกว่าผู้ตกอับ กลายเป็คนที่ตอนนี้ไร้บ้านไร้ที่อยู่
เหมือนกับว่าบนโลกใบนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับเขาเฉียนหลิงเลย รสชาติชีวิตนี้มันช่างยิ่งกว่าขื่นขมยิ่งนัก
“ตระกูลเฉียน ตำแหน่งผู้นำตระกูลเฉียน มรดกตกทอดเก่าแก่ของท่านต้นบรรพบุรุษ ความดีงามของตระกูลเฉียน สิ่งที่ท่านปู่กับคุณพ่อทำมาและฝากฝังไว้กับฉัน... ฉันไม่อาจที่รักษามันไว้ได้”
เฉียนหลิงไม่รู้ด้วยเหตุใด... เมื่อมองไปที่ใบหน้าของอี้เฟยแล้วน้ำตาที่สะกดกลั้นไว้ก็อั้นไม่อยู่อีกต่อไป... น้ำตาของลูกผู้ชายที่ไม่เคยไหลมานานแล้วได้หลั่งรินออกมาอาบใบหน้าอ่อนละมุนของเขา
“เฉียนหลิง..... นายล้างจานเป็ไหม”
-----------------------------------
Talk
ท่านอ๋องงงงงงงงงง น้องเอ๊ยยยยย... ถ้าไรท์เป็เฉียนหลิงนี่ร้องไห้จริงๆแล้ว โอ๊ยยยยยยยย [5555]
งื้ออออ เื่ราวสุดแสนดราม่าชิงหักเหลี่ยมคมภายในตระกูลเฉียนของเฉียนหลิง น้องหลิงต้องสู้นะ ตอนนี้์ได้ส่งท่านอ๋องมาช่วยน้องแล้ว!
ลูกหลานของเฉียนิ ท่านอ๋องต้องให้ความช่วยเหลือแน่นอนด้วยวิธีการแบบฉบับอี้อ๋อง... [หึๆๆ]
ล้างจานเป็ไหม?... และกับคำถามท้ายตอนสุดนี้ของท่านอ๋องคิดว่าทุกคนน่าจะพอทราบนะคะว่าจุดประสงค์มันคืออะไร [5555]
ตอนนี้ได้พบกับเฉียนหลิงลูกหลานของเฉียนิสหายเก่าก่อนของท่านอ๋องที่มาพร้อมกับปัญหาใหญ่เลย ตอนหน้ามาร่วมกันเป็กำลังใจให้ท่านอ๋องด้วยกันอีกเถอะ!
อ่านแล้วเป็เช่นไรบ้างก็ฝากคอมเมนต์เพื่อเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :)