โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 63 คุณหมอหัตถ์เทวดา 2

    ภาพที่บนจอมอนิเตอร์มีอยู่หลายภาพ แต่ตอนนี้สภาพบาดแผลที่เกิดจากสะเก็ดระเบิดจนฉีกขาด ก็ค่อยๆ สมานแผลกลับมาเป็นปกติ ภาพจากกล้องแอกซเรย์ที่เห็นว่ามีเลือดออกในสมองในตอนนี้ ก็ค่อย หายไป มีกลุ่มควันสีขาวลอยออกมา

    จากนั้น ก็มาที่บาดแผลตรงต้นคอ ที่แขนทั้งสองข้าง ต่างก็หายไปเป็นปกติ

    แล้วมาถึงกลางหลังที่มีบาดแผล ทั้งเป็นรอยยุบ รอยฉีกขาด ต่างก็ค่อยๆ สมานเป็นเนื้อเดียว ไม่มีแม้แต่รอยแผลเป็น ภาพกระดูกสันหลังที่หัก ก็ค่อยเคลื่อนที่มาประสานกันอย่างสมบูรณ์ ปอดที่เป็นแผลก็หายกลับมาเหมือนเดิม อาจารย์หมอ ต่างอ้าปากค้าง แล้วบาดแผลที่เหลือ ก็หายมาเป็นปกติ ด้วยฝ่ามือเดียวของ หมอเทียน

    “ เรียบร้อยแล้วครับ”

    กรกันต์ที่ถูกวางยาสลบเอาไว้ พลันรู้สึกตัวขึ้น แล้วทำท่าจะลุกนั่ง แต่ว่าไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะตัวของเขานั้นมีแต่ สายระโยงระยางเต็มไปหมด แถมในคอยังมีเครื่องช่วยหายใจเสียบลงคอเข้าไปอีก

    “ อ้า เอ้า อ้า อ้อ อ๊า”  กรกันต์ทำไม้ ทำมือบอกเขาไม่เป็นอะไรแล้ว หมอถึงได้ช่วยดึงเครื่องช่วยหายใจออกมา

    ขจรเดินออกมาด้านนอก พร้อมกับ หมอธารินทร์ และหัวหน้าหมอใหญ่ อาจารย์เสรี

    “ นี่คือ อาจารย์หมอเสรี เป็นหัวหน้าแพทย์แผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลเรา”

    อาจารย์หมอธารินทร์เอ่ยแนะนำ

    “ สวัสดีครับ”

    “ คุณหมอทำงานอยู่ที่ไหนครับนี่ ทำไมผมไม่เคยเห็นคุณหมอมาก่อนเลย”

    “ ผมไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย ผมไปๆ มาๆ ระหว่างยุโรป และอเมริกา พอดีลูกศิษย์ของผมได้โทรบอกให้มาช่วย ผมก็เลยแวะมา”

    “ ลูกศิษย์?”

    “ ขจร เขาเป็นนักเรียนแพทย์ปี 2 ที่นี่ ถ้ายังไงก็ฝากเขาด้วยนะครับ หากเขาเรียนจบแล้ว ผมจะพาเขาไปอยู่กับผมด้วย”

    “ อ้อ ขจรเขาเป็นลูกศิษย์ของผมเอง”

    “ แต่ว่า การรักษาแบบนี้ เขาเรียกว่าอะไรครับ พลังวิเศษ หรือ พลังจิตหรือเปล่าครับ”

    “ เรียกว่า การรักษาแบบโพเพทัส การรักษาเหนือธรรมชาติครับ”

    “ ผมเคยได้ยินมา แต่ว่า ยังไม่เห็นมีใครรักษาได้เหนือธรรมชาติถึงขั้นนี้เลย”

    “ แล้วแต่การฝึกฝนของแต่ละคนครับ ผมมีเวลาน้อย เอาไว้มีเวลาเราค่อยมาคุยเรื่องศาสตร์รักษาแนวทางนี้กันนะครับ”  ขจรในร่างของหมอเทียนรีบเดินจากไปทันที ขืนอยู่หากโดนถามมากๆ เข้าเดี๋ยวมีหลุด แล้วจะยุ่งไปกันใหญ่

    โดยที่อาจารย์หมอทั้งสองต่างลืมขอเบอร์โทร. ติดต่อหมอเทียนเลย

    ขจรเดินผ่านมุมตึก ร่างก็เปลี่ยนมาเป็นนักศึกษาแพทย์ขจรเหมือนเดิม แล้วมาหาเพื่อนๆ ที่ตอนนี้กิ๊ฟ ก็มากับพ่อ เพราะได้จับคนร้ายแล้ว ทุกอย่างก็ปลอดภัย

    กรกันต์ถูกพาออกจากห้องผ่าตัด โดยนั่งรถเข็นออกมาเหมือนคนปกติ พร้อมกับ เจ้าสัวหลี่ ที่ไม่ยอมนั่ง ถึงกับเดินโชว์ให้ทุกคนเห็นเลย

    “ นี่พวกเขาไม่เป็นอะไรแล้วหรือนี่” ซีเอ่ยอย่างตกใจ ไม่คิดว่าตอนที่เข้ามาก็แทบจะไม่รอด แต่ตอนนี้ กลับดูเป็นปกติ  

    “ เฮ้ย พวกนายเป็นไงกันบ้าง สบายดีกันใช่ไหม” กรกันต์ทักทายเพื่อนๆ ทุกคน

    “ ก่อนมานายเหมือนคนใกล้ตาย ทำไมตอนนี้กลับหายปกติ นี่นายแกล้งฝืนหรือเปล่า” ซีเอ่ยถาม

    “ เปล่าเลย พอดีเจอหมอท่านหนึ่ง ท่านใช้การรักษาแบบพลังเหนือธรรมชาติ หรือโพเพทัสให้ ฉันกับปู่หายเป็นปกติทันทีเลย”

    “ โอ้ มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ?” หัวหน้าเอกเอ่ยอย่างแปลกใจ

    “ ท่านเป็นใคร รักษาที่ไหน”

    “ ท่านชื่อ หมอเทียน ฉายาหัตถ์เทวดา ส่วนท่านเป็นใคร ต้องถามขจรแล้ว เขาเป็นศิษย์อาจารย์กันนี่”

    ขจรได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร กิ๊ฟเข้ามากระตุกแขนให้เล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง แต่ว่าเจ้าสัวหลี่ กับ อาจารย์หมอใหญ่ทั้งสอง ก็ขอคุยกับ ขจรเป็นการส่วนตัว เขาเลยไม่ต้องตอบเพื่อนๆ

    “ ขอบใจเธอมากนะ ที่ได้โทร. บอกอาจารย์ให้มาช่วยฉันกับหลานชายเอาไว้”

    “ ไม่เป็นไรครับ พ่อดีอาจารย์ท่านเพิ่งกลับมาจาก ตระเวณยุโรป เลยแวะมาเมืองไทย”

    “ ฉันอยากเลี้ยงขอบคุณ ท่านหมอเทียน เธอช่วยนัดให้หน่อยได้ไหม”

    “ อาจารย์เป็นคนแปลก ไม่ค่อยอยากพบปะกับใคร เรื่องนี้ท่านเคยกำชับเอาไว้แล้ว ผมต้องขออภัยแทนอาจารย์ด้วยครับ”

    “ ฝีมือระดับเทพรักษาแบบนี้ ทำไมเธอไม่เคยเล่าให้อาจารย์ฟังบ้างเลย”

    “ ผมเพิ่งจะรู้จักท่านไม่นานเท่าไรครับ”

    “ หากเป็นเคสพวกมะเร็ง โควิด พวกนี้อาจารย์ของเธอเคยรักษาหายหรือไม่”

    อาจารย์หมอธารินทร์เอ่ยถามตรงๆ ซึ่งขจรก็ถามหินเจ้าปัญญาไปเช่นกัน

    “ ได้ครับ แต่ว่า คงต้องรอคิว เพราะว่า การรักษาชีวิตของคนๆ หนึ่ง จะทำให้พลังของท่านอาจารย์ต้องถดถอยลงไป จึงต้องมีการฝึกตนเหมือนพวก นักพรต นักบวช แบบนั้นครับ”

    “ อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง อาจารย์ของเธอนี่เหมือนเซียนที่มาจุติบนโลกเลยนะ” เจ้าสัวหลี่เอ่ยไปตามตรง อาจารย์หมอทั้งสองต่างพยักหน้าเห็นด้วย แล้วขจรก็ได้แต่ขอลาออกมา

    พบเพื่อนๆ กำลังมองดูพวกกู้ภัยทยอยขนซากศพออกมาจากตึก ขจรก็มายืนดูอย่างสลดใจ ได้แต่สวดแผ่เมตตาให้พวกเขาไปสู่ภพภูมิที่ดีเท่านั้น

    “ คืนนี้ พวกเขาคงช่วยค้นหากันต่อไป คนร้ายช่างโหดเหี้ยมจริงๆ”

    กิ๊ฟเอ่ยอย่างเศร้าสลด  แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ก่อนกลับขจรเข้าไปทักผู้กองนพพร

    “ เป็นไงบ้างครับ พบศพคนร้ายพวกนั้นแล้วใช่ไหมครับ”

    “ คุณรู้?”

    “ ใช่ วิญญาณที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณกำลังจะบอกบางอย่างกับผู้กอง”

    ผู้กองรีบเดินเข้ามาข้างหลังขจรทันที

    “ อะไร พวกเขาจะบอกอะไร”

    “ คนร้ายเป็นนักฆ่า จากเรือนมังกรซ่อน สาขาเกาหลี ได้รับมอบหมายให้ฆ่า เจ้าสัวต่อหน้าบุตรหลาน”

    “ นึกแล้วต้องเป็นพวกนักฆ่าเรือนมังกรซ่อน ลงมือได้เหี้ยมโหดนัก”

    “ พวกมันมีผู้ช่วยเป็นคนไทย น่าจะเป็นทหาร ผู้กองไปสืบดู จากอาวุธดูเองก็แล้วกัน”

    “ ผมส่งไปที่หน่วยพิสูจน์หลักฐานแล้วอีกไม่นานก็คงรู้เรื่อง”

    วันรุ่งขึ้นทางมหาลัยได้ประกาศหยุดการเรียนการสอนเป็นเวลาสามวัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานกันอย่างเต็มที่

    ส่วนขจรก็ได้ไปที่โรงงานน้ำปลา เพื่อเข้าพบกับ ฝ่ายบริหารของโรงงาน

    “ จากที่รายงานรายรับ –  รายจ่ายมา โรงงานน้ำปลานี่ก็ไม่ได้ขาดทุนนี่ครับ ไม่เห็นต้องย้ายหรือ เปลี่ยนแปลงอะไรเลยนี่”

    ขจรเอ่ยกับ ฝ่ายบริหารทุกๆ คน

    “ คือว่า มีนายทุนใหญ่ ที่ต้องการที่ซือที่ดิน พวกเขาได้จ้างชาวบ้าน กล่าวหาว่าโรงงานของเราปล่อยน้ำเสีย ลงไปในแม่น้ำ และยังเดินเครื่องจักรเสียงดัง ทำให้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาตรวจสอบ แม้ว่า พวกเราจะทำถูกต้อง แต่พวกเขาก็จะให้เราทำเครื่องป้องกันเสียง และบังคับรถให้วิ่งเฉพาะกลางคืน ทั้งๆ ที่พวกเราตั้งมาก่อนชุมชนเหล่านี้เสียอีก”

    “ ผู้จัดการชิน พวกนายทุนที่ไหนมันอยากได้ที่แปลงนี้กันนัก”

    “ ก็เป็นพวกของ คุณชายชลทิศ กับ คุณชยอนาวิน โดยให้ทางตระกูลหลิวออกหน้าแทน”

    “ พวกเขาทำไมอยากได้ที่ดินแปลงนี้นัก”

    “ พวกเขาจะนำไปสร้างโรงแรมสมัยใหม่ ทีเรียกว่า ทาว์นโฮเต็ลครับ”

    ขจรนึกขึ้นมาได้แล้ว ก็พยักหน้า

    “ ทางการสั่งมาอย่างไร ก็ทำตามที่พวกเขาต้องการ แล้วก็เร่งไปทำความเข้าใจ กับชุมชนดูว่า พวกเขาต้องการอะไร หากว่าทำได้ก็ทำให้พวกเขาไป ส่วนพนักงานที่อยู่ผมรับรองว่า จะไม่มีการให้พนักงานออก อย่างแน่นอน”

    แล้วขจรก็ออกมาเดินดูผลผลิตของ โรงน้ำปลาที่ไม่ใช่ผลิตแค่น้ำปลาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

    “ นี่เราผลิตผงปรุงรสด้วยหรือนี่”

    “  ใช่ครับ ตอนนี้คนทั่วโลกต่างสนใจ ผงปรุงรส พอๆกับน้ำปลา แม้จะใส่ผงปรุงรสต่างๆ แล้ว ยังคงต้องเติมน้ำปลาไปอีก”

    “ อืม แล้วมันไม่มีผลต่อร่างกายของคนทั่วๆ ไปหรือครับ”

    “ ของทุกอย่างกินเข้าไปก็มีผลอยู่แล้ว แต่ว่า พวกเราต้องทำตามที่อย. สั่งอย่างเคร่งครัด แถมเรายังมีน้ำปลา ระดับไฮแอนด์ เพื่อบริการลูกค้าที่ไม่ต้องการสารโซเดียมกรูตาเมต อีกด้วยครับ”

    พอขจรเดินออกมาทางริมน้ำ พบว่าในโรงงานนี้ กลับมีศาลเจ้าตั้งอยู่ แถมมีผีเจ้าที่เป็นตาแก่เครายาวสีขาว นั่งอยู่บนเก้าอี้ริมน้ำมองไปที่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยสายตาเศร้าสร้อย

    “ ศาลเจ้านี่มาได้อย่างไร”

    “ นื่คือ ศาลเจ้าที่แป๊งกง ตอนที่เริ่มสร้างโรงเงานเสร็จ ศาลเจ้าก็เริ่มสร้างไปพร้อมๆ กัน มีคนเคยเห็นแป๊งกง

    เดินไปมา ยามค่ำคืนเสมอ  ท่านมาคอยช่วยปกป้องคนคุ้มครองคนของเราครับ” ผู้จัดการโรงงาน ชื่อ ลุงฮั้ว เอ่ย

    ขจรให้ทุกคนรอก่อนเขาเดินไปนั่งที่เก้าอี้ริมน้ำ ข้างๆ กับตาแก่เครายาวสีขาว

    “ มานั่งกลางวันเสกๆ แบบนี้ไม่ร้อนบ้างหรือไง?”

    ผีเจ้าที่หันควับมามองขจร ด้วยความตกใจ

    “ นี่.. ลื้อเห็นอั๊วด้วยหรือ?”

    “ ก็แต่งตัวยังกับพระเอกหนังจีนแบบนี้ ใครๆ ก็เห็นกันทั้งนั้น”

    “ ไอ้นี่ ลื้อเป็นใครกันวะ”

    “ ผมเป็นเจ้าของคนใหม่ของโรงน้ำปลา ฉั่วเฮง แห่งนี้ เห็นศาลเจ้าที่มันเกะกะ อยากจะรื้อทิ้ง แล้วทำศาลเทพเจ้าแทน”

    “ ไม่ล่าย ลื้ออย่าทำอย่างนั้นน่า อั๊วเป็นเจ้าของทิ่ดินมาก่อน อั้วนี่แหละ ฉั่วเฮง ตัวจริงๆ”

    “ แล้วมานั่งทำไมที่นี่ มีอะไรหรือเปล่า” ขจรเริ่มถามอย่างจริงจัง

    “ อั๊วคิดถึงลูกหลาน มันไม่รักดี กลับขายที่ดินของตระกูลทิ้ง แล้วนี่ต่อไปอั๊วจะมีหน้าไปหาท่านบรรพบุรุษได้อย่างไร”

    “ โลกใบนี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่ใครยึดติดกันแล้ว ท่านก็ผ่านอะไรมาเยอะ  จะไปยึดติดทำไม”

    “ ลื้อไม่รู้อะไร  ที่แปลงนี้มันไม่ใช่แค่ที่ดินธรรมดา บรรพบุรุษของอั๊ว เป็นเทพผู้รักษาประตูมานับตั้งแต่โบราณ ได้ทำการสาบานเอาไว้ว่าจะไม่มีวันขายที่ดินแปลงนี้ แต่ตอนนี้ดูพวกมันทำ แล้วนี่บรรพบุรุษรุ้เข้า พวกเขาเล่นอั๊วตายแน่ๆ"

    “  เทพประตูอะไร อาแป๊ะ”

    “ นื่คือ ประตูที่จะผ่านไปโลกเซียนยังไงล่ะ “

    ขจรถึงกับอึ้งไป มองไปรอบๆ กลับไม่เห็นประตูแม้แต่น้อย

    “ ตาแก่นี่พูดเรื่องจริงหรือ ท่านหินเจ้าปัญญา”

    “ ถูกแล้ว ในศาลเจ้ามีประตูผ่านเข้าไปโลกเซียนจริงๆ นึกไม่ถึง ว่ามันจะมาอยู่ที่นี่เอง”

    “ อาแป๊ะไม่ต้องห่วงนะ ผมจะไม่ขายที่แปลงนี้ให้ใครแน่ และก็จะไม่ทุบศาลของท่านทิ้ง เอาไว้ผมจะกลับมาหาใหม่”

    อาแป๊ะดีใจ แต่ก็สงสัยที่ขจรเป็นใคร ทำไมถึงได้คุยกับเขาได้กันแน่

    ขจรกลับมาสั่งการ ลุงฮั้ว ให้หาเครื่องคาวหวาน มาเซ่นเจ้าที่ ทุกวันห้ามขาด แล้วหมั่นทำความสะอาดตกแต่งสถานที่ให้ดูเรียบร้อยและสะอาดอยู่เสมอ

    พอจะกลับบ้าน วิญญาณของผีจ๋อม ก็มานั่งอยู่ในรถของเขาแล้ว

    “ หายไปไหนมาหลายวัน”

    “ ช่วยฉันด้วย ฉันยังไม่ตาย”

    “ หมายความว่าอย่างไร”

    “ ฉันอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพชัยปราการ ไปช่วยฉันด้วย ..” จ๋อมเอ่ยได้เท่านี้ก็หายไปอีกแล้ว

    ขจรก็ไม่รอช้ารีบขับรถไปที่โรงพยาบาลทันที ด้านหน้ามีพวกหน่วยกู้ภัยกำลังช่วยกันงัดซากตึก ไม่ยอมให้ใครเข้าไป โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ คอยตรวจตรา

    แต่ตำรวจพอเห็นขจรก็เลยให้เข้าไป ขจรเดินมาที่แผนกทะเบียน ถามว่ามีคนไข้ชื่อเป็นหญิงสาววัย 20 ปี ชื่อเล่นว่าจ๋อม อยู่ที่นี่หรือไม่

    “ มีแต่ว่า เขาเป็นผู้ชาย เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ เป็นเจ้าชายนิทรามาแล้ว 6 เดือนเขาชื่อเล่นว่าจ๋อม”

    ขจรรีบเดินขึ้นไปอาคาร 2 ชั้น 8 ด้วยความรู้สึกแปลกๆ

    พอไปถึงหน้าห้อง 804 ตามที่พี่แผนกทะเบียนบอก ก็เคาะประตูเข้าไป พบกับ จ๋อมที่นอนอยู่บนเตียง ในลักษณะหลับสนิท ใบหน้าขาวซีด เหมือนจ๋อมจริงๆ

    แต่ไม่อยากจะเชื่อเลย ผีสาวที่น่ารักจอมแก่น กลับกลายเป็นผู้ชาย แล้วที่ผ่านมาตอนที่เขาจูบกับเธอ  ขจรได้แต่กลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่

    “ ขอโทษนะคะ คุณเป็นเพื่อนของจ๋อมเหรอคะ” หญิงวัยกลางคนแต่งตัวเป็นผู้ดีเดินเข้ามายืนข้างๆ ขจร แล้วเอ่ยถาม

    “ ครับ ผมเป็นเพื่อนเธอ”

    “ ฉันคือ เลน่า เป็นแม่ของจ๋อมเองค่ะ  ผ่านไป 6 เดือนแล้วไม่คิดว่า ยังมีคนคิดถึงจ๋อมอีก”

    “ พอดีผมเป็นนักศึกษาแพทย์ที่นี่ เพิ่งมาเยี่ยม เกิดอะไรขึ้นกับจ๋อมครับ”

    “ จ๋อมขับรถชนบนทางด่วน แล้วก็ตกลงไปในแม่น้ำ พวกกู้ภัยช่วยมาได้ แตาทว่า สมองได้รับเชื้อรา มันกัดกินสมองของจ๋อม ทีแรกก็ฟื้นมาเป็นปกติ แต่ว่า อีกไม่กี่วัน ก็นอนไม่ตื่นอีกเลย ช่วงสามสี่วันมานี้ หัวใจมีอาการเต้นแรงผิดปกติหลายครั้ง ไม่รู้เพราะอะไร ทีแรกฉันก็ดีใจนึกว่า ลูกจะกลับมา แต่หมอดกลับบอกว่า นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก เพราะสมองตอนนี้ถูกเชื้อราทำลายไปหมดแล้ว   เขาบอกให้ฉัน รีบตัดสินใจ” แม่ของจ๋อม มองแผ่นกระดาษที่อยู่บนโต๊ะ ขจรมองเห็นก็รู้ว่า มันเป็นหนังสือยินยอมที่ให้ ถอดเครื่องช่วยหายใจ

    แล้ววิญญาณของจ๋อม ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นข้างของ น้าเลน่า เธอสวมกอดแม่ของเธอเอาไว้ แล้วยิ้มเศร้าๆ ให้กับขจร  ที่ผ่านมาขจรไม่เคยเห็นรอยยิ้มเศร้าแบบนี้เลย แม้นเคยเห็นจ๋อมร้องไห้กับ ชะตากรรมของอาซวง แต่ทว่าก็ยังดูไม่โศกเศร้าเหมือนในวันนี้

    “ ขอบคุณนะ ฉันคงต้องตายแล้วใช่ไหม”

    ขจรยังไม่ตอบอะไร

    “ ก่อนตายฉันขอจูบคุณอีกได้ไหมอ่ะ”

    “ จ๋อม อย่าเลยนะ"

    ขจรเริ่มใช้กระแสจิตสื่อสารกับ จ๋อมแทนไม่อยากให้ แม่ของจ๋อมได้ยิน

    “ คุณรังเกียจ จ๋อมที่จ๋อมเป็นผู้ชายใช่ไหม”

    “ เปล่าเล้ย”

    ทันใดนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดออก อาจารย์หมอธารินทร์เดินเข้ามา

    “ อ้าว ขจร เธอรู้จักกับน้องเขาด้วยรึ?”

    “ ครับ พอรู้จักครับ”

    “ อืม คนไข้อาการไม่ดีขึ้นเลย ยิ่งช่วงนี้มีอาการชักกระตุก อยู่บ่อยๆ ฉันอยากให้คุณหมอเทียนมาช่วยดูอาการของคนไข้รายนี้สักหน่อย ฉันรุ้ว่าเคสนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาให้หาย เพราะเนื้อสมองถูกทำลายไปแล้ว เราไม่อาจช่วยได้เลย

    แต่ก็อยากให้มีปาฏิหารย์ สำหรับเคสนี้”

    “ หมายความว่า จ๋อมยังมีโอกาสอีกหรือคะ” แม่ของจ๋อมได้ยินก็รีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินที

    “ ครับ ผมได้รู้จัก คุณหมอท่านหนึ่ง ท่านเคยใช้วิธีรักษาแบบเหนือธรรมชาติมาแล้ว และคนไข้ก็หายป่วยไปในทันที ต่อหน้าผมเลย แต่ว่าต้องแล้วแต่คุณหมอว่าจะมีเวลามาช่วยหรือเปล่า”

    “ แล้วจะไปตามที่ไหน ฉันเองจะไปขอร้องท่านเดี๋ยวนี้”

    “ ขจร เขารู้จักหมอท่านนั้น”

    คราวนี้ขจรได้แต่ยืนแข็งเป็นท่อนไม้ คนสมองตายไปแล้ว เป็นเจ้าหญิงนิทรามาแล้ว 6 เดือน แล้วจะช่วยเธอได้ไหม ขจรรีบถามกับหินปัญญา

    “ มันคือต้นไม้คืนชีวิต เรื่องแค่นี้ง่ายดายมาก เจ้ารีบรักษานางเถอะ”

    “ น้ารอผมก่อนนะ ผมจะไปตาม หมอเทียนให้มารักษาให้ได้” ขจรรีบเดินออกจากห้องไป ไม่นานก็กลับมาในสภาพของ หมอเทียน คราวนี้อาจารย์หมอธารินทร์ก็มายืนอยู่ด้วย เพราะอยากรู้ว่า เคสนี้ หมอเทียนจะสร้างปาฏิหาร์ยได้อีกหรือไม่....

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน