“นั่นมันคืออะไรขอรับพี่จิน” เหอผิงชะโงกหน้ามาดูด้วย
“นี่มันเหมือน…..เงินไซซี” จินลี่หยางขมวดคิ้ว
“เงินไซซี” เหอผิงทำหน้างง “ข้ามิเคยได้ยิน”
“มันเป็นเงินที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าของพวกคนที่เดินเรือค้าขาย”จินลี่หยางพลิกเศษเงินในมือไปมา
เงินไซซีทำด้วยเนื้อเงินเมื่อต้องการใช้เงินปลีกย่อยก็ตัดเงินไซซีออกตามน้ำหนักที่ต้องการเพื่อจะได้ไม่ต้องขนเงินลงเรือไปมากมายโดยไม่จำเป็น
“เห็นทีคนร้ายครั้งนี้อาจจะมากับเรือสินค้ารวมทั้งหญิงสาวคนนั้นด้วย”จินลี่หยางกล่าว
“จะเป็นโจรสลัดหรือเปล่าขอรับพี่จิน!” เหอผิงหน้าตาตื่น
“เราลองไปดูที่ท่าเรือเจียงเหอกันก่อนเถิด”
เหอผิงพยักหน้าจินลี่หยางเก็บเงินไซซีไว้เป็นหลักฐาน
จางฝูลู่นั่งทำบัญชีหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ที่โต๊ะเสมียนของเขาลางานไปเพียงสี่วันเหตุใดงานจึงได้กองท่วมหัวล้นหูขนาดนี้จากเมื่อเช้าที่กลุ้มใจเรื่องที่มารดาหาแม่สื่อให้ตอนนี้กลับไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวสมองจะไปคิดเรื่องอื่นนอกจากบัญชีไม้ที่อยู่ตรงหน้า
กว่าจะได้เงยหน้าขึ้นมาสูดอากาศนอกจากกลิ่นหมึกก็ปาเข้าไปครึ่งค่อนวันจางฝูลู่นั่งเงยหน้าเอามือจับต้นคอตนเอง เพราะก้มจนเมื่อยล้า ไหล่สองข้างแข็งตึงแต่เมื่อมองออกไปนอกประตูห้องก็ชะงัก
เอ๋? เขาตาฝาดไปเองหรือเปล่า เมื่อครู่เหมือนว่าเขาจะเห็นอู๋ชวนเดินผ่านประตูไป
จางฝูลู่ลุกขึ้นจากโต๊ะและเดินออกมามองซ้ายมองขวาก็ไม่ปรากฏคนที่เขากำลังคิด อืม อาจจะตาฝาด คิดดังนั้นจึงเดินกลับไปรินน้ำชาให้ตัวเองและดื่มทีเดียวสามจอกเพื่อดับกระหาย
“พี่จาง เถ้าแก่ฉินถามว่าบัญชีไม้ที่ส่งมาจากเฉิงตูท่านทำเสร็จหรือยัง”ติงฉีคนงานโรงไม้วิ่งมาเกาะประตูถามจางฝูลู่
“อื้อๆ เสร็จแล้ว” จางฝูลู่วางถ้วยชาและหยิบบัญชีเล่มหนึ่งส่งให้ติงฉี
“พี่จาง ไปเที่ยวฉางผิงมาตั้งหลายวัน สนุกไหม” ติงฉีทำหน้าอิจฉา
จางฝูลู่นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ออกเดินทางไปฉางผิงจนกระทั่งเดินทางกลับถึงซุนฉือก็รู้สึกใจคอห่อเหี่ยว“อืม ก็ดี”
“ทำหน้าเช่นนี้ มันดีอย่างไรเล่า พี่จาง”ติงฉีเห็นหน้าจางฝูลู่แล้วก็รู้สึกว่า ช่างไม่เข้ากับคำพูดของเขาเอาเสียเลย
“ก็ดีแบบว่า ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำอย่างไรเล่า”จางฝูลู่ยิ้มเซ็งๆ
ไม่เคยเห็นผีก็ได้เห็นไม่เคยโดนจับก็โดนจับ น่าสนุกไหมล่ะ
ติงฉีเกาหัวจางฝูลู่จึงหันมาทำเสียงดุ “ไปได้แล้ว เถ้าแก่ฉินจะเอาบัญชีไม้มิใช่รึ”
“พี่จาง รู้ข่าวหรือไม่ ที่นี่มีคนถูกฆ่าตายด้วยนะ” ติงฉียังไม่ยอมไปง่ายๆ
“หืม จริงหรือ! ใครกัน” จางฝูลู่ชะงัก
“เป็นผู้หญิงแต่ไม่มีใครรู้จัก เจอศพที่ริมแม่น้ำมู่ตัน ใกล้ๆ ท่าเรือเจียงเหอแน่ะ”
จางฝูลู่รู้สึกขนลุก“แล้วตายอย่างไรหรือ”
“เห็นว่าถูกแทงตายนะ ตอนนี้ศพยังอยู่ที่กองทหารรักษาเมืองเลย”
จางฝูลู่นึกถึงจินลี่หยางเพิ่งกลับมาก็เจอเรื่องหนักๆ อีกแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนอยู่ฉางผิงก็เจอเรื่องร้ายๆมาแล้วรอบหนึ่ง นี่ผีสางเทวดาจะไม่ให้พวกเขาได้พักผ่อนกันบ้างเชียวหรือ
“ติงฉี!!” เสียงเถ้าแก่ฉินร้องเรียกมาจากด้านหลังโรงไม้เสียงดังลั่น
ติงฉีสะดุ้งเฮือกรีบวิ่งถือสมุดบัญชีไปให้เถ้าแก่ จางฝูลู่มองตามแล้วก็ขำพลางส่ายหน้า
เฉินอี้เดินตามอาหลิ่งขึ้นเขาอย่างอารมณ์ดีที่ชีวิตแบบที่คุ้นเคยของเขากลับมาอีกครั้ง
“อาหลิ่ง เจ้าฝึกสะสมพลังสำเร็จไหม” เฉินอี้ถามนางขณะเดินหลบหลีกหินลื่น
“สำเร็จแน่นอนอยู่แล้ว ท่านอยากลองดูหรือไม่เล่า” อาหลิ่งยิ้มสีหน้ามั่นใจ
“เอาสิ” เฉินอี้ยิ้มและปล่อยไม้เท้าที่ถืออยู่ให้กลิ้งไปตามเนินหิน
อาหลิ่งส่งพลังไปที่ไม้เท้าที่กำลังกลิ้นหลุนๆให้ลอยกลับขึ้นมาอยู่ที่มือเฉินอี้ตามเดิมโดยที่พลังของนางไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อยเฉินอี้จับไม้เท้ามาถือไว้ด้วยความดีใจ “เจ้าทำได้จริงๆ ด้วย!”
อาหลิ่งยิ้มเมื่อนางส่งพลังออกจากร่างไปแล้ว ก็ดึงพลังจากจุดซานเสวียนมาแทนที่ทันทีทำให้อาหลิ่งไม่อ่อนกำลังและสามารถใช้พลังได้แบบไม่มีขีดจำกัด
“ดีจริงๆ อาหลิ่ง ต่อไปนี้เจ้าก็ไม่ต้องลำบากเพราะข้าอีกแล้ว”เฉินอี้ยิ้มดีใจ อาหลิ่งชะงัก
“เฉินอี้ เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้ ข้ามิเคยคิดว่าตนเองลำบากเพราะท่านเลยนะ”
เฉินอี้นึกขึ้นได้ว่าตนเองเผลอพูดสิ่งที่คิดในใจออกไปด้วยความลืมตัวเขายกมือขึ้นมาเกาหน้าผากตนเองแก้เก้อ
“อ้อ อาหลิ่ง ข้าก็มีบางอย่างจะอวดเจ้าเหมือนกัน”เฉินอี้เปลี่ยนเรื่องและหยิบยันต์ปัญจธาตุออกมาให้อาหลิ่งดู
อาหลิ่งที่ยังมองเฉินอี้ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นยันต์ทั้งห้าใบนางก็ตาโต
“ยันต์ปัญจธาตุ! เฉินอี้ ท่านนิมิตมาได้แล้วหรือ”
“อื้อ” เฉินอี้พยักหน้าให้ใบหน้าที่มองยันต์ราวกับเห็นของล้ำค่า
“ข้าลองใช้ยันต์ดูแล้ว มันได้ผลดีมากๆ เลย” เฉินอี้หยิบยันต์ธาตุเพลิงออกมา“ข้าใช้ยันต์ธาตุเพลิงเป็นใบแรก ตอนนั้นมีปิศาจมาขโมยเจ้าไป”
อาหลิ่งได้ยินแล้วก็งงในตอนแรกแต่ก็เข้าใจในทันทีว่าคงเป็นตอนที่นางอยู่ในขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์
“มันมิได้ปราบปิศาจได้เพียงอย่างเดียวนะอาหลิ่ง มันยังใช้กับมนุษย์ได้ด้วย”และเขาก็เล่าให้นางฟังว่าเขาร่ายมนต์ยันต์ธาตุพฤกษ์และช่วยยื้อดาบออกจากมือจิงอี๋เหนียง
“ช่างวิเศษนัก!” อาหลิ่งฟังแล้วก็รู้สึกตื่นเต้น “ข้าเคยได้ยินว่า ยันต์ปัญจธาตุใช้ได้สองแบบใช่หรือไม่”
“เวียนกำเนิดและทำลายล้าง”เฉินอี้ออกเดินต่อและยิ้มเขินๆ “แต่ข้ายังทำไม่เป็นหรอก”
ทั้งสองคนเดินคุยกันอย่างเพลิดเพลินจนถึงบริเวณที่มีต้นโสมเฉินอี้จึงนำเสียมอันเล็กออกมาและลงมือขุด
จางฝูลู่เลิกงานแล้วก็เดินไปหาจินลี่หยางที่กองทหารรักษาเมือง
ทหารด้านหน้าบอกว่าจินลี่หยางเพิ่งกลับมาจากท่าเรือเจียงเหอ ตอนนี้อยู่ในห้องทำงานเขาจึงเดินเข้าไปหา
เมื่อไปถึงหน้าประตูห้องก็เห็นจินลี่หยางหน้านิ่วคิ้วขมวด มือสองข้างยันโต๊ะมองดูรูปภาพบางอย่างที่กางอยู่บนโต๊ะกับเหอผิง
“ใต้เท้าจิน” จางฝูลู่เอ่ยเรียกเขาจินลี่หยางเงยหน้าขึ้นมองและมีสีหน้าประหลาดใจ
“จางฝูลู่ มีอันใดหรือ” จินลี่หยางเอ่ยถาม จางฝูลู่จึงเดินเข้ามาด้านใน
“ข้าได้ยินว่ามีคนถูกฆ่าตาย”
จินลี่หยางพยักหน้าและถอนใจเบาๆสีหน้าไม่สบายใจนัก จางฝูลู่เห็นใบหน้าอิดโรยขอบตาคล้ำของจินลี่หยางก็เอ่ยถาม
“ใต้เท้าจิน นี่ท่านได้นอนบ้างหรือยังนี่”
เหอผิงหันมาตอบจางฝูลู่แทน“ตั้งแต่กลับมาพี่จินยังมิได้เข้าบ้านพักเลยขอรับ”
จางฝูลู่มองจินลี่หยางรู้สึกสงสาร “ถ้ามีอันใดที่ข้าพอจะช่วยได้ ก็บอกข้าได้เลยนะ”
จินลี่หยางเหลือบมองจางฝูลู่และยิ้มมุมปาก“ขอบใจ”
จางฝูลู่ก้มหน้าดูภาพวาดที่วางอยู่บนโต๊ะของจินลี่หยางและรู้สึกว่ามันคลับคล้ายคลับคลา
“นี่พวกท่านมายืนมองภาพเหล็กนำตะปูกันทำไมหรือ”
จินลี่หยางกับเหอผิงหันขวับมามองจางฝูลู่พร้อมกัน“เจ้ารู้จักหรือ!”
จางฝูลู่ทำหน้างง“ก็ต้องรู้จักสิ ข้าทำงานโรงไม้นี่” จางฝูลู่ชี้ไปที่รูปวาดบนโต๊ะ“นี่น่ะเรียกว่าเหล็กนำตะปูใช้ตอกลงไม้ให้เป็นรูก่อนที่จะใช้ตะปูจริงเพื่อมิให้ตอกพลาดป้องกันหน้าไม้เสียหาย”
จินลี่หยางมองจางฝูลู่ที่ก้มหน้าเอียงคอพิจารณารูปวาดนั้น“ตัวเหล็กยาวจากด้ามประมาณหนึ่งฉื่อสองชุ่น เหล็กนำตะปูนี้ใช้ตอกไม้แข็งและหนาส่วนมากเป็นไม้จำพวกต้นเสา” จางฝูลู่กอดอกและเงยหน้าขึ้นมาแล้วก็ตกใจกับสายตาของจินลี่หยางและเหอผิง เขามองทั้งสองคนสลับกันด้วยความงุนงง
“มีอะไรหรือ?”