บทที่ ๒
ณ แคว้นสิงขร
เพล้ง!
เสียงแจกัน และถาดสำรับกระยาหารถูกกวาดลงพื้นด้วยความโกรธเกรี้ยว เป็ฝีมือของขุนหลวงสิงขร หรือก็คือขุนหลวงวิปลาสที่ผู้คนต่างเรียกลับหลัง
“เ้าแคว้นหิรัณย์มันจักดูถูกกูเกินไปแล้ว!” เสียงเข้มตวาดลั่น กัดฟันกรอดด้วยความกริ้วโกรธ หลังจากได้ฟังคนใต้บัญชารายงานเื่ที่ให้ไปสืบ
เมื่อได้หารือกับแคว้นข้างเคียงมีการตกลงกันว่าจักจัดการอภิเษกเพื่อเชื่อมสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองแคว้น ขุนหลวงสิงขรจึงสั่งให้คนไปสืบว่าหญิงที่จะมาเป็มเหสีให้ตนนั้นคือใคร แต่ความที่ได้มา คือลูกสาวเมียรองของจมื่นแสงหล้า หญิงสาวลูกเสนาอำมาตย์มีตั้งมาก แต่กลับยกเพียงแค่ลูกสาวของเมียรองจมื่นหน้าโง่ผู้หนึ่งมาให้ ไม่ต่างจากการเอาตีนมาเหยียบหน้าขุนหลวงเ้าแผ่นดินเยี่ยงเขา
“เห็นว่าแคว้นกูเล็กกว่า คิดจักทำสิ่งใดกับกูก็ได้งั้นหรือ? ถึงคราวกูเมื่อไหร่กูจักเอาคืนให้หนัก!” ว่าจบมือใหญ่ทุบโต๊ะเสียงดัง ทำให้ทั้งทหารและคนรับใช้พากันขวัญผวา ตัวสั่นกลัว เหงื่อกาฬแตกพลั่กกันทั่ว
ตกกลางคืนขุนหลวงเรียกนางสนมมาปรนนิบัติสองคน กายหนาขยับโยกรุนแรงใส่ร่างกายบางอ่อนช้อย มือยังบีบคอนางสนมอีกคนที่อยู่ปรนนิบัติเช่นกัน เผลอบีบคอหญิงสาวจนขาดอากาศหายใจเกิดเสียงอึกอัก เมื่อนึกถึงเื่ว่าที่มเหสีความโกรธกริ้วนั้นยังไม่จางหาย
“อ๊ะ” สนมผู้รับััจาก่ล่างอันเขื่องครวญคราง ทั้งจุกเสียดแและสุขสม
“อัก ฟืด..” สนมอีกนางพยายามจักกอบโกยอากาศเข้าปอดอย่างยากลำบาก มือจึงเริ่มจิกเข้าที่มือหนา
เมื่อขุนหลวงหลุดจากภวังค์จึงคลายมือออกจากรอบคอของนาง เปลี่ยนเป็เชยคางนางขึ้นมาจูบแลกน้ำลายอย่างหยาบโลน
“อืม อ๊ะ! ขุนหลวงเ้าขา” เสียงหวานออดอ้อน สะโพกมนขยับรับจังหวะตอกตำจากกายหนาของขุนหลวงด้วยความหฤหรรษ์
เสร็จสิ้นกิจกรรมร่างทั้งสามนอนกอดก่าย สนมก็ออดอ้อนเอาใจขุนหลวงไม่เว้นว่าง
“ได้ยินว่าขุนหลวงจักต้องอภิเษกกับคนต่างแคว้นหรือเพคะ” เสียงหวานเอ่ยถามออเซาะ
“ใช่” ขุนหลวงตอบเสียงตึง อารมณ์ขุ่นมัวทุกครั้งที่นึกถึง อยากกรีฑาทัพออกไปฆ่าฟันมันให้รู้แล้วรู้รอด หากแต่แคว้นเขาเล็กกว่ามากกำลังคนด้อยกว่าถึงห้าเท่า จึงไม่อาจบุ่มบ่าม
“เช่นนั้น พวกหม่อมฉันจะยังได้ปรณนิบัติขุนหลวงต่อหรือไม่เพคะ” สนมอีกนางกล่าวเสียงออดอ้อนไม่แพ้กัน แม้ชายผู้นี้จักโเี้น่ากลัว แต่มากด้วยอำนาจ ทั้งลีลาบนเตียงยังดีเสียจนหญิงหลายคนอยากพลีกายให้
“พวกเ้าย่อมต้องอยู่ปรนนิบัติข้าต่อ จักมิมีสิ่งใดเปลี่ยน” สายตาของขุนหลวงสิงขรบ้างเหม่อลอยบ้างโกรธเกรี้ยว มือหนาฟอนเฟ้นบีบขยำปทุมถันพอดีมือไปพลาง นางสนมเองก็แอ่นอกรับััจากมือหยาบอย่างชอบใจ
แม้ขุนหลวงจักมีสนมมากหน้าหลายตา ทุกคืนมีคนนอนข้างกายไม่เคยเว้นว่าง แต่ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาติให้มีพระโอรสของพระองค์เลยสักคน ขุนหลวงสิงขรยื่นคำขาดว่าหากคิดจักเป็สนมของเขาอย่าริอาจใฝ่สูง เคยมีหญิงผู้หนึ่งจงใจจะปล่อยให้ตนได้อุุ้มท้องลูกของขุนหลวง ไม่ยอมกินยาที่จัดไว้ให้ เมื่อขุนหลวงทราบเื่ก็สั่งคนสังหารนางทันที ความเด็ดขาดนี้ใช้ควบคุมคนมากมาย เมื่อเชือดไก่ให้ลิงดูแล้ว จึงไม่มีผู้ใดกล้ากระทำอีก ขุนหลวงสิงขรชอบการควบคุมเป็ที่สุด สิ่งใดที่พระองค์ควบคุมไม่ได้ ก็จักทำลายมันเสียให้สิ้นซาก
ขุนหลวงไม่คิดให้ใจผู้ใด ไม่รักใครย่อมไม่มีจุดอ่อนให้โจมตี ไม่คิดจักผูกพันธ์กับผู้ใดอีกครอบครัวก็ไม่เหลือแล้ว ครองบัลลังก์อย่างโดดเดี่ยว มาหลายปี ไม่ไว้ใจผู้ใดเต็มร้อย และไม่คิดจักเมตตาผู้ใดมากนัก จิตใจพระองค์คล้ายห่อหุ้มไปด้วยก้อนหินนานแล้ว ปกครองคนด้วยความกลัวมันเห็นผลยิ่งกว่าความชอบธรรมจอมปลอมที่ผู้คนต่างสรรเสริญนัก
ขุนหลวงสิงขรดูแลแคว้นให้ดำเนินไปอย่างปกติ แม้ไม่ได้มั่งคั่งอย่างแคว้นหิรัณย์แต่ราษฎรก็กินอิ่มนอนหลับไม่มีคนอดอยาก ผู้ใต้บัญชาหากคิดคดโกงพระองค์ก็สั่งกุดหัวมันทิ้งเสียหมด ไม่มีการให้โอกาสครั้งที่หนึ่งหลังกระทำผิด เพราะการให้มียศมาทำงาน พระองค์ถือว่านั่นเป็โอกาสที่มอบให้แล้ว
เช้ามาก็ออกว่าราชการ ขุนหลวงสิงขรยังมีอารมณ์ขุ่นมัวจากเื่ที่ได้รับฟังเมื่อวานไม่หาย ใบหน้าเคร่งขรึมเสียจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตาพระองค์
“ฝ่าา พระองค์จักให้เตรียมงานเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ทางฝั่งแคว้นหิรัณย์ให้คนส่งสารมาว่าจักส่งตัวว่าที่มเหสีของพระองค์มาอภิเษกอีกหนึ่งเดือนพ่ะย่ะค่ะ”
“จัดการตามความเหมาะสม ไม่ต้องถามให้มากความ” ยิ่งต้องมาหารือกับเหล่าเสนาอำมาตย์เื่พิธีอภิเษก พระองค์ยิ่งหงุดหงิด ไม่คิดจักถามชื่อเสียงเรียงนามว่าที่มเหสีของตนเสียด้วยซ้ำ
“เอ่อ..พ่ะย่ะค่ะ” พระยาอางค์กูลรับคำอย่างลำบากใจ เห็นขุนหลวงไม่สบอารมณ์กับเื่นี้แล้วเกรงจักมีปัญหาตามมายิ่งนัก
“่นี้บ้านเมืองมีปัญหาหรือไม่” ขุนหลวงสิงขรบังคับเปลี่ยนเื่หารือทันที
เหล่าผู้รองพระบาททำได้เพียงตามกระแสอารมณ์ของพระองค์เท่านั้น ขุนหลวงว่าอย่างไรก็ว่าตาม แม้พระองค์จักโเี้ แต่ความโเี้เด็ดขาดนี้ปกครองคนหมู่มากได้ชะงัด ทั้งยังใส่ใจความเป็อยู่ของราษฎร มาก่อนเสมอ จึงมีคนพร้อมจงรักษ์ภักดีต่อพระองค์
“ราษฎรทางฝั่งใต้น้ำแล้ง เก็บเกี่ยวข้าวได้ช้าพ่ะย่ะค่ะ ต้นข้าวสี่ในสิบส่วนล้มตายเพราะขาดน้ำ ท้ายปีจึงส่งภาษีเข้าคลังหลวงได้น้อยลงพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่งคนออกไปช่วยเหลือ ขุดคูน้ำจากหัวเมืองข้างเคียงที่อุดมสมบูรณ์ให้ไปถึงเมืองฝั่งใต้”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
จบปัญหาหนึ่งเื่ เื่ใหม่ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเสนอต่อเบื้องพระพักตร์ จนตะวันตรงหัวบางทีก็บ่ายคล้อย ต้องนั่งเสวยพระกระยาหารทั้งที่กำลังว่าราชการก็มี
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อขุนหลวงสิงขรมิได้ใส่ใจเื่พิธีอภิเษกอีก ทรงงานดูแลบ้านเมืองของตน ตกค่ำก็ระเริงรักเร่าร้อนกับเหล่าสนมแก้เครียด ดำเนินชีวิตตามเดิม..
ฝั่งแคว้นหิรัณย์
เรือนของจมื่นแสงหล้า
“แม่ปิ่น ให้คนพาช่อฟ้าไปเตรียมตัวให้เรียบร้อยเสีย สอนมารยาทให้นางด้วย วันนี้พี่ต้องพาไปเข้าเฝ้าขุนหลวงเพื่อรายงานความคืบหน้าที่พระองค์มอบหมาย”
“เ้าค่ะ คุณพี่” นางปิ่นไม่อยากสอนสิ่งใดให้ช่อฟ้าแม้แต่มารยาท แต่หากไม่ทำเกรงว่าสามีนางคงได้ขายขี้หน้าต่อเบื้องพระพักตร์ขุนหลวงอินทร์เฟือน ได้เป็ที่ติฉินนินทาของผู้คนเป็แน่
“เอ็งได้ยินแล้วใช่หรือไม่ ให้อีจัน กับอีสร้อยไปเอาตัวมันมาขัดสีฉวีวรรณให้ดีเสีย” นางปิ่นสั่งการบ่าวข้างกาย
“เ้าค่ะคุณหญิง” รับคำได้ก็เร่งกุลีกุจอไปตามคน
ไม่นานร่างบางก็ถูกพาตัวมาจับถอดผ้าจนเปลือยล่อนจ้อน ถูกจับลงถังน้ำใหญ่ เทน้ำขมิ้นใส่ถังจนน้ำเปลี่ยนเป็สีเหลืองนวล จันกับสร้อยก็ลงมือใช้ใยบวบขัดผิวเนียนอย่างตั้งใจ
ช่อฟ้าไม่เอ่ยคำใดนั่งให้บ่าวกระทำตามหน้าที่ไป
“จักให้ขัดสิ่งใดออกวะ” จันหันไปขมวดคิ้วคุยกับสร้อย
“ผิวกายก็เนียนปานนี้ ขัดอีกคงได้เอาหนังหลุดออกมาแทน” มือก็ขัดปากก็บ่น
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องขัดแล้ว เดี๋ยวข้าอาบเอง” เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างบางจึงบอกกับบ่าวทั้งสอง ความจริงนางไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องตัวเท่าใดนัก
“ไม่ได้ หากไม่ขัดเดี๋ยวคุณหญิงจะโบยเอา” จันตอบช่อฟ้าเสียงแ่ เกรงจักมีคนได้ยิน
“เช่นนั้นจะทำสิ่งใดก็ทำ” ช่อฟ้ามิได้ท้วงอีก แม้ไม่ชอบ ต่อต้านไปสองคนนี้ก็จักเดือดร้อนไปด้วย
ขัดตัวเสร็จเสื้อผ้าชุดใหม่ก็ถูกเตรียมไว้ให้ ชุดสไบสีตองอ่อนมีลวดลายอ่อนช้อยงดงาม ดูมีราคาค่างวด ถูกสวมใส่ทับกายบางของช่อฟ้า ชุดผ้านิ่มงดงามเช่นนี้เกิดมาไม่เคยได้แตะต้อง พอถึงคราวต้องใช้ประโยชน์นาง คนพวกนั้นจึงคิดจะยอมจ่ายให้ ร่างบางนึกขันกับตนเอง นางทำสิ่งใดผิดกันจึงต้องถูกปฏิบัติเช่นนี้ คำถามนี้ถูกตั้งขึ้นในใจหลายต่อหลายครั้ง และจบด้วยไม่มีคำตอบที่ยอมรับและเข้าใจได้
“ใส่ชุดเช่นนี้แล้วงามยิ่งนัก แม่ช่อเร่งออกไปเตรียมตัวเถิด คุณหญิงรอสอนมารยาทอยู่” จันกับสร้อยเร่งดันหลังร่างบางให้ออกไปจากห้อง
ช่อฟ้าเร่งเดินไปยังห้องโถง ที่นั่นมีคุณหญิงนั่งรออยู่แล้ว พร้อมด้วยจินดาน้องสาวร่วมบิดา และน้องสาวจินดาอีกสองคนก็มานั่งรวมกันด้วย เมื่อจินดาได้เห็นร่างบางแต่งชุดสวย ความงามของนางยิ่งทำให้จินดาเดียจฉันท์ช่อฟ้ายิ่งกว่าเดิม ในใจร้อนรุ่มอิจฉาพี่สาวต่างแม่คนนี้มาก ไม่อยากนับญาติเสียด้วยซ้ำ
ร่างบางไม่มีอะไรสู้จินดาได้เลยยกเว้นอย่างเดียวคือใบหน้างดงาม ที่ใครเห็นก็ต่างเอ็นดูจนจินดาไปบอกให้แม่ไล่นางไปอยู่ที่ก้นครัว ไม่ให้เสนอหน้ามาทำให้ตนรู้สึกด้อยกว่าอีก
คุณหญิงปิ่นสั่งสอนมารยาทให้อย่างไม่เต็มใจ อยากทุบตีแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะนางต้องไปเข้าเฝ้าขุนหลวงอินทร์เฟือนหากทำให้มีรอยคงเป็เื่ไม่ดีแน่
เมื่อสั่งสอนกันเสร็จสิ้นถึงเพลาที่ต้องออกจากเรือนไปยังวังใหญ่ ผู้ที่ไม่เคยได้ออกจากเรือนอย่างช่อฟ้าเกิดความรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย โลกภายนอกจักเป็เช่นไร อากาศดีกว่าเรือนของพ่อที่เหมือนคุกแห่งนี้หรือไม่
ไม่นานความสงสัยก็ถูกไขให้กระจ่าง รถม้าเริ่มวิ่งออกจากหน้าเรือนไปตามทาง ผ่านแมกไม้ร่มรื่น และเริ่มเข้าไปยังถนนหนทางเส้นหลักจะไปยังพระราชวัง ผ่านตลาด มีร้านรวงให้ชมดูตามทาง ร่างบางตื่นตาตื่นใจไม่น้อยที่ได้ออกมาเห็นโลกภายนอก ท่าทางตื่นเต้นของนางยิ่งทำให้จมื่นแสงหล้าไม่ชอบใจ
“สำรวมหน่อย คุณหญิงสอนมารยาทมาแล้วก็ใช้เสียั้แ่ตอนนี้ หากมึงทำกูขายขี้หน้าต่อเบื้องพระพักตร์ กูจักสั่งโบยมึงให้หนัก” จมื่นแสงหล้าเอ็ดเสียงเข้มข่มขวัญลูกสาวที่ตนชังน้ำหน้า
ช่อฟ้าหันกลับมานั่งเงียบตามเดิม เพียงแค่อยากมีความสุขกับสิ่งแปลกใหม่เบื้องหน้ายังไม่มีสิทธิ์ อยากเป็อิสระจากครอบครัวคนใจร้ายนี่เต็มทนแล้วจริง ๆ
นั่งเหม่อลอยจมในความคิดอยู่พักหนึ่ง รถม้าก็มาจอดเทียบท่าหน้าพระราชวังใหญ่แล้ว สายตาดุของจมื่นจ้องเป็เชิงให้ลงมา และเดินตามไป ผู้ได้ชื่อว่าบิดายังคงย้ำคำเดิมว่าอย่าทำให้ขายขี้หน้าต่อเบื้องพระพักตร์
ครั้นเมื่อเดินเข้าไปในส่วนว่าราชการ จมื่นฝากช่อฟ้าไว้กับนางกำนัลแถวนั้น แจ้งว่าเป็บุตรสาวที่จะส่งไปอภิเษกกับขุนหลวงสิงขร ให้มารอเข้าเฝ้าขุนหลวงอินทร์เฟือนเพื่อแสดงตน
เมื่อคล้อยหลังจมื่นแสงหล้านางกำนัลจึงเริ่มชวนพูดคุย
“คุณหนูมีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไรหรือ ใบหน้างดงามยิ่งนัก ไม่เคยพบเห็นมาก่อน” นางกำนัลผู้ที่ยืนใกล้ร่างบางที่สุดเอ่ยถาม
“ชื่อช่อฟ้าจ่ะ” นางตอบด้วยคำพูดเก้ ๆ กัง ๆ ไม่เคยคุยกับคนแปลกหน้ามาก่อน ทั้งยังได้รับคำชมอย่างเปิดเผย ทำให้นางเขินอายไม่น้อย
“ชื่อก็ไพรเราะ แปลกนัก ลูกสาวงามปานนี้ แต่จมื่นแสงหล้าไม่เคยพูดถึง เคยเห็นแต่คุณหนูจินดาที่ท่านพามาด้วยยามงานเทศกาล” นางกำนัลอีกคนชวนคุยบ้าง
ช่อฟ้าทำเพียงก้มหน้าน้อย ๆ แสดงท่าทีไม่อยากตอบคำถามปลายเปิดของอีกฝ่าย นางกำนัลผู้นั้นมีไหวพริบจึงเข้าใจทันที มิได้เซ้าซี้เอาความจากนางอีก
ผู้คนเดินผ่านไปมาเตรียมเข้าเฝ้าขุนหลวงอินทร์เฟือน พลันสะดุดตาต้องหันมามองหญิงสาวแปลกหน้าอย่างช่อฟ้า ยิ่งคนมองมากเข้านางยิ่งประหม่าวางตัวไม่ถูก ทุกวันก็เจอแต่บ่าวไพร่และคนใจร้ายที่เรือน ยามออกมาข้างนอก ผู้คนเหล่านี้ไม่ปฏิบัติต่อนางอย่างคนที่เรือนแห่งนั้น กลับมีแต่สายตาสงสัยใคร่รู้บ้างก็ส่งยิ้มมาให้ ช่างไม่คุ้นชินเอาเสียเลย
“ขุนหลวงอินทร์เฟือนสเด็จ” เสียงดังก้องบอกกล่าวแก่เหล่าเสนาอำมาตย์ให้กลับเข้าที่ของตน
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงถวายบังคมแด่พ่ออยู่หัวดังก้องทั่วบริเวณ และเข้าสู่ความสงบทันที
“ตามสบายเถิด”ขุนหลวงอินทร์เฟือนผายมือให้ทุกคนที่โถงเงยหน้าขึ้นมา พระองค์นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองสูงตระหง่านมองลงไปยังเหล่าเสนาอำมาตย์เบื้องล่าง แล้วทรงตรัสถามเื่ที่มอบหมายแก่จมื่นแสงหล้าไปจัดการเป็อย่างแรก
“ที่ให้ไปเลือกลูกสาวมาเข้าพิธีอภิเษกให้ขุนหลวงสิงขรคืบหน้าว่าอย่างไรบ้าง”
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเลือกได้แล้ว นางมีชื่อว่าช่อฟ้า อายุย่างเข้ายี่สิบปี ยังไม่มีคู่หมั้นหมาย เพลานี้กระหม่อมก็พาลูกสาวมาเข้าเฝ้าด้วยพ่ะย่ะค่ะ” จมื่นแสงหล้าพนมมือยกขึ้นสูงเหนือหัวตอบคำถามพ่ออยู่หัว
“ช่อฟ้ารึ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเ้ามีลูกสาวชื่อนี้ เช่นนั้นพานางเข้ามาให้ข้าได้เห็นหน้าค่าตา จักต้องให้นางได้เข้ามาอยู่วังเรียนกฎระเบียบวังจากมเหสีของเราด้วย”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” จมื่นแสงหล้าถอยออกไปจากเบื้องพระพักตร์อย่างนอบน้อม ไปพาช่อฟ้าเข้ามายังที่เข้าเฝ้าขุนหลวง
ครั้นเมื่อร่างผอมบาง ผิวขาวนวลเนียนในชุดห่มสไบสีเขียวตองอ่อนเดินเข้ามา สายตาทุกคู่ในโถงว่าราชการจ้องมายังนางเป็จุดเดียว ใบหน้างดงามนวลผ่อง จมูกรั้น ดวงตาสุกใส ริมฝีปากบางเล็ก เครื่องหน้างามยิ่งกว่านางละครในวังหลวงเสียอีก ผมยาวสลวยสีดำขลับ สวมกำไลประดับแต่พองาม สวยสมวัยของหญิงสาวยี่สิบปี เรียกเสียงฮือฮาจากคนในโถงได้ไม่น้อย
มีลูกสาวงามปานนี้กลับไม่เคยพูดถึง คู่ครองก็ไม่หาให้จนวัยจะย่างเข้ายี่สิบปี ผู้คนต่างกระซิบกระซาบกันว่า ลูกสาวคนนี้คงเป็ลูกจากหญิงอัปลักษณ์ที่จมื่นจำใจรับเป็เมียรองแน่ จึงไม่เคยพามาเชิดหน้าชูตาเหมือนลูกสาวลูกชายคนอื่น ๆ หากพามาเชิดหน้าชูตาเสียหน่อยป่านนี้คงได้เป็ที่หมายตาของผู้มียศหลายคน ดอกไม้งามผู้ใดก็ล้วนอยาก
ช่อฟ้าสำรวมกิริยาทุกท่วงท่าตามที่คุณหญิงปิ่นสอน บรรจงนั่งลงพับเพียบ สองมือพนมกราบลงเบื้องพระพักตร์ของขุนหลวงอินทร์เฟือน ร่างบางจำได้ทุกคำพูดที่คุณหญิงปิ่นสั่งสอน ปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ความจำของนางดีเลิศ
พลันได้เห็นช่อฟ้าขุนหลวงอินทร์เฟือนยังคล้ายถูกสะกดชั่วครู่ แม้เกิดความโลภอยาก อยากได้มาเป็สนมของตนเอง แต่ก็ยังรู้หักห้ามใจ เดี๋ยวจักเสียการใหญ่
“งามมาก” ขุนหลวงอินทร์เฟือนเอ่ยชมออกมาจากใจ ตบเข่าฉาด นี่หากเจอเร็วกว่านี้คงจักเอามาเป็เมียตระกองกอดทุกเช้าค่ำ
ช่อฟ้าก้มหน้าน้อย ๆ ไม่กล้าเงยขึ้นสบสายตากับผู้ใด ไม่สั่งให้พูดก็ไม่พูดรอฟังเพียงเสียงพ่อที่อยู่ข้างหน้าตน
“จักให้พานางมาอยู่วังเรียนกฎั้แ่วันไหนพ่ะย่ะค่ะฝ่าา อีกไม่ถึงเดือนก็จักถึงฤกษ์เดินทางไปเข้าพิธีแล้ว” จมื่นเอ่ยถามเรียกสติให้ขุนหลวงหลุดจากพวังค์ความคิด
“วันพรุ่งให้คนพามาเลย ให้อยู่ในการดูแลของมเหสี เื่นี้ข้าเตรียมการไว้แล้ว” ขุนหลวงอินทร์เฟือนกระแอมกระไอตอบกลับ
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากรับคำ ก็หันไปส่งสายตาดุลูกสาวเป็เชิงให้ลุกไปได้แล้ว
ช่อฟ้าทำตามทุกอย่าง ใจอยากออกไปจากที่นี่ตั้งนานแล้ว สถานที่นี้ช่างน่าอึดอัดเสียจริง มีแต่คนส่งสายตาแปลกๆ ไม่ชอบมาพากลมาให้ ชวนให้อึดอัดคล้ายติดอยู่ในที่แคบ ไม่ชอบเลยสักนิด หากวังหลวงของแคว้นสิงขรก็เป็เช่นนี้คงไม่น่าอยู่เป็แน่
????????????