กัวเอินถงให้หยวนจู้พานางไปหากั๋วฮูหยินที่เรือนของนาง ตอนที่ไปถึงก็เห็นแม่สามีกำลังกำกับให้สาวใช้หลายคนปักผ้า
“ท่านแม่เ้าคะ ท่านหาข้าหรือเ้าคะ?”
“ใช่ เห็นเ้าอยู่ว่างๆ กลัวว่าจะเหงา เลยอยากให้มาดูการปักผ้ากับตัดเย็บ ไม่รู้ว่าเ้าทำเป็หรือไม่?”
“พอทำได้เ้าค่ะ แต่ก็ไม่สวยนัก”
กั๋วฮูหยินยิ้มบางๆ “อย่างนั้นหรือ? ข้าเองก็อยากรู้ว่าชนเผ่าของพวกเ้าปักผ้ากันอย่างไร? ถือว่าเป็การแลกเปลี่ยนกันก็แล้วกันนะ”
“เ้าค่ะ”
กัวเอินถงรู้สึกดีใจที่นางมีเื่ให้พูดคุยกับแม่สามี หากไม่สามารถสร้างความสนิทสนมได้ โอกาสที่จะค้นหาสิ่งที่้าในวังจีแห่งนี้ย่อมยากลำบาก เวลาของนางมีไม่มากนัก คนที่อยู่ไกลโพ้นยังรออยู่
“หยวนจู้ เ้ากลับไปเอาชุดธิดาชนเผ่าของข้ามาที”
ชุดที่นางพูดถึง คือ ชุดที่ใช้สำหรับออกงานพิธีสำคัญในเผ่าเหลียนซา ทั้งชุดเต็มไปลวดลายปักเย็บประณีตบ่งบอกถึงวัฒนธรรมของชนเผ่า บนหมวกมีลายปักดอกบัวสัญลักษณ์ประจำเผ่าอันแสนวิจิตร
กั๋วฮูหยินได้เห็นชุดประจำตำแหน่งของนางถึงกับอุทานด้วยความตื่นเต้น
“งดงามมาก งดงามมากจริงๆ นอกจากงานช่างฝีมือหลวงแล้ว ข้าไม่เคยเห็นชุดของผู้ใดงดงามเท่านี้มาก่อน”
กัวเอินถงรู้ว่านางยากจะคลายความระแวงของกั๋วฮูหยินลงไปได้ สรรพนามที่แม่สามีใช้เรียกแทนตัวก็ยังคงห่างเหินอยู่เช่นเดิม
“ฝีมือการปักบนชุดของข้าก็เป็ฝีมือของช่างฝีมือที่สุดในเผ่าเช่นกันเ้าค่ะ นั่นคือ ท่านแม่ของข้า”
“เอ๋? ท่านแม่ของเ้าเก่งเื่ปักผ้าหรือ?”
“เ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น เ้าก็น่าจะได้รับการถ่ายทอดมาไม่น้อย”
“ข้าไม่เก่งอย่างท่านแม่ แต่ก็พอทำได้เ้าค่ะ”
กั๋วฮูหยินยิ้มกว้าง นางรู้สึกสบายใจที่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายทำในสิ่งที่นางชื่นชอบเป็ แม้จะไม่ได้เต็มใจรับกัวเอินถงเป็สะใภ้ แต่สตรีพิการผู้นี้ก็เข้ามาในครอบครัวของนางแล้ว ทำความรู้จักเอาไว้ก็ไม่เสียหาย
กัวเอินถงเห็นสายตาชื่นชมต่อลายปักบนชุดกระโปรงของนางแล้วก็อดจะยิ้มกว้างมิได้ หญิงสาวจึงค่อยๆ อธิบายลวดลายต่างๆ บนชุดให้กั๋วฮูหยินฟังอย่างละเอียด
“เผ่าของข้ามีสัญลักษณ์ประจำเผ่าคือดอกบัวเ้าค่ะ พวกเรานับถือพระพุทธศาสนาและค่อนข้างจะเคร่งครัดยิ่ง ทุกเช้ามีการทำบุญตักบาตร ทุกเย็นจะมีการรวมกันเพื่อสวดมนต์ไหว้พระทำจิตใจให้สงบ และในวันสำคัญทางศาสนาจะรวมตัวกันทำบุญที่วัดเ้าค่ะ”
“ลวดลายพวกนี้ ส่วนใหญ่ใช้ในวัดอย่างนั้นหรือ?”
“เ้าค่ะ ดอกบัวต้องปักเฉพาะในหมวกเพราะถือว่าเป็สิ่งสูงค่า ส่วนในชุดของข้านี้เป็ลวดลายที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่โดยมีรากฐานคือบัวค่ะ ท่านแม่ดูนี่สิเ้าคะ คล้ายกับรากบัว กานบัว ใบบัว และกลีบบัวเ้าค่ะ”
“ท่านแม่ของเ้ามีฝีมือประณีตยิ่ง เป็บุญตาของข้าที่ได้เห็นชุดนี้ของเ้า เหตุไฉนจึงไม่สวมในวันแต่งงานเล่า?”
“นั่นเป็เพราะฮองเฮาพระราชทานชุดแต่งงานให้ข้าเ้าค่ะ ชุดนั้นก็งดงามยิ่งนัก ข้าจึงมิอาจจะหักหาญทำให้เสียน้ำพระทัย”
“อืม...ไม่เป็ไร เอาไว้ในยามมีพิธีการสำคัญในครอบครัวของเรา เ้าค่อยสวมก็แล้วกัน ข้าจะให้จิตรกรฝีมือดีมาวาดภาพในชุดนี้เอาไว้”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
ค่ายทหารที่ดูแลเมืองหลวงอยู่ห่างออกไปไม่ไกล จีหลุนได้รับอนุญาตให้พักงานได้หนึ่งเดือน แต่เขารู้สึกหงุดหงิดจึงได้ชวนลี่เทียนเป่าออกไปดูค่ายทัพหลวง
“เ้ายังโกรธนางอยู่อีกหรือ? ทำเช่นนี้ไม่ดีสำหรับตัวเ้าเองนะ อย่าลืมว่าเ้าต้องใช้ร่างกายนางในการรักษาอาการนั่น”
“เหล่าลี่ เ้าไม่โมโหหรือ? พวกเขาเสียรู้กัวเยี่ยนสืออยู่ตั้งหลายปี เห็นหน้านางทีไรข้าก็นึกทุกทีว่าคนผู้นั้นเป็ฝาแฝดก็คงหน้าตาเหมือนกับนาง แค่มองหน้าก็อยากจะฆ่าให้ตายนัก จะมีอารมณ์ใดไปััแตะต้องตัวนางเล่า”
ลี่เทียนเป่ายกยิ้มมุมปาก “ตกลงว่าเ้าไม่อยากจะหายแล้ว?”
“อยากสิ แต่ให้ข้าสงบสติอารมณ์สักหน่อยเถิด แค่ร่วมเตียงกับนางได้ก็นับว่าดียิ่งแล้ว”
“ขนาดเ้าชังนางแต่ยังนอนร่วมเตียงได้ก็นับว่าดีแล้ว ข้าคิดว่าเ้าจะไม่นอนห้องเดียวกับนางเสียอีก”
“เหอะ ถึงอย่างไรนางก็อุตส่าห์ยอมแต่งมา ข้ายังไม่รู้แผนของคนสกุลกัวเลย เก็บศัตรูไว้ใกล้ตัวย่อมจะดีกว่า”
“แล้วนี่เ้าอยากจะไปค่ายทัพหลวงด้วยเหตุใดกัน?”
“ในเมื่อข้าต้องมาอยู่ค่ายนี้ก็สมควรไปเยือนเสียหน่อย เ้าว่าไม่ดีหรือ?”
ค่ายแห่งนี้มีทหารอยู่หนึ่งหมื่นคน หากเทียบกับค่ายอื่นๆ ในแคว้นแล้ว นับเป็ค่ายขนาดเล็กที่มีทหารจำนวนน้อยที่สุด คนเหล่านี้มีไว้เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองหลวงนอกเหนือไปจากเหล่ามือปราบที่ทำหน้าที่ตรวจตราดูแลอยู่ในภายกำแพงเมือง
เมืองหลวงแคว้นิยามนี้มีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่เป็จำนวนมาก นอกจากแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ไหลผ่านเป็ปราการอย่างดีแล้ว ทั้งสี่ทิศต้องมีการตรวจตราอย่างรอบคอบและเข้มงวด
“ได้ยินว่าทัพหลวงมีการสั่งเรือรบเพื่อล่องในแม่น้ำเพิ่มขึ้น”
ลี่เทียนเป่าพยักหน้า “ใช่ ร่องน้ำในแม่น้ำลึกมากขึ้น ปากแม่น้ำขยายออกอีกนับจั้ง เบื้องบนเกรงว่าวันหน้าหากมีศึกมาประชิดแล้วคิดบุกทางน้ำจะป้องกันลำบาก จึงได้สั่งเรือสำหรับรบในแม่น้ำมาเพิ่ม ท่าเรือเองก็มีการขยายด้วย”
บุรุษทั้งสองนั่งรถม้าออกไปจากสกุลจี ทหารที่เดินทางติดตามมาจากค่ายพยัคฆ์เหินร่วมร้อยแบ่งมาติดตามเพียงยี่สิบคนที่เหลือให้ไปพักในค่าย ทัพหลวงเพื่อรอคำสั่ง
นายทหารหลายนายเคยไปประจำการที่ค่ายพยัคฆ์ไฟ เมื่อมาพบกันอีกครั้งจีหลุนกับลี่เทียนเป่าจึงได้นั่งพูดคุยและเล่าเื่ราวที่ชายแดนให้พวกเขาได้ฟัง กว่าจะเดินทางกลับจากค่ายทัพหลวงก็จวนจะมืดค่ำ
ระหว่างทางกลับ ลี่เทียนเป่าก็เตือนสติสหายอีกคราวหนึ่ง
“เหล่าจี ยามนี้เ้ามีโอกาสรีบลงมือกับนางเสียเถิด รีบหาทางรักษาอาการป่วยใจนี้เสีย เพราะเราไม่รู้ว่านางวางแผนสิ่งใดไว้กับเ้า แต่อย่างน้อยเ้าก็ควรจะฉวยโอกาสในการรักษาอาการป่วยของตนเองเสียก่อน
จีหลุนฟังแล้วก็คล้อยตาม “ก่อนที่นางจะลงมือกับข้า ข้าคงต้องลงมือกับนางก่อน”
คืนนี้กัวเอินถงรู้สึกว่าจีหลุนดูแปลกไปกว่าทุกวัน เขาเข้าห้องนอนมาั้แ่ตอนหัวค่ำ ตอนนั้นนางกำลังนั่งต่อหน้าคันฉ่องให้เหย้าหลี่สางผมให้ ชายหนุ่มสั่ง
“พวกเ้าออกไปเถอะ ข้าจะดูแลฮูหยินเอง”
หญิงสาวหันไปมองสามีของตนด้วยความประหลาดใจ
“ท่านไม่ต้องอยู่ในห้องอักษรหรือ?”
“ไม่ คืนนี้ข้ามีเื่จะต้องตกลงกับเ้า” น้ำเสียงของเขาดูเป็ทางการ ในขณะที่หยิบหวีมาช่วยสางผมให้กับนาง “แต่ก่อนอื่น ในฐานะสามีข้าอยากจะสางผมให้เ้าสักครั้ง”
หญิงสาวนิ่งเงียบ นางเคยได้ยินว่าในแคว้นิมีเพียงสามีกับมารดาที่จะสางผมให้กับบุตรสาว “ข้าไม่คิดว่าท่านอยากจะสางผมให้ข้า”
“อย่างน้อยก็เพื่อให้เ้าจดจำว่าครั้งหนึ่งเ้าเคยแต่งงานกับข้า เคยเป็ภรรยาของข้า”
หญิงสาวนิ่งอึ้ง ความระแวงที่เขามีต่อนางนั้นไม่เกิน กัวเอินถง ใคร่ครวญหาคำพูดที่ฟังแล้วจะไม่ดูประจบจนเกินไปและไม่ดูบ่ายเบี่ยง การแต่งงานระหว่างเขากับนางเป็เื่ของการเมือง แต่เมื่ออยู่กันตามลำพังกลับกลายเป็เื่ระหว่างคนสองคน
นางรู้ว่านี่ไม่ใช่ประโยคสารภาพความรู้สึกแต่เป็เหมือนประโยคที่เตือนให้นางรู้ว่าวันหน้าหากคิดจะลงมือทำสิ่งใดก็ขอให้นางนึกถึงวันที่นางเคยอยู่ในสกุลจี
“เ้าค่ะ ท่านพี่”
นางปล่อยให้เขาสางผมเงียบๆ จนกระทั่งเขาเห็นว่าผมของนางดูเรียบร้อยดีแล้วจึงได้วางหวีลง
“ได้เวลาขึ้นเตียงกันแล้ว ฮูหยิน”
********************
