เมื่อกลับมาถึงบ้านซ่งเวยหลงก็พบว่าภรรยากำลังนั่งรอเขาที่ศาลาหน้าบ้านที่ตนได้ทำเอาไว้ อากาศหนาวเพียงนี้สมควรแล้วหรือที่จะให้นางนั้นออกมาตากลม แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็พอเบาใจได้บ้าง เนื่องจากว่าข้างๆ กันนั้นมีเตาเล็กสำหรับเพิ่มไออุ่นให้กับร่างกาย
“ไม่หนาวหรือ? เหตุถึงออกมานั่งตากลมที่นี่” ซ่งเวยหลงเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ภรรยา พร้อมทั้งถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนออก
“ข้าไม่หนาวเจ้าค่ะ ท่านพี่ใส่เสื้อเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้” เซี่ยซูมี่หันไปยิ้มให้สามี พร้อมทั้งบอกเขาด้วยความเป็นห่วง
“เข้าบ้านกันเถอะ” ซ่งเวยหลงส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่ยอมสวมเสื้อตัวนอกกลับเข้าไป แต่ยืนยันที่จะพาภรรยาเข้าไปภายในบ้าน เนื่องจากว่ามีความอบอุ่นมากกว่าข้างนอกยิ่งนัก
เซี่ยซูมี่ไม่ได้ดื้อดึงจะอยู่ต่อ ที่ออกมานั่งข้างนอกก็เพื่อมาคอยทางสามีกลับบ้านเพียงเท่านั้น เขาอยู่ข้างนอกตนไม่สามารถรับรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุอันใดหรือไม่ แม้ว่าจะไม่ได้ออกไปล่าสัตว์แต่อุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่เคยเลือกเวลา
“ท่านพี่หิวหรือไม่เจ้าคะ? นั่งรอข้าสักครู่เดี๋ยวข้าจะไปเอาน้ำชามาให้เจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่จูงมือสามีเพื่อที่จะให้คนตัวโตนั่งรอที่เก้าอี้รับแขก ส่วนตนนั้นก็เดินไปยังห้องครัว เพื่อหยิบกาน้ำร้อนพร้อมทั้งชาชั้นดีที่เตรียมเอาไว้มาให้สามี
“อืม”
ซ่งเวยหลงไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเขาเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าไม่น้อย ตนทำหน้าที่ปีนไปบนหลังคาเพื่อมุงหลังคา ทุกคนต่างลงความเห็นว่าตนนั้นมีความคล่องตัวมากที่สุด จึงเหมาะที่จะอยู่ด้านบน ทั้งๆ ที่เขานั้นรูปร่างสูงใหญ่มากที่สุด แต่เมื่อเป็นการลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน มันก็คงจะยากที่จะปฏิเสธได้ รอเพียงไม่นานภรรยาตัวน้อยก็ยกเตาเล็กพร้อมทั้งกาน้ำร้อนเข้ามา
“มาแล้วเจ้าค่ะ ข้ามีชาชั้นดีอยากจะให้ท่านพี่ลองเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่เอ่ยขึ้น ตอนนี้ท่าทางของนางนั้นคล้ายเด็กน้อยที่มีของกิน หรือของเล่นถูกใจที่ต้องการจะเอามาอวดญาติผู้ใหญ่
ซ่งเวยหลงรีบเข้าไปช่วยภรรยาถือของ จากนั้นก็นำใบชาจากโถเล็กๆ ที่ภรรยาอุ้มมาด้วยใส่ลงไปในถ้วยชงชา พร้อมทั้งเทน้ำร้อนที่ดูเหมือนว่ามันอยู่ในเตาตลอดเวลา เพราะภายในกาน้ำยังคงมีไอของความร้อนพวยพุ่งอยู่ ราวกับมามันไม่เคยถูกยกลงจากเตาเลย
“อืม กลิ่นดี” ซ่งเวยหลงชงชาเสร็จก็เทลงที่ถ้วยของตนเองและของภรรยา เมื่อชาส่งกลิ่นหอมเขาจึงเอ่ยออกมา แม้ว่าจะยังไม่ได้ชิมมันเลยก็ตาม แต่เพียงแค่ได้กลิ่นก็สามารถบอกได้แล้วว่าชานี้เป็นชาชั้นดี
ทางด้านเซี่ยซูมี่ที่ได้ยินสามีพูดเช่นนั้น ก็ได้แต่นึกใจว่า ของมันแน่อยู่แล้ว เพราะนั่นเป็นชาชั้นดีที่ตนนำออกมาจากในมิติ เนื่องจากว่าตัวเองเป็นคนชอบดื่มชา จึงมักจะมีชาชั้นดีอยู่ติดห้องอยู่เสมอ ส่วนเรื่องที่มาที่ไปของชานั้นคงต้องบอกว่าไม่อาจจะทราบได้ ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับความเอาใจใส่จากเลขาทั้งนั้น
“ข้าซื้อติดไว้เมื่อตอนเข้าเมืองครั้งก่อนเจ้าค่ะ ท่านคงไม่ได้สังเกตเพราะไปเอาเกวียนมาอยู่ มีหญิงชรากับหลานชายมาเร่ขายให้กับข้าน่ะเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น ราวกับว่าต้องการให้สามีหายข้องใจในเรื่องที่เขาสงสัยแต่ไม่ได้เอ่ยถามออกมา
“เจ้ามักจะเจอคนน่าสงสารอยู่ร่ำไป แล้วก็มักจะได้ของดีกลับมาทุกครั้งในยามที่พี่ไม่อยู่ คงจะเป็นดังเช่นเมื่อครั้งที่มีคนมาขายมีดพร้าเหล่านั้นให้กับเจ้าสินะ” ซ่งเวยหลงพูดขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ พร้อมทั้งกำลังดื่มด่ำกับกลิ่นหอมและรสชาติของชา ช่างเป็นชาชั้นดีที่ตนไม่เคยลิ้มลองจริงๆ รสชาติของมันนั้นแทบจะทำให้เขานั้นลืมไม่ลงเลยทีเดียว
“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ตีมึนไม่เข้าใจความหมายที่สามีต้องการจะสื่อ ใครจะไปบอกความจริงกันล่ะ หากขืนให้เขารู้มิติที่ตนมีก็เป็นต้องหายไป เป็นเช่นนี้ใครจะไปทำใจได้ มีมิติอย่างน้อยๆ ตนก็สามารถเอาของออกมาใช้อย่างไม่จำกัด สำคัญสุดของจะเป็นพวกครีมบำรุงผิวต่างๆ ทั้งครีมบำรุงผิวกายและผิวหน้า หากจะให้ใช้ดินสอพองเช่นสาวในยุคดึกดำบรรพ์นี้ก็คงจะทำใจไม่ได้อย่างแน่นอน
ซ่งเวยหลงส่ายหัวไม่ถือสาภรรยา จากนั้นก็ดื่มด่ำกับความหอมของชาชั้นดีนี้ ยิ่งเมื่อดื่มตอนที่มันร้อนๆ แล้วรู้สึกว่า ร่างกายเหมือนจะคลายปวดเมื่อยไปหลายส่วน จากตอนแรกที่รู้สึกเมื่อยขบก็ดูจะเบาลง
หลายวันต่อมาซ่งเวยหลงไปยังบ้านของผู้เฒ่าจู รู้สึกเป็นห่วงเนื่องจากว่าหิมะตกหนัก ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ อีกทั้งภรรยาของเขายังใช้ให้เอาน้ำแกงร้อนๆ ไปให้ท่านลุงจูของนางอีกด้วย ตอนนี้ตนกลายเป็นคนส่งอาหารให้กับท่านลุงจูไปแล้ว เพราะทุกครั้งที่ภรรยาทำอาหารจานเนื้อ นางมักจะทำเผื่อท่านลุงของเขาอยู่เสมอ
“อย่าลืมถามท่านลุงด้วยนะเจ้าคะ ว่าต้องการสิ่งใดหรือไม่ หากต้องการสิ่งใดก็ขอให้ท่านรีบบอก ห้ามเกรงใจโดยเด็ดขาด” เซี่ยซูมี่สั่งสามีเป็นครั้งที่สาม จนเดินมาส่งที่รั่วหน้าบ้านก็มิวายที่จะกำชับอีกรอบ
“ไปด้วยกันดีหรือไม่ จะได้รู้ว่าพี่ลืมเรื่องที่เจ้าฝากความมาหรือไม่” ซ่งเวยหลงพูดเย้าแหย่ภรรยา เพราะนางดูเหมือนจะกลัวว่าตนนั้นจะลืมกับคำสั่งเสียของภรรยา หากเป็นกังวลนักก็เดินไปด้วยกันเสียก็สิ้นเรื่อง
“ก็ข้าตุ๋นขาหมูเอาไว้นี่เจ้าคะ เกรงว่าหากไปแล้วจะติดลมอยู่คุยนาน หากเป็นเช่นนั้นมีหวังน้ำแห้งก่อนพอดีเจ้าค่ะ” เพราะทุกครั้งตนไปบ้านของท่านลุงจูกับสามี หากไม่ถึง 1-2 ชั่วยามก็คงไม่ถูกปล่อยตัวมาอย่างแน่นอน คนแก่อยู่ตัวคนเดียว เวลามีลูกหลานมาเยี่ยมก็ต้องมีเรื่องมาชวนคุยเป็นเรื่องธรรมดา
“ถ้าเช่นนั้นก็เข้าบ้านเถิด พี่จะรีบไปรีบกลับ” ซ่งเวยหลงพยักหน้าเข้าใจ ไม่เซ้าซี้ให้นางตามไปด้วย
“เจ้าค่ะ” พูดจบเซี่ยซูมี่ก็เปิดรั้วบ้าน พร้อมทั้งเดินเข้าไปภายในบ้าน
บรรยากาศภายในบ้านกับภายนอกบ้านนั้นช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากว่าภายในบ้านนั้นมักจะมีเตาสำหรับเพิ่มความอบอุ่นให้กับคนในบ้าน ทำให้ไม่รู้สึกหนาวจนทนไม่ได้ เซี่ยซูมี่เข้าไปในครัว นั่งลงหน้าเตาเพื่อเอาความร้อนจากเตาให้กับร่างกาย หน้าหนาวได้อยู่หน้าเตาแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่กลับไม่ดีกลับผิวหน้าเลยสักนิด รู้สึกว่าหน้าจะแห้งมากผิดปกติ อีกทั้งนั่งนานๆ ยังรู้สึกแสบหน้าอีกด้วย
ระหว่างที่รอสามี เซี่ยซูมี่ก็ห่อเกี๊ยวรอ หน้าหนาวคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการกินเกี๊ยวอีกแล้ว อีกทั้งยังทำง่าย และสามารถเก็บไว้ได้นานอีกด้วย ตัวเองนั้นชอบกินผัก จึงทำเกี๊ยวใส่ผักมากหน่อย อากาศหนาวก็คิดถึงโจ๊กปู อยากจะเอาเนื้อปูก้อนออกมาจริงๆ หรือว่าจะลองเสี่ยงเอาออกมา หากสามีถามก็จะบอกว่าเป็นเนื้อปลา เพราะกลิ่นเฉพาะตัวของมันไม่น่าจะต่างกันมากเท่าไหร่ ห่อเกี๊ยวได้ราวๆ 100 ตัวสามีก็กลับเข้าบ้านมา
“กลับมาแล้ว” ซ่งเวยหลงเข้ามาบ้านก็ตัวสั่น ระยะทางจากบ้านของเขาไปยังบ้านของผู้เฒ่าจูนั้นไกลพอสมควร จึงทำให้คนตัวโตหนาวสั่นไปทั้งร่าง
“จิบน้ำอุ่นก่อนเจ้าค่ะ ถือถ้วยน้ำร้อนเอาไว้ด้วยเผื่อช่วยได้” เซี่ยซูมี่รีบเทน้ำร้อนใส่ถ้วยแล้วก็ยื่นให้สามี
“ขอบใจน้องมาก” ซ่งเวยหลงเอ่ย
“ท่านลุงเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ สบายดีหรือไม่” เซี่ยซูมี่รอให้สามีจิบน้ำร้อนให้คลายหนาว แล้วก็ถามข่าวคราวของผู้เฒ่าจูในทันที
“ท่านลุงสบายดี ฝากขอบใจน้องด้วยสำหรับผัดเนื้อจานนั้น บอกว่าครั้งหน้าไม่ต้องใส่เนื้อไปให้มากถึงเพียงนั้น คนแก่กินเนื้อมากแล้วท้องอืด หากไม่กินก็แสนจะเสียดาย หลานสะใภ้อุตส่าห์ตั้งใจทำให้” ซ่งเวยหลงจำคำพูดของผู้เฒ่าจูที่ฝากความมาบอกภรรยาครบถูกต้องไม่ตกหล่นเลยสักคำ
“จริงด้วยเจ้าค่ะ ครั้งหน้าหากทำจานเนื้อข้าจะต้มน้ำขิงไปให้ท่านลุงด้วยก็แล้วกันเจ้าค่ะ จะได้แก้เรื่องท้องอืดด้วย” เซี่ยซูมี่ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เพราะแม้กระทั่งตนเองก็ยังเลือกกินแต่ผัก ส่วนเนื้อมักจะคีบใส่ถ้วยสามีเสียส่วนใหญ่ ซึ่งพ่อคนกินจุนั้นคีบสิ่งใดให้ก็จัดการจนเกลี้ยง ไม่ให้เหลือแม้แต่นิดเดียว ไม่รู้ว่าตนทำอาหารถูกปากหรือว่าเขาเสียดายของกันแน่
“ตามใจน้องเถิด” ซ่งเวยหลงพยักหน้า
“จริงสิเจ้าคะ แล้วเรื่องที่ข้าให้ท่านพี่ถามเล่า ท่านลุงบอกหรือไม่ว่าต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม” เซี่ยซูมี่เอ่ยขึ้น
“พี่ถามไปแล้ว แต่ท่านลุงบอกว่าไม่ต้องการสิ่งใด ลูกสาวของท่านลุงเพิ่งจะกลับไปเมื่อวันก่อน เอาของฝากมาเยี่ยมมากมาย ยังไม่ลืมให้พี่เอามาฝากเจ้าด้วย” ซ่งเวยหลงยื่นปลาตัวใหญ่ให้กับภรรยา
“ปลาหรือเจ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ยิ้มดีใจ ในที่สุดความฝันที่อยากจะกินโจ๊กปูก้อนในฤดูหนาวก็เป็นจริงขึ้นมา สวรรค์ช่างเมตตาผู้หญิงตาดำๆ ยิ่งนัก คิดว่าตนจะป่วยเป็นคอพอกไปแล้วเสียอีก เนื่องจากว่าขาดสารอาหารจากอาหารทะเล
“เจ้าชอบกินปลาหรือ?” ว่งเวยหลงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ ไม่เห็นนางถามถึงปลา ตนจึงทึกทักเอาเองว่านางคงจะไม่ชื่นชอบกลิ่นคาวปลาสักเท่าไหร่
“ชอบสิเจ้าคะ อีกทั้งยังดีต่อคนสูงอายุอย่างท่านลุงจูด้วยเจ้าค่ะ เอาไว้เย็นนี้ข้าจะเคี่ยวโจ๊กเอาไว้ก่อน แล้วเราค่อยมากินโจ๊กเนื้อปลากันพรุ่งนี้เช้าเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่เอ่ยขึ้น พลางคิดในใจว่าโจ๊กเนื้อปลาผสมเนื้อปูต่างหาก
“ได้ พรุ่งนี้เราจะกินโจ๊กเนื้อปลากัน” ซ่งเวยหลงพยักหน้า เห็นดีเห็นงามไปกับความคิดของภรรยา แม้จะสงสัยไม่น้อยว่า นางจะทำอย่างไรต่อไปกับเกี๊ยวพวกนี้ดี
เช้าวันถัดมา เซี่ยซูมี่ทำตามที่ตนได้พูดเอาไว้เมื่อช่วงเย็นวาน แม้ว่าจะไม่อยากลุกจากเตียงเตา แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเสียงประท้วงของพยาธิในท้อง เนื่องจากว่ามันส่งเสียงโครมครามประท้วงว่าให้หาอะไรเข้าไปในท้องให้พวกมันกินได้แล้ว
“อือ นอนต่ออีกสักหน่อยเถิดอากาศยังหนาวอยู่เลย” ว่งเวยหลงคว้าเอวบาง เข้ามากอดเอาไว้แน่น ไม่ยอมให้นางลุกออกไปจากเตียงอุ่น
“เช้าแล้วเจ้าค่ะ ข้าขอตัวไปทำมื้อเช้าให้ท่านพี่ก่อน” เซี่ยซูมี่เอ่ยขึ้น นางจะไม่ยอมพลาดเนื้อปูแน่นๆ ในมิติโดยเด็ดขาด
“ให้พี่ไปทำเองดีกว่า เพียงแค่อุ่นโจ๊กที่เจ้าเคี่ยวเอาไว้เมื่อคืนใช่หรือไม่?" ซ่งเวยหลงตื่นเต็มตา จากนั้นก็ขันอาสาไปอุ่นอาหารที่ภรรยาทำทิ้งไว้เมื่อช่วงดึก กว่านางจะได้นอน ไหนจะต้องมาฝืนตัวเองตื่นแต่เช้าอีกด้วย เห็นเช่นนี้แล้วตนจะยอมเอาเปรียบภรรยาได้อย่างไร
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าทำเองดีกว่า หากทำไม่ถูกวิธีมันอาจจะคาวได้เจ้าค่ะ ท่านพี่รอข้าที่ห้อง ห้ามเข้าไปวุ่นวายเด็ดขาดเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่สั่งเสียงเข้ม หากให้เขาไปทำแล้วตนจะกินโจ๊กปูได้อย่างไรกัน หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรวันนี้ต้องได้กินปู
“ได้ๆ พี่จะรอเจ้าที่ห้อง หากมีสิ่งใดให้พี่ช่วยให้รีบตะโกนเรียกพี่ในทันที เข้าใจหรือไม่?” ซ่งเวยหลงยกมือข้างที่กอดเอวบาง เพราะจับน้ำเสียงได้ว่านางน่าจะโมโหหิวแล้ว ขืนขัดใจมากไปกว่านี้มีหวังคืนนี้ต้องอดเป็นแน่ ซึ่งมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นเด็ดขาด เนื่องจากว่าตนนั้นอยากจะมีเจ้าตัวน้อยมาเป็นพยานรักในครั้งนี้ อีกทั้งยังอยากจะมีหลายๆ คนเพื่อให้มาวิ่งเลยเป็นเพื่อนกัน หมดหน้าหนาวในปีนี้ ตนและภรรยาคุยกันว่าจะเริ่มทำไร่ทำนา ปล่อยที่ดินว่างเปล่ามาหลายปี ครั้งนี้คงได้เวลาสู้เพื่อครอบครัวและคนที่ตนรัก