ฝุ่นควันค่อยๆจางหายไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยการปะทะที่สยดสยองประหนึ่งผืนดินถูกเทพมารบดขยี้ร่างมหึมาของ เทวทูตปีศาจ เดินส่ายอาดๆ ออกมาจังก้ากึ่งกลางหลุมยุบแววตาภายใต้หมวกเหล็กทอแววตกตะลึง ค้อนยักษ์ในมือขวาของมันกลับสั่นสะเทือนเบาๆพร้อมกับง่ามมือเหล็กที่มีไอความร้อนระอุโพยพุ่งออกมาไม่หยุด
อวิ่นหนิงเจี่ย ที่กึ่งนั่งกึ่งหมอบอยู่ห่างออกไป หน้าซีดเผือด โลหิตอุ่นๆไหลรินออกจากมุมปากและบาดแผลทั่วร่าง เขาจ้องมองศัตรูด้วยสายตาตกใจสุดขีดพลางหอบหายใจกระชั้นจนอกกระเพื่อม
“มิเป็นไรเลยหรือนี่... กะ แกร่ง... แกร่งเกินไปแล้ว...”หนิงเจี่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
เทวทูตปีศาจยกค้อนขึ้นจ้องมองรอยบิ่นเล็กๆบนเนื้อโลหะอาถรรพ์ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ฟังดูน่าขนพองสยองเกล้า“โอ้... แค่ชี่ปอขั้นกลาง กลับรับกระบวนท่าสัตตโลหะทลายบรรพตที่ข้าผนึกพลังไว้ในระดับชีซิง (เจ็ดดารา) ขั้นกลาง ได้? หนำซ้ำยังทนทานต่อปราณเทวะที่แฝงอยู่ได้อีกเป็นผู้อื่นคงตายตกไปนับร้อยหนแล้ว! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เสียงหัวเราะนั้นกัมปนาทจนมวลมหาหน้ามนุษย์บนท้องฟ้าที่กำลังพึมพำมนตราโบราณถึงกับชะงักงันพวกมันเปลี่ยนจากเสียงบ่นพึมพำเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนระงมจนมิติบิดเบี้ยวประดุจกระจกเงาที่แตกร้าว
ทว่าในวินาทีที่เทวทูตปีศาจกำลังหัเราะอยู่นั้นสายตามันพลันเหลือบไปที่จุดเด็กหนุ่มยืนอยู่... ว่างเปล่า มัน ว่างเปล่าบัดนี้ร่างเด็กหนุ่มอันตรธานแล้ว
“หะ... หายไปแล้ว!” มันอุทานด้วยความตกใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด “ถึงกับหนีไปรึ? เจ้าเด็กหน้าไม่อาย!คิดหรือว่าในเกาะปีศาจวิบัติแห่งนี้ เจ้าจะหนีเงื้อมมือข้าพ้น!”
วิ้ง!ฟุบ!
ห่างออกไปหลายร้อยจั้งหนิงเจี่ยฝืนขีดจำกัดของร่างกายโคจรพลัง วายุอัสนีเคลื่อนย้ายสุญญตา ถึงขีดสุดร่างของเขาเลือนหายและปรากฏขึ้นสลับกับสายฟ้าสีม่วงทองที่แตกแขนงระเบิดห้วงอากาศเป็นริ้วๆทุกครั้งที่เขาปรากฏกายเขาจะทิ้งใยแมงมุมสุญญตาอาถรรพ์ไว้เบื้องหลังเพื่อรบกวนการสัมผัสของศัตรู
“ในสภาวะบาดเจ็บเช่นนี้ ข้ามิอาจหักหาญตรงๆ ได้ ต้องหาที่ตั้งหลัก!”หนิงเจี่ยกัดฟันสู้กับความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงวิญญาณ
เทวทูตปีศาจคำรามลั่นไล่ตามเด็กหนุ่มมาอย่างรวดเร็ว เห็นทุกครั้งที่มันสืบเท้าพื้นดินเถ้ากระดูกจะระเบิดออกร่างยักษ์พุ่งทะยานดุจกระสุนปืนใหญ่ทมิฬทิ้งรอยไหม้ไว้เป็นทางยาวมันเหวี่ยงค้อนหมื่นชั่งออกไปในแนวราบสร้างคลื่นดาบปะทะมิติที่ตัดผ่านโขดหินทุกอย่างที่ขวางหน้า นี่คือท่าร่าง “ก้าวอเวจีเยียบมิติ”ความเร็วถึงขั้นน่าสะพรึงกลัว
หนิงเจี่ยเห็นท่าไม่ดีเมื่อศัตรูรุกคืบเข้ามาใกล้ในระยะสิบจั่ง เขาพลันพลิกตัวกลางอากาศรวบรวมปราณวารีรวมกระจายและสุญญตาไว้ที่หมัดซ้ายที่ยังพอมีกำลังโถมน้ำหนักทั้งหมดลงสู่เบื้องล่าง
“เก้าหมัดปั่นป่วนฟ้า... กระบวนท่าที่ 5: อุกกาบาตกัมปนาท!”
ร่างของหนิงเจี่ยกลายเป็นดวงไฟสีม่วงทองพุ่งดิ่งลงมาจากฟากฟ้ากระแทกเข้าใส่พื้นดินเบื้องหน้าเทวทูตปีศาจเพื่อสร้างม่านฝุ่นและแรงอัดอากาศมหาศาลขวางทางไว้แรงระเบิดทำให้ดินระเบิดเป็นหลุมกว้างและส่งเศษหินพุ่งกระจายดุจห่ากระสุน
ตู้มมมมมมม!
ท่ามกลางฝุ่นควันที่คละคลุ้งเทวทูตปีศาจทะลวงผ่านม่านฝุ่นออกมาด้วยร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยเกราะปราณนิลมันคำรามอย่างบ้าคลั่ง “ลูกไม้ตื้นๆ!ข้าจะเด็ดปีกมดปลวกเช่นเจ้าให้ขาดสะบั้นเดี๋ยวนี้!”
การไล่ล่าดำเนินไปอย่างดุเดือดหนิงเจี่ยใช้ทุกกลเม็ดทั้งการเคลื่อนย้ายมิติและการโจมตีสวนกลับเพื่อชะลอเวลาท่ามกลางเสียงกรีดร้องของใบหน้ามนุษย์บนท้องฟ้าที่ดูเหมือนจะสนุกสนานกับการดิ้นรนของมนุษย์ตัวจ้อยผู้นี้ในขณะที่ร่างของหนิงเจี่ยเริ่มเข้าใกล้ส่วนลึกของเกาะที่ซึ่งหมอกหนาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ!
ท่ามกลางเสียงฉีกกระชากของมิติที่เกิดจากการไล่ล่าของเทวะทูตปีศาจอวิ่นหนิงเจี่ย กัดฟันฝืนความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงทุกโสตประสาทบาดแผลที่แขนขวาเริ่มปริแตกเพิ่มมกาขึ้นจากปราณเทวะทมิฬที่เข้ากัดกร่อนหากเขายังดึงดันที่จะหลบหนีในมิติเปิดเช่นนี้ ปราณในร่างคงมอดไหม้จนหมดสิ้นก่อนจะหนีพ้นเป็นแน่
ครืนๆ...ซ่า... ซ่า...
ทันใดนั้นเสียงกระหึ่มลึกลับที่คล้ายกับเสียงคลื่นยักษ์ปะทะโขดหิน ผสมกับเสียงคำรามของสายน้ำดังมาจากเบื้องล่างหนิงเจี่ยตัดสินใจเดิมพันด้วยชีวิต เขาหักเหวิถีท่าร่าง วายุอัสนีเคลื่อนย้ายสุญญตาพุ่งดิ่งลงสู่พื้นดินเบื้องล่างฝ่าเข้าสู่หมอกสีแดงฉานที่ปกคลุมหุบเหวเบื้องล่างทันที!
ทันทีที่ร่างของเขาฝ่าม่านหมอกสีเลือดลงมาถึงก้นบึ้งทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้หนิงเจี่ยถึงกับลืมหายใจ
เบื้องล่างคือมหาวิหารใต้พิภพสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์ ที่ขัดต่อกฎเกณฑ์ทุกอย่างในโลกมนุษย์สิ่งก่อสร้างรูปทรงคล้ายปิรามิดกลับหัวและหอคอยที่บิดเบี้ยวทำจากวัสดุที่ดูเหมือนกระดูกและเนื้อหนังที่กลายเป็นหินทั่วทั้งบริเวณถูกฉาบด้วยแสงสีแดงชาดที่เรืองรองออกมาจาก "ธาราโลหิตทิพย์" ซึ่งไหลรินลงมาจากยอดเขาเป็นน้ำตกสีแดงข้นคลักส่งเสียงครางครืนราวกับเสียงกระซิบของคนตายนับล้าน
ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือตามผนังและเสาหินขนาดยักษ์ปรากฏร่างของอสูรและเทพตกสวรรค์นับไม่ถ้วนถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งโชคชะตา พวกมันเหมือนภาพมายาบ้างก็ขยับนิ้วมืออย่างช้าๆ บ้างก็ส่งเสียงร้องครวญครางที่แผ่วเบาจนน่าขนลุกยอดวิหารส่วนกลางมีลูกตาขนาดยักษ์ฝังอยู่ตามซอกหินซึ่งคอยกะพริบมองไปมาอย่างไร้จุดหมายบรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยแรงกดดันที่หนาแน่นจนอากาศกลายเป็นของเหลวสีแดงจางๆ
"นี่มัน... ที่พำนักของเทพมารบรรพกาลงั้นรึ?" หนิงเจี่ยร่วงลงสู่แท่นศิลาที่สลักอักขระอสูรแขนข้างที่บาดเจ็บสั่นระริกเมื่อสัมผัสได้ถึงปราณวิญญาณที่เข้มข้นจนเกือบจะสำลัก
ทว่าความตื่นตะลึงอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจเสียงระเบิดกัมปนาทด้านบนหมอกแดงก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของ เทวทูตปีศาจที่พุ่งดิ่งลงมาดุจดาวหางค้อนหมื่นชั่งในมือของมันอาบไปด้วยแสงสีดำแดงที่ดูดกลืนแสงโดยรอบจนมืดมิด
“มดปลวก! เจ้าหนีลงมาในสุสานแห่งนี้เพื่อหาที่ตายงั้นรึ? ดี! ข้าจะใช้เลือดของเจ้าสังเวยแก่เหล่าวิญญาณกำสรวลที่นี่ ฮ่า ฮ่า!”
เทวทูตปีศาจเหวี่ยงค้อนเข้าใส่หนิงเจี่ยในทันทีแรงเหวี่ยงทำให้ธาราโลหิตเบื้องล่างระเบิดตัวเป็นพายุสีเลือดหนิงเจี่ยที่บาดเจ็บสาหัสทำได้เพียงกระตุ้นเกราะอสูรโลกันตร์ถึงขีดสุด เขาพยายามดิ้นรนในห้วงแห่งความเป็นตายดินแดนที่ดูเหมือนหัวใจของนรกแห่งนี้ท่ามกลางสายตาของลูกตานับพันรอบวิหารที่จ้องมองการดิ้นรนของเขาอย่างหิวกระหาย!
ในวินาทีเป็นตายพลังทำลายล้างของเทวทูตปีศาจใกล้บรรลุสัมผัสตัวหนิงเจี่ยหนิงเจี่ย พลันตวาดก้อง
“อภินิหารพรางตารวมกระจาย!”
วูบ!
ร่างของหนิงเจี่ยที่เคยยืนอยู่นิ่งๆพลันสั่นไหวและ "แยกตัว" ออกมาเป็นร่างจำลองนับสิบร่างในพริบตาเดียว!ร่างจำลองแต่ละร่างมีท่วงท่าและกลิ่นอายปราณที่เหมือนร่างจริงทุกประการ
พลังทำลายล้างของค้อนยักษ์พุ่งเข้าใส่ร่างหนิงเจี่ยที่อยู่เบื้องหน้าระเบิดสลายกลายเป็นละอองน้ำประดุจฟองสบู่ที่ถูกบีบอัด!ในขณะที่ร่างจริงของหนิงเจี่ยพลันปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังเทวทูตปีศาจในพริบตาดาบอัคนีเพลิงเผาผลาญในมือเงื้อขึ้นสูง
พริบตาบรรยากาศรอบกายของ อวิ่นหนิงเจี่ย พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันความหนาวเย็นจากสุญญตาถูกแทนที่ด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ร้อนระอุและบ้าคลั่ง!สะกดร่างเทวทูตปีศาจเบื้องหน้า
ดาบอัสนีเพลิงเผาผลาญในมือสั่นสะท้านส่งเสียงคำรามประดุจสัตว์ร้ายที่ตื่นจากจำศีลซีกซ้ายของใบดาบปรากฏเปลวอัคคีสีทองที่แผดเผาได้แม้กระทั่งความว่างเปล่าส่วนซีกขวาพาดผ่านด้วยอัสนีทมิฬที่ฉีกกระชากมวลอากาศจนเกิดเสียงเปรี้ยงปร้างสนั่นหวั่นไหว
“เพลิงอัสนีอัคคีพิพากษา!”
หนิงเจี่ยชูดาบขึ้นเหนือเศียรรังสีดาบพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้ากลายเป็นเสาเพลิงยักษ์ที่พันรอบด้วยมังกรสายฟ้าทมิฬเมฆาบนนภากาศม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นสีชาด พลังงานทั้งสองสาย อัคคีแห่งหายนะและ อัสนีแห่งพิพากษา หลอมรวมกันจนกลายเป็นพลังงานรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า"เพลิงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์"
เขาฟาดดาบลงใส่ร่างของเทวทูตปีศาจทันที!
พลังดาบระเบิดออกเป็นตาข่ายอัคนีสายฟ้าที่ครอบคลุมรัศมีนับสิบลี้พื้นดินและธาราโลหิตเบื้องล่างหลอมละลายกลายเป็นลาวาในพริบตาทุกย่างก้าวที่พลังพิพากษาเคลื่อนผ่าน ก่อเกิดเป็นพายุหมุนอัคคีที่แฝงไปด้วยประจุไฟฟ้าแรงสูง!
เปรี้ยง!ตูม! ตู้ม!
ร่างเทวะทูตปีศาจถูกผนึกด้วยเจตจำนงพิพากษาของหนิงเจี่ยมันรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งโชคชะตามิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว ก่อนที่เสาอัสนีอัคคีจะตกตะบันลงมาจากฟากฟ้ากระแทกเข้าสู่แกนวิญญาณของมันโดยตรง!
พลังนี้มุ่งทำลาย"แผดเผา" บาปเคราะห์และ "พิพากษา" ทำลายพลังฝึกปรือของเทวะทูตปีศาจโดยตรง!
“อะ อะไรกันนี่... มันยังมีท่าไม้ตายน่ากลัวเช่นนี้อยู่อีกหรือ...อากกกก!!”
เทวะทูตปีศาจอุทานด้วยความเจ็บปวดที่แทรกซึมลึกถึงแก่นแท้ของวิญญาณมันกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ร่างมหึมาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ประกายเพลิงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ไหลทะลักเข้าสู่ทุกอณูของเกราะเกล็ดนิลเผาผลาญปราณมารของมันอย่างไม่ลดละ! กระบวนท่านี้ยิ่งศัตรูมีพลังฝึกปรือมากเท่าไรเพลิงสายฟ้าพิพากษาก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวี!
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่โหยหวนจนแก้วหูแทบปริแตกของเทวะทูตปีศาจ เพลิงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ยังคงทำหน้าที่พิพากษาอย่างบ้าคลั่งรอยไหม้รูปกางเขนขนาดยักษ์บนพื้นปฐพีแผ่ซ่านไอความร้อนที่สามารถหลอมละลายศิลาปราณให้กลายเป็นเถ้าธุลีหนิงเจี่ยยืนหอบหายใจโรยรินร่างกายสั่นเทาจากการฝืนใช้ท่าไม้ตายที่เกินขีดจำกัดของตน
ทว่า...ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้พักหายใจ อึดใจนั่น!
ท้องฟ้าเหนือเกาะปีศาจวิบัติสั่นสะเทือนอย่างหนักมวลมหาใบหน้ามนุษย์นับล้านที่เคยพึมพำมนตราโบราณบัดนี้พวกมันกลับแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว
แคร่ก!แคร่ก!
ท้องฟ้าสีม่วงอมเลือดถูกแรงอัดอากาศกระชากออกเป็นช่องโหว่สีดำทมิฬขนาดมโหฬารรอยแยกนั้นลามไปทั่วชั้นบรรยากาศประดุจกระจกเงาที่กำลังจะแตกกระจายเสียงกรีดร้องของใบหน้ามนุษย์ที่ถูกฉีกกระชากหายไปในความว่างเปล่าดังระงมไปทั่วทั้งเกาะกลิ่นอายความตายที่เข้มข้นไหลทะลักลงมาตามรอยแยก
ในเวลาเดียวกันพลังทำลายจาก เพลิงอัสนีอัคคีพิพากษา ที่ตกกระทบลงสู่พื้นวิหารได้กระตุ้นให้ ธาราโลหิตทิพย์ ที่เคยไหลรินอย่างนิ่งสงบกลับปั่นป่วนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งของเหลวสีแดงข้นคลักเหล่านั้นเริ่มเดือดพล่านและม้วนตัวกลับทิศทางมันเอ่อล้นเข้ามารวมกันอยู่ใต้ร่างของหนิงเจี่ยที่กำลังลอยตัวค้างอยู่ในอากาศ
"อะ... อะไรกัน! ทำไมข้าขยับร่างไม่ได้!" หนิงเจี่ยตื่นตะลึงพยายามโคจรวายุอัสนีเคลื่อนย้ายสุญญตาแต่กลับพบว่าปราณในร่างถูกตรึงไว้
ธาราโลหิตทิพย์ค่อยๆหมุนวนกลายเป็น มหาวังวนสีเลือดขนาดใหญ่ ประดุจปากของสัตว์ร้ายบรรพกาลที่อ้าออกแรงดึงดูดของมันมหาศาลจนพื้นที่โดยรอบเริ่มยุบตัวลงไปในหลุมดำสีเลือดนั้นลมพายุสีแดงพัดกระโชกอย่างรุนแรงดูดซับทั้งเศษซากวิหารและวิญญาณที่สถิตอยู่ให้หายไปในความมืดมิดเบื้องล่าง
"ไม่! อากกกกกก!"
หนิงเจี่ยร้องโหยหวนออกมาด้วยความตกใจและไม่ทันตั้งตัวร่างของเขาถูกฉุดกระชากลงสู่กึ่งกลางของวังวนโลหิตอย่างรวดเร็วท่ามกลางความสิ้นหวังแสงสว่างสุดท้ายที่เขาเห็นคือร่างของเทวะทูตปีศาจที่กำลังถูกเพลิงกางเขนแผดเผาและภาพของท้องฟ้าที่พังทลายลงมาเป็นชิ้นๆ
ตู้มมมมมมม!
เสียงปะทะครั้งสุดท้ายดังสนั่นหวั่นไหวก่อนที่ร่างของหนิงเจี่ยจะจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของใต้พิภพเกาะปีศาจวิบัติทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความเงียบงันที่น่าสยดสยองในวิหารที่กำลังล่มสลาย