ตอนที่ 4 กลับนครหลวงหวนคืนสู่ตระกูลเหยียน (2)
ฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งนั่งตรงตำแหน่งประธานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจับมือเหยียนจื่อม่อพร้อมคลี่ยิ้ม “พวกเ้าสองพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวเช่นนี้ได้ก็ดี ยายเฒ่าอย่างข้าชอบเห็นคนในครอบครัวสมานฉันท์กันเป็ที่สุด”
เหยียนจื่อม่อได้ฟังคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าก็เม้มปากน้อยๆ จากนั้นก้มหน้าไม่พูดอะไรอีก ชีวิตก่อนนางฟังคำเตือนอ้อมๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ออก แต่ชีวิตนี้มีหรือนางจะพลาด!
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ใช่คนเขลาไม่รู้ความ ยามนี้ในหมู่ตระกูลชนชั้นสูงทั่วต้าฉู่ เหยียนจื่อหลิงคือสตรีมากความสามารถหาตัวจับยากที่สุด เป็หน้าเป็ตาให้กับสตรีในจวนผิงซีโหวได้ เด็กสาวบ้านนอกจากป่าเขาอย่างเหยียนจื่อม่อจะเทียบได้อย่างไร เกรงว่ามีแต่จะเป็ความอับอายของตระกูลเหยียนเสียเปล่า การที่ฮูหยินผู้เฒ่ายอมรับนางคงเป็เพราะเจี่ยนซื่อผู้เป็มารดาเช่นกัน
“ท่านแม่ ลูกขอพาม่อเอ๋อร์ไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมก่อนนะเ้าคะ”
เจี่ยนซื่อหรี่ตาเล็กน้อยขณะมองเหยียนจื่อม่อที่กำลังคุกเข่าเพียงผู้เดียวตรงนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง ถึงค่อยเอ่ยเบาๆ “นั่งรถม้ามาตลอดทางคงเหนื่อยแย่สินะ เช่นนั้นไปพักกันสักหน่อยเถิด!”
ขณะเจี่ยนซื่อเข้าไปประคองเหยียนจื่อม่อและเตรียมจะปลีกตัวไป จู่ๆ ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นเบาๆ “อีกไม่นานพวกหมอมอผู้อบรมมารยาทในวังหลวงจะมากันแล้ว เ้าเลือกคนมาให้ยายหนูห้าสักสองคนสิ!”
เจี่ยนซื่อสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย ครู่ต่อมาถึงตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ไม่กระจ่างนัก “เ้าค่ะ!”
คล้อยหลังสองแม่ลูกบ้านใหญ่ สะใภ้บ้านรองกับสะใภ้บ้านสามก็เสวนากันพอเป็พิธีอีกครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวแยกย้าย ทั้งโถงหรงหย่างจึงเหลือเพียงฮูหยินผู้เฒ่าและผู้น้อยไม่กี่คน
ฮูหยินรองมีอุปนิสัยเถรตรง จึงไม่อาจเก็บซ่อนสิ่งใดในใจได้ อีกทั้งเหยียนจื่อเซี่ยที่ไปรับคนมาในครั้งนี้ยังเป็บุตรชายของนาง เื่ราวเบื้องลึกเื้ันางย่อมชัดเจนไม่น้อย
“ช่างเป็ยายหนูที่น่าสงสารนัก ฟังจากที่เซี่ยเอ๋อร์เล่า ในบ้านยากไร้ไม่มีข้าวของอะไรนอกจากกำแพงเปล่าๆ”
ฮูหยินสามจินซื่อได้ยินวาจาของเติ้งซื่อก็พยักหน้า ตอนนั้นที่พี่สะใภ้ใหญ่รีบร้อนออกจากนครหลวง พวกนางยังรู้สึกประหลาดอยู่บ้าง จนกระทั่งข่าวคราวถูกส่งกลับมาเมื่อสองวันก่อนยิ่งพากันใ
...ใครจะคิดว่าลูกในไส้ต้องทนทุกข์อยู่ด้านนอก ขณะลูกกำมะลอกำลังเสวยสุขสำราญ!
ตอนแรกนางคิดว่าพี่สะใภ้ใหญ่ทึกทักไปเอง แต่เมื่อได้เห็นโฉมหน้าของแม่นางน้อยผู้นั้นชัดๆ ในที่สุดนางถึงเข้าใจว่าเหตุใดพี่สะใภ้ใหญ่ทู่ซี้จะพาคนกลับมาโดยไม่สนใจคำคัดค้านทั้งปวง
“เดิมทีเรือนใหญ่ก็วุ่นวายอยู่แล้ว ครั้งนี้เกรงว่าคงยิ่งอลหม่านกันไปใหญ่”
ถ้อยคำของฮูหยินรองเจือสำเนียงยินดีปรีดาในความทุกข์ผู้อื่นอยู่บ้าง แม้จะบอกว่าระหว่างบุตรชายทั้งสามจะไร้เหตุให้ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมห้ำหั่นกัน แต่ความคิดของสะใภ้แต่ละคนกลับไม่อาจดูเบาได้ ภูมิหลังของพวกนางไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยสักนิด เจี่ยนซื่อที่อาศัยฐานะสะใภ้บ้านใหญ่ดำรงตำแหน่งฮูหยินผิงซีโหวมานานหลายปี ถึงตอนนี้คงนับว่าได้รับการเตือนสติบ้างแล้ว
“ถึงยายหนูนั่นจะดูไม่หือไม่อือ แต่ก็ดูไม่ใช่คนหัวอ่อนอะไรนัก”
ฮูหยินสามมีสายตาเฉียบแหลมในการมองคนเสมอมา แม้เหยียนจื่อม่อจะไม่พูด แต่การไม่หือไม่อือนี้กลับทำให้หัวใจของพี่สะใภ้ใหญ่หวั่นไหว หรือนี่จะเป็ญาติทางสายเืจริงๆ
“ใครบอกว่าไม่ใช่กันล่ะ แต่รูปลักษณ์เช่นนั้นก็เด่นสะดุดตานัก”
บ้านรองและบ้านสามไร้ธิดาสายตรง ปกติพวกนางปฏิบัติกับเหยียนจื่อหลิงเสมือนเป็ลูกสาวของตน ถึงอย่างไรเด็กสาวก็หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แม้รูปลักษณ์จะงามสู้ธิดาสายรองบางคนไม่ได้ แต่พร์ที่มีอยู่เป็ของจริงแน่นอน
เดิมทีพวกนางคิดว่าความแตกต่างคงจะไม่มากนัก แต่เมื่อได้เห็นรูปโฉมของยายหนูผู้นี้ ถึงเข้าใจทันทีว่าการเทียบแสงหิ่งห้อยกับดวงจันทร์สุกสกาวนั้นเป็เช่นไร สุดท้ายตระกูลเจี่ยนซื่อมีรูปลักษณ์เลิศล้ำเหนือผู้ใดอยู่ดี
ณ ศาลาลั่วเสวี่ย เจี่ยนซื่อกำลังง่วนกับการดูแลบุตรสาว ครั้นเห็นนางมองไปรอบๆ พร้อมสีหน้าสับสนจึงถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ม่อเอ๋อร์ รู้สึกว่ามีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือไม่ แม่จะได้เปลี่ยนให้เ้า”
เหยียนจื่อม่อได้ยินคำถามเปี่ยมความใส่ใจของอีกฝ่าย มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานถึงที่สุด “ที่นี่ดีมากแล้วเ้าค่ะ ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีที่ดีๆ เช่นนี้อยู่ด้วย”
ถ้อยคำของนางยิ่งทำให้เจี่ยนซื่อปวดร้าวในใจ อันที่จริงเรือนหลังนี้กล่าวได้ว่าเป็เพียงเรือนที่ดีกว่าเรือนทั่วไปหน่อยเท่านั้น ศาลาเจินจูของหลิงเอ๋อร์ต่างหากที่เป็เรือนชั้นหนึ่งของจวนผิงซีโหว แต่ยามนี้พูดไปก็ไม่มีประโยชน์
“จากนี้ไปแม่จะให้สิ่งที่ดีกว่ากับเ้านะ”