นิยายแห่งการรำลึกถึงรักแท้ เพราะรักของฉัน.. คือเธอ เขียนโดย สลักกานต์
ตอนที่ ๑๗
รอยจำงดงาม
หลังจากพักจนหายเหนื่อยกันแล้ว ทั้งแปดก็อยากจะปีนขึ้นดูบนน้ำตก ว่าจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามปานใด ชาญเป็หัวหอกในการคลำหาเส้นทางขึ้นไปซึ่งก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก ส่วนใหญ่ต้องปีนป่าย ไม้ ทีแบง จึงแบ่งอุปกรณ์ถ่ายภาพของโชไปช่วยกันถือ
พอขึ้นไปถึง้าของน้ำตก ทั้งแปดก็พบ.. ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ต้นหญ้าสูงท่วมหัว แต่เอนตัวล้อไปกับสายลมราวกับเกลียวคลื่นในมหาสมุทธ
แปดผู้กล้าอยากที่จะเดินฝ่าเข้าไปในทุ่งหญ้าเพื่อไปดูต้นน้ำของน้ำตก ชาญกับทีอาสาเดินเข้าไปก่อนพร้อมกับมีดคู่กายเพื่อฟาดฟันต้นหญ้า แหวกต้นหญ้าให้เป็ทางเดิน
ไม้กับเตโชเดินตามสองคนนั่นเข้าไปติดๆ .. ทั้งสองเดินเข้าไปในทุ่งหญ้าที่สูงท่วมหัวนั่นอย่างเบิกบานใจ..
สายลมบนยอดภูกระดึงก็พัดหวนไปมา ต้นหญ้าที่ชาญกับทีแหวกไว้และที่โชกับไม้ลุยตามเข้าไป ก็โอนเอนไปมา เส้นทางเดินก็ปลาสนาการไปทันที
ตุ๊กเห็น ก็เอะใจ จึงะโเรียกให้เพื่อนทั้งสี่เดินกลับออกมาทันที
ชาญ ที ไม้ และโชก็เดินกลับมาตามเสียงตุ๊กที่ะโเรียกไป พอเห็นหน้าตุ๊กแตกตื่นชาญก็ถามขึ้นทันที “เรียกกลับมาทำไมล่ะจะไปดูต้นน้ำกันไม่ใช่เหรอ”
“พวกแกหันกลับไปดูทางที่แกแหวกออกมาสิ” ป้อมตอบแทนตุ๊ก
ทั้งสี่หันไปมองทางเดินที่ทั้งสี่เพิ่งใช้เดินออกมาเมื่อครู่ ก็เห็นแต่ต้นหญ้าสูงที่เอนตัวล้อลมไปมา ทางเดินที่ตั้งใจแหวก ตั้งใจใช้มีดฟัน ตั้งใจใช้เท้าเหยียบจนต้นหญ้าล้มไปเมื่อครู่หายไปหมดสิ้นแล้ว ตรงหน้ามีแต่ต้นหญ้าขนาดสูงท่วมหัวที่ยืนหยัดล้อลมอยู่เหมือนเมื่อแรกที่มาพบเห็น
“ตุ๊กว่า.. เรากลับกันเถอะ” ตุ๊กชวนกลับที่พักทันที “ถ้าถึงที่พักก่อนมืดจะได้ช่วยเพื่อนเตรียมอาหาร และเก็บของใช้ พรุ่งนี้เราต้องลงจากภูฯ แล้วนะ” ตุ๊กเปลี่ยนพูดอีกเื่ทันที
ทุกคนเข้าใจได้ และเห็นดีตามที่ตุ๊กเสนอแนะจึงทะยอยกันปีนลงมา
จนมาถึงด้านล่างของน้ำตก .. แต่ละคนก็มองน้ำตกนั่น.. เก็บความงดงาม และความชื่นใจไว้ในความทรงจำ แล้วก็เดินกลับมาตามทางที่มา
ระหว่างทางที่เดินกลับออกมาจากป่าปิด แปดผู้กล้าต่างก็ก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอไร้เสียงพูดคุยกัน แต่.. สังเกตรอบตัวอย่างละเอียดตลอดเวลา
ความแปลกของต้นหญ้าสูงที่ล้อลมไปมาในทุ่งหญ้าบนยอดภูฯที่พวกเขาพบ ก็ยังไม่เท่าแปลกเท่าระหว่างทางที่เดินกลับ ทั้งที่ทั้งแปดมั่นใจว่า.. เขาเดินกลับมาตามเส้นทางเดิม
แต่.. รอยมีดที่บากต้นไม้ไว้ หรือ.. รอยมีดที่ฟันกิ่งก้านไม้ ที่พวกเขาทำเป็สัญลักษณ์ไว้ตอนขาไป กระทั่งรอยเท้าที่เหยียบพื้นดินที่ค่อนข้างเละ
มันหายไปจนหมดสิ้น!!
และที่แปลกที่สุด.. ต้นไม้สองข้างทาง ต่างยืนต้นนิ่งสนิท ทั้งที่พวกเขาก็รู้สึกว่า มีสายลมเอี่อยๆพัดผ่านตัวเขาเป็ระยะ
ใบมันก็น่าจะไหวเอนบ้างสิ
แต่.. ไม่มีเลย!!
..
แต่ทั้งแปดก็มาถึงบริเวณที่พักอย่างปลอดภัย!!
ป้อมรีบพาเพื่อนๆ ไปจุดธูปเทียนไหว้ กราบขอบคุณหลวงพ่อพระพุทธรูปองค์โตก่อนที่จะเดินกลับไปที่เต๊นที่พัก
เื่ประหลาดแบบนี้ ป้อมเคยเตือนไว้ั้แ่ก่อนขึ้นภูฯ แล้วว่า.. หากพบเจออะไรที่แปลกให้เงียบไว้ อย่าทัก อย่าชี้ อย่าทำทีเป็สนใจ ทุกอย่างให้กลับลงมาคุยกันที่บ้าน
ทั้งแปดช่วยเพื่อนทำอาหาร เก็บล้างและเก็บข้าวของบางส่วน พรุ่งนี้หลังอาหารเช้า พวกเขาก็จะลงจากภูกระดึงแล้ว
เพื่อนกลุ่มที่เดินเที่ยวใกล้ๆที่พักจึงอยากร้องเพลง ที แบง และไม้ยินดีเล่นกีตาร์ให้พวกเขาร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน
เตโชนั่งมองบรรยากาศที่อวลไปด้วยมิตรภาพเสียงเพลง รอยยิ้ม เสียงตบมือ .. ความอิ่มเอมที่ได้อยู่กับเพื่อนๆในบรรยากาศแบบนี้ .. น้ำตาเขาก็รื้นขึ้นมา
เมื่อเวลาล่วงเลยไปพอสมควร ทีจึงขอเล่นเพลง.. คำสัญญา ของวงอินโดจีนเป็เพลงสุดท้าย พอกีตาร์เริ่มบรรเลงอินโทร ดูเหมือนแววตาทุกคนจะอิ่มสุขที่ได้มาเที่ยวด้วยกันฉันท์เพื่อนและอมเศร้าที่เวลาแห่งความสุขสันต์กับผองเพื่อน.. กำลังหมดลง
....... ก่อนจากกัน.. ขอสัญญา ฝากประทับตรึงตรา.. จนกว่าจะพบกันใหม่
......... โบกมืออำลา.. สัญญาด้วยหัวใจ เพราะความรักติดตรึงห่วงใย.. ด้วยใจผูกพันมั่นคง
....... ด้วยความดี.. นั้นฝังตรึง จากไปแล้วคำนึง.. ตรึงประทับดวงใจ
......... อย่าได้ลืมเลือน.. สัญญากันไว้อย่างไร ขอให้เรามั่นคงจิตใจ.. ก้าวไปสรรค์สร้างความดี
....... โอ้เพื่อนเอ๋ย.. เคยร่วมสนุกกันมา แต่เวลา.. ต้องพาให้เราจากกัน
......... ไม่นานหรอกหนา เราคงได้มาพบกัน ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น เพราะเรามั่นในสัญญา
....... หากแผ่นดิน.. ไม่ฝังกาย จะสุขจะทุกข์เพียงใด.. น้อมกายยิ้มสู้ฟันฝ่า
......... ร้อยรัดดวงใจ.. มั่นในคำสัญญา สร้างสรรค์เพื่อมวลประชา.. นี่คือสัญญาของเรา
คืนวันเสาร์นี้ เป็คืนที่สี่และคืนสุดท้ายที่โชจะได้นอนในอ้อมกอดของไม้ หลังจากนี้ .. ก็ไม่รู้เมื่อไหร่ ที่โชจะมีโอกาสแบบนี้อีก
เตโชคงจริงจังอยู่กับเื่ที่คิด ..จึงไม่รู้ตัวว่า .. ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น .. ร่างกายเขาก็ขยับไปมาด้วยเช่นกัน
“นอนไม่หลับเหรอ?”
โชพยักหน้ารับ
ไม้กระชับอ้อมแขน และชวนคุย “โชรู้จักเื่ จุฬาตรีคูณหรือเปล่า”
โชคิดอยู่แป๊บนึง “ก็นิดหน่อย” แต่จริงๆ โชแทบจะไม่รู้จักอะไรเลย “ที่จริง.. โชรู้จักแค่ ‘เพลงใต้ร่มมลุลี’ กับ ‘เพลงปองใจรัก’ จากเทปรวมดาว๒ ว่าเป็เพลงที่มาจากนิยายเื่นี้”
ไม้ยิ้ม “นอกจากเพลงคู่ ๒ เพลงนั่น ยังมีเพลงร้องเดี่ยวอีก ๓ เพลงนะที่เป็เพลงของนิยายเื่นี้ คือเพลงจุฬาตรีคูณ เพลงจ้าวไม่มีศาล เพลงอ้อมกอดพี่”
“ไม้จำเนื้อเพลงได้ไหม?” โชเงยหน้าถามไม้ หน้าผากของโช ัักับคางของไม้โชเขินจนต้องก้มหน้าอีกรอบ
“ไม้จะร้องเพลงอ้อมกอดพี่ให้โชฟังนะ โชจะได้หลับสบาย”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ?” โชถามขำๆ
“ก็ในเื่ พระเอกเค้าร้องเพลงนี้กล่อมให้นางเอกนอนหลับนี่” ไม้พยายามอธิบาย
แต่คำพูดของไม้ ทำโชเขินเข้าไปอีก
ไม้ขยับตัวเล็กน้อย ก็เริ่มร้องเพลงด้วยเสียงอันแ่เบา เพื่อจะให้คนที่อยู่ในอ้อมแขนเขาฟังคนเดียว
....... ขวัญ.. ชีวีพี่เอย.. ขวัญ..เ้าจงอย่าเลยจากไป
......... นอน.. เนื้อละมุนหนุนกลางหว่างใจ
....... พี่ประคองในอ้อมกอดไว้ เพื่อขวัญฤทัยได้หนุนรอง
......... นอน.. ในอ้อมกอดพี่.. แขน.. พี่วางแทนที่ตั่งทอง
....... นอน.. ขวัญดวงใจในอ้อมประคอง
......... คุ้นกันภัยให้แทนเกราะทอง ให้น้องนิทราอย่าหมองเลย
....... เนตรน้องมีประกายดารา น้องจงนิทรา อย่าลืมตาน้องเลย
......... หลับเถิดหนาน้องจงอย่างเผยดวงตาเลย
....... เพราะตาทรามเชย.. จะเย้ย..แสงดาวนภาอับไป
......... ซ่อนแสง.. เก็บไว้.. ให้พี่.. ตื่นนี้..พี่จะชม.. ชื่นใจ
เสียงละมุน..ความรู้สึกอบอุ่น.. บอกเล่าอยู่ข้างใบหู.. ทำให้โชอิ่มสุข อิ่มใจจนทำอะไรไม่ถูก นอกจากนอนยิ้มอยู่ในอ้อมแขนไม้เท่านั้นเอง
เช้าวันอาทิตย์ แต่ละคนก็ทะยอยตื่นนอน ทำกิจวัตรส่วนตัวแล้วก็มากินอาหารเช้าร่วมกัน ซึ่งก็ไม่พ้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับน้ำร้อนๆ หรือขนมปังเนย กับโอวันตินหรือกาแฟ ที่มีอยู่เกินพอสำหรับทุกคน
เมื่อท้องอิ่ม ก็เริ่มเดินทางลงจากภูกระดึง เพื่อนแต่ละคนดูจะมีน้ำใจ ช่วยเหลือกันดียิ่งกว่าตอนที่ขึ้นภูฯ เสียอีก เมื่อลงมาถึงตีนภูกระดึงยังมีเสบียงสำหรับอีกมื้อเล็กๆระหว่างรอลูกหาบหาบเอากรเป๋าเสื้อผ้าและสิ่งของจำเป็ลงมา
ตลอด่ที่ลงจากภูกระดึง ไม้ก็แทบไม่ได้ห่างจากโชไปไหนก็ยังคงอยู่ใกล้ๆ เกือบตลอดเวลา ช่วยถืออุปกรณ์ถ่ายภาพเป็หลัก จนมีเพื่อนๆ โชมาช่วยถือของเป็ระยะ ระยะ
เมื่อขึ้นรถบัสจากเมืองเลย โชก็ยังได้นั่งคู่กับไม้อีก ด้วยความเหนื่อย เพลีย และง่วงทั้งสองจึงนั่งหลับและเอนไปอิงซบกันเกือบตลอดเวลา
รถบัสมาถึง บ.ข.ส. ก็เกือบสว่าง แต่ละคนก็แยกย้ายกันกลับหอพัก ทุกคนสัญญากันว่าจะไปเรียนให้ทัน ไม้อยากไปส่งโชที่หอพัก แต่โชไม่ยอมเพราะมันดึกมากจวนจะสว่างแล้ว โชให้ไม้รีบกลับไปพักผ่อน จะได้มาเรียนไหว
รุ่งขึ้น ก็มีบางคนที่ลุกมาเรียนไม่ไหว แต่ส่วนใหญ่ก็มาเรียนกันไหวอยู่ แม้ตอนนั่งเรียน จะเผลอหลับกันบ้าง แต่เพื่อนก็ช่วยกันปลุก
เพื่อนที่ได้ไปเที่ยวต่างก็คุยให้เพื่อนคนที่ไม่ได้ไปฟังว่าได้ไปทำอะไรกันบ้าง สนุกแค่ไหน? และก็ไม่พ้น.. เื่ลึกลับเหนือธรรมชาติ เป็ประเด็นในการพูดคุยกันอย่างออกรสที่สุด
โชทะยอยล้างฟิล์มและอัดรูปมาให้เพื่อนๆดูทีละม้วนสองม้วน ใครอยากได้รูปไหนโชก็อัดรูปนั้นมาขายให้
ไม้ชื่นชมฝีมือการถ่ายภาพโชมาก ในหนึ่งม้วนมีภาพเสียน้อยมากบางม้วนแทบจะไม่เสียเลย ซึ่งเด็กที่รักการถ่ายภาพที่มีอายุใกล้ๆ กับไม้ มักจะได้รูปที่ดีประมาณหนึ่งในสามของม้วน หรือน้อยกว่านั้น
ไม้และโช วุ่นอยู่กับการลุ้นว่ารูปที่ตนถ่ายไว้ จะออกมาสวยแค่ไหน โดยเฉพาะรูปที่เป็พิเศษของทั้งสองก็ดูจะพิเศษจนทั้งสองอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
รูปที่ทั้งคู่กอดกันท่ามกลางปุ่ยเมฆนั่นก็งดงามราวกับอยู่บน์ กระทั่งต้นสนสามใบที่อยู่รายรอบก็มีรูปทรงหยักโค้งไปมา .. ไม่เหมือนกับต้นไม้ทั่วไปที่เราพบเห็นกัน
รูปทั้งสองนั่งซ้อนกันที่แง่งหิน ผาหล่มสักดูสวยเป็ธรรมชาติ และชวนมองอย่างที่สุด
.....
เตโชในวัยห้าสิบเศษมองดูรูปทั้งสองใบนั่น แม้มันเก่าเก็บและผ่านกาลเวลามากว่าสามสิบปี แต่ทุกอย่างก็ยังแจ่มชัดในความทรงจำ ทั้งความรู้สึกวันที่ถ่ายภาพ ความรู้สึกวันที่ได้ดูภาพ
และ..ความรู้สึกวันที่ไม้เขียนเนื้อเพลงที่เขาและเตโชร่วมกันแต่งไว้หลังรูปที่ทั้งสองนั่งซ้อนกันที่ผาหล่มสัก หลังจากวันที่เขาถ่ายรูปคู่กันประมาณ ๒ ปี
เพลงนั่นชื่อว่า.. สัญญารักที่ผาหล่มสัก
....... เขาบอกกันฉัน ว่าเขารักฉันจริงใจ
....... เขาบอกเอาไว้ ให้ฉันรักเขาเช่นกัน
....... เราสองจับมือ สัญญาที่ผาหล่มสัก
....... ขอให้ใจรัก รักกันชั่วนิจนิรันดร์
“ทำไมไม้เขียนเนื้อเพลงแค่ครึ่งเพลงล่ะ” โชโวยขึ้นในวันนั้น วันที่ไม้เขียนเนื้อเพลงที่หลังรูป
“เพราะ.. เนื้อเพลงครึ่งเพลงหลังไม่ใช่เื่ของเรา” ไม้อธิบาย
“แต่เราก็ช่วยกันเขียนขึ้นมานะ” โชไม่ยอม
“ครึ่งเพลงแรกที่ไม้เขียนน่ะเพราะเป็เื่ราวของเรา”
คำพูดนี้ของไม้ หยุดโชได้จริงๆ
.. คงจะจริงอย่างที่ไม้ว่าก็เนื้อเพลงครึ่งหลังที่เขาทั้งสองร่วมกันแต่ง .. เพื่อขายให้ค่ายเพลงน่ะ แต่งว่า..
....... แล้ว.. เธอนั้น.. ก็พลันเปลี่ยนไป
........ ลืม.. ลืมหรือไร.. สัญญาใจ..ของเราทั้งสอง
........ ฉันอยากลืมเขา ลืมเขาให้หมดหัวใจ
....... แต่แล้วทำไม ฉันลืมไม่ได้สักที
.....
จบตอน ๑๗