นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 378 พบเจอไม่คาดฝัน

        ตอนที่ 378 พบเจอไม่คาดฝัน

         

         

        ไลล่ายืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ เธอกางแขนออกกว้าง สูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นของทะเลและสายลมบริสุทธิ์ทำให้เธอยิ้มออก ความร้อนเพียงแค่นี้ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใดสำหรับชาวไฟกัลป์เช่นเธอ ออกจะอุ่นสบายดีเสียด้วยซ้ำ

         

        “อากาศดีจังเลยนะคะท่านพี่” เลโอยืนบิดขี้เกียจอยู่ไม่ห่าง ปกติแล้วในวิหารปฐมมันตรามักมีอากาศที่บริสุทธิ์อยู่แล้วเพราะพลังศักดิ์สิทธิ์ แต่ในทะเลนี้ก็เป็นความรู้สึกที่ดีไปอีกแบบสำหรับนักบวชทั้งสอง

         

        “ใช่มั้ยล่ะครับ ถึงผมจะไม่ได้ออกทะเลบ่อยแต่ทุกครั้งที่ออกก็จะถือโอกาสแอบผ่อนคลายตลอดเลยครับ” เพชฌฆาตหัวเราะ มีเพียงโฮโจคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ฟังว่าคนอื่นกำลังพูดอะไร เขากำลังตั้งสมาธิกับการขับเรือหนีอสูรใต้ทะเล

         

        เมื่อถึงระยะที่โฮโจมั่นใจ เขาโผล่หน้าออกมาจากห้องคนขับ น้าวธนูของตนจนสุดสาย แล้วจึงยิงใส่โลมาตัวหนึ่งที่กระโดดขึ้นมาพ้นเหนือน้ำ

         

        ศรปักเข้ากลางศีรษะของโลมา เกี่ยวชีวิตของมันไปอย่างง่ายดายทิ้งไว้เพียงโลหิตที่ไหลซึมเปลี่ยนท้องทะเลเป็นสีแดง โฮโจถอนหายใจยาวเก็บคันธนูของตน ขับเรือมุ่งหน้าไปตามเส้นทางต่อไป

         

        พลังจิตวิญญาณสายหนึ่งแล่นเข้าสู่ร่างของโฮโจ เป็นไลล่าที่เติมพลังจิตวิญญาณให้อีกฝ่ายจากระยะไกล ทั้งสองไม่ได้กล่าวอะไรเป็นพิเศษเพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้งมากแล้ว

         

        ทั้งกลุ่มลงความเห็นกันว่าจะปิดบังพลังจิตวิญญาณของตัวเรือให้มากที่สุดเพื่อที่จะไม่เรียกความสนใจมากจนเกินไป ทะเลแถบนี้ยังคงมีเรือสัญจรอยู่มาก ข่าวของพวกเขาอาจหลุดไปถึงหูฝักฝ่ายอื่นได้ แต่เพราะเช่นนั้นก็เลยทำให้มีสัตว์อสูรระดับต่ำหลายตัวเข้ามาหาเรื่อง

         

        โลมาคลื่นเมื่อครู่เป็นสัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ มันคงเห็นว่าแผนที่แห่งทะเลเป็นเรือเล็ก เหมาะสำหรับล่าเป็นเหยื่อมันจึงตัดสินใจโจมตี

         

        เพราะทั้งกลุ่มต้องการปิดบังพลัง ผู้ที่ต้องออกหน้าจัดการจึงเป็นโฮโจแต่เพียงผู้เดียว โชคยังดีที่โฮโจนั้นเชี่ยวชาญการโจมตีระยะไกลแถมการโจมตีก็ยังรุนแรงพอ เขาจึงจัดการสัตว์อสูรเหล่านั้นได้โดยง่าย

         

        การเดินทางตลอด 4วันของพวกเขาเป็นเช่นนี้ เพชฌฆาตคอยตรวจสอบเส้นทางเรือและอ่านสภาพภูมิอากาศล่วงหน้า เลโอรับหน้าที่คอยตรวจสอบเรือและจัดการเรื่องอาหาร ไลล่าคอยเติมพลังงานให้ทุกคนและตรวจตรา ส่วนโฮโจขับเรือและจัดการสัตว์อสูร

         

        เป็นการแบ่งงานที่ออกจะไม่เท่าเทียมแต่โฮโจก็ค่อนข้างยินดี นี่เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่เขาไม่เคยมี การต่อสู้อย่างต่อเนื่องและขับเรือในทะเลเช่นนี้ดีต่อคำแห่งพลัง หลากศร และ เส้นทาง ของเขามาก

         

        โดยเฉพาะคำแห่งพลัง เส้นทาง คำแห่งพลังคำนี้ทำให้เขาไม่หลงทางและสามารถจับจ้องเป้าหมายรวมถึงควบคุมศรให้หักเลี้ยวตามเส้นทางได้ระดับหนึ่ง หลังจากผ่านการเดินทางหลายวันนี้เขารู้สึกได้ว่าตนนั้นเข้าใกล้การเรียนรู้คำคำนี้อย่างถ่องแท้มากแล้ว

         

        “หากไปตามเส้นทางนี้อีก 2ชั่วโมงพวกเราจะเข้าสู่เขตน่านน้ำเปิดแล้วครับ คุณโฮโจเตรียมยกเลิกการอำพรางของเรือด้วยนะครับ หลังจากนี้พวกเราต้องใช้พลังเพื่อขู่ไล่พวกอ่อนแอไปแทนแล้ว” เพชฌฆาตก้มสำรวจแผนที่แล้วจึงหันไปเอ่ยกับโฮโจ

         

        หลังจากนี้จะเป็นเขตแดนของโจรสลัดแล้ว พวกเขาต้องแสดงพลังของเรือให้ชัดเจนเพื่อไล่พวกโจรสลัดแบบเดียวกันกับที่เรือโดยสารส่วนใหญ่ทำ ไม่เช่นนั้นคงจะถูกพวกกลุ่มโจรสลัดที่ไม่ดูดำดูดีเข้ามาหาเรื่องจนเหนื่อยแน่

         

        พลังปกปิดของตัวเรือถูกปลดออก ทางด้านไลล่าเองก็หันไปเสริมความแข็งแกร่งของม่านอาคมเพื่อเตรียมพร้อม น่านน้ำหลังจากนี้จะถือว่าเป็นอีกระดับความอันตรายจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง

         

        ผ่านพ้นไปกว่า 2ชั่วโมง แผนที่แห่งทะเลแล่นออกจากน่านน้ำที่มีเรือโดยสารสัญจร พ้นจากน่านน้ำของขุนเขาและพฤกษาที่มีเผ่ารูเบียสและเผ่าซือบาสเป็นผู้ครอบครอง

         

        หากลงไปทางใต้มากกว่านี้อีกครึ่งวันจะเข้าสู่น่านน้ำของกลุ่มการค้าเชียนเป่า หากแต่นั่นไม่ใช่เส้นทางที่พวกเขาจะไป แผนที่แห่งทะเลหักขวาแล่นไปทางทิศตะวันตก

         

        เป้าหมายของพวกเขาคือน่านน้ำที่มีชื่อว่าน่านน้ำภูเขากลับด้าน จากจุดนี้ไปยังต้องใช้เวลาอีกราว ๆ 3วัน กว่าจะถึงน่านน้ำแห่งนั้นรอบตัวพวกเขาจะถือเป็นทะเลเปิดที่ไม่มีแม้แต่ชื่อ

         

        น่านน้ำไร้นามเหล่านี้คือจุดที่มักมีโจรสลัดชุกชุมที่สุด ความตึงเครียดของคนทั้งกลุ่มพลันพุ่งสูงขึ้นในพริบตา เพชฌฆาตที่ร่าเริงมาตลอดทางเองก็เงียบลง สมาธิของเขาหันไปจดจ่ออยู่กับสมบัติตรวจสอบที่แผนที่แห่งทะเลมี

         

        หากมีสิ่งมีชีวิตเข้าใกล้ตัวเรือ มันจะสัมผัสได้ทันที แม้จะดูเหมือนปลอดภัยแต่ทุกสิ่งย่อมมีจุดอ่อน เพชฌฆาตไม่คิดหวังพึ่งเพียงสมบัติ

         

        เลโอกระจายพลังศักดิ์สิทธิ์ของตนออก คำแห่งพลัง อวยพร ทำงานควบคู่กับคำแห่งพลัง แสงเยียวยา ที่สลักอยู่บนลิ้น เสริมความสามารถของสหายทั้งกลุ่ม ทางด้านไลล่าเป็นนักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 2คำ ปริมาณพลังจิตวิญญาณและคุณภาพของมันจึงด้อยกว่าเลโออยู่บ้าง แต่มันตราโบราณที่เธอศึกษาและศรัทธากลับช่วยกลบจุดอ่อน

         

        พลังจิตวิญญาณหลั่งไหลออกจากหน้าอกของไลล่า คำแห่งพลัง เมตตา ของเธอสำแดงพลัง ส่งเสริมให้ม่านอาคมจากคำแห่งพลัง อากาศ ของเธอบริสุทธิ์และงดงามยิ่งขึ้น

         

        ทางด้านโฮโจเองก็เข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อม ธนูของเขาเป็นวัตถุสลักคำระดับนักสลักเอก เขาพกมันไว้ข้างกายไม่ห่าง บนหลังคือศรมากมายที่พร้อมเปลี่ยนแปรจากคำแห่งพลัง หลากศร ของเขา

         

        ราวกับลาคีซกลั่นแกล้ง เพียงเข้าสู่เขตน่านน้ำเปิดเพียงไม่กี่นาที เพชฌฆาตก็สัมผัสได้ถึงพลังจิตวิญญาณหนาแน่นแข็งแกร่ง ท้องฟ้าทางด้านหน้าของพวกเขาพลันเปลี่ยนเป็นสีส้มแม้จะยังเป็นเพียงเวลากลางวัน

         

        มวลเมฆาปริมาณมหาศาลหมุนวนอย่างต่อเนื่องราวกับองค์เดรฟัสจ้าวนภาลงมาจุติ แม้จะไม่เห็นต้นตอหากพลังตกค้างยังทำให้ทุกคนบนเรือสั่นสะท้าน

         

        “หักหัวเรือ! ออกห่างจากพื้นที่ด้านหน้าให้เร็วที่สุด!” เพชฌฆาตสั่งการอย่างรวดเร็ว พลังจิตวิญญาณด้านหน้าทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวไปจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ

         

        ความรู้สึกราวกับตนกำลังมองตัวตนที่สูงชั้นกว่าปรากฏขึ้นในใจ เป็นความรู้สึกที่เพชฌฆาตคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยรู้สึกมาก่อน หากแต่เขาไม่มีเวลามาย้อนความหลัง

         

        ที่เขามั่นใจคือเจ้าของพลังนั้นแข็งแกร่งมากพอจะสังหารพวกเขาทั้งหมด

         

        ทางด้านเลโอและโฮโจเองก็รู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยจากพลังจิตวิญญาณด้านหน้า แม้จะคุ้นเคยหากสิ่งที่มากยิ่งกว่าคือความรู้สึกอยากยอมสยบต่อตัวตนที่สูงชั้นกว่า

         

        เลโอยังพอตั้งหลักได้ แต่กับโฮโจที่เป็นเพียงผู้เรียนรู้นั้นต่างออกไป ทั้งร่างของเขาสั่นสะท้าน ขาข้างหนึ่งอ่อนลงจนเกือบก้มลงคุกเข่า วินาทีเดียวกันนั้นเองที่แสงศักดิ์สิทธิ์สาดเข้าใส่ร่างของโฮโจ

         

        ความรู้สึกหวาดกลัวเมื่อครู่พลันมลายหายไปอย่างรวดเร็ว ต้นตอของแสงนั้นคือไม้เท้าของไลล่า “หันหัวเรือค่ะ!” เธอกล่าวย้ำ

         

        โฮโจเมื่อตั้งสติได้ก็บังคับเรือให้หักออกไปโดยเร็วที่สุด แม้พลังจิตวิญญาณนั้นจะแข็งแกร่งแต่ก็ยังคงอยู่ห่างไกล พวกเขายังมีเวลามากพอให้หลบหนี 

         

        “สัตว์อสูรระดับอริยะเหรอครับ!” โฮโจเอ่ยถามขณะที่เร่งความเร็วของเรือ

         

        “ไม่มั่นใจเหมือนกันครับ แต่พลังจิตวิญญาณหนาแน่นขนาดนั้นยังไงก็ไม่มีทางอ่อนแอกว่าระดับนักสลักไตรแน่” เพชฌฆาตตอบเสียงเครียด

         

        “พลังแบบนั้น ฉันรู้สึกเหมือนกับเคยเจอมาก่อนเลยค่ะ” เลโอเอ่ยปากพูดพร้อมกับช่วยไลล่าเสริมพลังข่ายอาคมไปในตัว

         

        เพชฌฆาตและโฮโจเองก็รู้สึกเช่นนั้นแต่พวกเขาไม่มีเวลาให้คิดมากนัก สำหรับเพชฌฆาตแล้วนี่อาจเป็นพลังจิตวิญญาณของหนึ่งในสัตว์อสูรระดับสูงที่เขาเคยสู้มาก่อน ทางด้านโฮโจเองก็อาจเคยพบพลังจิตวิญญาณแบบนี้จากสมบัติสักชิ้น

         

        “ฉันจะเสริมพลังปกปิดของตัวเรือนะคะ” ไลล่าชี้ไม้เท้าไปยังใบเรือ ใบเรือนี้เองคือสมบัติสำหรับปกปิดของตัวเรือ ใบเรือสีแดงชาดเมื่อได้รับแสงศักดิ์สิทธิ์จากไลล่ามันก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว

         

        คลื่นพลังความร้อนของเปลวเพลิงแผ่พุ่งออกมาห้อมล้อมตัวเรือ เกล็ดปลาคาร์ปพลันงอกเงยจากใบเรือ เข้าปกคลุมตัวเรือพร้อมทั้งเปลี่ยนสีของเรือให้กลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม

         

        พลังจิตวิญญาณโดยรอบพลันถูกแผดเผาด้วยความร้อน กลายเป็นพลังปกปิดที่ปิดกั้นทั้งตาเนื้อและพลังจิตวิญญาณ

         

        ทั้งกลุ่มยังคงไม่วางใจ ยังคงมุ่งหน้าเปลี่ยนทิศทางเพื่อหลบหนี เพียงแต่ลดระดับความเร็วลงเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตจนเกินไป

         

        คลื่นความร้อนจากใบเรือลอยขึ้นสู่ฟ้าอย่างเชื่องช้า เมื่อขึ้นสู่จุดหนึ่งมันก็ชนเข้ากับเมฆาที่ลอยอยู่เหนือหัว คลื่นความร้อนแผ่วบางเพียงแค่นี้เป็นเรื่องปกติยิ่ง แต่กลิ่นอายของไฟกัลป์กลับทำให้เจ้าของเมฆารู้สึกได้ถึงความคุ้นเคย

         

        ร่างสูงของหญิงสาวเผ่าซือบาสหันหน้ามาทางทิศของเรือ แม้จะอยู่ห่างกันเกือบหนึ่งกิโลเมตรแต่เธอก็ยังคงสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่เธอคุ้นเคย ราวกับเรื่องตลกที่ลาคีซเป็นผู้แต่งเติม จุดที่เธอสัมผัสได้นั้นอยู่สุดระยะตรวจจับของเมฆาของเธออย่างพอดิบพอดี

         

        “ชาวไฟกัลป์?” เธอพึมพำด้วยสีหน้าสงสัย พื้นที่แถบนี้นั้นค่อนข้างห่างจากอาณาจักรไฟกัลป์มาก เป็นพื้นที่ที่ออกมาจากเขตแดนของขุนเขาและพฤกษา ยากที่จะมีชาวไฟกัลป์อยู่แถวนี้

         

        ชาวไฟกัลป์มักไม่ค่อยออกทะเล ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะพวกเขานั้นสืบเชื้อสายแห่งไฟจึงไม่ชอบวารีเท่าใดนัก ดังนั้นการที่เธอจะพบชาวไฟกัลป์ในที่เช่นนี้จึงผิดวิสัยเป็นอันมาก

         

        สองตาของเธอหรี่ลงพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่น ในหัวของเธอพลันนึกถึงปัญหาการค้าทาสที่หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ของพวกโจรสลัด บางทีพวกโจรสลัดอาจจะจับตัวชาวไฟกัลป์สักคนมาเป็นทาส แต่เกิดการต่อสู้หรืออะไรบางอย่างทำให้ไฟของชาวไฟกัลป์คนนั้นลุกไหม้ส่งมาถึงเธอ

         

        เธอไม่มีความสามารถมองระยะไกล เพียงสามารถสัมผัสได้เล็กน้อยถึงสิ่งที่เมฆาของเธอสัมผัสถูก เธอก้มลงมองซากของวาฬโขดหินเบื้องล่าง ร่างของมันถูกตัดแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างเรียบเนียน

         

        เคียวในมือของเธอยังคงชุ่มโชกไปด้วยเลือด เธอตรวจสอบสภาพของตนอย่างรวดเร็ว เธอมั่นใจว่าตนยังสู้ต่อได้ การใช้ท่าใหญ่เมื่อครู่แม้จะกินพลังจิตวิญญาณเธอมหาศาลแต่เธอยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี

         

        มวลเมฆาพลันก่อตัวเป็นอุ้งมือ มันโอบอุ้มซากวาฬเก็บเข้าใส่กระเป๋าบรรจุวังรูปแบบเสื้อคลุม เมื่อจัดการเก็บกวาดรางวัลของการต่อสู้แล้วเธอจึงพุ่งทะยานร่างตามทิศทางของความร้อนไปอย่างรวดเร็ว

         

        ระยะห่างกว่ากิโลเมตรไม่ใช่สิ่งใดสำหรับเผ่าซือบาสผู้คล่องแคล่ว เธอควบคุมเมฆาเสริมให้ปีกของเธอใหญ่ยิ่งกว่าเคย เพียงสะบัดปีกครั้งหนึ่งร่างก็ตัดผ่านสายลม เพียงไม่ถึงนาทีก็ตามถึงจุดที่เธอรู้สึก

         

        เธอไม่พบสิ่งใดในบริเวณนี้ เธอกางแขนออก เขตแดนแห่งสรวงสวรรค์กระจายออกกว้าง เมฆาทั้งมวลกลายสภาพเป็นกำแพง เธอสะบัดมือครั้งหนึ่ง กำแพงมวลใสเหล่านั้นก็พุ่งออกไปทุกทิศทาง

         

        ไม่กี่วินาทีต่อมากำแพงนั้นก็ปะทะเข้ากับเรือน้อยลำหนึ่งที่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร เมื่อพบเห็นการซ่อนตัวเธอพลันตัดสินใจทันทีว่านั่นต้องเป็นพวกโจรสลัด

         

        ร่างงดงามพุ่งเข้าใส่เรือพร้อมเคียวในมือ เธอตวัดเคียวส่งคลื่นเมฆาเข้าขัดขวางการหลบหนี เรือที่ถูกโจมตีโดยฉับพลันเผยตนออกมาอีกครั้ง หากมันกลับไม่ได้หนีหรือหลบ แต่กลับส่งชายหนุ่มหล่อเหลาคนหนึ่งออกมาจากตัวเรือ

         

        สร้อยบนร่างหลายชิ้นพลันสลายหายไปในขณะที่พลังในร่างของเขาเร่งขึ้นสูง ดาบสีดำทมิฬในมือถูกฟันออก ปะทะเข้ากับคลื่นเมฆาก่อนจะสลายหายไปพร้อมกัน

         

        “ปีกแห่งผืนฟ้า!?” เพชฌฆาตที่กระโดดออกมารับการโจมตีเผยสีหน้างุนงงระคนตกใจเมื่อได้เห็นว่าผู้ที่โจมตีเมื่อครู่คือใคร

         

        นักสลักโทที่สามารถรับการโจมตีของเธอได้นั้นมีไม่มากนัก ซอเด็ตไม่รู้จักชื่อของอีกฝ่ายแต่มั่นใจว่าเธอต้องเคยพบเขามาก่อน เธอจำใบหน้าของเขาได้ เธอย้อนนึกความทรงจำของตนในหัว พยายามปะติดปะต่อว่าเคยพบเขาที่ใด

         

        เธอนิ่งเงียบไปไม่ตอบคำแม้เพชฌฆาตจะเอ่ยทัก เธอขมวดคิ้วน้อย ๆ ก่อนจะนึกออกว่าชายหล่อเหลาตรงหน้านั้นยืนอยู่กับนิทานในครั้งแรกที่เธอเจอกับนิทาน

         

        ในตอนนั้นเธอสนใจเพียงนิทานเธอจึงแทบไม่ได้จดจำใบหน้าของชายคนนี้ เธอก้มลงมองในเรือแล้วจึงได้เห็นใบหน้าอีกสองใบหน้าที่อยู่หน้าสุสานของขุนนางพันธุ์ผสมด้วยกันกับนิทาน และอีกหนึ่งใบหน้าที่เธอไม่รู้จัก

         

        “คุณซอเด็ต เอเทล ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับ พวกเราเคยพบกันมาก่อนที่สุสานของขุนนางพันธุ์ผสมครับ ผมเพชฌฆาตครับ สมาชิกหน่วยเชื้อไฟในสังกัดขององค์หญิงไพลิน อัคนี ไฟกัลป์” เพชฌฆาตเมื่อเห็นว่าซอเด็ตไม่ตอบคำทักของเขาก็เอ่ยแนะนำตัวอีกครั้ง

         

        ชื่อขององค์หญิงไพลินกลับเป็นสิ่งที่เรียกเธอกลับมาจากห้วงความคิด เธอไม่ได้ฟังชื่อที่อีกฝ่ายแนะนำเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรอคำตอบอยู่จึงตอบกลับไปด้วยท่าทีเย็นชา

         

        “เพื่อนของคุณนิทานใช่มั้ยคะ?”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน