Pioneer Era

    ตอนที่ 138 ปะทะราชินีอสูร (1)

    ***ว่าที่ราชินี [แฟต]

    "แฟต ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะกำหนดให้ดิฉันเป็นราชินีรุ่นถัดไปค่ะ"

    ควีนพูดกับฉันด้วยดวงตาของผู้ที่อยู่เหนือกว่า

    แบบนี้ดูท่าจะแย่…

    เธอมีพลังมากพอที่จะเอาชนะพวกเราทุกคนที่นี่

    จะเอายังไงกันต่อดี?

    รีบหนีออกไป แล้วปล่อยให้ทางการเข้ามาจัดการน่าจะเป็นการฉลาดกว่า

    ยังไงก็ใช่ว่าเธอยึดอำนาจจากเผ่ามนุษย์มดไปได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วเสียหน่อย



    "ฉันไม่ปล่อยให้หนีหรอกค่ะ"

    หนวดบนหัวของเธอขยับขึ้น พร้อมกับที่หนึ่งในทหารของเธอใช้หอกรังสียิงถล่มปิดตายทางเข้าเพียงหนึ่งเดียวไป

    ก็คิดเอาไว้แล้วอยู่แล้วละนะ…

    "... ฆ่าฉันแล้วจะได้อะไรหรือคะ? คิดว่าคนที่เปิดเผยชัดเจนว่าเป็นกบฏ จะได้รับการยอมรับหรือคะ? "

    "เป็นห่วงฉันหรือ? เรื่องนั้นถ้าได้หัวของเธอมา มันจะง่ายสำหรับฉันขึ้นค่ะคุณแฟต"



    "..."

    เธอพูดจริงทำจริงแน่

    ฉันพอจะเดาความคิดของเธอได้อยู่

    ฉันในตอนนี้ฉันมีแค่พวกคุณโฮป

    ผิดกับเธอที่ได้รับพลังของอสูรกายมาด้วยยาประหลาด กับมีลูกน้องพร้อมอาวุธครบมืออีกนับร้อยคนอยู่รายรอบ

    ถ้าสู้กัน คงไม่แคล้วตายกันหมด

    แผนการที่จะทำให้ทุกคนรอดชีวติ ที่คิดออกได้ตอนนี้ มันมีแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น…

    นั่นคือการที่ฉันจะต้องยอมสละชีวิตของตัวเองค่ะ

    "คุณควีน… ฉันขอมอบหัว---"



    "โชคชะตาบ้าบอนะสิ! "

    คุณโฮป นั่นคุณคิดจะทำอะไรกันค่ะ…

    "เผ่ามนุษย์เพศหญิงตรงนั้นกับเพื่อนของเธอ ฉันไม่รู้ว่ามีอะไรในตัวคุณแฟตที่ทำให้พวกคุณมาติดตาม แต่ขอแนะนำว่าอย่ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายในของเผ่าพวกเรามากไปกว่านี้เลยค่ะ"

    คุณควีนพูดถูกแล้ว

    ไม่ว่าจะมองยังไง ตอนนี้ฉันนะถูกรุกฆาตไปแล้วค่ะ

    ฉันไม่อยากพาเพื่อนลงไปสู่เส้นทางแห่งความตายพร้อมกันหรอกนะคะ

    คุณควีนต้องการแค่หัวของฉันเท่านั้น

    คุณโฮปเองก็มีความฝันของตัวเอง

    คุณนะ… ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงชีวิตเพื่อฉันหรอกค่ะ



    " ไม่ว่าแกจะพูดยังไง ผมก็จะเป็นดาบกับโล่ให้กับแฟต จะสู้และปกป้องเธอจนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่! "

    แต่ทว่าคุณโฮปก็ยังยืนยันที่จะปกป้องฉัน

    คุณโฮป… นี่คุณ---

    "ทั้งหมดนี้ก็เพื่อค่าจ้างหลายพันล้าน! "

    ---คุณช่างเป็นชายที่…

    "ผมไม่ยอมให้แฟตชิงตายไปก่อนที่จะจ่ายเงินค่าจ้างให้ผมแน่นอน! "

    … ฮืม?

    "ถ้าแฟตไม่ได้เป็นราชินี แล้วใครจะมาจ่ายเงินค่าจ้างให้ผมกันละ! "

    เออ… ไม่ได้ต่อสู้เพื่อฉันหรอกหรือคะเนี่ย?

    "โชคชะตาบ้าบออะไร! ถ้าบอกว่านี่คือโชคชะตาแห่งความจนของตรู งั้นตรูนี่ละจะทำลายโชคชะตานั้นให้ดู! "

    คุณโฮปกรีดเสียงดังลั่นด้วยความโกรธแค้น แล้ววิ่งตรงเข้าใส่เธออย่างไม่เกรงกลัวต่ออาวุธสงครามที่กำลังเล็งตรงไปทางเขา

    ดูท่าว่าคุณโฮปจะเห็นเงินสำคัญกว่าฉันค่ะ

    แอบรู้สึกน้อยใจอยู่นิดหน่อยเหมือนกันนะคะเนี่ย…



    ***หนุ่มผู้ทลายชะตากรรม [โฮป]

    " เงินนนนนนนนนน! "

    ถ้าล้มยัยนี่แล้วลากคอไปให้ตำรวจ คงได้ตบเงินรางวัลกลับมาอย่างงามแน่ ๆ

    แถมแฟตก็จะหมดคู่แข่งทางการเมือง จนมีเงินมาจ่ายค่าจ้างให้

    ได้มีเส้นสายกับคนระดับราชินีของเผ่า

    แถมทุกคนก็จะมีรอดชีวิตกลับไปได้อีกด้วย

    ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายสิบตัว!

    เพราะงั้นตรูขอสู้ตายโว้ย!



    “ต่อให้เป็นแม่นาง แต่ถ้าจะมาทำร้ายราชินี กระผมคงต้องขอเอาชีวิตเธอแล้วละนะ”

    ไอบ้านี่อีกแล้วเรอะ…

    ขุนพลไร้นามที่เคยหมดสภาพ กำลังยืนเล็งปลายง้าวมาที่ผม

    คมโลหะสีดำเริ่มส่องประกายแสงสีฟ้า พร้อมกับส่งเสียงสายฟ้าฟาดรุนแรงดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องโถง

    มวลอากาศโดยรอบถูกคลื่นรังสีแผดเผาจนพร่ามัว แล้วถูกลำแสงสีฟ้าอมขาวขนาดหนึ่งเมตรกลืนกิน ก่อนจะพุ่งตรงตัดอากาศ สวนตรงกลับมาบนเส้นทางที่ผมกำลังจะวิ่งผ่านไป

    แต่มันไม่จำเป็นที่จะต้องหลบเลยแม้แต่น้อย



    *เคร๊ง! *

    แสงสว่างที่พร่ามัวนั้น ฉับพลันเลือนหายสลายไปดั่งสสารเหลวที่ระเหิดหายไปในอากาศ

    มันหายไปด้วยการกวัดแกว่งของดาบโลหะสีดำดั่งผืนฟ้ายามราตรี

    “ไปเลยค่ะโฮป! ”

    *ปี้! *

    พรุนคำรามเสียงเอาชัย

    เธอใช้ฝ่ามือทั้งสองที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลจับด้ามของดาบจนมั่น แล้วถีบพื้นเข้าประชิดใส่ขุนพลไร้นามอย่างรวดเร็ว

    “ยิงนังยักษ์คนนั้นซะ! ”

    “เปล่าประโยชน์ค่ะ! ”

    พรุนใช้ดาบควายของเธอปัดกระสุนปืนและรังสีสังหารทิ้งได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับวิ่งเข้าประชิดภายในพริบตา

    ถึงกับตัดแสงรังสีทิ้งได้เลยหรือ?

    ดาบเล่มนั้นคงมีคุณสมบัติของการดูดซับอยู่

    มันคงจะถูกสั่งมาเป็นพิเศษตามที่เธอเธอเล่าให้ฟังจริง ๆ ด้วยสินะ

    ถ้าเอาไปขาย คงจะได้ราคางามน่าดู



    “ยิง ยิง ยิง! อย่าให้มันเข้าประชิดราชินีของพวกเราได้เด็ดขาด! ”

    “เปล่าประโยชน์ค่ะ! ”

    “ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! “

    “เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! ”



    กระสุนนับร้อยที่โถมเข้าใส่ กำลังถูกดาบควายสีดำเล่มโตฟันแตกกระจายดั่งการปัดเป่าผีร้าย

    ทั้งที่มีผ้าผันแผลหนารอบมือ เธอยังสามารถกวัดแกว่งดาบได้ถึงขนาดนี้

    ช่างเก่งกาจยิ่งนัก

    ผมรีบใช้โอกาสที่พรุนดึงความสนใจของทหาร เข้าประชิดร่างของราชินีอสูรอย่างรวดเร็ว

    ยัยอสูรยักษ์ยังคงจ้องมองไปที่แฟต โดยไม่สนใจความวุ่นวายที่ผมกับพรุนก่อขึ้นมา

    ยัยนี่…

    กำลังดูถูกกันอยู่หรือ?



    ผมวิ่งประหนึ่งเป็นสายลม เคลื่อนไหวดั่งสายน้ำ ย่ำเท้าย่างเก้าเบาบางดุจขนนก

    ใช้ช่องว่างและมุมอับสายตาอันเนื่องจากขนาดตัวของมัน แล้วกระโดดขึ้นสูงเหยียบเวหา

    กระบี่เล่มนี้คงไม่สามารถฟันแทงลงไปในร่างกายที่หุ้มด้วยเปลือกหนาราวกับรถถังของมันได้

    แต่ถ้าเป็นจุดบอบบางอย่างหนวดบนหัวของเธอละ?

    ปลายกระบี่เริ่มส่องแสงสีฟ้าสุกสว่าง

    “จงลงไปนอนกับพื้น---- เฮ้ย!?! ”

    แต่ทว่าระหว่างที่กำลังเหวี่ยงกระบี่ออกไปเพื่อโจมตีด้วยคลื่นรังสีดาบ กลับมีเงาขนาดหนึ่งเมตรที่ยาวมากกว่าสามเมตรพุ่งสวนกลับเข้ามา



    *เคร๊ง! *

    เกิดเสียงกระทบของโลหะดังลั่น

    สิ่งที่ปะทะกับใบกระบี่อันคมกริบ คือหนึ่งในแขนของยัยราชินีอสูร

    แขนแมลงสีแดงที่เรียวและคมกริบข้างนั้น กำลังเจาะลึกกินเข้ามาในเนื้อโลหะสีเทาของกระบี่เล่มนี้

    “อั๊ก! ”

    รู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังถูกซัดปลิวขึ้นท้องฟ้าเหมือนกับลูกบอล

    แผ่นหลังปะทะกับกำแพงอากาศอย่างรุนแรง

    สายลมกรีดผิวกายอย่างเจ็บปวด

    พอรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่ากำลังนอนกองอยู่บนเศษซากของผนังที่พังทลายบนระเบียงทางเดินชั้นที่สี่ไปแล้ว

    “หน่อย… แรงควายอะไรวะเนี่ย!? ”

    ถูกซัดกระเด็น แถมกระบี่ยังบิ่นอีก

    แขนแมลงโลกไหนสามารถทำแบบนี้ได้กันวะเนี่ย!



    ยัยราชินีอสูรยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่เคลื่อนไหวในตอนที่โจมตีใส่ผม

    ไม่สิ…

    มันไม่แม้แต่จะหันมามองสนใจผม ในตอนที่โจมตีใส่เมื่อกี้นี้เลยด้วยซ้ำ

    “ระเบียงชั้นสี่ทางทิศตะวันตก ระเบียงชั้นสองตรงทิศใต้”

    เสียงที่แหบแห้งของควีนถูกเปล่งออกมาจนกลบเสียงปืนที่ดังสนั่นหวั่นไหว

    หมายความว่ายังไงที่ว่าระเบียงทิศตะวัน---

    “แย่แล้ว! ที่นั่นมันห้องกระสายสัญญาณภาพ ต้องรีบไปบอกยัยลี่---”



    *ฟึบ! *

    ยัยราชินีอสูรมันใช้ปลายแขนอันแหลมคม ฟันอากาศไปที่ห้องกระจายสัญญาณภาพตรงระเบียงชั้นสี่ กับห้องอะไรสักอย่างที่บนระเบียงชั้นสอง

    ณ ตอนนั้น ผมแอบคิดว่ามันบ้าหรือเปล่าที่ไปฟันอากาศเล่น

    แต่แล้วความคิดดูถูกดูแคลนก็เป็นอันต้องถูกบดขยี้ด้วยสิ่งที่อยู่เหนือสามัญสำนึก



    มันคือคมวายุ

    การฟันอากาศด้วยแขนของเธอนั้น รุนแรงจนถึงขั้นทำให้อากาศแปรปรวนและเกิดคมวายุขึ้นมา

    ผิวหน้าสัมผัสได้ถึงมวลอากาศที่กำลังไหลเวียนอย่างวิกลจริต

    พื้นที่อันว่างเปล่า ฉับพลันได้เกิดคมมีดไร้สีที่ยาวถึงสี่เมตร หนาหนึ่งเมตร พุ่งตัวออกในแนวระนาบ

    คมวายุนั้น พุ่งเข้าใส่เป้าหมายด้วยความรวดเร็ว เฉือนทุกสิ่งที่ขวางเส้นทางจนขาดครึ่ง

    แม้แต่รั้วกันตกเหล็กสีเงินที่เงาเป็นมัน ยังมิอาจต้านทานหยุดคมวายุนั้นเอาไว้ได้

    ก่อนที่ผมจะได้ทันขยับตัววิ่งไปช่วยพวกยัยลี่ออกมา ห้องส่งสัญญาณที่ว่าก็ถูกตัดครึ่งไปพร้อมกับคมวายุไปเสียแล้ว



    ไม่…

    ไม่จริง!

    ยัยลี่ที่คอยชอบกวนประสาทอยู่ข้างผมมาตลอดเวลาจะตายแบบนี้ไม่ได้!

    “ยัยลี่ลี่ลี่ลี่ลี่ลี่ลี่ลี่ลี่ลี่! ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย! ”

    “ยังไม่ตายดอง~”

    “!?! ”

    รู้สึกได้ถึงมือเล็ก ๆ นุ่มนิ่มของเผ่าภูติกำลังแตะอยู่ที่แผ่นหลังของเอง

    ยัยนี่มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหรกันฟะ…



    ***ภูติน้อยที่กำลังมีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]

    โฮป… นายเล่นตะโกนเรียกฉันทั้งน้ำตาแบบนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกเขินนะรู้ตัวหรือเปล่า~

    ดีใจผุด ๆ เลยละดอง~

    ดีใจจนตัวจะลอยได้เลย~

    ไม่สิ ตอนนี้ก็กำลังตัวลอยอยู่แล้วนี่น่าดอง~

    “ท่านลี่เจ้าค่ะ กรุณาตั้งสติกลับสู่ความจริงก่อนเจ้าค่ะ”

    “ดอง~”

    ต้องขอบคุณเอทที่ทำให้ฉันรอดชีวิตมาจากการโจมตีเมื่อกี้นี้ได้

    เธอรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากห้องโถงใหญ่ แล้วรีบพาฉันหนีออกมาก่อนที่จะถูกแยกเป็นสองส่วน



    “ฉันจะทำหน้าที่ดึงความสนใจ ส่วนท่านลี่ก็เตรียมใช้พลังปาฏิหาริย์จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบทีค่ะ”

    “ได้เลยดอง~”

    ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้นและทำไมโฮปถึงมาอยู่ในสภาพนี้

    แต่ที่แน่ ๆ คือสิ่งที่ดูคล้ายกับราชินีอสูรตรงนั้น มันคือศัตรูของพวกเราแน่นอนดอง!

    “มือซ้ายสวมแหวนประทับขยายคลื่นพลังเวทมนตร์ มือขวาพร้อมร่ายบทเพลงแห่งมนตรา”

    ฉันเริ่มเตรียมพร้อมร่ายเวทย์ชุดใหญ่ไฟกระพริบตามที่เอทร้องขอมา



    นี่ละคือเวทีที่ฉันจะได้เฉิดฉายดอง!

    ตลอดเวลาที่อยู่ในเมือง ฉันต้องอัดอั้นไม่สามารถปล่อยพลังออกมาได้เต็มที่ เพราะเกรงว่าจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องตายไปก่อน

    และทุกครั้งที่ได้มีโอกาสใช้พลังภูติ ก็มักอยู่ตามป่าเขาจนไม่แทบไม่เคยมีใครได้เห็นถึงความเก่งกาจที่แท้จริงของฉัน

    แต่ที่นี่มีนายทหารอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังไม่ใช่นักเรียนของโรงเรียนซึ่งมองแต่เปลือกเหมือนที่แล้วมา

    ดังนั้นถ้าฉันปราบเจ้านี่ได้ ชื่อเสียงในฐานะ [ลิลลี่] ก็จะโดงดั่งขึ้นมาได้อย่างแน่นอนดอง!

    “ฉันคือ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] นั่นคือนามของคนที่จะปราบเจ้าลงตรงนี้! ”

    ได้เวลาสร้างชื่อเสียงกันแล้วดอง!



    ***น้องเล็ก [ทัวร์มาลีน-เอท]

    ข้าน้อยทิ้งสหายรักเอาไว้เบื้องหลังให้กับบุรุษหนุ่มคุ้มครอง แล้วบินทะยานออกไปในอากาศเพื่อดึงศัตรูเอาไว้ไม่ให้หันไปเล่นงานเธอ

    แสงตะวันที่ย้อนเข้าสู่ดวงตา หาได้มีปัญาต่อการรับรู้วิสัยทัศน์ตรงหน้า

    ที่พื้นหินอ่อนมีสหายพรุนกับสัตว์ร้ายสีน้ำเงินตัวยาวคอยรบรากับกองทหารอสูรแมลง

    เธอใช้ดาบสีดำเล่มโตฟาดฟันพร้อมกับกับดูดกลืนประกายแสงที่ถูกถักทอขึ้นเป็นเส้นจากปลายอาวุธของพวกมัน

    ส่วนสัตร์ร้ายสีน้ำเงินของเธอ มันกำลังพ่นเปลวเพลิงสีทอง กางม่านกำแพงไฟแผนเผาศัตรูจนไหม้เกรียม

    ข้างหลังเลยออกไปคือสหายแฟตที่ได้รับบาดเจ็บหนัก กับท่านสล๊อตที่กำลังยืนกางบาเรียคุ้มกันกระสุนลูกหลงให้กับทุกคนข้างล่างนั้น

    ถ้ามีท่านสล๊อตยืนคุ้มกันอยู่ คงสามารถวางใจเรื่องความปลอดภัยได้เจ้าค่ะ



    “เปิดระบบชุดเกราะ-โหมดเวหาเจ้าค่ะ”

    ทันทีที่ฉันออกคำสั่งเสียง สัมผัสรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ชุดคลุมแม่บ้านถูกถอดทิ้งร่วงโรยสู่เบื้องล่าง

    ชุดแนบเนื้อซับเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า จนเห็นเป็นส่วนเว้านูนของร่างกายที่ทรงเสน่ห์อย่างเห็นได้ชัด

    เส้นใยคาร์บอนกับแร่ธาตุสังเคราะห์จำนวนมากถูกถักทอขึ้นใจกลางอากาศ

    พวกมันถักทอ แล้วหลอมรวมเข้าด้วยกัน เข้ารัดทั่วทั้งร่างกาย ห่อหุ้มแนบเนื้อ เปลี่ยนผิวกายให้กลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ด้วยเนื้อผ้าที่ถูกถักทอขึ้นมาใหม่นี้

    เส้นใยประสาทสีแดงเริ่มวิ่งไหลผ่านจากหัวจรดฝ่าเท้า แล้วไปจบลงที่ปีกแสงสีแดง ณ ใจกลางแผ่นหลังอันเย้ายวน



    ข้าน้อยใช้พลังของชุดเกราะบินทะยานด้วยคลื่นแรงโน้มถ่วง

    หักหลบกระสุนปืนของบรรดาทหารที่กำลังยิงขึ้นท้องฟ้า ประหนึ่งดั่งปลาที่แหวกว่ายทวนกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก

    ข้าน้อยไม่ได้คิดจะโอ้อวดตนเอง แต่การโจมตีของศัตรูนั้นหาได้สามารถแตะเนื้อต้องตัวของข้าได้แม้แต่บาดแผลเดียว

    แถมข้ายังเห็นสหายไฮเจนที่หายตัวไป กำลังบินอ้อมบุกเข้าใส่ราชินีอสูรมาจากฝั่งตรงข้ามด้วยเช่นกัน

    แต่ทว่าทั้งที่ราชินีอสูรกำลังถูกรุมโจมตีจากทั้งสองทิศทาง---



    “... ทำไมถึงไม่สนใจทางนี้กันละเจ้าคะ? ”

    ---เธอกลับหาได้สนใจพวกข้าน้อย และทำเพียงแค่ยืนอยู่กับที่ดั่งขุนเขาแทน

    “ถ้าเช่นนั้นก็จงตายเสียเถอะเจ้าค่ะ”

    ข้าน้อยกางมือทั้งห้าออกแผ่กว้าง พร้อมกับที่มีใบมีดลำแสงสีแดงหุ้มปกคลุมฝ่ามือเอาไว้

    ในขณะเดียวกัน ท่านไฮเจนก็กำลังกางกรงเล็บโลหะจากขาทั้งสอง พร้อมกับบินทะยานลงมาจากข้างบนดั่งเหยี่ยวที่กำลังพุ่งลงมาล่าเหยื่อ

    เป้าหมายของพวกเราคือส่วนศรีษะที่ไร้ซึ่งเปลือกแข็งหุ้มปกป้องของมัน



    *ฉัวะ!? *

    แล้วข้าน้อยก็ได้รู้ ว่าทำไมเจ้าอสูรกายตนนี้ถึงไม่สนใจพวกเรา

    เพราะว่าการโจมตีของพวกเราหาได้มีความจำเป็นต้องตอบสนองป้องกันแม้แต่น้อยนิด

    พวกเราทั้งสองคนไม่อาจแม้แต่จะทิ้งรอยแผลลงบนผิวที่ดูเปราะบางนั้นได้แม้แต่มิลลิเมตร

    กลับเป็นฝ่ายของพวกเราที่ได้ถูกประทับรอยแผลแห่งความพ่ายแพ้กลับมาแทน

    กรงเล็บของไฮเจนถูกฉีกขาดดั่งเศษกระดาษ

    กระดูกนิ้วของข้าน้อยถูกบดละเอียดดั่งเม็ดทราย

    ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะแรงสะท้อนจากการโจมตีใส่ผิวของเจ้าตัวประหลาดเท่านั้น



    "ถอยไป! จงถือกำเนิด [เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำลอง] ดอง! "

    ความหวังสุดท้ายคงมีแต่การโจมตีของท่านลี่

    พริบตานั้น พื้นที่ว่างรอบตัวของเจ้าอสูรร้ายก็เริ่มบิดผันแปรปรวน

    มวลอากาศถูกปิดกั้นจากภายนอก บีบอัดและกดจนพื้นหินแตกจมลงไปในขุมนรก

    กากกัมมันตภาพรังสีจำนวนมากหมุนอัดแน่นรายรอบตัวเจ้าอสูร

    ม่านสีขาวสุกสว่างเข้าปกคลุมดั่งม่านที่ถูกคลีทิ้งลงมาบดบัง ในระยะหนึ่งเมตรรอบกาย เพื่อหลอมทุกสิ่งภายในม่านนั้นให้กลายเป็นลาวาเหลวกับเถ้าถ่านไป



    "ท่านราชินี! "

    เหล่าทหารของเธอต่างกรีดเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก

    แต่ทว่าข้าน้อยกลับรู้สึกเป็นกังวล

    เพราะว่าราชินีอสูรผู้นี้ มิได้คิดที่จะหลบการโจมตีของท่านลี่เลยแม้แต่น้อยนิด

    "ความร้อนระดับพออุ่นเครื่องเท่านั้นเองหรือคะ? "

    เสียงของราชินีอสูรกำลังดังลอดออกมาจากม่านสีขาวบริสุทธิ์ตรงหน้า

    ราชินีอสูรยังมีชีวิตอยู่เจ้าค่ะ…