***ว่าที่ราชินี [แฟต]
"แฟต ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะกำหนดให้ดิฉันเป็นราชินีรุ่นถัดไปค่ะ"
ควีนพูดกับฉันด้วยดวงตาของผู้ที่อยู่เหนือกว่า
แบบนี้ดูท่าจะแย่…
เธอมีพลังมากพอที่จะเอาชนะพวกเราทุกคนที่นี่
จะเอายังไงกันต่อดี?
รีบหนีออกไป แล้วปล่อยให้ทางการเข้ามาจัดการน่าจะเป็นการฉลาดกว่า
ยังไงก็ใช่ว่าเธอยึดอำนาจจากเผ่ามนุษย์มดไปได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วเสียหน่อย
"ฉันไม่ปล่อยให้หนีหรอกค่ะ"
หนวดบนหัวของเธอขยับขึ้น พร้อมกับที่หนึ่งในทหารของเธอใช้หอกรังสียิงถล่มปิดตายทางเข้าเพียงหนึ่งเดียวไป
ก็คิดเอาไว้แล้วอยู่แล้วละนะ…
"... ฆ่าฉันแล้วจะได้อะไรหรือคะ? คิดว่าคนที่เปิดเผยชัดเจนว่าเป็นกบฏ จะได้รับการยอมรับหรือคะ? "
"เป็นห่วงฉันหรือ? เรื่องนั้นถ้าได้หัวของเธอมา มันจะง่ายสำหรับฉันขึ้นค่ะคุณแฟต"
"..."
เธอพูดจริงทำจริงแน่
ฉันพอจะเดาความคิดของเธอได้อยู่
ฉันในตอนนี้ฉันมีแค่พวกคุณโฮป
ผิดกับเธอที่ได้รับพลังของอสูรกายมาด้วยยาประหลาด กับมีลูกน้องพร้อมอาวุธครบมืออีกนับร้อยคนอยู่รายรอบ
ถ้าสู้กัน คงไม่แคล้วตายกันหมด
แผนการที่จะทำให้ทุกคนรอดชีวติ ที่คิดออกได้ตอนนี้ มันมีแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น…
นั่นคือการที่ฉันจะต้องยอมสละชีวิตของตัวเองค่ะ
"คุณควีน… ฉันขอมอบหัว---"
"โชคชะตาบ้าบอนะสิ! "
คุณโฮป นั่นคุณคิดจะทำอะไรกันค่ะ…
"เผ่ามนุษย์เพศหญิงตรงนั้นกับเพื่อนของเธอ ฉันไม่รู้ว่ามีอะไรในตัวคุณแฟตที่ทำให้พวกคุณมาติดตาม แต่ขอแนะนำว่าอย่ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายในของเผ่าพวกเรามากไปกว่านี้เลยค่ะ"
คุณควีนพูดถูกแล้ว
ไม่ว่าจะมองยังไง ตอนนี้ฉันนะถูกรุกฆาตไปแล้วค่ะ
ฉันไม่อยากพาเพื่อนลงไปสู่เส้นทางแห่งความตายพร้อมกันหรอกนะคะ
คุณควีนต้องการแค่หัวของฉันเท่านั้น
คุณโฮปเองก็มีความฝันของตัวเอง
คุณนะ… ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงชีวิตเพื่อฉันหรอกค่ะ
" ไม่ว่าแกจะพูดยังไง ผมก็จะเป็นดาบกับโล่ให้กับแฟต จะสู้และปกป้องเธอจนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่! "
แต่ทว่าคุณโฮปก็ยังยืนยันที่จะปกป้องฉัน
คุณโฮป… นี่คุณ---
"ทั้งหมดนี้ก็เพื่อค่าจ้างหลายพันล้าน! "
---คุณช่างเป็นชายที่…
"ผมไม่ยอมให้แฟตชิงตายไปก่อนที่จะจ่ายเงินค่าจ้างให้ผมแน่นอน! "
… ฮืม?
"ถ้าแฟตไม่ได้เป็นราชินี แล้วใครจะมาจ่ายเงินค่าจ้างให้ผมกันละ! "
เออ… ไม่ได้ต่อสู้เพื่อฉันหรอกหรือคะเนี่ย?
"โชคชะตาบ้าบออะไร! ถ้าบอกว่านี่คือโชคชะตาแห่งความจนของตรู งั้นตรูนี่ละจะทำลายโชคชะตานั้นให้ดู! "
คุณโฮปกรีดเสียงดังลั่นด้วยความโกรธแค้น แล้ววิ่งตรงเข้าใส่เธออย่างไม่เกรงกลัวต่ออาวุธสงครามที่กำลังเล็งตรงไปทางเขา
ดูท่าว่าคุณโฮปจะเห็นเงินสำคัญกว่าฉันค่ะ
แอบรู้สึกน้อยใจอยู่นิดหน่อยเหมือนกันนะคะเนี่ย…
***หนุ่มผู้ทลายชะตากรรม [โฮป]
" เงินนนนนนนนนน! "
ถ้าล้มยัยนี่แล้วลากคอไปให้ตำรวจ คงได้ตบเงินรางวัลกลับมาอย่างงามแน่ ๆ
แถมแฟตก็จะหมดคู่แข่งทางการเมือง จนมีเงินมาจ่ายค่าจ้างให้
ได้มีเส้นสายกับคนระดับราชินีของเผ่า
แถมทุกคนก็จะมีรอดชีวิตกลับไปได้อีกด้วย
ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายสิบตัว!
เพราะงั้นตรูขอสู้ตายโว้ย!
“ต่อให้เป็นแม่นาง แต่ถ้าจะมาทำร้ายราชินี กระผมคงต้องขอเอาชีวิตเธอแล้วละนะ”
ไอบ้านี่อีกแล้วเรอะ…
ขุนพลไร้นามที่เคยหมดสภาพ กำลังยืนเล็งปลายง้าวมาที่ผม
คมโลหะสีดำเริ่มส่องประกายแสงสีฟ้า พร้อมกับส่งเสียงสายฟ้าฟาดรุนแรงดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องโถง
มวลอากาศโดยรอบถูกคลื่นรังสีแผดเผาจนพร่ามัว แล้วถูกลำแสงสีฟ้าอมขาวขนาดหนึ่งเมตรกลืนกิน ก่อนจะพุ่งตรงตัดอากาศ สวนตรงกลับมาบนเส้นทางที่ผมกำลังจะวิ่งผ่านไป
แต่มันไม่จำเป็นที่จะต้องหลบเลยแม้แต่น้อย
*เคร๊ง! *
แสงสว่างที่พร่ามัวนั้น ฉับพลันเลือนหายสลายไปดั่งสสารเหลวที่ระเหิดหายไปในอากาศ
มันหายไปด้วยการกวัดแกว่งของดาบโลหะสีดำดั่งผืนฟ้ายามราตรี
“ไปเลยค่ะโฮป! ”
*ปี้! *
พรุนคำรามเสียงเอาชัย
เธอใช้ฝ่ามือทั้งสองที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลจับด้ามของดาบจนมั่น แล้วถีบพื้นเข้าประชิดใส่ขุนพลไร้นามอย่างรวดเร็ว
“ยิงนังยักษ์คนนั้นซะ! ”
“เปล่าประโยชน์ค่ะ! ”
พรุนใช้ดาบควายของเธอปัดกระสุนปืนและรังสีสังหารทิ้งได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับวิ่งเข้าประชิดภายในพริบตา
ถึงกับตัดแสงรังสีทิ้งได้เลยหรือ?
ดาบเล่มนั้นคงมีคุณสมบัติของการดูดซับอยู่
มันคงจะถูกสั่งมาเป็นพิเศษตามที่เธอเธอเล่าให้ฟังจริง ๆ ด้วยสินะ
ถ้าเอาไปขาย คงจะได้ราคางามน่าดู
“ยิง ยิง ยิง! อย่าให้มันเข้าประชิดราชินีของพวกเราได้เด็ดขาด! ”
“เปล่าประโยชน์ค่ะ! ”
“ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! ยิง! “
“เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! เปล่าประโยชน์! ”
กระสุนนับร้อยที่โถมเข้าใส่ กำลังถูกดาบควายสีดำเล่มโตฟันแตกกระจายดั่งการปัดเป่าผีร้าย
ทั้งที่มีผ้าผันแผลหนารอบมือ เธอยังสามารถกวัดแกว่งดาบได้ถึงขนาดนี้
ช่างเก่งกาจยิ่งนัก
ผมรีบใช้โอกาสที่พรุนดึงความสนใจของทหาร เข้าประชิดร่างของราชินีอสูรอย่างรวดเร็ว
ยัยอสูรยักษ์ยังคงจ้องมองไปที่แฟต โดยไม่สนใจความวุ่นวายที่ผมกับพรุนก่อขึ้นมา
ยัยนี่…
กำลังดูถูกกันอยู่หรือ?
ผมวิ่งประหนึ่งเป็นสายลม เคลื่อนไหวดั่งสายน้ำ ย่ำเท้าย่างเก้าเบาบางดุจขนนก
ใช้ช่องว่างและมุมอับสายตาอันเนื่องจากขนาดตัวของมัน แล้วกระโดดขึ้นสูงเหยียบเวหา
กระบี่เล่มนี้คงไม่สามารถฟันแทงลงไปในร่างกายที่หุ้มด้วยเปลือกหนาราวกับรถถังของมันได้
แต่ถ้าเป็นจุดบอบบางอย่างหนวดบนหัวของเธอละ?
ปลายกระบี่เริ่มส่องแสงสีฟ้าสุกสว่าง
“จงลงไปนอนกับพื้น---- เฮ้ย!?! ”
แต่ทว่าระหว่างที่กำลังเหวี่ยงกระบี่ออกไปเพื่อโจมตีด้วยคลื่นรังสีดาบ กลับมีเงาขนาดหนึ่งเมตรที่ยาวมากกว่าสามเมตรพุ่งสวนกลับเข้ามา
*เคร๊ง! *
เกิดเสียงกระทบของโลหะดังลั่น
สิ่งที่ปะทะกับใบกระบี่อันคมกริบ คือหนึ่งในแขนของยัยราชินีอสูร
แขนแมลงสีแดงที่เรียวและคมกริบข้างนั้น กำลังเจาะลึกกินเข้ามาในเนื้อโลหะสีเทาของกระบี่เล่มนี้
“อั๊ก! ”
รู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังถูกซัดปลิวขึ้นท้องฟ้าเหมือนกับลูกบอล
แผ่นหลังปะทะกับกำแพงอากาศอย่างรุนแรง
สายลมกรีดผิวกายอย่างเจ็บปวด
พอรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่ากำลังนอนกองอยู่บนเศษซากของผนังที่พังทลายบนระเบียงทางเดินชั้นที่สี่ไปแล้ว
“หน่อย… แรงควายอะไรวะเนี่ย!? ”
ถูกซัดกระเด็น แถมกระบี่ยังบิ่นอีก
แขนแมลงโลกไหนสามารถทำแบบนี้ได้กันวะเนี่ย!
ยัยราชินีอสูรยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่เคลื่อนไหวในตอนที่โจมตีใส่ผม
ไม่สิ…
มันไม่แม้แต่จะหันมามองสนใจผม ในตอนที่โจมตีใส่เมื่อกี้นี้เลยด้วยซ้ำ
“ระเบียงชั้นสี่ทางทิศตะวันตก ระเบียงชั้นสองตรงทิศใต้”
เสียงที่แหบแห้งของควีนถูกเปล่งออกมาจนกลบเสียงปืนที่ดังสนั่นหวั่นไหว
หมายความว่ายังไงที่ว่าระเบียงทิศตะวัน---
“แย่แล้ว! ที่นั่นมันห้องกระสายสัญญาณภาพ ต้องรีบไปบอกยัยลี่---”
*ฟึบ! *
ยัยราชินีอสูรมันใช้ปลายแขนอันแหลมคม ฟันอากาศไปที่ห้องกระจายสัญญาณภาพตรงระเบียงชั้นสี่ กับห้องอะไรสักอย่างที่บนระเบียงชั้นสอง
ณ ตอนนั้น ผมแอบคิดว่ามันบ้าหรือเปล่าที่ไปฟันอากาศเล่น
แต่แล้วความคิดดูถูกดูแคลนก็เป็นอันต้องถูกบดขยี้ด้วยสิ่งที่อยู่เหนือสามัญสำนึก
มันคือคมวายุ
การฟันอากาศด้วยแขนของเธอนั้น รุนแรงจนถึงขั้นทำให้อากาศแปรปรวนและเกิดคมวายุขึ้นมา
ผิวหน้าสัมผัสได้ถึงมวลอากาศที่กำลังไหลเวียนอย่างวิกลจริต
พื้นที่อันว่างเปล่า ฉับพลันได้เกิดคมมีดไร้สีที่ยาวถึงสี่เมตร หนาหนึ่งเมตร พุ่งตัวออกในแนวระนาบ
คมวายุนั้น พุ่งเข้าใส่เป้าหมายด้วยความรวดเร็ว เฉือนทุกสิ่งที่ขวางเส้นทางจนขาดครึ่ง
แม้แต่รั้วกันตกเหล็กสีเงินที่เงาเป็นมัน ยังมิอาจต้านทานหยุดคมวายุนั้นเอาไว้ได้
ก่อนที่ผมจะได้ทันขยับตัววิ่งไปช่วยพวกยัยลี่ออกมา ห้องส่งสัญญาณที่ว่าก็ถูกตัดครึ่งไปพร้อมกับคมวายุไปเสียแล้ว
ไม่…
ไม่จริง!
ยัยลี่ที่คอยชอบกวนประสาทอยู่ข้างผมมาตลอดเวลาจะตายแบบนี้ไม่ได้!
“ยัยลี่ลี่ลี่ลี่ลี่ลี่ลี่ลี่ลี่ลี่! ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย! ”
“ยังไม่ตายดอง~”
“!?! ”
รู้สึกได้ถึงมือเล็ก ๆ นุ่มนิ่มของเผ่าภูติกำลังแตะอยู่ที่แผ่นหลังของเอง
ยัยนี่มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหรกันฟะ…
***ภูติน้อยที่กำลังมีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]
โฮป… นายเล่นตะโกนเรียกฉันทั้งน้ำตาแบบนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกเขินนะรู้ตัวหรือเปล่า~
ดีใจผุด ๆ เลยละดอง~
ดีใจจนตัวจะลอยได้เลย~
ไม่สิ ตอนนี้ก็กำลังตัวลอยอยู่แล้วนี่น่าดอง~
“ท่านลี่เจ้าค่ะ กรุณาตั้งสติกลับสู่ความจริงก่อนเจ้าค่ะ”
“ดอง~”
ต้องขอบคุณเอทที่ทำให้ฉันรอดชีวิตมาจากการโจมตีเมื่อกี้นี้ได้
เธอรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากห้องโถงใหญ่ แล้วรีบพาฉันหนีออกมาก่อนที่จะถูกแยกเป็นสองส่วน
“ฉันจะทำหน้าที่ดึงความสนใจ ส่วนท่านลี่ก็เตรียมใช้พลังปาฏิหาริย์จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบทีค่ะ”
“ได้เลยดอง~”
ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้นและทำไมโฮปถึงมาอยู่ในสภาพนี้
แต่ที่แน่ ๆ คือสิ่งที่ดูคล้ายกับราชินีอสูรตรงนั้น มันคือศัตรูของพวกเราแน่นอนดอง!
“มือซ้ายสวมแหวนประทับขยายคลื่นพลังเวทมนตร์ มือขวาพร้อมร่ายบทเพลงแห่งมนตรา”
ฉันเริ่มเตรียมพร้อมร่ายเวทย์ชุดใหญ่ไฟกระพริบตามที่เอทร้องขอมา
นี่ละคือเวทีที่ฉันจะได้เฉิดฉายดอง!
ตลอดเวลาที่อยู่ในเมือง ฉันต้องอัดอั้นไม่สามารถปล่อยพลังออกมาได้เต็มที่ เพราะเกรงว่าจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องตายไปก่อน
และทุกครั้งที่ได้มีโอกาสใช้พลังภูติ ก็มักอยู่ตามป่าเขาจนไม่แทบไม่เคยมีใครได้เห็นถึงความเก่งกาจที่แท้จริงของฉัน
แต่ที่นี่มีนายทหารอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังไม่ใช่นักเรียนของโรงเรียนซึ่งมองแต่เปลือกเหมือนที่แล้วมา
ดังนั้นถ้าฉันปราบเจ้านี่ได้ ชื่อเสียงในฐานะ [ลิลลี่] ก็จะโดงดั่งขึ้นมาได้อย่างแน่นอนดอง!
“ฉันคือ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] นั่นคือนามของคนที่จะปราบเจ้าลงตรงนี้! ”
ได้เวลาสร้างชื่อเสียงกันแล้วดอง!
***น้องเล็ก [ทัวร์มาลีน-เอท]
ข้าน้อยทิ้งสหายรักเอาไว้เบื้องหลังให้กับบุรุษหนุ่มคุ้มครอง แล้วบินทะยานออกไปในอากาศเพื่อดึงศัตรูเอาไว้ไม่ให้หันไปเล่นงานเธอ
แสงตะวันที่ย้อนเข้าสู่ดวงตา หาได้มีปัญาต่อการรับรู้วิสัยทัศน์ตรงหน้า
ที่พื้นหินอ่อนมีสหายพรุนกับสัตว์ร้ายสีน้ำเงินตัวยาวคอยรบรากับกองทหารอสูรแมลง
เธอใช้ดาบสีดำเล่มโตฟาดฟันพร้อมกับกับดูดกลืนประกายแสงที่ถูกถักทอขึ้นเป็นเส้นจากปลายอาวุธของพวกมัน
ส่วนสัตร์ร้ายสีน้ำเงินของเธอ มันกำลังพ่นเปลวเพลิงสีทอง กางม่านกำแพงไฟแผนเผาศัตรูจนไหม้เกรียม
ข้างหลังเลยออกไปคือสหายแฟตที่ได้รับบาดเจ็บหนัก กับท่านสล๊อตที่กำลังยืนกางบาเรียคุ้มกันกระสุนลูกหลงให้กับทุกคนข้างล่างนั้น
ถ้ามีท่านสล๊อตยืนคุ้มกันอยู่ คงสามารถวางใจเรื่องความปลอดภัยได้เจ้าค่ะ
“เปิดระบบชุดเกราะ-โหมดเวหาเจ้าค่ะ”
ทันทีที่ฉันออกคำสั่งเสียง สัมผัสรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ชุดคลุมแม่บ้านถูกถอดทิ้งร่วงโรยสู่เบื้องล่าง
ชุดแนบเนื้อซับเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า จนเห็นเป็นส่วนเว้านูนของร่างกายที่ทรงเสน่ห์อย่างเห็นได้ชัด
เส้นใยคาร์บอนกับแร่ธาตุสังเคราะห์จำนวนมากถูกถักทอขึ้นใจกลางอากาศ
พวกมันถักทอ แล้วหลอมรวมเข้าด้วยกัน เข้ารัดทั่วทั้งร่างกาย ห่อหุ้มแนบเนื้อ เปลี่ยนผิวกายให้กลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ด้วยเนื้อผ้าที่ถูกถักทอขึ้นมาใหม่นี้
เส้นใยประสาทสีแดงเริ่มวิ่งไหลผ่านจากหัวจรดฝ่าเท้า แล้วไปจบลงที่ปีกแสงสีแดง ณ ใจกลางแผ่นหลังอันเย้ายวน
ข้าน้อยใช้พลังของชุดเกราะบินทะยานด้วยคลื่นแรงโน้มถ่วง
หักหลบกระสุนปืนของบรรดาทหารที่กำลังยิงขึ้นท้องฟ้า ประหนึ่งดั่งปลาที่แหวกว่ายทวนกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก
ข้าน้อยไม่ได้คิดจะโอ้อวดตนเอง แต่การโจมตีของศัตรูนั้นหาได้สามารถแตะเนื้อต้องตัวของข้าได้แม้แต่บาดแผลเดียว
แถมข้ายังเห็นสหายไฮเจนที่หายตัวไป กำลังบินอ้อมบุกเข้าใส่ราชินีอสูรมาจากฝั่งตรงข้ามด้วยเช่นกัน
แต่ทว่าทั้งที่ราชินีอสูรกำลังถูกรุมโจมตีจากทั้งสองทิศทาง---
“... ทำไมถึงไม่สนใจทางนี้กันละเจ้าคะ? ”
---เธอกลับหาได้สนใจพวกข้าน้อย และทำเพียงแค่ยืนอยู่กับที่ดั่งขุนเขาแทน
“ถ้าเช่นนั้นก็จงตายเสียเถอะเจ้าค่ะ”
ข้าน้อยกางมือทั้งห้าออกแผ่กว้าง พร้อมกับที่มีใบมีดลำแสงสีแดงหุ้มปกคลุมฝ่ามือเอาไว้
ในขณะเดียวกัน ท่านไฮเจนก็กำลังกางกรงเล็บโลหะจากขาทั้งสอง พร้อมกับบินทะยานลงมาจากข้างบนดั่งเหยี่ยวที่กำลังพุ่งลงมาล่าเหยื่อ
เป้าหมายของพวกเราคือส่วนศรีษะที่ไร้ซึ่งเปลือกแข็งหุ้มปกป้องของมัน
*ฉัวะ!? *
แล้วข้าน้อยก็ได้รู้ ว่าทำไมเจ้าอสูรกายตนนี้ถึงไม่สนใจพวกเรา
เพราะว่าการโจมตีของพวกเราหาได้มีความจำเป็นต้องตอบสนองป้องกันแม้แต่น้อยนิด
พวกเราทั้งสองคนไม่อาจแม้แต่จะทิ้งรอยแผลลงบนผิวที่ดูเปราะบางนั้นได้แม้แต่มิลลิเมตร
กลับเป็นฝ่ายของพวกเราที่ได้ถูกประทับรอยแผลแห่งความพ่ายแพ้กลับมาแทน
กรงเล็บของไฮเจนถูกฉีกขาดดั่งเศษกระดาษ
กระดูกนิ้วของข้าน้อยถูกบดละเอียดดั่งเม็ดทราย
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะแรงสะท้อนจากการโจมตีใส่ผิวของเจ้าตัวประหลาดเท่านั้น
"ถอยไป! จงถือกำเนิด [เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำลอง] ดอง! "
ความหวังสุดท้ายคงมีแต่การโจมตีของท่านลี่
พริบตานั้น พื้นที่ว่างรอบตัวของเจ้าอสูรร้ายก็เริ่มบิดผันแปรปรวน
มวลอากาศถูกปิดกั้นจากภายนอก บีบอัดและกดจนพื้นหินแตกจมลงไปในขุมนรก
กากกัมมันตภาพรังสีจำนวนมากหมุนอัดแน่นรายรอบตัวเจ้าอสูร
ม่านสีขาวสุกสว่างเข้าปกคลุมดั่งม่านที่ถูกคลีทิ้งลงมาบดบัง ในระยะหนึ่งเมตรรอบกาย เพื่อหลอมทุกสิ่งภายในม่านนั้นให้กลายเป็นลาวาเหลวกับเถ้าถ่านไป
"ท่านราชินี! "
เหล่าทหารของเธอต่างกรีดเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก
แต่ทว่าข้าน้อยกลับรู้สึกเป็นกังวล
เพราะว่าราชินีอสูรผู้นี้ มิได้คิดที่จะหลบการโจมตีของท่านลี่เลยแม้แต่น้อยนิด
"ความร้อนระดับพออุ่นเครื่องเท่านั้นเองหรือคะ? "
เสียงของราชินีอสูรกำลังดังลอดออกมาจากม่านสีขาวบริสุทธิ์ตรงหน้า
ราชินีอสูรยังมีชีวิตอยู่เจ้าค่ะ…