“ยายจ๋า… ตาจ๋า…พ่อจ๋า… แม่จ๋า… ถ้าทุกคนยังอยู่ และถ้าโลกนี้ยังสงบสุขเหมือนเดิม ตรงหน้านี้คงจะมีเค้กก้อนสีขาววางอยู่และที่ขาดไม่ได้เลยคือรอยยิ้มของทุกคน รวมไปถึงคำอวยพรที่แสนอบอุ่น”
วันนี้หลานเมิ่งอีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์แต่ไร้เค้กให้กินไร้แสงเทียนให้เป่า ไร้คำอวยพรของคนในบ้าน ไร้อ้อมกอดของคนที่เธอรักเื่นี้มันอาจจะฟังดูน่าเศร้าใจสำหรับใครหลาย ๆ คนแต่เื่ที่น่าเศร้าใจยิ่งกว่าก็คือ… เพื่อปกป้องให้เมิ่งอีได้มีชีวิตรอดปลอดภัยคนในครอบครัวทุกคนเลยกลายเป็ผีดิบอยู่หลังกำแพงนั่นนี่ถือเป็เื่ที่ทำให้เมิ่งอีรู้สึกเ็ปหัวใจแทบทุกครั้งที่เมิ่งอีนึกถึงมัน
เพราะแบบนี้นี่แหละ!เมิ่งอีถึงยังตายไม่ได้ ถึงยังต้องทนมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้และยังต้องทนเป็นักปลูกในค่ายกักกันแห่งนี้ต่อไปเธอสัญญากับดวงิญญาของคนในครอบครัวไว้ว่า! เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดีจะไม่ทำให้พวกเขาต้องเสียใจที่อุตส่าห์ใช้ชีวิตของตัวเองแลกมา
ค่ายกักกันแห่งนี้มีผู้อยู่อาศัยราวๆ เก้าร้อยชีวิต เริ่มแรกมีเพียงแค่ห้าร้อยชีวิตเท่านั้น แต่ผ่านไปเพียงแค่สามปีจำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นเป็เก้าร้อยชีวิตอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งก็เพราะหัวหน้าค่ายกลัวว่ามนุษย์จะสูญพันธุ์เข้าสักวันจึงพยายามพูดจาว่านล้อมทั้งทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริมให้หญิงชายในค่ายกักกันแห่งนี้มีเพศสัมพันธ์กันบ่อยๆ เพื่อที่จะได้มีจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น
ส่วนเหตุผลประการที่สองก็คือหญิงชายในค่ายกักกันแห่งนี้มีเวลาว่างมากเกินไป พอว่างมากเข้าก็ไม่รู้จะทำอะไรและไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีไปกว่าการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นในความคิดของคนที่นี่การมีเพศสัมพันธ์กันจึงเป็เื่ฆ่าเวลาที่ดีที่สุดก็ว่าได้
ทว่าต่อให้ใครหลายคนจะมีความคิดที่บิดเบี้ยวทำนองนั้นแต่ก็ดีไปอย่าง ที่หากผู้หญิงคนไหนไม่มีความพร้อมที่จะตั้งครรภ์และไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ ผู้ชายในค่ายก็จะไม่บังคับฝ่ายหญิงโดยเด็ดขาดนี่จึงเป็เหตุผลว่า…ทำไมหญิงสาววัยสิบแปดปีอย่างหลานเมิ่งอีถึงยังอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงทุกวันนี้
และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลานเมิ่งอีสามารถรักษาพรหมจรรย์มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือหลานเมิ่งอีพยายามทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ จะได้ไม่ตกเป็เป้าสายตาของพวกผู้ชาย ตอนกลางวันเธอจะทำงานเพาะปลูกเป็หลัก่เย็นจะเก็บเกี่ยวผลผลิตและเอาไปส่งให้ฝ่ายโรงครัวไว้ทำเป็อาหารในแต่ละมื้อ
วันแรกที่มาถึงค่ายกักกันหลานเมิ่งอีบอกกับหัวหน้าค่ายกักกันว่า อาชีพเดิมของครอบครัวเธอคือทำการเกษตรดังนั้นเธอสามารถช่วยปลูกผัก ทำไร่ ทำสวนได้ รับรองว่าเมื่อมาอาศัยอยู่ที่นี่แล้วจะไม่เป็ภาระให้คนในค่ายอย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินอย่างนั้นหัวหน้าค่ายกักกันจึงจัดแจงให้หลานเมิ่งอีทำงานอยู่ในตำแหน่งนักปลูกส่วนผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่ถนัดงานฝีมือก็ถูกจัดแจงให้อยู่ในตำแหน่งนักถักทอบ้างก็ถูกจัดแจงให้อยู่ในตำแหน่งนักทำอาหารส่วนพวกผู้ชายก็ถูกจัดแจงให้อยู่ในตำแหน่งนักตีเหล็ก นักซ่อมแซม นักก่อสร้างเรียกได้ว่าทุก ๆ คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนมีตำแหน่งหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไปเมื่อเสร็จงานของตัวเองแล้วจึงจะมีสิทธิ์จูงมือกันไปทำเื่อย่างว่าในโรงนอนขนาดใหญ่ ที่ไม่ว่าหญิงหรือชายก็จะนอนรวมกันอยู่ในสถานที่เดียว
นี่จึงเป็เหตุผลว่า…ทำไมหลานเมิ่งอีถึงต้องนอนฟังเสียงครวญครางอยู่ทุกค่ำคืน
.
..
“อืม... ไหน ๆวันนี้ก็เป็วันเกิดของฉัน งั้นขอพรหน่อยก็แล้วกัน”
หลานเมิ่งอีแหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์กลมโตที่ลอยเด่นสง่าอยู่บนฟากฟ้าแสนไกลก่อนจะยกสองมือขึ้นทาบอกช้า ๆตามด้วยหลับตาพริ้มจนแพขนตางามงอนสบประสานกลายเป็อันหนึ่งอันเดียวกันทั้งแพขนตาบนและแพขนตาล่าง
ปากเล็ก ๆเป็กระจับเอ่ยพึมพำแ่เบาออกมาว่า…
“หากทวยเทพยังฟังอยู่…และหากพวกท่านมีอยู่จริง…ช่วยทำให้ฉันหลุดพ้นจากค่ายกักกันเฮงซวยนี่ทีเถอะ ฉันไม่ขออะไรมากขอแค่ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ได้มีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีกว่าทุกวันนี้ก็พอแล้วเพราะขืนอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่แน่ว่า… คงจะได้กลายเป็แม่โคสาวเข้าสักวัน”
หลานเมิ่งอีคำนึงอยู่เสมอว่า…
แม้สามปีมานี้เธอจะสามารถหลบเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ได้แต่ก็ไม่มั่นใจนักว่าอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า อีกหกเดือนข้างหน้าหรืออีกหนึ่งปีข้างหน้าเธอจะยังสามารถรักษาความบริสุทธิ์ให้ตนเองได้อยู่และยังจะสามารถหลบเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่ไม่ได้รักได้
ก็อย่างที่รู้ดีว่า…กฎระเบียบของที่นี่ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่คนหมู่มาก ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่หลักมนุษยธรรมแต่ขึ้นอยู่ที่คนคนเดียว ซึ่งนั่นก็คือ… หัวหน้าค่ายกักกัน…
หากจะหนีออกไปใช้ชีวิตอย่างอิสระอยู่นอกค่ายนั่นก็เท่ากับว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบเธอ มีโอกาสตายและกลายเป็ผีดิบ สูงถึง 99.99% แม้การอยู่ในค่ายกักกันแห่งนี้มันจะทำให้เธอมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยก็จริง แต่ลึก ๆ แล้วเธอกลับรู้สึกเหมือนว่า...ตัวเธอเองเป็คนที่ตายไปแล้วทั้งเป็
เห้อ…ในเมื่อหวังพึ่งพาอะไรใครไม่ได้ หันไปทางไหนก็ดูเหมือนจะมืดมิดทั้งแปดด้าน งั้นสาวน้อยนักปลูกคนนี้ก็ขอหันหน้ามาพึ่งพาทวยเทพที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่หน่อยก็แล้วกัน
“อะเอ๋? ทำไม… จู่ ๆ ถึงมีฝูงหิ่งห้อยเยอะขนาดนี้ล่ะพวกแกพากันบินมาจากที่ไหนเนี่ย”
ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา หลานเมิ่งอีก็ตื่นตะลึงให้กับแสงสว่างดวงเล็กดวงน้อยที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่รอบตัวของเธอจนดูละลานตาไปหมดวินาทีนี้เธอรู้สึกเหมือนว่าทวยเทพได้ฟังคำอธิษฐานของเธอแล้วส่วนคำอธิษฐานจะเป็จริงหรือไม่นั้น เธอก็สุดรู้ เพียงแค่ได้เห็นแสงไฟดวงน้อย ๆพวกนี้ในใจของเธอก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกราวกับว่าชีวิตที่ดูมืดมนและดูสิ้นหวังของเธอได้มีแสงสว่างแห่งความหวังลุกโชนขึ้นมาในใจ
หลานเมิ่งอีพลันรู้สึกว่าวันเกิดของเธอปีนี้ความจริงก็ไม่ได้หงอยเหงาอย่างที่คิด เพราะอย่างน้อย ๆก็มีหิ่งห้อยพวกนี้มาอยู่เป็เพื่อน แม้มันจะเป็แค่สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็ตามที
“ว๊าววว อย่าบอกนะ?ว่านั่นคือลูกพี่ของพวกแกน่ะ”
หลานเมิ่งอีเบิกตากว้างพลางยื่นมือออกไปข้างหน้าจนสุดแขนเมื่อสังเกตเห็นว่ามีผีเสื้อตัวหนึ่งกำลังกระพือปีกบินเข้ามาหาที่หลานเมิ่งอีสามารถมองเห็นผีเสื้อตัวนั้นได้อย่างชัดเจนไม่ใช่เพราะแสงหิ่งห้อยนับร้อยตัวที่ส่องสว่างอยู่รอบกายแต่เป็เพราะผีเสื้อตัวนั้นแตกต่างจากผีเสื้อธรรมดาทั่วไปที่เมิ่งอีเคยเห็น
มันไม่ใช่แค่มีปีกที่บานใหญ่แต่ทั้งตัวของมันยังเรืองแสงสีฟ้าอ่อนอีกต่างหากหนำซ้ำบนแพปีกของมันยังมีลวดลายแปลก ๆ ที่ดู ๆ ไปแล้วก็คล้ายอักษรจีนโบราณอยู่เหมือนกัน
เมื่อเ้าผีเสื้อปีกใหญ่บินมาเกาะที่กลางฝ่ามือของหลานเมิ่งอีแล้วเชื่อหรือไม่ว่า! อยู่ดี ๆ เื่อัศจรรย์เหนือธรรมชาติก็เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเพราะทันทีที่เท้าเล็ก ๆ ของมันแตะโดนเส้นลายมือกลางฝ่ามือของหลานเมิ่งอี จู่ ๆตรงบริเวณนั้นก็เกิดเป็แผลขนาดใหญ่คล้ายถูกคมมีดกรีด
แต่น่าแปลกอย่างยิ่ง!ที่าแบริเวณนั้น ไม่มีเืไหล ไม่รู้สึกเ็ปแต่ดันมีแสงสีขาวโพลนสว่างจ้าพุ่งออกมา จำได้ว่า! แสงมันจ้าซะเหลือเกินจ้าซะจนหลานเมิ่งอีต้องใช้มืออีกข้างกุมเบ้าตาทั้งสองข้างเอาไว้โดยสัญชาตญาณ
ด้วยอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เมื่อตั้งสติได้แล้ว หลานเมิ่งอีจึงพยายามลืมตาขึ้นมาช้า ๆ แล้วค่อย ๆลดฝ่ามือออกจากเบ้าตาทีละนิดคราวนี้รอบตัวของหลานเมิ่งอีไม่มีฝูงหิ่งห้อยเลยแม้แต่ตัวเดียวหนำซ้ำแสงสว่างจ้าที่พวยพุ่งออกมาจากรอยแยกกลางฝ่ามือในตอนแรกก็อ่อนแสงลงมากอ่อนแสงลงซะจนเ้าตัวไม่ได้รู้สึกแสบตาอีกแล้ว
แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้หลานเมิ่งอีรู้สึกประหลาดใจจนแทบหยุดหายใจก็คือ!ร่างทั้งร่างของเธอกำลังค่อย ๆ บุบสลายเลือนรางกลายเป็ผุยผง เห็นอย่างนี้เข้า!เธอก็ชักไม่แน่ใจเสียแล้วสิ ว่านี่เป็การถูกช่วยเหลือจากทวยเทพหรือเป็การถูกกลั่นแกล้งกันแน่?
ความรู้สึกในตอนนี้มันอื้ออึงไปหมดไม่รู้ว่าต้องรู้สึกเสียใจ หรือต้องรู้สึกดีใจดี แต่เอาเถอะ… ไม่ว่าจากเป็หรือตายก็ให้สุดแท้แต่โชคชะตาก็แล้วกัน ขอแค่อย่างน้อย ๆไม่ต้องทนอยู่ในค่ายกักกันแห่งนี้ต่อไปอีกก็พอแล้ว…