ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 83 ความผิดหวังของคาลอส

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 83 ความผิดหวังของคาลอส



            คาลอสมองชายชุดดำคนสุดท้ายที่นอนตายน้ำลายฟูมปาก ดูเหมือนมันจะกลืนพิษบางอย่างเข้าไปเพื่อให้ตนเองตาย


            กลุ่มนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์เองก็หันมามองคาลอสอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาเองก็ไม่สามารถรักษาชีวิตของมันเอาไว้ได้ พวกเขารู้สึกเกร็งเล็กน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ทรงพลังอย่างคาลอส แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร พวกเขาจึงผ่อนคลายลงได้อีกหน่อย


            ในหมู่ของคนทั้งสี่ มีเพียงไอด้าเท่านั้นที่เบิกตากว้างจ้องมองไปที่คาลอสไม่วางตา ร่างของเธอเกร็งไปหมด มือกำแน่นจนสั่นไปทั้งแขน สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันราวกับภาพความฝัน ไอด้าไม่รู้ว่าตนเองกำลังฝันอยู่หรือเปล่า แต่ทุกอย่างตรงนี้มันดูจริงไปหมด ทั้งคนตาย กลิ่นคาวเลือด แสงอักขระที่ค่อยๆ จางลง


            มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ไอด้ารู้สึกว่ามันเกินจริง นั่นก็คือชายตรงหน้า


            ชายตรงหน้าคือคนที่เธอเคยแย่งชิงอนาคต เป็นคนที่เธอเคยทิ้งไว้เบื้องหลัง เป็นคนที่ไม่มีทางมีอนาคตที่ดีได้อีกต่อไป จะมีแต่เธอเท่านั้นที่ก้าวนำเขาไปไกลอย่างไม่เห็นฝุ่น


            แต่ว่านี่...ทำไม? ทำไมอีกฝ่ายถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ เขาคือคาลอสที่เธอรู้จักหรือไม่ หรือเป็นแค่ใครบางคนที่หน้าตาเหมือนกัน


            ไอพลังที่แผ่ออกมาจากอีกฝ่ายตอนต่อสู้เห็นได้ชัดว่าจะต้องเป็นอเวกระดับที่เจ็ด เหนือกว่าตัวเธอเอง และเหนือกว่าแม้กระทั่งกิกัส รุ่นพี่ที่เธอเกาะติด หวังหาความก้าวหน้า


            เพียงแค่สองปี เพียงแค่สองปีมันทำให้อเวกระดับที่สามกลายมาเป็นระดับที่เจ็ดได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้มีพรสวรรค์สูงล้ำ ถ้าไม่มีทรัพยากรดีๆ และวิชาฝึกฝนพลังระดับสูงที่มีเฉพาะในมหานครหรือเมืองขนาดใหญ่ มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่อเวกจะเลื่อนขั้นได้รวดเร็วขนาดนี้


            'ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ จะต้องไม่ใช่เขา ไม่ใช่เขาแน่ๆ!' ไอด้าจับจ้องชายหนุ่มไม่วางตา เธอตกใจในความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายมาก และไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าคนที่เธอกำหนดว่าไร้อนาคตไปแล้ว จะมาก้าวข้ามเธอไปได้ง่ายๆ เช่นนี้


            นี่หากเธอรู้ว่าทั้งหมดไม่ใช่สองปี แต่เป็นเวลาแค่สองเดือน ไม่รู้ว่าจะตกใจจนแทบคลั่งแค่ไหน


            เหมือนคาลอสจะรับรู้การจับจ้องของหญิงสาวจึงจ้องมองกลับไปด้วยสายตาเย็นชา สำหรับคาลอส ลึกๆ เขาก็ยังมีความโกรธแค้นหญิงสาวตรงหน้าอยู่ แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ลืมความแค้นในครั้งก่อนเก่า มันเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่งในทุกๆ วัน


            แต่แน่นอนว่าเรื่องราวมันก็ผ่านมานานแล้ว ตัวเขาก็ก้าวข้ามอีกฝ่ายมาได้แล้ว เรียกได้ว่านำไปไกลแสนไกล ต่อให้อีกฝ่ายต้องการจะตามเขามา เขาก็คงนำอีกฝ่ายไปไกลเรื่อยๆ จนสุดท้ายอีกฝ่ายไม่เห็นแม้แต่แผ่นหลังของเขา


            อีกอย่างคำพูดของบรรพบุรุษที่สั่งสอนตนก็ก้องอยู่ในหัวตลอด ช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นแล้ว จิตใจของเขาก็ค่อยๆ ปล่อยความแค้นเคืองที่อยู่ในใจไปได้เยอะแล้ว ถึงแม้ครั้งนี้จะได้เจอผู้หญิงคนนี้อีก เขาก็เพียงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่านั้น แต่จะให้โกรธเกรี้ยวไล่ฆ่าฟันก็คงไม่มี


            เขาได้ข้ามผ่านความแค้นเคือง ปลดสิ่งติดค้างภายในใจออกไปมากแล้ว เรื่องของหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยหักหลังเขาไม่ได้น่าเก็บมาใส่ใจอีกต่อไป เป็นเพียงแค่ความทรงจำที่แย่ๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องให้ค่า ให้ราคา


            ตัวของคาลอสมาไกลเกินกว่าจะเก็บเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของคนที่ไร้ค่าไร้ราคามาใส่ใจอีก ก็เป็นแค่มนุษย์ร่วมโลก หากไม่สร้างปัญหาอะไรให้เขาอีก เขาก็จะไม่สนใจ


            “เฮือก!” หญิงสาวที่ถูกจ้องกลับตกใจลนลาน รีบถอยเท้ากลับทันที ดวงตาที่ดูไม่แยแสของชายหนุ่มทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว ยิ่งนึกไปถึงตอนที่เขาสามารถจัดการกลุ่มคนชุดดำได้ง่ายๆ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกกลัวคนตรงหน้ามากเข้าไปอีก


            ร่างของชายหนุ่มในชุดสีเทาสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้กลุ่มคนทั้งสี่มากขึ้น


            ไอด้าที่กำลังก้าวเท้าถอยหลังรู้สึกตกใจกลัว ก้าวพลาดจนเซล้มไปด้านหลัง โชคดีที่ชายร่างใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เอื้อมมือออกมารับร่างของเธอเอาไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นคงจะล้มลงไปนั่งที่พื้นเสียแล้ว


            “รุ่นน้องหญิง เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง หรือว่าจะเสียเลือดมากจากการต่อสู้เมื่อครู่?” กิกัสเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของเขาดูกังวล แต่หญิงสาวก็ส่ายศีรษะว่าไม่ได้เป็นอะไร


            คาลอสยังคงจ้องมองไปที่หญิงสาวอยู่ พ่นลมหายใจสั้นๆ ออกมาทางจมูก ก่อนจะเปรยกับตนเองเบาๆ


            “หึ ช่างน่าผิดหวังจริงๆ” แม้เสียงของคาลอสจะเบามาก แต่ก็ดังพอให้ทุกคนในที่แห่งนี้ได้ยินกันหมด ไม่มีใครเข้าใจความหมายของชายหนุ่มยกเว้นเพียงหญิงสาวด้านหลังที่อยู่ในอ้อมแขนของชายร่างใหญ่


            ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวังเหลือเกินที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเก็บเรื่องของหญิงคนนี้มาคิดแค้นใจอยู่แรมปี แต่อีกฝ่ายที่แย่งชิงอนาคตของเขาไปทำได้เพียงเท่านี้ แถมต่อหน้าเขายังแสดงอาการน่าสมเพชออกมาให้เห็นอีก นี่น่ะหรือคนที่ตนต้องการข้ามผ่าน? โชคดีที่ชายหนุ่มหลุดพ้นจากความรู้สึกเก่าก่อนมาได้ ไม่เช่นนั้นคงรู้สึกไร้ค่าอย่างยิ่งแม้ปัจจุบันตนเองจะเหนือกว่าอีกฝ่ายมาก


            คาลอสไม่ได้ให้ความสนใจหญิงสาวอีก กลับมามองสามคนที่เหลือ


            “พวกเจ้าเข้ามาทำอะไรกันที่นี่ รู้หรือไม่ว่าสถานการณ์ในป่าตะวันตกช่วงนี้นั้นอันตรายนัก?” ชายหนุ่มชุดเทากวาดตามองทุกคน เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่แฝงไว้ด้วยความดุดัน


            เอดิสันที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วขยับแว่นของตนเองก่อนจะตอบกลับไป


            “ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือพวกเราเอาไว้ ถ้าหากไม่มีท่านพวกเราคงจะแย่” หนุ่มแว่นประสานมือขอบคุณอีกฝ่ายโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ หญิงสาวผู้เงียบขรึมและชายร่างใหญ่ก็ประสานมือขอบคุณคาลอสเช่นเดียวกัน


            ยกเว้นก็แต่ไอด้าที่ยังอยู่ในอาการตกใจ นางยังยืนนิ่งจ้องมองคาลอสค้างอยู่แบบนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ซึ่งคาลอสก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ ใครจะขอบคุณเขาหรือจะเกลียดชังเขา เขาก็ไม่สน เขาเพียงแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น


            “พวกเราเป็นนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์เขต C มาทำภารกิจตามล่าคนจากสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬ และพวกเราได้แจ้งให้ท่านเจ้าเมืองทราบแล้วก่อนเดินทางมาที่นี่ แต่ไม่รู้เลยว่าพวกมันจะวางกับดักรอพวกเราเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว” ชายคนที่สวมแว่นแนะนำตัวเอง พร้อมกับแจ้งจุดประสงค์ที่ตนเข้ามาเสร็จสรรพ


            คาลอสจ้องมองเอดิสัน ก่อนจะทำหน้าครุ่นคิดขณะที่ฟัง


            คาลอสไม่ได้เข้าพบเจ้าเมืองปากัสก่อนจะออกจากเมือง จึงไม่ทราบความนี้ ซึ่งแน่นอนว่าชายคนตรงหน้าไม่น่าพูดโกหก เพราะพวกเขาทั้งสี่สวมใส่ชุดนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ แล้วก็ตกอยู่ในวงล้อมของกลุ่มคนชุดดำจริงๆ ไหนจะยังร่องรอยพิธีกรรมบางอย่างที่จัดขึ้นที่นี่ด้วย มันสามารถทำให้คนที่หลงเข้ามาเสียเปรียบอย่างรุนแรง


            คาลอสก้มมองอักขระเรืองแสงที่พื้นซึ่งตอนนี้มันได้หายไปหมดแล้ว ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งเอาไว้เลย และพลังที่หน่วงความสามารถของพวกเขาก็หายไปแล้วด้วย


            “เจ้าจะบอกว่ากลุ่มคนชุดดำพวกนี้มาจากสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬงั้นหรือ?” คาลอสเงยหน้ากลับมามองชายคนที่สวมแว่นพร้อมกับเอ่ยถาม


            สมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬมีชื่อเสียงอย่างยิ่ง แม้แต่ในชนบทอย่างเมืองปากัส ชื่อเสียงของมันก็ยังมาถึง พวกมันขึ้นชื่อเรื่องการสังหารอย่างไร้ร่องรอย เมื่อใดก็ตามที่สังหารเป้าหมายไม่สำเร็จ มันก็จะส่งคนมาเพิ่มเรื่อยๆ จนกว่าจะฆ่าเป้าหมายได้ ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของผู้จ้างเองด้วย


            “ไม่น่าผิดพลาด ตอนแรกพวกข้าไม่แน่ใจนักในข้อมูลที่ได้มา จึงมาสำรวจด้วยตนเอง แต่เมื่อได้มาปะทะกับพวกมัน ทั้งลักษณะการแต่งกาย การใช้พิธีกรรมแปลกๆ รวมถึงการฆ่าตัวตายเมื่อครู่ พวกเราก็มั่นใจได้เลยว่าต้องเป็นคนจากสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬแน่” ชายหนุ่มที่สวมแว่นพูดออกมาด้วยความมั่นใจ


            “อืม... ถ้าเช่นนั้นข้าควรจะต้องรายงานท่านเจ้าเมือง ว่ารอบๆ เมืองมีพวกมันแทรกซึมเข้ามา” คาลอสคิดอะไรบางอย่างพร้อมกับมองไปที่คนทั้งสี่ ในที่สุดเขาก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้


            “พวกเจ้ารับภารกิจมากำจัดพวกมันใช่หรือไม่? เช่นนั้นทำไมไม่ช่วยกันขนหลักฐานพวกนี้กลับไปยังจวนเจ้าเมืองเล่า” คาลอสมองกลุ่มคนทั้งสี่ มีอเวกระดับกลางอยู่ที่นี่ตั้งสี่คน จะไม่ให้ช่วยกันแบกหามก็กระไรอยู่


            “เอ่อ ความจริงพวกข้า แค่ต้องถ่ายรูปพวกมันด้วยกล้องถ่ายรูปนี่ เพื่อเอาไว้เป็นหลักฐานก็เพียงพอแล้ว” เอดิสันหยิบกล้องถ่ายรูปสีเงินขึ้นมา มันสร้างโดยสถาบันอเวกเคนเนอร์ซึ่งศึกษามาจากเทคโนโลยีในอดีต


            “กล้องถ่ายรูป?” คาลอสมองไปที่สิ่งประดิษฐ์ตรงหน้า จริงๆ แล้วเขาไม่เคยเห็นสิ่งของชนิดนี้มาก่อน แต่ก็พออนุมานการใช้งานของมันได้


            “จะทำอะไรก็ทำเถิด แต่ศพมนุษย์จะถูกทิ้งไว้ที่ชายป่าไม่ได้ จำเป็นต้องนำกลับไปด้วย ไม่เช่นนั้นสัตว์อสูรอาจจะตามกลิ่นเลือดมาจนถึงที่นี่ได้ นั่นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับชาวเมืองเลยแม้แต่น้อย” คาลอสเหมือนจะให้ทางเลือก แต่การนำศพกลับเข้าไปในเมืองเป็นเรื่องที่ไม่อาจผ่อนปรน น้ำเสียงของคาลอสมีความจริงจังอย่างมาก


            ทั้งสี่คนมองหน้ากัน พวกเขาไม่รู้จะโต้เถียงอย่างไร อีกฝ่ายเป็นอเวกระดับเจ็ด ทั้งยังช่วยเหลือพวกตนเอาไว้ก่อนหน้านี้ แค่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ แบกศพกลับเข้าเมืองคงไม่ได้เป็นอะไรมาก


            หลังจากนั้นหนุ่มแว่นก็ถ่ายรูปศพทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน เดินกลับเข้ากลุ่มเพื่อเตรียมตัวจะช่วยแบกหามศพของกลุ่มคนชุดดำกลับเข้าเมือง


            “รับนี่ไป” คาลอสมองคนทั้งสี่ก่อนจะโยนเม็ดยาสีแดงสี่เม็ดไปให้


            “กินซะ มันคือโอสถรักษา มันจะช่วยลดอาการบาดเจ็บของพวกเจ้า ถ้าต้องการซื้อติดไม้ติดมือไว้ล่ะก็ เรียนเชิญได้ที่ร้านค้าตระกูลพีไรซ์ทุกสาขา” คาลอสมิวายใช้โอกาสนี้โฆษณาร้านค้าของตระกูลตนเอง แต่ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยไร้อารมณ์


            ทั้งสี่คนมองเม็ดยาสีแดงในมือ ตามจริงแล้วพวกเขาเองก็มีโพชั่นรักษาติดตัว เพียงแต่ว่ามันช่วยรักษาบาดแผลได้ไม่มากนักเมื่อระดับของอเวกยิ่งสูงขึ้น และโพชั่นรักษาระดับสูงที่ใช้รักษาอเวกระดับกลางถึงระดับสูงได้ก็มีราคาแพงอย่างมาก หากไม่ใช่คนจากตระกูลใหญ่ก็ยากที่จะซื้อไว้ติดตัว


            ทั้งสี่คนมองเม็ดยาในมือด้วยความลังเล พวกเขาไม่เคยชินกับเม็ดยาเช่นนี้สักเท่าไหร่นัก


            คนแรกที่ตัดสินใจโยนเข้าปากคือหญิงสาวผู้เงียบขรึมที่สุดในกลุ่ม หลังจากที่กินเข้าไป บาดแผลทั่วทั้งร่างของเธอก็ดีขึ้นทันตาเห็น บาดแผลเล็กๆ หายไปทันที ส่วนบาดแผลใหญ่ก็สมานเข้าหากันจนเหลือเพียงแค่สะเก็ดแผล


            ผลของเม็ดยาสีแดงกลับช่วยรักษาอเวกระดับห้าได้มากถึงขนาดนี้! หากเป็นโพชั่นน้ำระดับต่ำที่ขายตามท้องตลอดคงทำเช่นนี้ไม่ได้


            เมื่อเห็นปรากฏการณ์ทั้งหมด ชายหนุ่มอีกสองคนก็ยอมกินเม็ดยาสีแดงเข้าไปทันที ร่างกายของพวกเขาดีขึ้นในบัดดล บาดแผลส่วนใหญ่หายไปจนเกือบหมด ยังนับว่าเป็นผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงเมื่อใช้กับอเวกระดับหก


            คนทั้งสามรู้สึกประหลาดใจกับผลลัพธ์มาก ในใจก็คิดว่าขากลับคงต้องแวะดูร้านค้าตระกูลพีไรซ์สักหน่อย


            มีเพียงแค่ไอด้าเท่านั้นที่ถือเม็ดยาเอาไว้ในมือ ดวงตาสั่นไหว เธอรู้สึกแปลกใจตั้งแต่ได้ยินว่านี่เป็นผลิตภัณฑ์จากร้านค้าของตระกูลพีไรซ์แล้ว ฉะนั้นคนตรงหน้าคงเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากคาลอส


            เธอค่อยๆ ยอมรับว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มที่เธอคิดเอาไว้ว่าไร้อนาคตแน่ๆ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือตระกูลพีไรซ์และตัวคาลอสกลับพัฒนาขึ้นมามากขนาดนี้ได้อย่างไร?


            เมื่อเห็นผลลัพธ์ของตัวยาที่ได้ผลดีมากแม้แต่กับอเวกระดับหก หญิงสาวก็ขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะกลืนยาเข้าไปเป็นคนสุดท้าย ร่างกายของเธออบอุ่น บาดแผลสมานเข้าหากันทั้งบาดแผลภายนอกและบาดแผลภายใน ผลของตัวยาอัศจรรย์อย่างยิ่ง จนตัวเธอเริ่มรู้สึกสงสัย รวมถึงอิจฉาตระกูลพีไรซ์ที่มีพัฒนาการมากถึงเพียงนี้


            ความรู้สึกหลายอย่างตีกันอยู่ในใจของไอด้า เธอจมอยู่ในภวังค์ คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเหตุใดตนเองที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างอนาคตที่ดีจึงยังด้อยกว่าอีกฝ่ายมากมายขนาดนี้