บทที่ 2
ชายผู้เคราะห์ร้าย
‘ฟู่กวงิ’ กำลังตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่โตของบ้านเรือนและความคึกคักของผู้คนในเมือง‘หลิวหยาง’ซึ่งเป็เมืองหลวงที่อยู่ภายใต้การปกครองของ ‘ราชวงศ์ต้าสุ่ย’ มีแม่น้ำสายเล็ก ๆ ซึ่งไหลเชื่อมจากมหาสมุทรผ่านกลางแผ่นดินเปรียบเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงประชากรกว่าหนึ่งแสนชีวิตเอาไว้ การค้าขายเจริญรุ่งเรืองมากมายไปด้วยสินค้าจากแดนไกลทั่วสารทิศ เสียงประกาศป่าวร้องเรียกลูกค้าผสานกับเสียงลำนำบทกวีจากศิลปินที่ยืนกรีดพัดร่ายความสุนทรีย์อยู่บนหัวเรือกลางสายธารช่างเป็ความวุ่นวายที่ชวนหลงใหล
“มีชีวิตชีวายิ่งนัก!”
เขาลงมาจากเมืองชนบททางเหนือเพื่อเตรียมตัวสอบจอหงวนในอีกสามเดือนข้างหน้า ดังนั้นจึงมีกล่องที่ทำจากไม้ไผ่แล้วคลุมด้วยผ้าฝ้ายสีมอสะพายอยู่ข้างหลังบรรจุม้วนตำรา เอกสารสำคัญและเครื่องเขียนไว้จนแน่น ที่อกเสื้อสีน้ำตาลเก่า ๆ ห้อยถุงเงินที่พกไว้ไม่ถึงสองร้อยเวินสำหรับประทังชีวิต แขนขวามีห่อเสื้อผ้าห้อยไว้ที่ศอก มือซ้ายยกก้อนหมั่นโถวขึ้นกัดด้วยความหิวโหย
โดยไม่ทันระแวดระวังเลยว่าท่าทางเซ่อซ่าและการแต่งกายที่ผิดแผกจากคนอื่นจะเป็จุดสนใจให้กับพวกมิจฉาชีพที่แอบสะกดรอยตามอยู่ในที่ลับตา
จนเมื่อสบจังหวะพวกมันก็เริ่มลงมือ
“ไอ้ยะ! ถุงเงินข้า!” ชายหนุ่มร้องะโอย่างใที่ถูกโจรวิ่งราวกลางวันแสก ๆต่อหน้าผู้คนมากมาย
โดยไม่รอช้ากวงิโยนหมั่นโถวในมือทิ้งอย่างลืมหิวแล้ววิ่งตามเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตไปติดๆ
“เฮ้! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เขาได้แต่ะโร้องบอกเยี่ยงนั้น
“คุณหนูท่านลองดมถุงบุหงาใบนี้สิเ้าคะ กลิ่นหอมจากหยวนจื้อและสือชางผู่”
กู้หนิงฮวายื่นจมูกไปัักลิ่นตามที่สาวใช้เชิญชวนแล้วจึงส่ายหน้า
“ดมแล้วอยากจะหลับ ข้า้ากลิ่นที่สดชื่นอย่างปิงเพี่ยน ชางจู๋และไป๋จื่อ”
“กลิ่นพวกนั้นราวกับบุรุษใช้กันนะเ้าคะ”
คนเป็นายเพียงยิ้มตอบอย่างไม่ใส่ใจ แต่แล้วก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างหลุดออกไปจากร่างกายเมื่อใครบางคนวิ่งผ่านหน้าไป
หนิงฮวาคลำบริเวณรอบตัวก็พบว่าถุงเงินของตัวเองถูกกระชากไปด้วยโจรวิ่งราว นางหันขวับไปยังเป้าหมายที่วิ่งต้วมเตี้ยมไปหลังไว ๆ ทันที
“เอ๊ะ คุณหนู! คุณหนูจะไปที่ใดเ้าคะ!”
โดยไม่รีรอหญิงสาววิ่งตามคู่กรณีไปติด ๆ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้โจรกระจอก!”
ถึงจะดูพะรุงพะรังแต่หมอนั่นก็วิ่งเร็วชะมัด!
นางเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเพื่อตามคนตรงหน้าให้ทัน ในขณะที่หอบแฮ่กก็พลางทบทวนถึงความอ่อนแอของร่างกายไปด้วย
แค่วิ่งตามโจรก็ยังเหนื่อยขนาดนี้ หากต้องสู้รบกับกู้เทียนเฉิงนางจะเอาแรงที่ไหนไปปราบเขาได้
เห็นที...
ต้องใช้เวลาที่เหลือนี้ฝึกการต่อสู้ไว้เสียแล้ว
เมื่อพิจารณาแล้วว่าไม่สามารถตามได้ทันประจวบเหมาะกับที่มีก้อนหินตกอยู่ตรงหน้า หนิงฮวาจึงก้มลงคว้ามันแล้วเขวี้ยงไปยังเป้าหมายเพื่อทุ่นแรงทันที
โป๊ก!
อย่างแม่นยำ
ร่างของฟู่กวงิหน้าคะมำไปกับพื้นทันที
ทันทีที่อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำกู้หนิงฮวาก็รีบถลาเข้ามาแล้วกระชากคอเสื้อไอ้โจรกระจอกที่กำลังมึนงงเอาไว้ทันที
“หน็อย! กลเม็ดแพรวพราวนัก ใช้ไม่ไผ่ที่ยื่นมาจากกล่องไม้ด้านหลังเที่ยวกระตุกทรัพย์สินชาวบ้านงั้นรึ!” ว่าพร้อมกับกระชากถุงเงินตัวเองกลับคืนมา
ชายหนุ่มยกมือลูบหัวป้อย ๆด้วยความเ็ป ก่อนจะตั้งสติได้แล้วหันมองสตรีที่ยืนโวยวาย
“ข้าไปทำอะไรให้เ้ากันเล่า!”
“ก็เ้าขโมยถุงเงินข้า ยังจะมาย้อนถามอีกรึ หน้าหนาจริง ๆ”
“เมื่อไรกัน! ข้ากำลังวิ่งไล่ตามโจรที่มันกระชากถุงเงินข้าแล้วข้าจะไปกระชากถุงเงินแม่นางได้เยี่ยงไร” กวงิหันมาโวยวายเสียงสั่นเครือ
ซึ่งนั่นเองทำให้หนิงฮวาต้องอ้าปากค้างเมื่อพบว่าไอ้โจรกระจอกผู้นี้คือคนที่เคยถูกกู้เทียนเฉิงไล่ล่าจนพลัดตกหน้าผามาแล้ว
“เ้า...!”
ชายเคราะห์ร้ายที่มีส่วนพัวพันกับพี่ชายสารเลว
“ดูซิ! ไอ้โจรนั่นมันวิ่งเอาถุงเงินข้าไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้!” ชายหนุ่มร้องโอดครวญด้วยความเสียดาย ทั้งหากสูญเงินนั้นไปหมดสิ้นเขาจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงที่มีค่าครองชีพแสนแพงแห่งนี้ได้เยี่ยงไรกัน
“เ้าว่าเ้าไม่ได้วิ่งราวถุงเงินข้างั้นรึ?”
“ข้ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าไอ้กล่องไม้เฮงซวยนี่มันไปเกี่ยวเอาถุงเงินแม่นางมาั้แ่เมื่อใด ข้ามิใช่หม่าจวิน[1]นะที่จะได้เป็นักประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือขโมยของอัจฉริยะ! แล้วข้าจะทำเช่นไร เงินนั่นคือทั้งชีวิตของข้าแล้ว! ฮือ ๆ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วยความฟูมฟายแล้วหญิงสาวก็รู้สึกผิดที่เข้าใจในเชิงลบเขาไปเยี่ยงนั้น
“ข้าขอโทษที่เข้าใจผิดเ้า แต่ถุงเงินของข้าก็ติดไปกับสัมภาระของเ้าจริงๆ ฉะนั้นจะโทษข้าที่ทำให้เ้าพลาดจับโจรวิ่งราวนั่นก็ไม่ถูกนะ”
เวลานี้กวงิไม่มีแรงจะโต้เถียงแล้วเขาทรุดตัวลงนั่งยองกับพื้นพร้อมยกมือกุมหัวอย่างจนปัญญา
“แถมข้ายังต้องนำเงินไปจ่ายมัดจำเพื่อเช่าห้องในเมืองนี้อยู่อีกตั้งสามเดือน...”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังทุกข์ต่อมศีลธรรมของนางก็เริ่มทำงานอีกครั้ง
“เอาล่ะ ๆ รีบลุกขึ้น อย่าทำเหมือนข้าเป็คนทำร้ายเ้า”
“ข้าหมดแรงแล้วแม่นาง ั้แ่เมื่อวานเย็นก็เพิ่งได้กินหมั่นโถวไปเพียงสองคำเท่านั้น แค่สองคำข้าก็ต้องโยนมันทิ้งเพื่อวิ่งตามโจรแล้ว~”
น่าเวทนาอะไรเช่นนี้... คนที่ดูจะเอาตัวเองไม่รอดเช่นนี้เหตุใดจึงไปต่อกรกับเทียนเฉิงจนถึงขนาดทำให้เขาโกรธจัดได้
โครก~!
เสียงอันน่าโหยหวนดังออกมาจากท้องของเขา
หญิงสาวถอนหายใจเพื่อจำใจรับผิดชอบอย่างเสียไม่ได้
“ซูหลานพยุงเขาขึ้นมาเร็วเข้า ข้าจะพาเขาไปร้านบะหมี่”
“เ้าค่ะคุณหนู”
กู้หนิงฮวามองชามบะหมี่ที่เกลี้ยงแล้วซ้อนกันตรงหน้ากว่าสามชั้นพลางพะอืดพะอมแทนคนที่นั่งซดโฮกราวผู้อดอยากตรงหน้า
“ข้าให้ซูหลานไปติดต่อเถ้าแก่ว่านเพื่อจะให้เ้าได้เช่าห้องพักในราคาที่ถูกกว่าคนอื่นถึงสามส่วน แล้วก็วางเงินมัดจำล่วงหน้าไว้ให้เ้าแล้วข้าชดเชยให้เ้าได้เท่านี้”
ชายหนุ่มละสายตาจากชามบะหมี่เงยหน้ามามองสตรีใจดีที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“เท่านี้ก็มากมายแล้วแม่นาง... หากข้าย้ายกลับบ้านนอกแล้วจะนำเงินมัดจำมาคืนเ้า”
หญิงสาวเพียงยิ้มบาง ๆ ตอบกลับไป ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากชั้นสองของโรงน้ำชาฮ่าวเหมินซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าเหล่าสตรีโฉมสะคราญกำลังถูกวิ่งไล่จับโดยใครสักคน
“ที่นั่นคือโรงน้ำชาเหตุใดจึงมีเหล่าคณิกาปานหอนางโลมชิ่งฝู?” หนิงฮวาพึมพำ แต่เมื่อนางได้เห็นตัวต้นเื่ก็คลายข้อสงสัยเป็ปลิดทิ้ง “กู้เทียนเฉิง...!”
ถึงจะมีผ้าปิดตาเพราะอยู่ในการละเล่นแต่ก็สามารถจดจำได้ในทันที รูปร่างสูงใหญ่ทั้งยังมีผิวพรรณขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาจนสตรีทั้งหลิวหยางต่างก็ปรารถนาจะเป็ภริยาของเขา แต่ใครบ้างจะล่วงรู้ว่าจิตใจของชายโฉดผู้นี้ต่ำช้าขนาดไหน
“สำมะเลเทเมาแต่หัววัน สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไปทั่ว ใช้โรงน้ำชาเป็หอนางโลม ป่านนี้เถ้าแก่เฉินคงปวดหัวน่าดู”
“ดูเหมือนแม่นางจะรู้จักคุณชายท่านนั้น เขาคือบุคคลที่มีชื่อเสียงของเมืองหลวงใช่รึไม่”
“ใช่... ใคร ๆ ก็รู้จักเขากันทั้งนั้น” คนถูกถามตอบด้วยดวงตาแข็งกร้าว “แต่เพื่อความอยู่รอดของเ้า ยิ่งอยู่ห่างจากเขาไว้เท่าใดก็ยิ่งจะเป็การต่อชีวิตเ้าให้ยืนยาวขึ้นเท่านั้น”
“แม่นางหมายความเช่นไร”
“ไปเถิดซูหลาน ข้ามีภารกิจสำคัญที่ต้องทำ” ร้องบอกสาวใช้แล้วหนิงฮวาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วจากไปโดยไม่ได้สนใจคำถามเซ้าซี้ของอีกฝ่าย
ปล่อยให้กวงิต้องเรียนรู้กับประสบการณ์แปลกใหม่ในต่างถิ่นด้วยตัวเอง
ซูหลานวกกลับมาอีกครั้งพร้อมกับนำบางอย่างมามอบให้ผู้เคราะห์ร้ายอีก
“เงินในถุงนี้เหลืออีกยี่สิบเวิน คุณหนูสงสารกลัวว่าท่านจะไม่มีเงินติดตัวจึงยกให้ทั้งหมด” พูดจบแล้วนางก็รีบจ้ำตามนายหญิงของตัวเองไปโดยไม่ทันได้ฟังแม้แต่คำขอบคุณที่ผู้รับจะได้เอื้อนเอ่ยออกมา
ส่วนกู้หนิงฮวาเมื่อกลับมาถึงจวนก็ตรงดิ่งเข้าไปหาบิดาซึ่งกำลังพักผ่อนใน่บ่ายอยู่ที่โถงหลักเรือนใหญ่
“ไปเที่ยวเล่นกลับมาแล้วรึหนิงเอ๋อร์ลูกพ่อ” กู้ลี่เจิ้นผู้เป็บิดากล่าวทักบุตรสาวด้วยเสียงทุ้มต่ำแต่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“เ้าค่ะท่านพ่อ” หญิงสาวตอบพร้อมย่อตัวทำความเคารพพร้อมกับรีบแจ้งเจตจำนงอันเร่งด่วน “ท่านพ่อเ้าคะ”
“มีสิ่งใดอยากจะร้องขออย่างนั้นสินะ”
“ลูกอยากเรียนวิชาต่อสู้เ้าค่ะ!”
ชายวัยห้าสิบลูบหนวดเคราเส้นสีดำสนิทของตัวเองอย่างพินิจพิเคราะห์หลังได้ฟังความปรารถนาของบุตรสาว
หากแต่หนิงฮวาไม่ได้กล่าวเลื่อนเปื้อน นาง้าจะใช้เวลาที่เหลือนี้ฝึกฝนตัวเอง เพื่อเป้าหมายเดียวที่จะจัดการปราบพี่ชายตัวดีลงนรกให้จงได้!
[1] หม่าจวิน หรือม้ากิ้น นักประดิษฐ์และขุนนางชาวจีนของรัฐวุยก๊กในยุคสามก๊กของจีนสิ่งประดิษฐ์ที่โดดเด่นที่สุดของม้ากิ้นคือรถชี้ทิศใต้ ซึ่งเป็ยานพาหนะเข็มทิศชี้ทิศทาง