บทที่4ฟ้าลิขิตมิอาจฝืน
เสียงขลุ่ยครวญบรรเลงมาถึงตอนนี้ค่อยหยุดลงบุรุษที่คล้ายอยู่ใน่วัยกลางคนแลดูเหมือนนักพรตผู้ยากไร้ก็พลันลดขลุ่ยลงมาจากริมฝีปากมันจ้องมองสตรีที่ร่ำไห้อย่างเวทนา ศีรษะก็ส่ายอย่างเชื่องช้าแล้วพึมพำขึ้นแ่เบา
“ฟ้ามิได้โหดร้ายต่อพวกเ้าแต่บางทีเพียงอาจรอเวลา"
คำกล่าวของมันนี้คล้ายเลื่อนลอยไร้แก่นสารเหล่าคนชุดดำและบุรุษตาเดียวฟังไปก็ไม่เข้าใจ แต่สตรีที่ร่ำไห้เนื่องจากสูญเสียบุคคลซึ่งเป็ที่รักไปพร้อมกันกลับคล้ายรับรู้ในสิ่งที่นักพรตยากไร้ผู้นั้นพูดนางจึงส่ายศีรษะแล้วกล่าวทั้งน้ำตา
“รอเวลาอันใดรอให้คนตกตายหมดก่อนหรือจึงจะช่วย”
นักพรตยากไร้ทอดถอนใจ
“ข้ามิใช่ฟ้าจึงมิอาจตอบแต่ข้าเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนต้องขึ้นอยู่กับเวลา… เวลาอันเหมาะสม"
สตรีนางนั้นมิกล่าวสิ่งใดอีกได้แต่ร่ำไห้แทบขาดใจแล้วพึมพำต่อว่า์ไร้ความเมตตาซ้ำไปซ้ำมา
นักพรตยากไร้ส่ายศีรษะและทอดถอนใจอีกครั้งก่อนจะสาดประกายตาอันคมวาวจ้องมองเหล่าคนชุดดำตรงหน้า แล้วกล่าวกับสตรีนางนั้นต่อ
“บางทีเวลาอันเหมาะสมของเ้าก็อาจเป็ตอนนี้"
กล่าวจบมันก็ยกขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากอีกคราบุรุษตาเดียวเห็นเช่นนั้นก็เบิกตาโพลงด้วยความตื่นใ รีบขวางดาบหัวตัดลายพยัคฆ์ขึ้นป้องลำตัวก่อนะโกร้าว
“จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนเ้าคิดจะทำอะไร!”
บุรุษที่เหมือนนักพรตยากไร้ผู้นี้มันก็คืออวิ๋นเซี่ยวซุน เป็ผู้ที่ถูกขนานนามให้เป็จอมมารผู้ร้ายกาจที่ทั้งปฐีแห่งนี้ต่างหวาดหวั่นและ้าสังหารมากที่สุด
เมื่อขลุ่ยไม้ไผ่จ่อที่ริมฝีปากพลังญาณอันลึกล้ำก็พลันกำจายปกคลุมทั่วตัวขลุ่ย เพียงอวิ๋นเซี่ยวซุนเป่าบรรเลงท่วงทำนองออกมาคลื่นพลังญาณไร้ลักษณ์ก็กวาดม้วนกระแทกเข้าใส่เหล่าคนชุดดำจนกระเด็นตัวลอยคืนกลับหลังกระอักโลหิตออกมาแทบพร้อมเพียงก่อนสิ้นสติไปทั้งหมด
มีเพียงบุรุษตาเดียวที่ยืนหยัดมันปลดปล่อยกายาราชันย์ยุทธ์ขั้นสองออกมาอีกครั้ง ลำตัวของมันจึงแผ่พลังยุทธ์สีแดงก่ำปะทะต้านทานคลื่นพลังญาณไร้ลักษณ์เอาไว้ได้บ้างแม้าเ็และถูกบีบคั้นให้ต้องถอยร่น แต่มันก็ไม่ถึงขั้นสิ้นสติเฉกเช่นคนอื่น
บุรุษตาเดียวคำรามก้อง
“ข้า เอี้ยงเซี่ยวันนี้ขอสร้างชื่อเป็ผู้กำจัดจอมมาร!”
อวิ๋นเซี่ยวซุนชำเลืองตามองเงาร่างสีแดงก่ำที่ทะยานร่างวูบไหวฟันดาบหัวตัดเข้ามาเอี้ยงเซี่ยผู้นี้แม้ไม่นับเป็ยอดยุทธ์อันดับต้นๆ แห่งนิกายเทวะวจนะ แต่ระดับจอมยุทธ์ขั้นสองหรือที่เรียกอีกอย่างว่าราชันย์ยุทธ์ก็นับว่ามิธรรมดาตนที่าเ็สาหัสจากการต่อสู้ครั้งใหญ่กับมหาเทวะผู้ปกครองนิกายก็ใช่จะใช้พลังได้อย่างเต็มที่เมื่อเป็เช่นนี้อวิ๋นเซี่ยวซุนจึงไม่ประมาท คนหลับตาพริ้มลง เปิดเนตรเซียนขึ้นในดวงจิตััตัวตนแลตำแหน่งที่เคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามโดยอาศัยพลังธรรมชาติ ท่าร่างของศัตรูแม้รวดเร็วจนเกิดเงาร่างล่อหลอกแต่ร่างที่แท้จริงมิอาจหนีการดำรงบนพื้นฐานแห่งธรรมชาติได้พ้น!
เนตรเซียนสูบกลืนพลังญาณมิใช่น้อยแต่มันบอกกับตัวเองว่าจะไม่ประมาท เช่นนั้นเนตรเซียนจึงต้องถูกปลดปล่อยจนกระทั่งสามารถระบุตำแหน่งที่แท้จริงของเอี้ยงเซี่ยได้
ร่างสีแดงก่ำปลดปล่อยพลังยุทธ์ถึงขีดสุดจึงวูบไหวไปมาล่อหลอกคนเพื่อหวังชิงจังหวะหาช่องเข้าประหัตถ์ปะาเคลื่อนกายอยู่ชั่วอึดใจ เห็นตำแหน่งคิ้วซ้ายของอวิ๋นเซี่ยวซุนเป็จุดบอด มันจึงทะยานส่งดาบหัวตัดฟันเข้าใส่ในทันที
“ดาบสะบั้นมาร!”
คลื่นพลังคมดาบสีแดงก่ำราวจันทร์เสี้ยวแผ่พุ่งเข้าใส่บริเวณคิ้วซ้ายของอวิ๋นเซี่ยวซุนเอี้ยงเซี่ยเห็นอวิ๋นเซี่ยวซุนมิอาจต้านรับพลังโจมตีของตนได้ทัน มันก็เข้าใจว่าตนสามารถลงมือเข้าใส่จุดอ่อนของศัตรูตัวฉกาจได้สำเร็จ
“เสร็จข้า"
ทว่าจู่ๆ ร่างของอวิ๋นเซี่ยวซุนก็กลับกลายเป็หมอกมายาดาบสะบั้นมารของเอี้ยงเซี่ยจึงฟันถูกเพียงธาตุอากาศ!
“อะไร"
ที่แท้ก่อนหน้านั้นอวิ๋นเซี่ยวซุนได้เบิกเนตรเซียนและจับััถึงตัวตนรวมถึงทิศทางที่จะลงมือของเอี้ยงเซี่ยได้ั้แ่แรกจึงบรรเลงบทเพลงบนขลุ่ยคราหนึ่งอย่างแ่เบา แ่เบาจนเอี้ยงเซี่ยเองก็ไม่ได้ยิน รู้ตัวอีกทีก็เป็ตอนที่มันพลาดท่าแล้ว
“จบกัน!”
ร่างของอวิ๋นเซี่ยวซุนโผล้พ้นออกมาจากธาตุอากาศเื้ัของเอี้ยงเซี่ยราวภูตพรายบนฝ่ามือซ้ายของมันมีพลังมหัศจรรย์ไท่จี๋หมุนวนขึ้น พลังนี้ทั้งพิสดารลึกล้ำ แค่อยู่ใกล้ก็ััได้ถึงพลังแห่งความตายอย่างเอ่อล้น
อวิ๋นเซี่ยวซุนกล่าวอย่างแ่เบา
“จงคืนกลับสู่วัฏสังขารและชดใช้กรรมในปรโลก"
มหัศจรรย์ไท่จี๋หมุนวนแผ่ขยายใหญ่ขึ้นและประทับเข้าใส่ร่างของเอี้ยงเชี่ยตามฝ่ามือที่ฟาดลงมาด้วยระยะที่กระชั้นชิดจวนตัวเช่นนั้น เอี้ยงเชี่ยก็ได้แต่เบิกตารอรับชะตากรรมด้วยความสั่นกลัวถึงขีดสุดรอคอยความตายโดยมิอาจช่วยตัวเองได้
“ไม่!!!”
วิ้งงงงงง
เสียงแหลมเล็กแต่ทรงพลังดังก้องกังวาลขึ้นกลางเขาเถาิซานก่อนลำแสงเจิดจ้าจะปรากฏขึ้นระหว่างมหัศจรรย์ไท่จี๋และร่างของเอี้ยงเซี่ย ลำแสงเจิดจ้าดังกล่าวก่อตัวเป็ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ดอกหนึ่งดอกบัวนี้ราวกับมาจากสรวง์ สีขาวนี้ราวกับแสงแห่งแดนสุขาวดี เป็แสงสีขาวที่พร้อมจะขจัดทุกความมืดให้สิ้นไปเป็ดอกบัวอันแกร่งกล้าเพื่อกำราบมวลมาร เมื่อดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏ นั่นแสดงว่ามุทราขจัดมารได้สำแดงปาฏิหาริย์แล้ว!
อวิ๋นเซี่ยวซุนขมวดคิ้วจนแทบจรดกันแต่เอี้ยงเซี่ยกลับตื่นเต้นยินดีถึงขีดสุด เมื่อมุทราขจัดมารสำแดงฤทธิ์ นั่นย่อมแสดงว่าคนผู้นั้นได้มาแล้ว
“ธรรมบาลมุทรา"
ร่างสตรีวัยสี่สิบเศษในชุดคลุมขาวบริสุทธิ์เดินเข้ามาพร้อมกับท่ามุทราที่ฝ่ามือทั้งสองข้างประกบกันระหว่างอกจนดูคล้ายดอกบัวตูมนางเยื้อย่างเข้ามาอย่างไม่ช้าไม่เร็วจนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเหล่าคนชุดดำที่นอนสลบไสลไร้สตินางหลับตาพริ้มลงราวกับผู้หลุดพ้นจากวัฏสังขาร แล้วเปิดปากขึ้นอย่างนิ่งสงบ
“จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนเ้าก่อกรรมมามากพอแล้ว การได้กำจัดเ้าจะนับเป็มหากุศลสูงสุดบนผืนปฐีแห่งนี้"
อวิ๋นเซี่ยวซุนที่กำลังใช้มหัศจรรย์ไท่จี๋ปะทะต้านทานกับดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์มันปรับลมหายใจให้นิ่งสงบแล้วกล่าวขึ้น
“มารคือสิ่งที่พวกเ้าปรุงแต่งขึ้นมาเองการจะเป็มารหรือไม่ อยู่ที่การกระทำมิใช่เพราะแตกต่างหรือถูกกล่าวหา คนที่บอกว่าผู้อื่นเป็มารบางทีมันอาจจะเป็มารที่น่ากลัวอย่างแท้จริงก็ได้”
“แตกต่างก็คือมารนอกรีตก็คือมาร เมื่อเป็มารก็ต้องกำจัด นี่คือหลักความจริงแห่งเทวะวจนะ”
อวิ๋นเซี่ยวซุนส่ายศีรษะ
“พวกเ้าจึงผิดั้แ่ต้น"
จังหวะที่อวิ๋นเซี่ยวซุนกับธรรมบาลมุทราสนทนาแสดงหลักเหตุผลต่อกันเอี้ยงเชี่ยที่บัดนี้หลุดพ้นจากมหัศจรรย์ไท่จี๋ของฝ่ายตรงข้ามก็ถือโอกาสฟันดาบหัวตัดแผ่พุ่งพลังยุทธ์สีแดงก่ำออกไปทันที
การโจมตีนี้ของเอี้ยงเซี่ยมิได้อันตรายพอที่จะสยบอวิ๋นเซี่ยวซุนได้ทว่ามันก็ทำให้สมาธิของอวิ๋นเซี่ยวซุนถูกรบกวน มหัศจรรย์ไท่จี๋บนฝ่ามือต้องถูกพลังอีกสายมาปะทะผลักดันส่งเสริมเปิดโอกาสให้พลังของดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์รุกคืบเข้าไปได้
จังหวะนี้ธรรมบาลมุทราก็ไม่ปล่อยผ่านฝ่ามือที่ประกบกันอยู่ในท่าดอกบัวตูมแปรเปลี่ยนทันที นางลดฝ่ามือขวาลง แล้วหันฝ่ามือซ้ายออกไปเบื้องหน้าดอกบัวสีขาวบริสุทธ์ก็พลันขยายขนาดใหญ่ขึ้นและมีการเบ่งบานผลิกลีบ จากนั้นฝ่ามือซ้ายที่หันออกไปเบื้องหน้าก็แปรเปลี่ยนอีกหนโดยนิ้วโป้งและนิ้วกลางได้งอส่วนปลายมาจรดซึ่งกัน
“มุทราขจัดมาร!”
ธรรมบาลมุทราเปิดปากคำรามก้องลำแสงสีขาวพร้อมกับกลีบบัวอันบริสุทธิ์ก็พลันแผ่พุ่งทอดออกจากดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ดอกใหญ่นั้นลำแสงนี้นอกจากจะบริสุทธิ์ยังมีพลังแห่งการชำระล้าง กลีบบัวนอกจากจะงดงามยังมีพลังตัดเฉือนเมื่อพลังทั้งสองพุ่งโจมตีกระทันหัน เพลงขลุ่ยของอวิ๋นเซี่ยวซุนแม้บรรเลงได้ทัน แต่ก็มิอาจต้านทานพลังแห่งมุทราขจัดมารนี้ได้หมด
ตูมมมมม
มุทราขจัดมารปะทะเข้าใส่พลังญาณจากท่วงทำนองแห่งเพลงขลุ่ยอย่างรุนแรงก่อเกิดพลังดีดสะท้อนกวาดม้วนให้ทุกสรรพสิ่งต้องแยกห่าง อวิ๋นเซี่ยวซุนถอยกรูดกลับหลังเอี้ยงเชี่ยปลิวถลาไปไกล สตรีนางนั้นล้มกลิ้งหลายตลบ และทารกหญิงผู้หนึ่งได้หลุดออกมาจากห่อผ้าด้านหลังของอวิ๋นเซี่ยวซุน
สตรีนางนั้นเห็นทารกหญิงแวบแรกก็ตื่นใร้องเสียงหลงออกมา
“ลูกแม่”
นางคิดตะเกียกตะกายเข้าหาร่างของบุตรีที่ตกลงบนผืนดินเบื้องหน้าทว่ายังไม่มีโอกาสได้เข้าไปถึง ธรรมบาลมุทราก็ขยับนิ้วปลดปล่อยมุทราขจัดมารออกอีกครั้งลำแสงสีขาวจึงพุ่งทะลวงออกจากดอกบัว ลำแสงนี้มิได้มุ่งเป้าไปที่อวิ๋นเซี่ยวซุน มิได้มุ่งเป้าไปที่สตรีนางนั้นแต่มันมุ่งไปที่ร่างของทารกน้อย!
เปรี้ยง!!!
“ลูกแม่!!”
ลำแสงสีขาวพุ่งทะลวงผ่านร่างของทารกหญิงบนพื้นอย่างรวดเร็วจนร่างของนางมีรูขนาดเท่ากำปั้นพร้อมกับโลหิตที่ชะโลมเต็มผืนปฐี
“พวกคนชั่วช้าข้าจะฆ่าเ้า!”
สตรีนางนั้นเสียใจจนขาดสตินางไม่สนอาการาเ็ ไม่นึกถึงความร้ายกาจของคนเบื้องหน้า พุ่งทะยานหมายล้างแค้นแทนบุตรรวมถึงคนรักของตนทันที
แต่ยังเป็อวิ๋นเซี่ยวซุนที่เคลื่อนกายคว้าร่างของนางไว้ส่งดรรชนีสกัดจุดนางมิให้เคลื่อนไหว มือซ้ายโอบร่างนางขึ้น มือขวาวาดขลุ่ยไม้ไผ่ปลดปล่อยม่านเปลวเพลิงขวางกั้นมิให้ธรรมบาลมุทราและเอี้ยงเซี่ยติดตามมาได้จากนั้นมันก็พาสตรีนางนั้นพุ่งหลบหนีไป
สตรีนางนั้นกัดฟันฝืนและโกล่าวเสียงดัง
“ปล่อยข้าข้าจะแลกชีวิตกับพวกมัน!”
อวิ๋นเซี่ยวซุนมิได้ฟังคำนางมันยังมุ่งพาคนหลบหนีจนหายลับจากบริเวณดังกล่าวไป เอี้ยงเชี่ยพยายามฝืนลุกขึ้นยืนเพื่อไล่ติดตามสังหารคนแต่ธรรมบาลมุทราได้ยกมือขึ้นห้ามไว้ พร้อมกล่าวว่า
“ทารกหญิงผู้นี้คือสายเืสุดท้ายแห่งตระกูลหลงเมื่อนางตายแล้วก็ถือว่าภารกิจลุล่วง มารดาของนางเป็เพียงสะใภ้ที่แต่งเข้ามามิได้เกี่ยวข้องทางสายเืกับตระกูลหลงนางจะอยู่หรือตายไม่สำคัญ… เ้าพาคนกลับเถอะ"
เอี้ยงเชี่ยมันเองก็าเ็สาหัสมิอาจจะติดตามได้ทันหรือต่อให้มันมิาเ็ หากเป็คำสั่งของธรรมบาลมุทรา มีหรือที่คนอย่างมันจะขัดได้จึงคารวะธรรมบาลมุทราคราหนึ่งแล้วไปตรวจดูอาการคนของตนที่เหลือทันที
ด้านธรรมบาลมุทรานางยืนนิ่งในท่ามุทราขจัดมารั้แ่ต้นเมื่อคนทั้งหมดจากไปแล้วนางค่อยลดมือลงพร้อมกับกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง
“จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนร้ายกาจจริงๆหากได้พลังิญญาของมัน เวลาของผาอดีตอาจย้อนกลับไปไกลนับหลายร้อยปีแน่"
อวิ๋นเซี่ยวซุนทะยานกายลงจากเนินเขาอย่างรวดเร็วส่วนสตรีนางนั้นก็ยังเอาแต่คร่ำครวญมิยอมหยุด
“ปล่อยข้าข้าจะตายไปพร้อมกับลูกและสามีข้า!”
อวิ๋นเซี่ยวซุนกล่าวว่า
“ท่านจะตายไม่ได้"
“ลูกทั้งสองก็ตายไปแล้วสามีก็ตายไปแล้ว มีเหตุผลอันใดที่ข้าต้องอยู่อีก"
เมื่อััได้ว่าไม่มีผู้ใดติดตามมาทันพักใหญ่ฝีเท้าของอวิ๋นเซี่ยวซุนจึงหยุดยั้งลง ก่อนมันจะพาสตรีนางนั้นเดินไปยังพุ่มไม้ที่หนาทึบแห่งหนึ่งแล้วมันก็ยื่นมือไปคลี่พุ่มไม้นั้นให้เปิดออก
“เหตุผลที่ท่านต้องเลี้ยงดูนางอย่างไรล่ะ"
สตรีนางนั้นเมื่อเห็นว่ามีทารกหญิงผู้หนึ่งนอนหลับอยู่นางก็รีบเข้าไปดูทารกหญิงใกล้ๆ ที่แท้กลับเป็ลูกของนาง
“ลูกแม่”
นางดีใจจนน้ำตาไหลพรากออกมาอีกครั้งปากอยากกล่าวถามถึงเหตุผลว่าเหตุใดลูกนางถึงยังมีชีวิตอยู่ ทั้งที่เห็นกับตาว่าทารกน้อยได้ถูกมุทราขจัดมารสังหารไปแล้ว
อวิ๋นเซี่ยวซุนรู้ว่านางสงสัยมันจึงกล่าวคลี่คลายความสงสัยให้แก่นาง
“นี่อาจเป็เวลาอันเหมาะสมที่ฟ้าประทานให้แก่ท่านและทารกหญิงผู้นี้…ทารกหญิงที่ท่านเห็นว่าถูกสังหารเมื่อครู่ แท้จริงเป็ศพทารกที่ชาวบ้านเขตชายแดนฝากฝังให้ข้านำมาทำพิธีฝังกลบที่นี่แต่ขณะทำพิธีบังเอิญได้ยินเสียงต่อสู้เกิดขึ้นข้าจึงมาดูก่อน แล้วก็เห็นทารกน้อยบุตรของท่านไถลลงมากับเปลือกไม้จึงรับเอาไว้และพามาหลบซ่อนที่นี่"
สตรีนางนั้นเข้าใจเื่ราวขึ้นมาทันทีตอนนั้นเป็เวลากลางคืนทำให้นางมองใบหน้าทารกได้ไม่ชัดจึงคิดว่านั่นคือบุตรของตน ทว่าเพราะความบังเอิญดังกล่าวจึงทำให้คนร้ายเ่าั้คิดว่าลูกตนได้ตกตายหมดแล้วทำให้ไม่มีผู้ใดไล่ล่าติดตามมา บางทีนี่อาจจะเป็เวลาที่เหมาะสมของฟ้าจริงๆ
สตรีนางนั้นคุกเข่าหมอบกราบกรานอวิ๋นเซี่ยวซุน
“ขอบคุณท่านนักพรตขอบคุณท่านนักพรต”
เห็นสตรีนางนั้นขอบคุณตนก็ทำให้มันได้นึกถึง่เวลาที่ตนเกิดจนถึงอายุประมาณเก้าขวบ ซึ่งตอนนั้นอวิ๋นเซี่ยวซุนหรือเซี่ยวเอ๋อมันเคยติดอยู่ใต้หุบเหวลึกมิเคยมีโอกาสได้ออกมาเห็นโลกภายนอกอันกว้างใหญ่จนวันหนึ่งได้มีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่สะพายอาวุธรูปทรงกระบอกแปลกประหลาด(อาร์พีจี) ร่วงตกลงมาในหุบเขา มันผู้นั้นเปลี่ยนแปลงมุมมองทุกอย่างที่ตนมีมันผู้นั้นช่วยให้ตนได้ออกมาพบพานกับครอบครัวที่แท้จริงและได้มองเห็นโลกอันกว้างใหญ่มันช่วยตนอย่างมากมายและหลายเื่ มันเป็พี่ใหญ่ที่แสนดี วันนี้การที่ตนได้ช่วยเหลือสายเืคนสุดท้ายของมันที่เหลืออยู่นับได้ว่าช่วยจรรโลงภายในจิตใจของตนได้อย่างดียิ่ง อย่างน้อยก็พอจะลบความเจ็บแค้นใจในตนเองที่มิอาจช่วยเหลือสายเืทั้งหมดของพี่ใหญ่ในอดีตไปได้บ้าง
อวิ๋นเซี่ยวซุนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วย่อตัวไปพยุงร่างสตรีนางนั้นขึ้นมา
“ลุกขึ้นเถิด"
สตรีนางนั้นแม้จะมีความปิติยินดีแต่ในดวงตาก็ยังมีแววแห่งความเศร้าเสียใจแฝงอยู่
“์เมตตาข้าและบุตรีผู้นี้แต่น่าเสียดายที่ไม่เมตตาสามีและบุตรีอีกผู้ของข้า"
อวิ๋นเซี่ยวซุนทอดถอนใจ
“ลิขิต์คือสิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆมิอาจล่วงรู้… เอาเถิด ในเมื่อ์ยังคงหลงเหลือไว้ให้ผู้หนึ่งเราก็ต้องดูแลนางให้ดีๆ”
“เรา?ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
“จนกว่านางจะเติบใหญ่ข้าสัญญาว่าจะช่วยอบรมสั่งสอนทารกหญิงผู้นี้ให้เป็ยอดสตรีอันดับหนึ่งบนผืนปฐีให้จงได้”
สตรีนางนั้นรู้ว่าบนผืนปฐีแห่งนี้คงมีเพียงนักพรตผู้นี้เพียงผู้เดียวที่จะปกป้องดูแลให้บุตรีนางมีชีวิตสืบไปได้ จึงประสานมือคารวะอย่างซาบซึ้ง
“หากได้ยอดคนอย่างท่านช่วยชี้แนะนางต้องเป็ได้แน่ๆ"
อวิ๋นเซี่ยวซุนผงกศีรษะ
“เช่นนั้นไปกันเถอะ"
สตรีนางนั้นขมวดคิ้ว
“ไปที่ใดหรือ"
“สถานที่ที่สหายเก่าข้าหลบซ่อนตัวอยู่สถานที่แห่งนั้นจะเป็ที่ที่ปลอดภัย ไม่มีใครตามหาพวกเ้าสองแม่ลูกพบ”
…………………………..
ใต้หน้าผาสูงบริเวณเชิงเขาเถาิซานเด็กชายวัยหกขวบกำลังงุ่นง่านอยู่กับการหอบก้อนฟางจำนวนมากเพื่อเตรียมไว้สำหรับให้วัวของตนกินในวันพรุ่งนี้ตอนนี้ก็ค่ำแล้วแต่มันก็ยังทำการเก็บขนไม่เสร็จ ระยะทางจากกองฟางไปถึงบ้านก็ค่อนข้างไกล ท่านลุงของมันก็ง่วนอยู่แต่กับพิธีกรรมงานศพของสตรีในหมู่บ้านนักพรตยากไร้ที่มันคิดจ้างวานด้วยหมั่นโถวก็เอาแต่เล่าเื่ของเง็กเซียนฮ่องเต้และพญามัจจุราชจนช่วยงานไม่แล้วเสร็จมันถึงต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่ผู้เดียวเช่นนี้
“ท่านลุงนะท่านลุงกองฟางขนาดใหญ่อันเป็มรดกตกทอดที่ท่านส่งต่อให้ข้านี้ช่างเป็สิ่งที่มากมายแลมหาศาลยิ่งมากมายจนข้าจะขนต่อไปไม่ไหวแล้ว”
เสียงพร่ำบ่นของเด็กชายดังขึ้นด้วยความอ่อนแรงแต่เก็บขนก้อนฟางมาได้ซักพัก เสียงเด็กทารกก็พลันดังก้องขึ้นท่ามกลางบริเวณที่มันกำลังทำงานอยู่เด็กชายจึงหยุดมือแล้วหันซ้ายแลขวานิ่งฟังเสียงร้องนี้ ก่อนจะเดินตามหาจุดกำเนิดของต้นเสียงเดินไล่ตามเสียงไปซักพักก็พบว่าแท้จริงเสียงนี้กลับดังขึ้นที่กองฟางขนาดใหญ่ซึ่งมันกำลังเก็บขนอยู่นั่นเองเด็กชายจึงปีนกองฟางขึ้นไปจนถึงส่วนยอด พบว่าที่้ากองฟางมีรอยยุบของเส้นฟางจมลึกลงไปเป็รูร่องมันจึงรีบคว้านเอาเส้นฟางบริเวณดังกล่าวออกมา ยิ่งคว้านเสียงของทารกก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
โดยไม่ชักช้า เด็กชายออกแรงคว้านเอาเส้นฟางเ่าั้ขึ้นมาอย่างรวดเร็วกว่าเดิมจนในที่สุดมันก็คว้านไปจนถึงจุดกำเนิดของเสียงได้ เมื่อเอาเส้นฟางจำนวนมากออกไปหมดสิ้นมันค่อยพบว่าที่แท้ตรงนั้นกลับมีร่างของทารกหญิงผู้หนึ่งนอนร่ำไห้อย่างหวาดผวาอยู่!