ห้องทรงงาน
ก่อกๆๆ เปิดประตูเข้าไปทันที แอ๊ดดด “ถวายพระพรฝ่าาเพคะ”
“ออกไป!!”
ผู้ถูกไล่ใแต่นางยังคงตั้งสติและรวบรวมความกล้า ‘จะดีจะร้ายยังไง พระองค์คงไม่ทำร้ายสตรีตัวน้อยอย่างนางแน่’ “ไล่ปิงปิงหรือเ้าคะ” แสร้งทำหน้าเหรอหราเพราะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดี แม้กระทั่งขันทีคนสนิทยังอยู่ด้วยไม่ได้ แต่ไล่แล้วนางต้องไปรึ? ในเมื่อนางก็ส่งจดหมายมาบอกพระองค์แล้วว่านางจะมา กลัวก็กลัวแต่จะไม่ถอยแน่ๆ “ท่านพ่อฝากความมาถึงพระองค์ว่าภาพวาดจากท่านอาจารย์หยูเล่ยมาถึงแล้วนะเ้าคะ” และเป็นางเองที่เสนอตัวมาบอก
“กล่าวจบก็ออกไปได้แล้ว” เขาแอบถอนหายใจที่ดูท่าว่าจะทำสิ่งใดมากมิได้ ไหนจะเื่ของขันทีชราที่ดูจะสนับสนุนบุตรสาวของศิษย์พี่ผู้นี้เหลือเกินอีกเล่า มิเช่นนั้นผู้ใดจะกล้าส่งนางเข้ามาในตอนที่เขากำลังอารมณ์ไม่ดี ขณะที่กำลังจ้องหน้าสตรีรุ่นเยาว์ ใบหน้างดงามหมดจดนั้น เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นหน้าห้อง
ก่อกๆๆ “เสียนเฟยเสด็จจจจ!!” ขันทียุยะโเรียกเสียงดังราวกับ้าเตือนคนทั้งสองด้านใน ก่อนจะวิ่งหนีตามขันทีชราสี่สุ่ยไป
ปิงปิงหันซ้ายหันขวาแล้วยกยิ้ม ก่อนจะกระทำสิ่งไม่คาดคิด นางอ้อมไปด้านข้างของฮ่องเต้รูปงามแล้วอาศัยจังหวะที่ประตูห้องกำลังจะเปิด มุดเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะทรงงานของบุรุษผู้เป็เ้าของห้อง!!
มู่เจี้ยนเทียนใ “เ้า!!” สตรีตัวน้อยยิ้มหวานกลับมา แต่มีหรือเ้าครองแผ่นดินเช่นเขาที่นั่งอยู่จะยิ้มตอบ ขาแกร่งขยับอ้าคร่อมร่างของนางเอาไว้ตรงกลางก่อนจะเลื่อนเก้าอี้เข้าไปด้านใน ปิดทางออกสตรีหาญกล้าที่ก่อนหน้านี้เคยวิ่งตามรัชทายาท
“ฝ่าาเพคะ” เสียนเฟยผู้งดงามนั่งลงตรงกันข้ามกับโอรส์ผู้หล่อเหลาในชุดฉลองพระองค์สีขาวขลิบทอง ปักปิ่นรูปับนศีรษะ นางมาเพราะหวังว่าคืนนี้พระองค์จะเรียกหานางบ้าง “พระองค์มิได้เสด็จไปหาหม่อมฉันเลย” ส่งใบรายชื่อของสตรีที่พระองค์ต้องเสด็จไปร่วมหลับนอนวางไว้บนโต๊ะ คล้ายกดดัน “พระองค์ทรงมีสนมเพียงสามคนเหตุใด่นี้จึงมิเรียกใช้ผู้ใดเลยสักคนเพคะ” ลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมโต๊ะหมายจะเข้าไปออดอ้อนใกล้ๆ แต่เสียงตวาดกลับดังขึ้นขัดจนนางต้องสะดุ้ง
“หยุดอยู่ตรงนั้นล่ะ!!” ขยับขาเข้าไปใต้โต๊ะเพื่อดันสตรีไร้ยางอายเอาไว้จนมิด แม้ท่วงท่านั้นชี้ชวนให้คิดลึกแต่ก็มีเพียงเขาและนางด้านล่างเท่านั้นที่รู้ ที่ตัดสินใจซ่อนสตรีน้อยเอาไว้เพราะหากเสียนเฟยเจอนางเข้า อาจจะเกิดเื่ขึ้นไม่มากก็น้อย “ออกไปจากห้อง หากเราไม่เรียกก็ไม่ต้องเสนอหน้าเข้ามาวุ่นวายในนี้” ขาแกร่งเริ่มเกร็งเมื่อสตรีรุ่นลูกเอาคางมาวางไว้ตรงหน้าตักมองเขาอยู่เงียบๆ อารมณ์คุกรุ่นก่อนหน้ายังไม่จางหาย อาการมวนท้องกลับเกิดขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ...แต่เ้าตัวต้นเหตุจะรู้หรือไม่ว่าการกระทำเช่นนี้มันจุดไฟในกายให้บุรุษได้ง่ายมาก ความเสียววาบตีตื้นขึ้นมาทีละนิด แม้ตาจ้องเสียนเฟยแต่ความรู้สึกในอกกลับพะวงถึงสตรีใต้โต๊ะยิ่งกว่า อารมณ์กำหนัดเสียวสะท้านตีตื้นขึ้นมาเรื่อยๆ ‘นี่แค่นางมอง ยังเกิดอารมณ์ได้ขนาดนี้’ มิใช่อะไร ความตื่นเต้นที่สิ่งนั้นมันตื่นขึ้น...พาลพาให้เขาเสียววาบไปทั่วหน้าท้อง ‘ปิงปิง เ้าอย่าคิดที่จะจับมันเด็ดขาด!!’ นั่นคือสิ่งที่ฮ่องเต้เช่นเขาเฝ้าภาวนา
“ฝ่าา!” เสียนเฟย
“ออกไป” มู่เจี้ยนเทียนขบกรามแน่น เอ่ยย้ำคำเดิม
สนมขั้นเฟยจงเมียวเมี่ยวเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปจากตำหนักอย่างไร้มารยาท เท่าที่นางรู้มานั้น ครั้งล่าสุดที่ฝ่าาเรียกสนมครั้งสุดท้ายคือหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จากแต่ก่อนจะสลับวันเว้นวันแท้ๆ มันผิดปกติ...เหมือนที่กู้ฮองเฮาว่าไว้จริงๆ “มีผู้ใดบอกข้าได้หรือไม่ว่ามันเกิดสิ่งใดขึ้นในตำหนักนี้กันแน่” นางเอ่ยขึ้นมาลอยๆ และรู้ว่าองครักษ์คนสนิทขั้นสามของนางฟังอยู่ “พูดมาเร็วๆ!!!” ตวาดลั่น
องครักษ์ขั้นสามฝูหยุน เดินออกมาจากเงาแล้วก้มหน้า “พระสนมรู้ดีพะยะค่ะว่าองครักษ์อย่างข้ามิสามารถลอบเข้าไปสอดแนมทุกเื่ที่เกี่ยวข้องกับฝ่าาได้ แต่ยามนี้ข้าแน่ใจว่าองครักษ์ของฮองเฮาคงจะรู้มาบ้างไม่มากก็น้อย” นั่นคือองครักษ์ขั้นสองแม้ไม่เทียบเท่าองครักษ์เงาของฝ่าาที่แฝงตัวอยู่หกร้อยกว่าคนแต่ก็น่าจะรู้ระแคะระคายมาบ้างไม่มากก็น้อย
“ข้าต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ พระองค์ยังหนุ่มยังแน่น พระวรกายแข็งแกร่งไม่มีทางที่พระองค์จะไม่รู้สึกอยากร่วมรักกับสตรีเพื่อปลดเปลื้องอารมณ์กำหนัด” สองขามุ่งตรงไปยังตำหนักไป๋เซ่อของกู้ฮองเฮา สตรีที่ยามนี้เป็มารดาของรัชทายาทมู่หรงหลาน ตำแหน่งไทเฮารออยู่เบื้องหน้า ผู้เป็ฮองเฮาจึงไม่สนใจสิ่งใด ‘แต่มันไม่ถูกต้อง’ สำหรับเสียนเฟยอย่างนางที่มาอยู่ในวังเกือบสองปีแต่กลับยังมิมีบุตร!!
๑---------------------๑
ห้องทรงงาน
ปิงปิงยังคงวางคางบนตักแกร่งและมองหน้าสบตากับผู้ปกครองแคว้นมู่และพระองค์ก็ทรงก้มมองนางที่นั่งอยู่ใต้โต๊ะ
“เ้ากล้าเกินสตรีในห้องหอไปแล้วหวังปิงปิง” ขบกรามแน่นเหมือน้าสะกดอารมณ์ดิบเถื่อน หากมองดีๆ ในยามนี้ตรงหน้าของนางผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มสมวัย แม้จะมีผืนผ้ากางกั้นแต่มันก็ยังพองขึ้นมาเล็กน้อย ‘หากนางไม่โง่เง่าก็คงเดาได้ไม่ยาก’ ใจฮ่องเต้ยามนี้ยังคงอยากให้นางเป็สตรีโง่!!
ปิงปิงลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก อันที่จริงนางไม่อยากจะคิดลึกเกี่ยวกับเื่ในร่มผ้า คือก่อนหน้านี้ ส่วนนั้น มันไม่ได้นูนออกมามิใช่รึ? ‘อย่าคิดลึกปิงปิง มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้’ แต่ยิ่งมองสถานที่ตั้งของมันนั้น...ก็มันใช่! พยายามจะไม่คิดลึกแต่นางกลับหน้าแดงอย่างห้ามไม่อยู่ รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ว่าชาติเดิมหรือชาติไหน ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือ “ปิงปิงจะไม่บอกผู้ใดเ้าค่ะ” มือน้อยเลื่อนขึ้นไปจนถึงหน้าขา้า คิดจะเกาะเอวของฝ่าาแล้วออกไปจากตรงนี้เสีย
“อย่าทำเด็ดขาด” สั่งห้ามพลางคว้ามือนางก่อนจะลากออกจากใต้โต๊ะอย่างรวดเร็ว
ทำหน้างุนงง “ทำสิ่งใดเ้าคะ” พยายามลืมส่วนนั้นที่มันนูนๆ แต่ใบหน้าของนางกลับแดงก่ำอย่างห้ามไม่อยู่
“สิ่งที่เ้าคิดนั่นล่ะ สตรีที่จะทำมันได้ต้องเป็สตรีของเรา หาใช่เ้าในยามนี้ปิงปิง!!” ผลักนางเบาๆ “ออกไปได้แล้ว”
ผู้ถูกไล่ใบหน้างอง้ำ ‘แค่นางคิดจะเกาะเอวของฝ่าาก็ไม่อนุญาตงั้นเหรอ ฮึ!’ “รู้เ้าค่ะ แต่ปิงปิงดื้อกว่าที่ฝ่าาทรงคิด คอยดูนะเ้าคะ” กล่าวคำพูดหนักแน่น “วันนี้มิได้เป็สตรีของฝ่าา วันหน้าไม่พลาดแน่!!” นั่นหมายความว่านางจะมาใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ปิงปิงผู้หน้าแดงก่ำวิ่งออกไปจากห้องทรงงาน ‘อ๊ายๆๆๆ ขอกลับไปอายที่จวนนะเ้าคะ’
มู่เจี้ยนเทียนนั่งพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับกำหนดลมหายใจตนเองอยู่เช่นนั้นเกือบถึงสองเค่อ ทุกส่วนในร่างกายจึงสงบลงได้ มือแกร่งเลื่อนไปหยิบม้วนกระดาษที่มีชื่อของท่านอาจารย์หยูติดไว้ นี่คือของจริงที่เขาจำได้แม่น เอ๋?? ใยภาพวาดจึงมีสองแผ่น หนึ่งคือภาพูเาอันงดงาม สองคือภาพสตรี หวังปิงปิง สตรีที่ทำให้พระองค์รู้สึก…ร้อนรุ่ม ‘ทำเช่นไรดี ยามนี้ในหัวลบภาพนางออกไปไม่ได้เสียแล้ว นี่นางมาทำอะไรกับความรู้สึกเขากันแน่’ ไหนจะเื่ที่รัชทายาทมาพูดให้ฟัง ‘นาง้าเอาชนะ’ กลับดังอยู่ในโสตประสาทให้เขาต้องคิดเพียงเื่ของนางอยู่เช่นนั้นซ้ำๆ