สถานที่อย่างร้านเหล้านั้นเป็นแหล่งอโคจร รวบรวมไว้ด้วยผู้คนมากมายจากหลายที่ สตรีสาวใบหน้างามผู้นี้ช่างใจกล้า สองมือที่ประคองใบหน้าของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนท่าที มือหนึ่งเงื้อขึ้นสูง อีกมือก็เกร็งนิ้วล็อกคางค้างเอาไว้ ดั่งถูกขยุ้มโดยกรงเล็บเหยี่ยว และถูกตบตีโดยปีกแห่งหงสา ใบหน้าของอีกฝ่ายที่กำลังเคลิบเคลิ้มไม่ทันตั้งตัวมีอันต้องเปลี่ยนสี มันตกใจโดยตบหน้าจนร้องเสียงหลง แน่นอนว่าอลิซนั้นเมามายไม่รู้เรื่องแยกแยะไม่ออก จึงกระทำการลงไปเช่นนี้ แต่อีกฝ่ายมีหรือที่จะยอมเจ็บตัวฟรี มันตั้งตัวได้ก็ยกมือขึ้นชี้ไปข้างหน้าพร้อมกัดฟันด่าทอ
“อีนังนี่มันอยากลองดีชอบความรุนแรง พวกเจ้าจะรออะไรอีกจับนางเอาไว้! คืนนี้ข้าจะเอาอีนางคนนี้ทำเมีย จะตบตีมันด้วยร่างกายให้หายแค้น จับตัวนางไว้!”
บุรุษอีกสองคนที่เดาได้ว่าน่าจะเป็นสหายของชายคนดังกล่าว ก็เข้ามารุมล้อมใช้สี่แขนตรึงจับไปที่ข้อมือ และหัวไหล่บางทั้งสองข้างของอลิซ ชายผู้นี้กระหยิ่มยิ้มย่องเดินเข้าหาร่างบางที่ไม่ได้สติ มันเงื้อมือขึ้นสูงแล้วเกร็งแขนเหวี่ยงตบลงมาหมายจะสั่งสอนเอาคืน ในช่วงขณะนั้นเองเสียงแค่นเย็นชาก็ดังกระจายไปทั่วทั้งร้านเหล้า บรรยากาศโดยรอบเย็นลงกะทันหันทันที ความหนาวสั่นไล่ลามขึ้นมาจากปลายเท้า ความเสียวแปลบวาบไปถึงปลายเส้นผม ทุกผู้คนต่างก็สัมผัสได้ โดยเฉพาะกลุ่มบุรุษแปลกหน้าทั้ง 3 คน
ราวกับมีมือน้ำแข็งจับกุมอยู่ที่ลำคอของพวกมันทุกคนทางด้านหลัง ที่ปลายลูกกระเดือกก็ดั่งถูกใบมีดคมเย็นเฉียบพาดวางไว้ ร่างของทั้ง 3 คนเป็นอันต้องแข็งค้างไม่กล้าขยับตัว ในขณะที่ทุกชีวิตต่างพากันเงียบเสียง ผู้คนมากมายต่างก็ตั้งตัวไม่ทัน รู้ตัวอีกทีก็ปรากฏเงาร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งขึ้น เขาหยุดยืนอยู่ทางด้านหลังของอลิซแล้วยกเท้าขึ้นถีบออกไปสองที เงาร่างของคนสองคนก็ปลิวลิ่วล้มลงไป พวกมันนอนกองอยู่ที่เบื้องหน้าของอีกฝ่ายที่ยกมือค้างเอาไว้
ร่างของอลิซที่ยืนโซเซตั้งตัวให้ตรงไม่ได้ก็สะดุดขาตัวเอง นางเซมาหามิเนอร์วาโดยบังเอิญ ด้วยสัญชาตญาณที่เฉียบคมเพียงเอื้อมมือออกไปคว้าหนึ่งที ร่างที่อ่อนนุ่มก็พากลิ่นหอมมาซบอกอย่างอ่อนแรง มิเนอร์วาก็อับจนด้วยคำพูดไม่รู้จะสรรหาคำใดมาดุด่า ก็ได้แต่ส่ายศีรษะด้วยจำยอม ยอมแพ้ให้แก่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าสตรีโดยแท้จริง
เมื่อเห็นว่าอลิซปลอดภัยดีแล้ว แววตาอ่อนโยนที่ปรากฏเพียงชั่วครู่ของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป เขาแหงนหน้าขึ้นจ้องมองบุรุษแปลกหน้าด้วยความโมโห สายตาเย็นชามองเย้ยไปยังอีกฝ่าย จ้องมองกดดันไปด้วยอารมณ์มองตาไม่กะพริบ จากนั้นจึงเลื่อนสายตาลงไปมองผู้ที่พึ่งได้สติจากการถูกถีบ พวกมันทั้งคู่ล้มกองอยู่ที่พื้นส่งเสียงร้องจนชายคนนั้นได้สติ เมื่อเห็นว่าเหยื่อที่ตนล่ามาได้อย่างยากลำบากถูกแย่งชิง มันจึงโมโหไม่พอใจได้สติก็ก้าวขึ้นหน้า ชักดาบยาวออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่ม
มิเนอร์วาใช้แขนข้างหนึ่งโอบกอดอลิซเอาไว้แน่น แม้จะถูกภูผาชันเบียดกับร่างกายก็หาได้เสียสมาธิไม่ อักขระโลหิตทั่วร่างกะพริบแสง รอยสักที่ปริแตกเป็นสีเลือดก็แสดงฤทธิ์ คงมีเพียงพลังระดับครึ่งเทพขึ้นไปเท่านั้น ที่พอจะสร้างความเสียหายให้ชายหนุ่มได้ในตอนนี้ ร่างปฐวีกสิณนั้นก็ไม่ธรรมดา กายาที่ซึมซับเอาความรุ่งเรืองในฤทธาศักดาเดชก็เหนียวทน แขนอีกข้างจึงยกบังคมดาบไม่หวาดกลัว เกิดเป็นเสียงโลหะกระทบกับศิลาดังเคร้งคร้าง บ้างก็เห็นประกายไฟในทุกการปะทะ ฟันมาหนึ่งทีก็ป้องกันไว้หนึ่งที
ภาพที่ทุกคนเห็นอยู่ตรงหน้าช่างน่าอัศจรรย์ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มาเห็นความเหนือธรรมชาตินี้ หนึ่งแขนปัดป้องได้ทุกคมดาบ หนึ่งมือโอบกอดปักหลักตั้งมั่นดั่งผาสูง สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าชายผู้นี้เป็นเพียงเหนือมนุษย์ไม่ผิดแน่ มิเนอร์วาที่ต่อกรได้แม้กับครึ่งเทพมีหรือจะคร้ามเกรง ยืนตั้งรับจนอีกฝ่ายนั้นเหนื่อยอ่อน ชายสองคนที่ล้มลงไปตอนแรกก็รีบลุกขึ้นมาหมายจะร่วมช่วยเหลือ มิเนอร์วาที่เห็นดังนั้นก็ใช้มือข้างที่โอบอลิซเอาไว้สะบัดออก ข้อมือขาวบางถูกกำรอบหมุนร่างของหญิงสาวให้เซไปนั่งลงยังที่เดิม
อลิซยังคงตั้งตัวไม่ตรง มองเห็นภาพตรงหน้าวูบวาบเคลื่อนไหวไปมา รู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่ตรงที่เดิม มองเห็นแผ่นหลังกว้างยืนค้ำใช้ร่างกายบังการโจมตีจากทั้ง 3 คนโดยตรง ผู้หนึ่งถือมีดจ้วงแทงมา อีกผู้ก็ใช้ขวานฟันผ่ามาที่กระดูกไหปลาร้า ส่วนบุรุษผู้เป็นหัวหน้าของทั้งสองคนก็ฟันดาบลงมาตรงๆ มันต้องการผ่าแบ่งร่างของมิเนอร์วาออกเป็นสองส่วน พวกมันทั้งสามทุ่มสุดตัวแล้ว ลงมืออย่างรุนแรงสุดกำลัง
ร่างที่เหนียวทนทานดั่งคชสารผู้มากเศียร จึงใช้กายหยาบต้านรับไปตรงๆ มีดสั้นที่แทงเข้ามากดเนื้อหนังนุ่มจนจมลึก เพลงขวานที่รำผ่าใส่ก็ปะทะโดนกระดูกเข้าเต็มแรง แต่สิ่งนั้นหาได้ทำให้กายปฐวีปริแตกไม่ แม้แต่คมดาบสุดท้ายก็ถูกสองนิ้วคีบจับ รับไว้ด้วยความแกร่งของกายหยาบโดยเฉพาะ ห่างจากศีรษะไปเพียงแค่เอื้อมมือคว้า อลิซยังคงก่นด่าฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ทางด้านหลัง มิเนอร์วาไม่ได้ต้องการฆ่าคน เพราะอีกฝ่ายทำความผิดเพียงเล็กน้อย จึงต้องการลงมือสั่งสอนให้เข็ดหลาบก็เท่านั้น
นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ถูกเกร็งค้าง พลังวิญญาณถูกกระตุ้นโคจรไปทั่วร่าง แสงสว่างกะพริบวาบเพียงหนึ่งที กายปฐวีกสิณก็ออกแรงบิดไปที่ข้อมือ คุกคามจนอีกฝ่ายต้านไม่ไหว ป้องกันไม่ได้ จำต้องปล่อยดาบให้หลุดมือ เมื่อแย่งดาบมาได้ชายหนุ่มก็สะบัดมือออกอีกครา ส่งด้ามดาบที่หนาทึบให้กระแทกไปที่แก้มของชายผู้ถือมีดสั้น แล้วจึงปาดาบกลับไปคืนเจ้าของ คมดาบเฉือนเข้าที่ขาจนมันต้องล้มลง ใบดาบปักพื้นไม้อยู่กึ่งกลางระหว่างขา ผู้เคราะห์ร้ายที่ถือมีดกระดูกแก้มแตกร้าว ตาเหลือกไม่ได้สติ ร่างปลิวหวือทันทีที่ด้านดาบถูกตบใส่ใบหน้า มีดสั้นที่จมลึกเด้งออกมาจากช่วงเอวลอยหมุนอยู่กลางอากาศ
มิเนอร์วายกยิ้มอย่างชั่วร้าย คว้าใบมีดสั้นที่ควงอยู่มากำไว้ ชายหนุ่มโยกตัวไปข้างหน้าหนึ่งที หมุนตัวสะบัดขาออกไปเตะอย่างเต็มแรง ร่างที่ถือขวานเอาไว้ร้องอย่างสุดเสียง มันยกขวานขึ้นสับอีกครั้งด้วยความไม่ยอมแพ้ขว้างออกไป หากอาศัยเพียงความดื้อดึงก็แข็งแกร่งได้ เช่นนั้นฝูงควายที่ดื้อรั้นมาแปดปีก็คงไร้พ่ายเป็นเทวาไปเสียหมด ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คมขวานที่ฟันลงมาไม่อาจทำอันตรายใดให้แก่ร่างนี้ได้ มันจึงต้องจำยอมใช้ขมับรับส้นเท้าอย่างรุนแรง ร่างกายปลิวหวือกระแทกโต๊ะไม้ล้มกระจาย นอนแน่นิ่งไม่ได้สตินอนน้ำลายยืด
เมื่อหมุนตัวตั้งตรงได้ มิเนอร์วาก็สะบัดมือปามีดที่จับอยู่ไปปักลงบนพื้นเย็น มันร้องหวีดอย่างหวาดกลัวทุกที่บนใบหน้าล้วนซีดเผือด แววตาก็หดลีบราวกับได้พบเจอเข้ากับทูตมรณะ ตัวสั่นหายใจแทบจะไม่ทันเกือบจะตั้งสติไม่อยู่ ปรากฏเป็นสายธารสีเหลืองทองไหลซึมออกมา ใบมีดสั้นแวววาวล้วนเย็นเฉียบ ปักอยู่กึ่งกลางระหว่างขาที่อ้าออกของอีกฝ่าย ระยะห่างระหว่างทั้งสองสิ่งมองเห็นได้จากกางเกงที่ขาดเป็นรอยยาว อีกเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น เป็นระยะที่เรียกได้ว่าเป็นความห่างของหนึ่งนิ้วจากทวยเทพที่เอื้อมลงมาหามนุษย์ เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นดูเหมือนจะนาน แต่ความจริงแล้วเกิดขึ้นเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น มิเนอร์วาแสยะยิ้มเอ่ยขึ้นอย่างดูแคลน
“จะตัดไม้ก็ต้องถามเจ้าของที่… พวกเจ้าเลือกผิดแล้วที่คิดจะรุมฟันไม้ต้นนี้… ป่าแห่งนี้ก็ออกจะกว้างใหญ่ หากข้าบอกว่าไป ก็จงไสหัวไปอย่าชักช้า! รีบไสหัวไปให้ไกลจากหน้าข้าเสียที ไป!”
มิเนอร์วาตะโกนข่มขู่อีกฝ่ายที่หวาดกลัว มันรีบตะเกียกตะกายถอยหลังลนลานหนีตายไปลำพัง แม้แต่อาวุธและสหายก็ลืมทิ้งไว้ไม่สนใจไยดี ชายหนุ่มเดินเข้าไปลูบคลำร่างที่นอนสลบทั้งสอง ของมีค่าทั้งหมดถูกปลดไปอย่างชำนาญ ไม่สนใจสายตาจากรอบด้าน จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาอลิซที่ตะโกนเย้วๆ ไม่ได้สติ เมื่อนางเห็นมิเนอร์วาเดินเข้ามาหาก็ยกมือทุบไปที่อกอันกว้างแน่น เสียงทึบแน่นถูกทุบดังขึ้นไม่กี่ครั้งก็หยุดลง มิเนอร์วาคว้าแขนของนางไว้ จ้องมองลึกลงไปยังดวงตาของอีกฝ่ายที่ลืมตาโต
ร่างของทั้งสองอยู่ใกล้กันมากจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายที่หอมฟุ้งดั่งบุปผา อลิซที่กำลังเคลิบเคลิ้มเองก็ไม่ยอมหลบสายตา จ้องมองกลับไปอย่างเคืองโกรธ โลกใบนี้ทุกสิ่งล้วนไม่สมบูรณ์แบบ ในด้านการวางแผน ค้าขายหรือต่อสู้ ต้องยอมรับว่าชายหนุ่มนั้นแข็งแกร่ง แต่ในเรื่องของอิสตรีนั้นล้วนรู้เพียงเฉพาะกายวิภาคสรีระโดยทั่วไป การรับมือกับสิ่งมีชีวิตที่เดาอารมณ์อันแน่นอนไม่ได้นั้น ก็เปรียบเสมือนการคาดเดาจิตใจอันไม่แน่นอนของทวยเทพ หากเลือกจบปัญหาโดยง่ายได้เช่นนั้นย่อมดีกว่า
“เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่? หากสร่างเมาแล้วก็อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน…”
อลิซหน้าเปลี่ยนสีคลื่นความร้อนแผ่กระจายไปทั่วร่าง กลิ่นอันจำเพาะที่โชยแฝงมานี้เขาย่อมจดจำได้เป็นอย่างดี เฉกเช่นกลิ่นบุปผาที่ดุร้ายในวันนั้น เพียงต่างกันก็ตรงที่บุปผานางนี้สูงส่งดั่งราชินีกุหลาบหนามผู้อารี นางพยักหน้าเซร่างซบกับหน้าอกแผ่นหนาของชายหนุ่ม ลมหายใจในอ้อมกอดอุ่นร้อนตื่นเต้นจนสัมผัสได้ นางคลอเคลียยกยิ้มอย่างพึงใจ มิเนอร์วาเองก็ได้แต่ส่ายหัวจนปัญญา โยนเหรียญทองถุงหนึ่งไปให้พนักงานที่ยืนอยู่ไม่ไกล แล้วเดินประคองกอดสตรีร่างสีน้ำผึ้งนี้หายจากไป
มิเนอร์วาไม่ได้ย่อแผ่นดินรีบเดินไปเพราะอลิซนั้นขอไว้ เขาประคองร่างของอลิซให้เดินไปตามทางเฉกเช่นที่มนุษย์ปกติกระทำกัน ตลอดทางที่เดินมา นางก็เอาแต่ถามเซ้าซี้เกี่ยวกับเรื่องของซิลเวีย มิเนอร์วาก็ยอมรับตอบออกไปตามตรง ถามอะไรก็ตอบได้หมดตามความเป็นจริง ไม่รู้ว่ากลัวเสียเปรียบหรืออย่างไร อลิซจึงออกปากสั่ง ว่าอยากจะไปพักที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ไม่พอยังกำชับเน้นมาอีก ว่าคืนนี้จะอย่างไรมิเนอร์วาก็ต้องอยู่กับนาง สุราและเมรัยหนอ ช่างมอมเมาคนให้ใจกล้านัก
เมื่ออินทรีเกล็ดศิลาบินมาส่งทั้งสองคนเสร็จมันก็ตีปีกร้องจากไป ที่นี่มีบ้านไม้หลังหนึ่งสูงสองชั้นถูกสร้างอยู่ริมเขา ห่างออกไปไม่ไกลมีน้ำตกสูงตกลงมาสาดกระเซ็นจนได้ยินเสียง แสงจันทร์ของคืนนี้ก็ยังคงมอบความสว่างให้อย่างสลัว ดูไปแล้วก็เลือนรางอยู่บ้างไม่น้อย บ้านหลังนี้คือทรัพย์สินและที่ดินส่วนตัวของอลิซ เห็นเป็นสตรีขี้งอแงเช่นนี้แต่นางก็มีหัวทางการค้าอยู่ไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจทำให้กลุ่มกุหลาบพิษคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ รอบด้านล้วนเป็นป่าที่เงียบสงบไร้เสียงใด
ชายหนุ่มโอบอุ้มประคองนางเดินมาล้างหน้าที่บริเวณลำธารกว้างที่ไหลมาจากน้ำตก น้ำเย็นสดชื่นพาให้ใจได้สติ นางยิ้มร่าเมามายสนุกสนาน ฉุดรั้งกอดมิเนอร์วาพาให้ร่างของทั้งคู่ตกน้ำไปด้วยกัน ชายหนุ่มตั้งตัวไม่ทันถูกนางกอดกดลงนั่งอยู่ใต้ร่างที่สั่นไหว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ลืมตัวของหน้าปรากฏขึ้นมา พร้อมกับการกระชากคอเสื้อของมิเนอร์วาให้ขยับศีรษะเข้าไปหา ทั้งคู่บรรจงจูบกันอย่างดุเดือด ลิ้นแลกลิ้น พัวพันอย่างโหยหา ดูไปแล้วอลิซเองก็ค่อนข้างเขินอาย มิเนอร์วาจึงคุมเกมรุกเอาไว้อย่างอยู่หมัด บงการทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ชายหนุ่มนั้นต้องการ
“อื้อ… หากเจ้าทำให้ข้าน้อยกว่านาง ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้เจ้าอีกเป็นอันขาด อึก… เข้าใจหรือไม่?”
“เจ้าอยากได้แบบนี้เองไม่ใช่หรืออย่างไร… ถ่างขาออกให้กว้าง อย่าได้อดกลั้นที่จะส่งเสียงร้องออกมา เด็กดื้อมักถูกทวยเทพนั้นลงโทษ และข้านี่แหละ คือเทพผู้ที่จะลงโทษเจ้า!”
หลังจากฝึกกับซิลเวียจนเชี่ยวชาญ เพียงลูบคลำก็รู้ได้เลยว่าสิ่งไหนเป็นอะไร และทำสิ่งใดได้ การลูบคลำใช้เวลาไม่นาน การนวดคลึงเองก็เฟ้นหาเพียงชั่วครู่ นิ้วกลางที่รัววนก็หยาดเยิ้มหายไปถึงสองข้อนิ้ว ปลายนิ้วงอเกี่ยวถูสัมผัสคลำไปทั่วในช่องมืด กดไปมาก็พบเข้ากับจุดสำคัญที่ตามหา ความสุขสมถูกส่งถ่ายผ่านนิ้วกลางของชายหนุ่ม ร่างบางของอลิซแอ่นตัวเงยหน้าสูง ความต้องการในหัวสมองแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้อง นางพยายามที่จะกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ จังหวะดนตรีถูกเร่งเร้าผ่านปลายนิ้ว จนบุปผานางนี้ตัวสั่นกระเส่าอย่างเป็นสุข เมื่อความโหยหาได้ถูกสนอง จึงเกิดเป็นเสียงครางลั่นในลำคอ ลากยาวจนนางนั้นเหนื่อยหอบ
“อื้อ…!”
อลิซล้มตัวลงไปกอดมิเนอร์วาอย่างหมดแรง มีความสุขเป็นมากอย่างที่ได้ทำกับคนที่ตนเองรัก แม้ชายหนุ่มจะไม่รู้สึกรักในตัวของซิลเวีย แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธว่าไม่รู้สึกชอบในตัวของอลิซ ดนตรีสมควรต้องบรรเลงอย่างต่อเนื่อง มิเนอร์วาไม่ปล่อยให้นางได้พักหายไป คว้าร่างแน่นมาบีบเคล้นปลดกระดุมออก ภายใต้แสงจันทร์สลัวยามราตรี ฤทธิ์แห่งเมรัยล้วนทำให้ใจสั่น ร่างของทั้งคู่หยอกล้อกันไปตามริมธารน้ำ บ้างขึ้นบ้างลงตามธรรมชาติ บ้างก็พลิกหมุนตัวในท่าที่แปลกตา สายน้ำเย็นที่พัดผ่านร่างพาให้รู้สึกหนาว ก็ยิ่งทำให้ทั้งคู่กอดรัดให้ความอบอุ่นกันแน่นขึ้นมากกว่าเดิม
การโอ้โลมหยอกเย้าควรทำแต่พอประมาณ เมื่อเห็นว่าลื่นดีแล้วชายหนุ่มก็ยกขาที่นุ่มแน่นขึ้นมาถือ อลิซในท่าหันหลังใช้มิทั้งสองข้างค้ำยันไปที่โขดหินเรียบ เสียงร้องครวญจากนารีมีทีท่าว่าจะดังขึ้นเรื่อยๆ แต่เสียงนี้ก็ดังไปได้ไม่ไกลเพราะถูกกลบด้วยเสียงน้ำ สรรพสัตว์ทั้งหลายภายในป่าก็ได้ยินเพียงเสียงแว่ว สถานที่แห่งนี้เงียบสงบห่างไกลจากผู้คน มิเนอร์วาเองก็โยกไหวตามคำขอของอีกฝ่าย กระทำการใดก็เป็นไปอย่างนุ่มนวลถนอมนัก หากซิลเวียได้มาเห็นเข้าก็เดาได้เลยว่าคงจะอิจฉาเป็นอย่างมาก แต่ก็น่าจะทำเพียงแค่อิจฉา จะอย่างไรรสนิยมของนางก็เป็นอีกแบบ
อลิซเองก็เป็นฝ่ายรับสลับบุก ทั้งคู่โยกไหวกายไปตามกระแส ผลัดกันพลิกร่างเติมเต็มในส่วนที่ขาดหาย กายทั้งสองละลายหายรวมเป็นหนึ่ง พึ่งเด้งรุกนางก็รับด้วยร่างโก่ง โค้งสะโพกโยกเข้าหาพาเสียวซ่าน ผ่านไปเพียงไม่นานก็ร้องดังอย่างเป็นธรรมชาติ ปล่อยกายปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความสุขที่ชายหนุ่มนั้นมอบให้ ห้วงความคิดล้วนขาวโพลน มองไปทางไหนก็มีแต่ความสุขลอยไปทั่วทุกแห่งหน
ร่างทั้งสองแยกจากกันชั่วครู่ อลิซหมุนกายหันหน้าเข้าหาชายหนุ่มอีกครั้ง นางโอบคอจูบรัดเขย่งเท้า เพียงหนึ่งก้าวมิเนอร์วาก็ยกขาของนางขึ้นทั้งสองข้าง สร้างเป็นท่าพัวพันร่างที่ถูกจุด ชายหนุ่มรีบเสยงัดยัดอย่างรัวเร็ว อลิซโอบลำคอขาวแล้วกดจูบ ใช้ลิ้นลูบจูบปากหวานขานเสียงสุข ทุกการงัดไม่อาจพรากจากความรัก สักพักร่างข้างกายจึงสั่นกระตุก อลิซทนไม่ไหวอีกต่อไป ขาทั้งสองข้างที่รัดสะโพกของชายหนุ่มเอาไว้จึงจิกเกร็ง สาสมตามใจอยากตามที่ร่างกายได้ปรารถนาไว้
มิเนอร์วาไม่ได้ถอนตัวออกในทันที เพียงพาอลิซที่เหนื่อยอ่อนไปล้างตัวอีกรอบให้ชื่นใจ แม้จะยังคงมีความมึนเมาเหลืออยู่บ้าง แต่นางก็ยังพอมีสติรับรู้เหลืออยู่บ้าง ชายหนุ่มที่กำลังใช้มือตักน้ำลูบหลังให้สตรีสาวเป็นอันต้องสะดุ้ง จู่ๆ นางก็ยิ้มออกมาอย่างเป็นสุข ท่าทีช่างต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง อลิซกระซิบเสียงเบาที่ข้างหูของมิเนอร์วาลมหายใจอุ่นร้อนเปล่งเสียงที่เปี่ยมสุข นางสมหวังแล้วแม้จะรู้ว่ามิเนอร์วานั้นคิดอย่างไร
“ข้าเป็นสตรีของท่านแล้ว… จงดูแลรับผิดชอบข้าให้ดี อาจารย์เคยกล่าวบอกไว้ ว่าหากมีบุรุษใดทำร้ายข้า คนผู้นั้นถือเป็นศัตรูกับเขามังกรอัสนีแห่งวังมรณะสาบสูญ!”
ยังไม่ทันไรสตรีนางนี้ก็ข่มขู่มิเนอร์วาเข้าเสียแล้ว ชายหนุ่มส่ายหน้าจนปัญญาไม่รู้ว่าที่นางพูดมานั้นจริงหรือไม่ แต่นั่นย่อมไม่สำคัญ มิเนอร์วารับผิดชอบทุกการกระทำของตัวเองเสมอ เขาผู้ซึ่งเป็นบุรุษคนแรกของนางมีหรือจะไม่รับผิดชอบ เมื่อกล้าทำให้ร่างของนางนั้นสุขสม เขาก็กล้ารับผิดชอบสร้างความสุขนี้ไปตลอดชีวิต หากเรื่องแค่นี้ยังไม่อาจแยกแยะรับผิดชอบ เช่นนั้นก็คงเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้แล้ว เมื่อเห็นว่ามิเนอร์วาไม่ส่ายหน้าไม่ตอบรับ หญิงสาวก็กอดร่างของชายหนุ่มเอาไว้แน่น กระซิบเสียงนุ่มแฝงความพอใจให้ชายหนุ่มได้ชื่นใจไปอีกนาน
“ไม่ต้องคิดมาก… ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าก็รักท่านเสมอไม่เปลี่ยนแปลง…”