โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 87 นักล่า

    บทที่ 87 นักล่า

     

     

     

    งานนักล่าอิสระเป็นไปอย่างที่ผมคิดหลังจากลงทะเบียนรับงาน ผมก็เริ่มออกล่ามอนสเตอร์หมูป่าทันที

     

    แม้ราคาซากตัวละ 1-2เหรียญเงินจะไม่ได้มากมายอะไร แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ผมเริ่มมีเงินเก็บและที่สำคัญมันยังช่วยเพิ่มค่าประสบการณ์กับอัปเลเวลให้ผมด้วย

     

    ทว่าหลังจากออกล่าได้ไม่นานผมก็เจออุปสรรคเพราะซากของพวกมันหนักเป็นบ้า ขืนต้องลากกลับด้วยตัวเองคงเสียเวลาเป็นวันๆ

     

    โชคดีที่โลกใบนี้มีปาร์ตี้รับจ้างแบกหามผมเลยตัดสินใจจ้างกลุ่มของเอลริค ที่มีทักษะมานาสายขนย้ายมาช่วย

     

    โดยพวกเขาจะหักค่าหัวคิว 30%จากมอนสเตอร์ที่ล่าได้ แม้จะเป็นราคาที่แพงหูฉี่แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกมากนักผมจึงต้องยอม

     

    นอกจากเรื่องล่าสัตว์แล้วในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาผมยังได้เห็นสิ่งน่าสนใจ พวกเอลริคใช้ศิลาเรืองแสงคล้ายกับที่ผมเคยเห็นตอนอยู่อาคารทหารก่อนหน้านี้

     

    มันทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่คอยปล่อยมานาหล่อเลี้ยงทักษะให้ทำงานต่อเนื่องแม้ว่าผู้ใช้จะไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

     

    มันโคตรเท่จนผมอยากได้มาครอบครองสักอันแต่คนพวกนี้กลับขี้งก และอ้างว่าเป็นความลับทางการค้าทำให้ผมไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับมัน

     

    แต่เอาเถอะ... ไว้ผมมีเงินมากกว่านี้ก่อนจะต้องหาซื้อมาให้ได้

     

    ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆทักษะการรับรู้มานา ก็แจ้งเตือนขึ้นมา

     

    ปัจจุบันทักษะนี้ของผมพัฒนาจนเกินเลเวล10 ไปแล้วทำให้ขอบเขตและความละเอียดในการตรวจจับเพิ่มขึ้นจนแทบระบุจำนวนมานาของมอนสเตอร์ได้อย่างแม่นยำ

     

    สาเหตุที่ผมตรวจจับมานาได้เฉพาะพวกมอนสเตอร์เป็นเพราะมนุษย์ทั่วไปมีเทคนิคปิดซ่อนพลังไว้ คล้ายกับวิชาพรางมานาที่ผมเคยฝึกนั่นแหละครับ

     

    ถ้าไม่จงใจส่งกระแสมานาเข้าไปสแกนร่างกายพวกมันตรงๆก็ยากที่จะตรวจพบ

     

    แต่ก็นั่นแหละ... โลกใบนี้ถือว่าการแอบตรวจสอบมานาคนอื่นเป็นเรื่องไร้มารยาทอย่างรุนแรงผมเลยทำแบบนั้นไม่ได้

     

    จริงอยู่ว่าผมไม่ได้กลัวพวกเอลริคที่มีเลเวลต่ำกว่าแต่ถ้าผมข้ามเส้นไปทำตัวเสียมารยาทแบบนั้น คงไม่มีใครยอมมาร่วมงานกับผมอีกแน่ๆ

     

    ไม่นานนัก เป้าหมายก็ก้าวเข้ามาในระยะสายตา

     

    [หมูป่าขนเหล็ก - เลเวล 21]

     

    เจ้าหมูป่าขนเหล็กหยุดชะงักมันดูลังเลเล็กน้อยเมื่อเห็นผมยืนขวางทาง

     

    แต่ด้วยประสบการณ์ที่คลุกคลีกับพวกมันมาตลอดสองสามวันทำให้ผมรู้ทางเป็นอย่างดีผมตัดสินใจสะกดกระแสมานาในร่างด้วยเทคนิคการพรางมานาเพื่อล่อให้มันตายใจ

     

    ซึ่งมันได้ผลเป็นอย่างดี...พอสัมผัสพลังของผมไม่ได้ ความลังเลของสัตว์ร้ายก็มลายสิ้นมันก้มหน้าต่ำพลางกระทืบเท้าเตรียมพุ่งชนเต็มกำลัง

     

    ผมย่อตัวตั้งท่ารับมือโดยที่ยังคงสะกดมานาเอาไว้รอจนกระทั่งร่างยักษ์ของมันพุ่งเข้ามาในระยะประชิดมานาที่อัดแน่นอยู่ภายในก็ปะทุออกมารวดเดียว

     

    ผมยื่นมือออกไปข้างหน้าเปิดใช้งานการจัดสรรพลังงานจลน์ เพื่อดูดซับแรงเคลื่อนที่อันมหาศาลของมันส่งผลให้การพุ่งชนที่รุนแรงชะงักช้าลงในพริบตา

     

    เมื่อจังหวะของศัตรูเสียหลักผมก็ดีดตัวหลบออกด้านข้างทันทีพลางควบแน่นกระสุนมานาขึ้นมา

     

    สองสามวันมานี้ทักษะกระสุนมานาของผมพัฒนาขึ้นมากจากเดิมที่เป็นเพียงกระสุนเม็ดเล็กๆ ไว้คอยลอบกัดบัดนี้มันถูกบีบอัดจนหนาแน่นและทรงพลังไม่ต่างจากกระสุนไรเฟิล

     

    ชั่วพริบตาที่เหวี่ยงตัวพ้นผมก็ปลดปล่อยพลังงานจลน์ที่ดูดซับไว้ซัดเข้าใส่สีข้างของเจ้าหมูป่าเต็มแรงแรงกระแทกส่งร่างหนาๆ ของมันให้เสียหลักกลิ้งไถลครูดไปกับพื้นป่า

     

    ผมไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยดีดตัวพุ่งตามร่างที่กำลังดิ้นรนนั้นไปติดๆ

     

    ทันทีที่ร่างของมันหยุดนิ่งผมก็สาดกระสุนมานาที่ควบแน่นจนเสร็จพุ่งเจาะเข้าเบ้าตาของมันอย่างแม่นยำ

     

    เจ้าสัตว์ร้ายที่กำลังมึนงงไม่มีโอกาสได้โต้ตอบกระสุนเวททะลวงผ่านดวงตาจนของเหลวและเลือดสดๆ สาดกระจายมันแผดเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน

     

    ทว่าเสียงนั้นก็ดังอยู่ได้ไม่นานเพราะผมชิงควบแน่นหอกมานาขนาดเล็กแทงซ้ำเข้าที่แผลเดิมทะลวงลึกเข้าไปขยี้สมองส่วนในของมันจนแน่นิ่งไป

     

    [คุณสังหาร หมูป่าขนเหล็ก - เลเวล 21สำเร็จ]

     

    [เลเวล 29 > เลเวล 30]

     

    ในที่สุด... ผมก็เลเวล 30 เสียที!

     

    ผมเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาดูด้วยความตื่นเต้นแล้วจัดการอัดแต้มทั้งหมดลงไปที่ค่ามานาทันที

     

    เลเวล 30

     

    ความแข็งแกร่ง: 13

     

    ความว่องไว: 14

     

    ความทนทาน: 39

     

    มานา: 79

     

    แม้ตัวเลขมานาที่ไม่ยอมลงท้ายด้วยเลขศูนย์กลมๆจะทำให้ขัดใจอยู่นิดหน่อย แต่มันก็สูงเกือบเป็นสองเท่าของความทนทาน

     

    ยิ่งมานาเยอะสิยิ่งดี ใครจะมองว่าผมอัพค่าสถานะผิดปกติก็ช่างผมไม่สนใจหรอก

     

    เพราะถ้าวันหนึ่งผมมีทักษะมากพอ และสามารถใช้มันเป็นแหล่งพลังงานได้อย่างไร้ขีดจำกัดเมื่อนั้นผมก็จะไม่ต่างจากผู้ไร้เทียมทาน

     

    ทว่าปัญหาในตอนนี้คือจำนวนมานาที่เพิ่มพรวดพราดทำให้ผมต้องทุ่มสมาธิเกือบทั้งหมดไปกับการรักษาสมดุลผมต้องคอยเปิดปิดทักษะสมาธิคู่ขนานอยู่ตลอดเวลาเพื่อประคับประคองไม่ให้มานาในร่างกายเกิดคุ้มคลั่ง

     

    และด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องตัดใจทำลายโครงสร้างมานาที่โชอี้เคยฝังเอาไว้ออกไปเพราะสมองเริ่มไม่เหลือสมาธิมากพอจะแบ่งไปควบคุมมันได้อีกแล้ว

     

    แต่ก็ไม่เป็นไร...เพราะตอนนี้ผมจำลองโครงสร้างเบื้องต้นของมันได้ขึ้นใจแล้วเหลือแค่หาเวลาสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองเท่านั้น

     

    หลังจากจัดการค่าสถานะเสร็จผมก็หันไปหาพวกเอลริคที่กำลังห่อซากหมูป่า

     

    “เอลริคผมต้องการงานที่ทำเงินได้ดีกว่านี้ มีอะไรแนะนำไหม?”

     

    “งั้นต้องพวกเวอร์เดียร์ เลยครับลูกพี่เขากวางของพวกมันกำลังเป็นที่ต้องการ ราคาแพงลิ่วเลย”

     

    เอลริคฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์

     

    “เวร.. อะไรนะ?”

     

    “เวอร์เดียร์ครับ พวกมันคล้ายกวางแต่เดินสองขาและใช้เวทมนตร์เสริมกำลังได้ แถมยังยิงมานาระยะไกลได้เหมือนลูกพี่เลยล่ะครับซากของมันราคาดี แถมยังปล่อยขายง่ายมากด้วย”

     

    “ฟังดูน่าสนใจ”

     

    ผมพยักหน้ารับ

     

    “ถิ่นของพวกมันอยู่ไกลไหม?”

     

    “ไม่ไกลเลยครับลูกพี่เดินตรงจากที่นี่ไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว ตอนนี้ยังไม่เที่ยงเลย ถ้าลูกพี่สนใจเราลองไปดูกันเลยไหมครับ?”

     

    เอลริคเสนออย่างกระตือรือร้น

     

    ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยท่าทางคะยั้นคะยอเหมือนคนร้อนเงินของมันทำให้ผมสะดุดใจ

     

    แต่พอมองเวลาที่ยังไม่ถึงเที่ยงขืนกลับตอนนี้ก็คงน่าเสียดายแย่ ปัจจุบันผมเก็บเงินได้ 4 เหรียญเงินแล้วถ้าล่ามอนสเตอร์ราคาดีๆ ได้ ผมอาจจะหาเงิน 1 เหรียญทองแรกได้ภายในเดือนสองเดือนนี้แน่ๆ

     

    “ตกลงตามนั้นพวกนายจะเอาซากหมูป่าไปเก็บก่อน หรือจะไปพร้อมกันเลย?”

     

    “ไปพร้อมกันเลยครับลูกพี่”

     

    เอลริคพยักหน้ารับคำก่อนหันไปส่งสัญญาณให้พวกลูกน้องซึ่งพวกนั้นก็พยักหน้าตอบกลับมาทันทีราวกับนัดแนะกันไว้ก่อนแล้ว

     

    ผมพอจะเดาออกว่าพวกมันคงแอบคุยเรื่องนี้ลับหลังผมมาบ้างแต่ก็ช่างมันเถอะ... ขอแค่ได้เงินเพิ่มขึ้น จะล่าตัวอะไรผมก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้น

     

    ตลอดทางที่มุ่งหน้าไปยังถิ่นของเวอร์เดียร์การพูดคุยกับเอลริคทำให้ผมได้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับโลกภายนอกเพิ่มขึ้น

     

    เขาเล่าถึงข่าวลือเรื่องสงครามระหว่างพวกแชมเปียนและพารากอนพวกนี้คือตัวตนระดับสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งพอจะลบเมืองให้หายไปได้ในพริบตา

     

    สงครามที่ว่านี้เริ่มส่งเค้ารางถึงวันสิ้นโลกอันเป็นเป้าหมายของเควสแม้จะยังยากที่จะสรุปว่ามันจะนำไปสู่จุดจบของโลกจริงไหมแต่มันก็มีความเป็นไปได้สูงมาก

     

    ผมได้แต่หวังว่าระบบจะวางบทให้พวกเรารอดชีวิตไปได้ทุกคนแต่ถ้ามันต้องการให้พวกเราดิ้นรนหาทางเอาชีวิตรอดกันเอง...งานนี้คงเป็นเรื่องที่น่าหนักใจไม่เบา

     

    หลังจากเดินตัดเข้าเขตป่าทึบได้ไม่นานทักษะการรับรู้มานาก็บ่งบอกว่าพวกเรามาถึงที่หมายแล้ว

     

    [เวอร์เดียร์ - เลเวล 18]

     

    “ลูกพี่ เจ้าตัวนี้แหละครับ”

     

    เอลริคกระซิบพลางชี้ชวนให้ดู

     

    “ถ้าเดินลึกเข้าไปอีกนิดก็น่าจะเจอรังของพวกมันเลเวลไม่สูงหรอกครับ พวกผมยังเคยมาล่าเลยแต่ต้องระวังทักษะโจมตีระยะไกลของมันหน่อย มันอันตรายอยู่บ้างครับ”

     

    ผมพยักหน้ารับสายตาจับจ้องสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายกวาง แต่ตัวสูงใหญ่กว่ามาก และยืนด้วยสองขาหลังบนหัวของมันมีเขากวางแตกแขนงงดงาม

     

    “เดี๋ยวผมเข้าไปสำรวจเองพวกนายรออยู่แถวนี้”

     

    ผมสั่งการเสร็จก็เริ่มเปิดใช้การพรางมานาเพื่อลบตัวตนก่อนจะค่อยๆ ย่องสืบเท้าเข้าหาเจ้ากวางสองขาอย่างระมัดระวัง

     

    แม้ระดับของมันจะไม่สูงแต่หากพวกมันอยู่กันเป็นฝูงก็อาจจะทำให้ตึงมือได้

     

    ทว่าในจังหวะที่ผมเข้าใกล้เป้าหมายจนอยู่ในระยะสายตา จู่ๆ ประสาทสัมผัสก็ร้องเตือนถึงความผิดปกติ!

     

    ครืน!

     

    กระแสมานาปริมาณมหาศาลปะทุขึ้นมาจากทางด้านหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแรงกดดันนั้นทำให้เจ้ากวางสองขาเบิกตากว้างมันแผดเสียงคำรามลั่นป่าแล้วตวัดสายตาข้ามมามองตรงที่ผมซ่อนตัวอยู่ทันที

     

    “อะไรวะ?!”

     

    ผมสบถพลางเหลียวหลังกลับไปมองพวกเอลริคและภาพที่ปรากฏก็ทำให้ผมเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดในพริบตา...

     

    ผมโดนพวกมันหลอกเข้าให้แล้ว!

     

    เอลริคและพรรคพวกจงใจปลดปล่อยมานาออกมาจนหมดเปลือกแถมยังช่วยกันโยนซากหมูป่าขนเหล็กที่เพิ่งล่าได้มาทางผมเพื่อเป็นตัวล่อ

     

    “ขอโทษนะลูกพี่!พวกผมจำเป็นต้องทำจริงๆ!”

     

    เอลริคตะโกนลั่นก่อนที่มันกับลูกทีมจะกลับตัวแล้วสับเท้าเผ่นแนบหนีไปอย่างรวดเร็ว

     

    “ไอ้พวกเวรเอ้ย!”

     

    เวลานี้ไม่มีประโยชน์ที่จะพรางมานาอีกต่อไปผมปลดการสะกดพลังแล้วเปิดใช้งานการรับรู้มานา ขยายวงกว้างเต็มพิกัดและทันทีที่เรดาร์มานาส่งข้อมูลสะท้อนกลับมาสู่สมอง คิ้วของผมก็ขมวดม้วนจนแทบชนกัน

     

    พื้นที่รอบตัวผมมีมอนสเตอร์ล้อมอยู่ไม่ต่ำกว่า5 ตัว และในฝูงของพวกมัน... มีตัวเลเวลสูงปะปนอยู่ด้วย!

     

    [เวอร์เดียร์ - เลเวล 23]

     

    [เวอร์เดียร์ - เลเวล 24]

     

    [เวอร์เดียร์ - เลเวล 31]

     

    แรงกดดันเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นและในที่สุด ตัวปัญหาที่สุดก็ก้าวพ้นแนวพุ่มไม้โผล่ตามออกมาเป็นตัวสุดท้าย

     

    [แบทเทิลเวอร์เดียร์ - เลเวล 33]

     

    ร่างยักษ์ของมันยืนตระหง่านค้ำหัวมอนสเตอร์ตัวอื่นเขากวางบนหัวแหลมคมกริบพอจะฉีกร่างของผมเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

     

    ผิวหนังตามร่างกายปรากฏรอยสักสีขาวเรืองแสงเด่นชัดมันล็อกสายตาเย็นเยียบมาที่ผมผู้เป็นเหยื่อเพียงหนึ่งเดียว ก่อนจะอ้าปากคำรามลั่น

     

    ชั่วพริบตานั้นรอยสักบนตัวของมันสว่างวาบ มานาควบแน่นรอบเขาของมัน ก่อนจะแปรสภาพเป็นลูกศรแสงแล้วพุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งมาที่ผมด้วยความเร็วสูง!

     

     ------

    [แจ้งเตือนจากระบบ: โหมดฝึกสอนระดับนรก]


    ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้นะครับ


    ตั้งแต่ตอนที่ 88 เป็นต้นไป ระบบจะเริ่มเปิดใช้งาน [โหมดติดเหรียญ] ในราคาประมาณ 1.5 เหรียญต่อตอน


    เหรียญที่ทุกคนสนับสนุนจะถูกเปลี่ยนเป็นค่ากาแฟ และแต้มมานาสำหรับปั่นตอนต่อไปครับ


    ใครที่อยากเอาใจช่วยแนทในการดิ้นรน เอาตัวรอด และก่อเรื่องวุ่นวายในบทฝึกสอนบ้าๆ นี้ต่อไป ก็ฝากสนับสนุนกันด้วยนะครับ


    ^-^

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน