บทที่ 170 ตัดสินใจได้แล้ว
"เฟยเฟยเป็นชื่อที่ข้าตั้งให้ตอนที่จิวฮุ่ยจุติแล้ว พอเป็นเผ่าวิญญาณสวรรค์กไม่มีใครใช้ชื่อนี้อีก คนที่รู้นามที่แท้จริงจึงเหลือข้าเพียงคนเดียว" ชิวเหวินเจี้ยนบอกกับเทพมาร
พวกเขาหยุดลงที่กลางป่าแห่งหนึ่งที่ซึ่งชิวเหวินเจี้ยนคิดว่าน่าจะปลอดภัยและรอดพ้นจากการตามล่าของเหล่าเอลฟ์ เทพมารลอบมองเฟยเฟยหรืออดึตเผ่ามนุษย์สัตวนามจิวฮุ่ย เจ้าจิ้งจอกสีขาวนอนอยู่แทบเท้าชิวเหวินเจี้ยนจนเทพมารเริ่มมสงสัยแล้วว่าเป็นสหายกันแน่หรือยังไงเสียก็ดูเหมือนเฟยเฟยจะเคารพชิวเหวินเจี้ยนเสียมากกว่า
"ก็อย่างที่ข้าบอกไปเฟยเฟย ข้าเลือกที่จะลงมาเกิดใหม่" ชิวเหวินเจี้ยนยิ้ม เขาส่ายหน้าเล็กน้อยเพราะเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดอยู่ไม่น้อย "ถ้าเลือกได้ข้าก็จะอยู่แบบเดิม แต่เอาเถอะ เรื่องราวมันผ่านมาแล้ว ส่วนเจ้าเล่ามาอยู่ที่น่ได้อย่างไร"
เฟยเฟยไม่ได้กลับคืนร่างเป็นมนุษย์จิ้งจอก การอาศัยอยู่ในร่างเล็กๆ เช่นนี้ช่วยเก็บตุนพลังเวทย์ได้มากโข ชิวเหวินเจี้ยนยังจำเรื่องราวได้ดี การที่เฟยเฟยทำดาบในการดูแลหายไปทำให้ถูกลดพลังลงมาก
"หลังจากพวกเผ่าสวรรค์ลงความเห็นให้ข้าถูกลดพลังและลงมาที่นี่ ข้าก็เฝ้าตามหาดาบเทพมารมาตลอด หวังจะนำมันคืนและข้าจะได้กลับไปรับพลังกลับคืนมา" เฟยเฟยบอกกับชิวเหวินเจี้ยน เขาเองก็อยู่ในช่วงเหตุการณ์ของเรื่องนั้น แต่ทว่าเขากลับลงมาเกิดก่อนเลยไม่รู้ว่าเฟยเฟยไปอยู่ที่ไหนหลังจากนั้น "ข้าจับพลังของดาบเทพมารไม่ไกลจากที่นี่ก็เลยมาที่ดินแดนเอลฟ์"
"คงเป็นตอนฉีกกระชากมิติ" ชิวเหวินเจี้ยนพูด
"ท่านมีดาบเทพมารหรือ" จิ้งจอกสีขาวทำตาโต มันมองไปรอบๆ ทว่าไม่พบสิ่งที่พูดถึง ชิวเหวินเจี้ยนตลกกับท่าทางตื่นๆ ของเฟยเฟย จนสุดท้ายแล้วเขาก็เรียกให้อีกฝ่ายหยุดมองหา ชายหนุ่มชี้มาที่ร่างกายของตนเอง
"ไม่มีดาบอีกแล้ว" เขาพูดพร้อมนำมือทาบอก "เทพมารอยู่ในร่างของข้าแทน" จิ้งจอกสีขาวตกใจกับคำตอบไม่น้อย จ้องเขาตาเป็นวาว
“เทพมารอยู่ในตัวท่าน!”
“ถูกแล้วเฟยเฟย” ชิวเหวินเจี้ยนย้ำคำ เขายกยิ้มให้ก่อนที่จิ้งจอกสีขาวจะจดจ้องเขา ดูเหมือนพวกเขาจะมีจิตใจที่สื่อสารถึงกันได้ เฟยเฟยใช้ชีวิตกับดาบเทพมารมานานมาก อาจจะนานกว่าเขากับเทพมารอยู่ด้วยกันแต่แรกเริ่มเสียอีก เฟยเฟยถือครองดาบและปกป้องมันเอาไว้ จึงง่ายดายนักที่จะพิสูจน์ว่าที่ชิวเหวินเจี้ยนพูดจริงหรือไม่
ไม่ผิดแน่ความรู้สึกเช่นนี้ พลังมหาศาลที่ใช้ผู้คนปิดผนึก พลังที่ทำให้ชุมชนของเขาแทบจะสูญสิ้นหากชิวเหวินเจี้ยนไม่เข้ามาช่วยเหลือเอาไว้ เฟยเฟยจำมันได้ดีเป็นอย่างที่ชิวเหวินเจี้ยนบอกโดยแท้ แม้ว่าเรื่องราวยาวนานที่เขาเผชิญบนโลกมนุษย์ทั้งสองปีจะดูไม่น่าเชื่อไปบ้างแต่ตอนนี้เฟยเฟยรับรู้ถึงมันทั้งหมดแล้ว
จิ้งจอกสีขาวพยักหน้ารับ “งั้นภารกิจของข้าก็เสร็จสิ้นแล้ว” เฟยเฟยบอกกับชิวเหวินเจี้ยน “ข้าได้เจอดาบเทพมารที่หายไปแล้ว”
ชิวเหวินเจี้ยนนั่งลงที่พื้นดิน เขาทิ้งร่างกายเหนื่อยล้าที่ไม่สมประกอบดีก่อนจะมองขึ้นไปบนฟากฟ้า เฟยเฟยไม่สามารถปิดบังความรู้สึกเจ็บปวดที่เห็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เป็นเช่นนี้ได้ เขาไม่เคยเห็นชิวเหวินเจี้ยนตกต่ำมาก่อน ไม่ว่าคนๆ นี้จะเจอปัญหาขนาดไหนก็ไม่เคยรู้สึกสิ้นไร้ไม้ตอกเช่นนี้
“แล้วจะทำอย่างไรต่อ”
เฟยเฟยก้มหน้าลง ขนของมันปลิวไปตามแรงลม “ข้าไม่มีพลังพอที่จะกลับไปยังปราสาทสีทอง ถ้าเป็นแต่ก่อนหากข้าเจอดาบแล้วข้าจะได้รับพลังทั้งหมดกลับมาและท่านคงจะเข้าหารือกับพวกวิญญาณสวรรค์ตนอื่นเพื่อดึงข้ากลับไปที่นั่น แต่ตอนนี้....”
“ข้าอยู่ที่นี่ เป็นชายหนุ่มแขนขาดสินะ” ชิวเหวินเจี้ยนหัวเราะในลำคอ เฟยเฟยหกน้าเหยเก จิ้งจอกสีขาววิ่งเข้ามาหาเขา ส่ายหน้าปฏิเสธระรัว
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้ายังสามารถติดต่อไปหาพวกเผ่าวิญญาณสวรรค์คนอื่นได้” เฟยเฟยชี้ทางสว่างให้กับชิวเหวินเจี้ยน เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงเทพมารหัวร่อกับความหัวช้าของเขา ชิวเหวินเจี้ยนเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจนักแต่ก็สนทนากับเฟยเฟยต่อ
“งั้นจะให้พวกเขาดึงเรากลับไปสินะ พลังของข้าในยามนี้เองก็กลับไปที่นั่นไม่ได้ ข้าฝากบัลลังก์เอาไว้กับคนที่ไว้ใจได้ ให้ดูแลพลังและร่างเนื้อของข้าอยู่ที่นั่น” ชิวเหวินเจี้ยนบอกกับเฟยเฟย จิ้งจอกสีขาวหน้าหงอย มันไม่ได้ยกยิ้มแม้ว่ารู้ดีว่านั่นจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในยามนี้ เรื่องราวยาวนานจะได้จบลงเสียที
“แต่สองปีมานี้ ไม่มีใครตอบรับการสื่อสารของข้าแม้เพียงคนเดียว”
ยอมรับว่าไม่เพียงแต่ชิวเหวินเจี้ยนที่นิ่งไปเท่านั้นเทพมารเองก็เงียบไปเช่นเดียวกัน สีหน้าของชิวเหวินเจี้ยนตึงเครียดหนักกว่าเดิมหลายเท่า ในทีแรกชายหนุ่มคิดว่าจะเก็บความคิดนี้ไว้กับตนเพียงผู้เดียวและมีเพียงเทพมารเท่านั้นที่รับรู้แต่ในตอนนี้สหายที่ดีที่สุดของเขาอยู่เบื้องหน้าแล้ว
“ข้าว่ามีคนทรยศ” ชิวเหวินเจี้ยนพูดเสียงหนักแน่นเน้นย้ำทุกถ้อยคำ เฟยเฟยตัวแข็งทื่อ มันนึกภาพเหล่าวิญญาณสวรรค์ที่เคยลงความเห็นปฏิเสธการให้อภัยตนแต่นั่นไม่คิดว่าจะเป็นสาเหตุให้พวกเขาเหล่านั้นหักหลังชิวเหวินเจี้ยน “มีคนทำอะไรกับปราสาทที่ข้าสร้างขึ้นมา ทหารของข้าบอกว่าเกิดอะไรไม่ดีภายในแต่ข้าไม่ได้รู้เรื่องราวทั้งหมดแต่นั่นคงพอเป็นสาเหตุ ข้ากลับไปครั้งหนึ่งหลังจากนั้นก็สูญเสียพลังไป เปิดประตูมิติไม่ได้อีก ทั้งยังเกือบตกตายเพราะพวกเผ่ามาร เรื่องราวดูท่าจะไม่ง่ายอย่างที่ข้าคิดหากคนในไม่ไว้ใจกันเอง”
“เป็นเขาคนนั้นหรือไม่” เฟยเฟยบอก ทั้งสองมองตากันเพียงแค่จดจ้องก็รู้ว่าหมายถึงผู้ใด หากใครจะทำอะไรกับร่างกายจักรพรรดิของเขาได้ก็มีแต่คนที่ฝากบัลลังก์ไว้ให้เท่านั้นแต่ว่าจะทำอย่างไรได้เล่าในยามนี้ โลกไร้นามก็เริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเบื้องบนกำลังเล่นสนุก เพียงแต่ตัวเขาในยามนี้ไม่มีพลังเฉกเช่นเดียวกับเมื่อก่อนอีกต่อไป
“ข้าไม่มั่นใจ” ชิวเหวินเจี้ยนสารภาพ เขาไม่กล้าปักใจนัก เรื่องราวหลายอย่างยังคงคาใจเขา ใครทำ...ทำไปเพื่ออะไร คนๆ นั้นจะได้อะไรจากการทำเช่นนี้กัน การฆ่าเขาคงทำได้ง่ายดายทำไมไม่ทำเสียตอนนี้เลย ชิวเหวินเจี้ยนให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้และคำตอบเหล่านั้นจะได้รับจากปากผู้ทรยศเท่านั้น
“งั้นตอนนี้ท่านจะทำอย่างไร ในเมื่อพวกเรากลับไปไม่ได้”
ชิวเหวินเจี้ยนมองแขนที่เหลืออยู่คงตนเอง ในอกยังคงอุ่นร้อน พลังเวทย์ที่เหลืออยู่ยังคงไหลเวียนในร่างกาย เนื้อหยาบเหล่านั้นยังคงไม่สูญสลายไป ต่อให้เขาจะไม่ได้เป็นหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหออีกแล้วก็ใช่ว่าจะต้องยอมแพ้ ชิวเหวินเจี้ยนเหมือนจะพบคำตอบให้กับตัวเองในตอนนี้
“ข้าจะตามหามังกรมายาลวง...” ชิวเหวินเจี้ยนพูดเสียงแผ่วเบา “เมื่อนั้นข้าจะจุติ หากพลังของมังกรมายาลวงไม่เพียงพอจะกลับไป ข้าจะจุติใหม่ จะจุติใหม่ในชื่อของชิวเหวินเจี้ยน”
จิ้งจอกสีขาวรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นนั้น รับรู้ได้ทั้งหมดถึงความตั้งใจของชิวเหวินเจี้ยน ต่อให้เปลี่ยนร่างที่อาศัยไปกี่ร้อยพันครั้ง เฟยเฟยจะต้องรู้ จะเชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่าเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนไป ต่อให้จะเป็นชื่อไหน เป็นเผ่าอะไร แต่จิตวิญญาณของหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอจะสถิตอยู่เรื่อยไป
“งั้นข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน” จิ้งจอกสีขาวบอก ชิวเหวินเจี้ยนทอดมองสหายรักที่สู้เคียงข้างกันมานาน “พลังของข้าจะเป็นประโยชน์ต่อท่าน ให้ข้าได้อยู่กับท่านจนกว่าจะถึงจุดจบของเรื่องราวนี้เถอะ”