เงาร่างของสองแม่ลูกคู่หนึ่งทอดยาวไปบนทางเดินของทางเข้าโรงเรียนสอนดนตรีแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมถนนใจกลางเมือง
นางกนกอร เดินนำหน้าบุตรชายซึ่งตัวสูงแต่เดินห่อไหล่มีท่าทีเศร้าหมอง และใบหน้าอมทุกข์ มุ่งตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่ซึ่งมีเ้าหน้าที่หญิงของทางโรงเรียนนั่งอยู่
“ขอโทษนะคะ” นางกนกอรพูดขึ้น “คือฉันจะพาลูกชายมาสมัครเรียน”
“อ๋อค่ะ งั้นเชิญดูระเบียบการก่อนนะคะ”
นางกนกอรรับใบปลิวมาจากเ้าหน้าที่แล้วเดินนำบุตรชายไปหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาใกล้กับบริเวณนั้น
“ดูซิออยล์ เรียนอะไรดี ?”
หญิงวัยกลางคนหันไปถามความเห็นของลูกชาย
“...ครับ ?”
ชายหนุ่มชื่อ ออยล์ ตอบกลับด้วยท่าทีไม่กระตือรือร้นนัก
ออยล์มีอายุยี่สิบห้าปี เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยและป่วยเป็โรคซึมเศร้า
มารดาของเขา นางกนกอรนั้นถึงจะมีอายุอยู่ใน่กลางคนแต่หล่อนก็ยังคงเฟี้ยวฟ้าวไม่ยอมแก่เลยสักนิด
สาเหตุที่สองแม่ลูกมาอยู่ ณที่โรงเรียนสอนดนตรีแห่งนี้ก็เพราะโรคซึมเศร้าของออยล์ชายหนุ่มเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาแต่ก็ยังไม่ได้ทำงานทำการอะไร ในทางกลับกันชีวิตมหาวิทยาลัยกลับทำให้ออยล์กลายเป็ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กว่าจะดั้นด้นจนเอาปริญญามาได้ก็เืตาแทบกระเด็นทีเดียว
ออยล์เป็คนที่มีปัญหาเื่การเข้าสังคมกับผู้อื่นมาั้แ่ไหนแต่ไรแล้วแต่ชายหนุ่มก็เอาตัวรอดมาได้เพราะเป็คนเรียนเก่งนั่นเองจะมามีปัญหาหนักสุดก็ตอนมหาวิทยาลัยนี่แหละ ไอ้ระบบซีเนียร์อะไรนั่น มันทำให้ออยล์แทบทนไม่ไหวอยากลาออกมาหลายครั้งแล้ว
แน่นอนว่าออยล์ไม่มีเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเลยเพราะทุกคนต่างก็เกรงกลัวรุ่นพี่จนไม่มีใครกล้าเป็เพื่อนกับออยล์เขาเป็ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่มักชอบแสดงสีหน้าอมโศกอยู่เสมอจนสุดท้ายออยล์ก็กลายเป็ป่วยโรคซึมเศร้าเข้าให้จริง ๆ
นางกนกอรรักบุตรชายคนเดียวนี้มากถึงออยล์จะไม่ได้ทำงานในตอนนี้หล่อนก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะประเด็นสำคัญคือต้องทำให้เ้าตัวได้รับการ‘ซ่อมแซมทางด้านจิตใจ’ จากสิ่งแย่ ๆที่เจอในรั้วมหาวิทยาลัยให้กลับมามีชีวิตที่ร่าเริงแจ่มใสเหมือนเดิมก่อน
...ออยล์ผู้ต่อต้านระบบโซตัส และซีเนียริตี้คิดผิดน่าดูที่เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยปิด…
ทางเดียวที่นางกนกอรคิดออกก็คือเื่ของดนตรี
วันหนึ่งขณะที่หล่อนโดยสารรถประจำทางผ่านหน้าโรงเรียนสอนดนตรีแห่งนี้นางกนกอรก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ พอรู้ว่าที่นี่เป็โรงเรียนดนตรีของดร.อุทุมพร อาจารย์สอนดนตรีผู้มีชื่อเสียงเท่านั้นแหละหล่อนก็ไม่พลาดที่จะพาลูกชายมาสมัครเรียนทันที
“ว่าไงจ๊ะออยล์ ?”
นางกนกอรถามขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแต่ออยล์ก็ยังไม่ได้ให้ความเห็นว่าตกลงจะเรียนอะไร
“???”
ออยล์มองที่มารดาอย่างตั้งคำถามกลับนั่นทำให้นางกนกอรรู้สึกหงุดหงิด
“จะเรียนอะไรเลือกเอาสักอย่างสิจ๊ะลูก เรียนดนตรีซะ เผื่ออะไร ๆมันจะดีขึ้น !”
ออยล์รู้ว่ามารดาเขาคงจะเชื่อมโยงไปกับคำว่า‘ดนตรีบำบัด’ และคงจะหวังว่าดนตรีจะทำให้อาการซึมเศร้าของเขาดีขึ้น
ตึ๊ง !
เสียงลิฟต์ดังขึ้นมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากลิฟต์ด้วยท่วงท่าสง่างามออยล์เห็นเ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์รีบลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวสวัสดีผู้หญิงคนนั้น
“สวัสดีค่ะดร.”
“สวัสดีจ้ะ”
ตัวเขาไม่ได้สนใจ แต่มารดาของเขานั้น…
“นั่น ดร.อุทุมพร” นางกนกอรมีสีหน้าตื่นเต้น “นี่ไงจ๊ะเ้าของโรงเรียนแห่งนี้ โอ ! ใช่อาจารย์จริง ๆ ด้วย”
น้ำเสียงตื่นเต้นที่พูดในระดับค่อนข้าง‘ดัง’ ของนางกนกอรทำให้ดร.อุทุมพรหันมาสนใจกับพวกเขาสองแม่ลูกทันทีผู้เป็เ้าของโรงเรียนดนตรีเดินตรงเข้ามาหาแล้วทักทายกับพวกเขา
“สวัสดีค่ะคุณแม่ วันนี้พาลูกชายมาสมัครเรียนเหรอคะ ?”
ดร.อุทุมพรมีมาดผู้ดีอยู่เต็มเปี่ยมจนออยล์แอบคิดในใจว่าช่างแตกต่างจากคุณแม่สุดเฟี้ยวของเขาอย่างสิ้นเชิงทั้งที่อายุน่าจะไล่เลี่ยกัน
“ค่า คือลูกชายฉันเขาป่วยเป็โรคซึมเศร้าฉันก็เลยอยากจะให้เขาได้เล่นดนตรีน่ะค่ะ”
“ค่ะ แล้วคิดว่าจะเรียนอะไร เลือกไว้หรือยังคะ ?”
ดร.อุทุมพรชวนคุยอย่างเป็กันเองออยล์เข้าใจได้เลยว่าทำไมอาจารย์ดนตรีท่านนี้ถึงได้เป็ที่ประทับใจของใครต่อใครขนาดมารดาของเขายังเป็แฟนคลับ เพราะความใจดีและไม่ถือตัวนี่เอง
“อ่า ว่าไงลูก ?”
มารดาหันมาถามชายหนุ่มซึ่งไม่ทันตั้งตัว
“เอ่อ ครับ”
ออยล์นั่งตัวตรงเมื่อดร.อุทุมพรเดินเข้ามานั่งที่โซฟารับรองตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาและมารดา
“พอดีฉันไม่ได้รีบไปไหนแล้วก็รู้สึกแปลกใจมากที่มีนักเรียนวัยใกล้เคียงกับลูกชายมาเรียนถ้าอย่างไรฉันจะขอแนะนำคอร์สให้นะคะ เผื่อจะสนใจ”
“‘ลูกชาย’ อาจารย์เหรอคะ ?”
นางกนกอรถาม
“ใช่ค่ะ ลูกชายของฉันเป็ครูสอนกีตาร์คลาสสิกอยู่ที่นี่ที่จริงแล้วส่วนใหญ่คนที่มาเรียนจะเป็พวกเด็ก ๆ มากกว่าไม่ค่อยได้เจอคนที่เป็ผู้ใหญ่แล้วเท่าไหร่”
“อ้อค่ะ”
ออยล์นั่งฟังบทสนทนาของแม่และอาจารย์เ้าของโรงเรียนไปเงียบๆ
สุดท้ายก็เป็นางกนกอรที่คุยไปคุยมาก็ตกลงเองเสร็จสรรพว่าจะให้เขาเรียนกีตาร์คลาสสิกกับครูซึ่งเป็บุตรชายของดร.อุทุมพรออยล์พยักหน้าและเออออไปตามนั้น จากนั้นสองแม่ลูกจึงเดินทางกลับซึ่งแน่นอนว่าคุณแม่สุดเฟี้ยวของเขาไม่ลืมที่จะถ่ายรูปและขอลายเซ็นอาจารย์เ้าของโรงเรียนด้วย
ออยล์จะไปเรียนกีตาร์คลาสสิกกับครู‘บุตรชายของดร.อุทุมพรเ้าของโรงเรียน’ ทุกวันเสาร์ตอนบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมง
แน่นอนว่าเขาต้องเตรียมตัวั้แ่เช้าเพราะระยะทางจากบ้านไปถึงโรงเรียนก็ไกลพอสมควร ต้องนั่งรถเมล์ไปประมาณหนึ่งชั่วโมง
วันนี้ออยล์ตื่นแต่เช้า มันจะเป็ครั้งแรกนับั้แ่จบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยที่เขาจะกลับไป‘เรียน’
คอร์สที่ออยล์ลงเรียนนั้นเป็คอร์สระยะเวลาหนึ่งปีเรียนเดี่ยว ตัวต่อตัวกับครูผู้สอน
ออยล์ไม่รู้สึกตื่นเต้นนักแต่เขาหวังเพียงอย่างเดียวว่าครูผู้สอนคนนี้จะเข้ากับเขาได้บ้างไม่มากก็น้อยเพราะหากไม่เป็เช่นนั้นการส่งไปเรียนดนตรีของนางกนกอรก็คงจะไม่ช่วยอะไรเลยกับเื่อาการซึมเศร้าของเขา
ออยล์ใส่สมุดโน้ต ปากกา ลงไปในกระเป๋าเป้วันนี้ชายหนุ่มแต่งตัวด้วยเสื้อโปโลแขนสั้นและกางเกงขายาวสุดแสนจะธรรมดามากแต่มันก็คือ ‘ออยล์สไตล์’
ชายหนุ่มนั่งรถเมล์มาลงที่ป้ายรถซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนแล้วเดินต่อมาเล็กน้อย
ขณะนี้เป็เวลาเที่ยงวันอันแสนร้อนจัดแสงแดดแผดกล้าเสียจนออยล์ต้องรีบเดินเข้าไปในตัวอาคารให้เร็วที่สุดเพราะแทบจะละลายไปกับความร้อนอยู่แล้วมองดูนาฬิกาข้อมือก็พบว่าเขามาก่อนเวลาสามสิบนาที
เ้าหน้าที่สาวสวยคนเดิมกับที่เคยเจอเมื่อครั้งมาสมัครเรียนพาเขาไปยังห้องเรียนออยล์นั่งรออยู่ด้านนอก พลางถอนหายใจเบา ๆไอ้ตัวเขาก็ไม่ได้มีความรู้เื่กีตาร์เลย แล้วจะไหวเหรอ ?
‘จะว่าไปลูกชายของอาจารย์คนนั้นจะเป็แบบไหนกันจะเป็แบบอาจารย์คนนั้นหรือเปล่า ?’
ออยล์คิด ขณะนั่งเหยียดขาอย่างสบาย ๆดร.อุทุมพรนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงคนนั้น ตัวจริงสวยสง่า เนี้ยบไม่มีที่ติแบบนี้คนที่เป็ลูกก็คงไม่ต่างกัน
จนกระทั่งออยล์ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมาทางนี้เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งดูแล้วน่าจะมีอายุไล่เลี่ยกับเขาเดินตรงเข้ามาหา
“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มคนดังกล่าวทัก “มาเรียนใช่ไหม เข้ามาเลย ๆ”
ออยล์งงนิดหน่อยก่อนที่สมองจะสั่งการโดยอัตโนมัติให้กล่าวคำทักทายและยกมือไหว้
...จะอายุมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ไม่รู้แหละแต่ตามมารยาทแล้วในเมื่อเขาเป็ผู้เรียน…
“สวัสดีครับครู…”
“ครูชื่อิครับ เมื่อวันก่อนคุณแม่เล่าให้ฟังแล้วดีใจจังที่มีคนรุ่นเดียวกันมาเรียน เพราะส่วนใหญ่ต้องรับมือกับความซนของเด็ก ๆตลอดเลย”
“...อ่า ครับ ผมชื่อออยล์”
ออยล์ยิ้มแห้ง ๆเขาวางกระเป๋าเป้ลงที่มุมห้องแล้วเดินตามิไปนั่งลงบนเก้าอี้
“เคยเล่นกีตาร์มาก่อนไหม ?”
ิถาม ออยล์ส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“ถ้าแบบจริงจังล่ะก็ไม่ครับ ไม่เลย”
ครูสอนกีตาร์พยักหน้า
“แล้วเื่ตัวโน้ตต่าง ๆ ล่ะ พอมีพื้นฐานมาก่อนไหม ?”
“พอมีบ้างั้แ่สมัยเรียนครับ แต่ผมก็ลืมไปหมดแล้ว”
“อืม นั่นสินะ”
ิยิ้มให้เขา
ออยล์เพิ่งสังเกตว่าิเป็ชายหนุ่มผมยาวที่หน้าหวานมากหนำซ้ำยังตัวเล็ก ๆ ดูคล้ายผู้หญิง แต่ก็ดูเอาจริงเอาจังในการสอนมาก
พวกเขาไม่ได้คุยสัพเพเหระกันมากนักหลังจากออยล์บอกไปว่าตัวเขาเองอายุยี่สิบห้าปี ิยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้นคุณออยล์ก็อายุมากกว่าผมสิครับ”
“ครับ ?”
“ผมเพิ่งจะรับปริญญาไป ปีนี้ก็ยี่สิบสองครับ”
“อ่า”
“ที่จริงแล้วผมรับจ๊อบเป็ครูสอนกีตาร์ที่โรงเรียนของแม่มาั้แ่อายุสิบหกสิบเจ็ด โน่นแน่ะครับ ก็อย่างที่บอกว่าส่วนใหญ่จะมีแต่เด็ก ๆ มาเรียน”
“...”
ออยล์นั่งฟัง แต่ไม่ได้คิดจะพูดจาโต้ตอบอะไร สิ่งที่อยู่ในสมองของเขาตอนนี้มีแต่เขาอยากจะเข้าบทเรียนแล้วก็เริ่มเรียนสักทีแล้วคอร์สนี้ยังอีกยาวไกล เพราะเป็คอร์สที่ใช้เวลาหนึ่งปีทีเดียว
หลังจากนั้นเขาก็ถูกถามถึงวัตถุประสงค์ในการเรียนเพื่อที่ครูผู้สอนจะได้สอนได้ตรงจุดมากขึ้นซึ่งออยล์ก็บอกออกไปตามความเป็จริงว่าเขา้าใช้ดนตรีมาบำบัดอาการซึมเศร้า
ออยล์บอกไปตามตรงว่าเขาเป็ผู้ป่วยจิตเวชอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างการรักษา ...ตอนแรกก็คิดว่าิจะใหรือรังเกียจแต่ไม่เลย… ไม่เลยสักนิด เพราะอีกฝ่ายฟังในสิ่งที่เขาเล่าอย่างตั้งใจด้วยดวงตากลมสวยที่มองมาอย่างแสดงถึงความแน่วแน่ในจิติญญาความเป็ครู