บทที่ 46
ฝุ่นควันค่อยๆจางหายไปเผยให้เห็นบริเวณที่เกิดระเบิด สายฝนมองไปยังบริเวณนั้น ในใจเขาเต็มไปด้วยความกังวลทว่าเมื่อเห็นศพของราชันย์หมาป่าวายุกับศพราชันย์หมีปฐพีความกังวลพลันหายไปทันที ความปิติยินดีเข้ามาแทนที่
“ฮ่าาๆๆ ดูเหมือนฉันจะโชคดีอีกแล้ว” สายฝนหัวเราะ เขาใช้สายตาเช็คว่าบริเวณนั้นยังมีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือหรือไม่ เขาเห็นหมาป่าวายุตัวหนึ่งยังไม่ตาย แต่สภาพของมันก็แทบไม่ต่างไปจากตายแล้ว มันนอนแน่นิ่ง ตามร่างกายเต็มไปด้วยเลือด ดวงตาดูไร้ชีวิตชีวา
ถัดไปจากมันไม่ไกลมากนักมีหมีปฐพีสามตัวนอนอยู่ด้วยสภาพไม่ต่างจากหมาป่าวายุ สิ่งมีชีวิตทั้งสี่ตัวนี้คือสิ่งมีชีวิตที่รอดจากการปะทะกันของทักษะราชันย์หมาป่าวายุกับราชันย์หมีปฐพี!
ทว่าถึงจะรอดได้แต่พวกมันก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ไม่อาจขยับเขยื้อนหรือส่งเสียงใดๆออกมา สายฝนเดินเข้าไปใกล้พวกมัน มีดหั่นผลไม้ของราชันย์อยู่ในมือขวาของเขา ด้วยความเร็วของสายฝนบวกกับสิ่งมีชีวิตทั้งสี่ซึ่งเหลือรอดไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ทำให้ไม่นานเขาก็ถึงตัวพวกมัน
“ฉันจะช่วยพวกแกให้พ้นจากความทรมานเอง!” สายฝนกล่าวเบาๆ ในใจเขาคิดสังหารพวกมันเพราะต้องการชิ้นส่วนร่างกาย เขาไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเพื่อให้พวกมันหยุดทรมานเลยแม้แต่นิด
มีดหั่นผลไม้ของราชันย์ฟันออกไป สิ่งมีชีวิตทั้งสี่เริ่มตายทีละตัว หลังสังหารพวกมันแล้วสายฝนก็ใช้ความสามารถทำอาหารระดับหนึ่งแยกชิ้นส่วนที่ทำกำไรได้มากที่สุดและเล็กที่สุดออกมา เมื่อแยกชิ้นส่วนตัวแรกเสร็จสายฝนก็ทำแบบเดิมกับสิ่งมีชีวิตตัวที่สอง
ระหว่างแยกชิ้นส่วนสายฝนก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองนั้นเปลี่ยนไป ปกติแม้เขาจะไม่ได้สนใจชีวิตผู้อื่นมากนักแต่เขาก็รู้สึกสงสารทุกครั้งเมื่อเห็นคนเสียชีวิต ชีวิตทุกชีวิตมีคุณค่าเป็นของตนเอง ไม่มีชีวิตที่ไร้ค่า
‘ฉันรู้สึกว่าความคิดของฉันเกี่ยวกับเรื่องคุณค่าชีวิตมันเปลี่ยนไป!’ สายฝนคิดขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนอย่างน้อยเขาก็คงรู้สึกสงสารสิ่งมีชีวิตทั้งสี่ตัวซึ่งเขาได้สังหารไป เจ้าพวกนี้ก็แค่ทำตามคำสั่งเจ้านายเท่านั้นทำไมชีวิตพวกมันต้องมาจบอย่างน่าอนาถด้วยเล่า?
ปัจจุบันตัวเขากลับไม่รู้สึกใดๆเลย แม้แต่เสียใจเล็กน้อยเขาก็ไม่รู้สึก มันราวกับชีวิตของสิ่งมีชีวิตระดับศูนย์จุดห้าทั้งสี่ไม่ได้มีคุณค่าอะไรในสายตาเขา สายฝนรู้สึกอย่างงั้นจริงๆ ขนาดมองเขายังรู้สึกรังเกียจ
‘เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย?’ สายฝนเริ่มหงุดหงิด ไม่ว่าเขาจะคิดยังไงเขาก็คิดไม่ออก เรื่องนี้หากเป็นตามปกติสายฝนจะไม่มีทางหงุดหงิดเพราะเขารู้ว่าถึงจะหงุดหงิดไปก็ไม่ได้อะไร ทว่าเวลานี้มันต่างกันสายฝนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้เลยแม้จะพยายามสุดๆแล้วก็ตาม สำหรับผู้ที่ตระหนักถึงความสงบมันมีโอกาสน้อยมากที่จะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้
ด้วยความหงุดหงิดสายฝนรีบใช้มีดหั่นผลไม้ของราชันย์แยกชิ้นส่วน เขานำชิ้นที่เล็กและมีค่ามากที่สุดเก็บใส่กระเป๋าเป้ วินาทีถัดมาคิ้วของเขาพลันขมวดแน่น กระเป๋าเป้ของเขาแทบไม่เหลือที่ว่างเอาใว้ใส่สิ่งของเพิ่มเลย
‘ฉันควรซื้อกระเป๋าเป้อีกอันในร้านค้า’ สายฝนกล่าวในใจ เขาไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์เทพเจ้าขึ้นมาเปิดเข้าแอปพลิเคชัน[ร้านค้า] ไม่กี่วินาทีต่อมากระเป๋าเป้สีดำก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ สายฝนรับมันใว้ได้ทันก่อนตกพื้น
ความรู้สึกหงุดหงิดของสายฝนหายไปภายในทันทีเมื่อเขาสั่งซื้อกระเป๋าเป้ใบใหม่ ไม่ใช่เพราะสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้แท้จริงมันเป็นเพราะความรู้สึกหงุดหงิดได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นความเศร้าไปแล้ว! สายฝนรู้สึกเศร้าใจเมื่อเห็นแต้มสำรวจที่สูญหายไป
‘เฮ้ออ~ ฉันจะต้องรีบหาแต้มสำรวจเพิ่ม แต้มสำรวจของฉันตอนนี้เหลือน้อยมากๆ ของที่ฉันสามารถซื้อได้ตอนนี้มีแค่ของใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ฉันไม่สามารถซื้อได้กระทั่งมีดหั่นผลไม้ของราชันย์’ สายฝนคิดและวางแผนว่าเขาควรทำอย่างไรดี
ขณะคิดสายฝนก็ใส่ชิ้นส่วนสิ่งมีชีวิตระดับศูนย์จุดห้าเข้าไปในกระเป๋าเป้ใบใหม่ เขาไม่กลัวว่ากระเป๋าเป้จะเลอะเทอะแม้แต่น้อย กระเป๋าเป้จากร้านค้ามันไม่ธรรมดาเช่นเดียวกับเตาปิ้งย่างบาร์บีคิว กระเป๋าเป้ใบนี้สามารถทำความสะอาดได้ด้วยตัวของมันเอง แถมมันก็ไม่ได้เปรอะเปื้อนง่ายขนาดนั้นด้วย
เก็บใส่กระเป๋าเป้ใบใหม่เสร็จสายฝนก็เดินตรงไปยังซากศพราชันย์ทั้งสอง เขามองพวกมันอยู่หลายวินาที สายตาที่เขามองมันเต็มไปด้วยความดูถูก แน่นอนเรื่องนี้สายฝนไม่รู้
‘ฉันไม่คิดเลยว่าพวกมันจะต่อสู้กันรุนแรงขนาดนี้!’ สายฝนรู้สึกมีความสุข ตัวเขาไม่ต้องทำสิ่งใดเลยก็ได้ชิ้นส่วนของระดับหนึ่งมาแล้ว เวลานั้นสายตาสายฝนพลันไปหยุดอยู่ที่เลือดสีแดงฉานของราชันย์ทั้งสอง จมูกเขารับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเลือด อารมณ์สายฝนเหมือนถูกกระตุ้นด้วยอะไรบางอย่าง เขากลับมาคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้อีกครั้ง
ครั้งนี้สายฝนควบคุมอารมณ์ยากกว่าครั้งก่อนอีก เขารู้สึกว่าตนเองกำลังจะคลุ้มคลั่ง สายฝนไม่รู้ตัวเลยว่าเวลานี้สายเลือดภายในร่างกายเขาได้ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมาแล้ว สายเลือดนี้ไม่ใช่สายเลือดที่คนธรรมดาจะรับได้แม้ความบริสุทธิ์ของสายเลือดตอนนี้จะตํ่าเตี้ยเรี่ยดินก็ตาม
สายเลือดที่ถูกกระตุ้นให้ตื่นมันมากพอที่จะทำให้คนธรรมดาซึ่งเป็นระดับศูนย์เป็นบ้าไม่ก็เสียสติได้เลย โชคดีอย่างมากที่สายฝนได้อัขระลี้ลับช่วยเอาใว้ไม่งั้นเขาก็คงเป็นบ้าไปนานแล้ว
ถึงอัขระลี้ลับจะช่วยเอาใว้ทว่ามันก็แค่ช่วยให้สายฝนไม่เป็นบ้าเท่านั้น มันไม่สามารถช่วยสายฝนควบคุมอารมณ์ได้ เรื่องนี้เขาจำเป็นต้องพึ่งพาตนเอง คนอื่นไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งนั้น
‘การตระหนักรู้ความสงบแทบไม่ได้ช่วยฉันเลยนี่หว่า?!’ สายฝนกัดริมฝีปากจนเลือดสีแดงไหลรินออกมา ทีแรกเขาต้องการทำให้ตนเองเจ็บปวดเพื่อให้มีสมาธิควบคุมอารมณ์มากกว่าเดิม แต่การกัดริมฝีปากจนเลือดไหลนั้นกลับทำให้อารมณ์สายฝนคลุ้มคลั่งมากกว่าก่อน
สายฝนไม่มีเวลาให้สบถด่าในใจเลยแม้แต่น้อย เขาจำเป็นต้องใช้สมาธิจำนวนมากควบคุมอารมณ์ตัวเอง จังหวะเดียวกันสายฝนก็รู้สึกเหมือนเข้าใจในอัขระอักษรลี้ลับมากว่าเดิม ความเข้าใจของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก มากจนเกือบกลายเป็นระดับหนึ่ง น่าเสียดาย ยังเหลืออีกหนึ่งก้าวเขาถึงจะกลายเป็นระดับหนึ่งได้
อาจเป็นเพราะความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นอักษรลี้ลับราวกับทรงพลังกว่าเดิม วินาทีนั้นสายฝนจึงค่อยๆกลับมาควบคุมอารมณ์ตนเองได้อีกครั้ง แน่นอนว่าหากเขาไม่ควบคุมอารมณ์ดีๆมันก็มีโอกาสที่เขาจะคลุ้มคลั่งอีกครั้ง
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันบางทีมือถือเทพเจ้าอาจจะรู้ก็ได้” พึมพำเช่นนี้ขณะเดียวกันก็เตรียมกดเข้าโปรแกรม[ข้อมูลชีวิต] นิ้วสายฝนกำลังจะจิ้มที่รูปไอคอน เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น มันคือเสียงของฮันน่า! เธอบอกให้เขาแยกชิ้นส่วนให้เร็วๆหน่อยจะออกเดินทางแล้ว
สายฝนทำอะไรไม่ได้ เขาเก็บโทรศัพท์เทพเจ้ากลับไปที่เดิมของมันอย่างเศร้าใจ เขาเชื่อว่าถ้ากดเข้าแอป[ข้อมูลชีวิต]ตัวเขาจะต้องคลายข้อสงสัยได้อย่างแน่นอน
‘เดี๋ยวค่อยดูทีหลังก็แล้วกัน’ สายฝนคิดพลางใช้อาวุธแยกส่วนร่างไร้วิญญาณของราชันย์ทั้งสองออกมา สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดคืออัญมณีอำนาจซึ่งอยู่ตำแหน่งหัวใจ
---
จบบทที่ 46