ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 65 เริ่นเสี้ยวเทียน

            “น้องชาย เจ้ารวยแล้วนี่คือแก่นปีศาจ!”

            บุรุษหนุ่มสามัญชนถือไข่มุกสีเขียวเข้มเม็ดนั้นไว้พลางตะโกนเสียงดังด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น

            เสิ่นเลี่ยนมองไข่มุกเม็ดนั้นรู้สึกดีใจมาก

            แก่นปีศาจคือสิ่งที่สัตว์วิเศษจะมีได้เมื่อฝึกฝนถึงระดับหนึ่งแล้วซึ่งอย่างน้อยต้องเป็นสัตว์วิเศษขั้นสามขึ้นไป ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่ใช่สัตว์วิเศษทุกตัวจะสามารถหลอมรวมแก่นปีศาจได้อีกด้วย

            หากเสิ่นเลี่ยนกลืนกินแก่นปีศาจของสัตว์วิเศษขั้นสี่เข้าไปอาจจะทะลวงเลื่อนขั้นไปถึงขั้นแม่ทัพในตอนนี้เลยก็เป็นได้

            “เอ้า...นี่ให้เจ้า”

            บุรุษหนุ่มสามัญชนส่งแก่นปีศาจให้เสิ่นเลี่ยน

            “ขอบคุณมาก”เสิ่นเลี่ยนรับแก่นปีศาจมาแล้วกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย จากนั้นเขาก็ส่งมันให้เสิ่นเสวียน

            “มันเป็นของเจ้าหาสถานที่ดูดซับพลังเถอะ” เสิ่นเสวียนยิ้มก่อนจะกล่าวกับเสิ่นเลี่ยน

            “ขอรับ ขอบคุณท่านผู้นำ”

            เสิ่นเลี่ยนรู้สึกดีใจมากเขาทรุดตัวลงนั่งตรงนั้น เริ่มโคจรพลังภายในร่างเตรียมพร้อมดูดซับพลังจากแก่นปีศาจก้อนนี้

            ขณะดูดซับพลังจากแก่นปีศาจเขาจะอ่อนแอกว่าปกติหากโดนรบกวนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ล้มเหลวได้ อย่างดีก็แค่แก่นปีศาจแตกสลาย อย่างเลวร้ายคือโดนพลังกลืนกินจนตายแต่เสิ่นเลี่ยนเชื่อมั่นในเสิ่นเสวียนมาก มีเสิ่นเสวียนอยู่ข้างกายเขาสามารถดูดซับพลังได้อย่างปลอดภัย

            เห็นเสิ่นเลี่ยนเข้าสู่สภาวะฝึกฝนไปแล้วบุรุษหนุ่มสามัญชนจึงพยักหน้าอย่างประหลาดใจ

            “เจ้ากล้าหาญมากเลยทีเดียวเจ้าว่าข้าต้องพยายามขนาดไหน ไม่ใช่ว่าเขาจะทำให้เสียเปล่าไปหรอกหรือ”

            บุรุษหนุ่มสามัญชนกล่าวกับเสิ่นเลี่ยน

            “เจ้าอยากลองดูอย่างนั้นหรือ”

            ขณะนั้นเอง เสิ่นเสี่ยวเม่ยที่ไม่ใส่ใจบุรุษหนุ่มสามัญชนแม้แต่น้อยกล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์เสิ่นเสี่ยวเม่ยมีอายุสิบเอ็ดปีแต่ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้น นางดูเหมือนมีอายุสิบสามสิบสี่ปีแล้วนางเบ้ปากมองเขา มีเจตนาอันแรงกล้าที่จะปะทะกับเขา

            “เอ๋?... น้องสาวคนนี้โกรธแล้วหรือไม่เอาสิ ไม่โกรธนะ”

            ระหว่างที่กล่าว เขาก็เดินเข้าไปหาเสิ่นเสวียนและเสิ่นเสี่ยวเม่ย

            “ข้าชื่อเริ่นเสี้ยวเทียนเป็นทหารรับจ้างของที่นี่ อยากผูกมิตรกับพวกเจ้า”

            “ข้าชื่อเสิ่นเสวียน”

            เสิ่นเสวียนยิ้มแล้วกล่าวกับเริ่นเสี้ยวเทียนเขาต้องไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นแน่นอน เข้ามาตีสนิทเช่นนี้ต้องมีเป้าหมายอย่างอื่น ที่ไม่ได้ขับไล่อีกฝ่ายไปเพราะอยากรู้ว่าเขาจะทำอะไร

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยเบ้ปากมองเริ่นเสี้ยวเทียนนางไม่ชอบเขาเลย ไม่อยากสนใจเขานัก

            “ฮ่าๆ น้องสาวคนนี้อารมณ์ร้อนจังเลยข้าไม่มีเจตนาร้ายสักหน่อย อยากผูกมิตรเท่านั้นเอง หากเจ้าไม่วางใจ อย่างนั้นข้าไปก็ได้!”

            เริ่นเสี้ยวเทียนส่ายหัวก่อนจะหันหลังเดินจากไปมองจากแผ่นหลังของเขารู้สึกได้ถึงความเหงาเล็กน้อย

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยมองเริ่นเสี้ยวเทียนที่กำลังเดินจากไปพลางคิดว่าตนเองทำเกินไปหรือเปล่า

            “เจ้า...เจ้ากลับมาเถอะข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เพียงแต่เจ้าพูดมากเกินไป”

            ได้ยินคำของเสิ่นเสี่ยวเม่ยดังนั้นเริ่นเสี้ยวเทียนจึงหันเดินกลับมาตรงหน้าทั้งสองคนทันที

            “ข้ารู้อยู่แล้วว่าน้องสาวไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอกมาเป็นสหายกันเถอะ ข้าท่องเที่ยวอยู่ภายนอกเป็นประจำ เห็นพวกเจ้าไม่ค่อยได้ออกข้างนอกข้าช่วยนำทางให้พวกเจ้าได้นะ”

            “เจ้ามาจากไหน”เสิ่นเสวียนถามอีกฝ่าย

            “จากไหน?ข้ามาจากสถานที่อันไกลโพ้น ติดตามท่านลุงของข้ามาถึงแคว้นชิงหยุนเมื่อนานมาแล้วต่อมาท่านลุงเสียชีวิตไปข้าจึงต้องอยู่เพียงลำพัง” เริ่นเสี้ยวเทียนครุ่นคิดพลางกล่าว

            “เจ้าน่าสงสารอยู่เหมือนกันท่านพี่ พวกเราให้เขาตามไปด้วยดีไหม” เสิ่นเสี่ยวเม่ยกล่าวกับเสิ่นเสวียน

            “ดี ในเมื่อเสี่ยวเม่ยกล่าวเช่นนี้ภายหน้าพวกเราช่วยเหลือกันและกัน ทว่าสถานที่ที่ข้าอยากไปค่อนข้างไกล เจ้าไม่ไปด้วยก็ไม่เป็นไร”

            “ที่ไหนหรือ”เริ่นเสี้ยวเทียนถาม

            “สถาบันวิญญาณ”

            “สถาบันวิญญาณ!บังเอิญอะไรขนาดนี้ ข้าก็จะไปเช่นกัน”

            เริ่นเสี้ยวเทียนได้ยินคำว่าสถาบันวิญญาณก็ตาโตขึ้นมากล่าวเสียงดังด้วยความประหลาดใจ

            “ก่อนที่ท่านลุงจะเสียชีวิตไปได้บอกข้าไว้ว่าคุณสมบัติของข้าเหมาะสมกับสถาบันวิญญาณมาก บอกให้ข้าต้องเข้าฝึกฝนที่นั่นให้ได้”

            อีกฝ่ายกล่าวออกมาไม่หยุดทำให้เสิ่นเสวียนรู้สึกรำคาญเล็กน้อยหากเป็นก่อนหน้านี้เขาเพียงสงสัยอีกฝ่ายเท่านั้น แต่ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าการมาถึงของอีกฝ่ายไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

            “เอาล่ะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราก็ไปด้วยกัน”

            เสิ่นเสวียนหัวเราะก่อนกล่าวรับคำอีกฝ่าย

            ตอนนั้นเอง ตำแหน่งที่เสิ่นเลี่ยนนั่งอยู่มีพลังรุนแรงปะทุออกมาดึงดูดสายตาของพวกเสิ่นเสวียนทั้งสามคนในทันที

            พลังรุนแรงปะทุเข้ามาจากทุกทิศทางทั้งสามคนจึงแสดงพลังออกมาต้านทานไว้ ทำให้เสื้อผ้าสะบัดเสียงดัง

            ใจกลางวังวนของพลังนั้น พลังบนร่างของเสิ่นเลี่ยนกำลังพลุ่งพล่านอย่างที่สุดไอพลังทั่วทั้งร่างของเขาแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้อย่างน้อยสามเท่า สีหน้าของเขาเดี๋ยวก็แสดงถึงความเจ็บปวดยากที่จะอดกลั้นเดี๋ยวก็แสดงให้เห็นถึงความผ่อนคลาย

            เหตุการณ์นี้เป็นไปประมาณสามสิบลมหายใจแล้วค่อยๆสงบนิ่งลง สีหน้าของเขาก็กลับมาเป็นปกติแล้ว

            เสิ่นเลี่ยนที่นั่งอยู่ตรงนั้นค่อยๆลืมตาขึ้น แววตาฉายประกายแสงสว่างไสว ร่างของเขาสั่นเทิ้มเบาๆ พลังทั้งหมดฟื้นฟูขึ้นจนถึงจุดสูงสุด

            “ร้ายกาจมากสหายทำสำเร็จได้รวดเร็วขนาดนี้เลย!”

            เริ่นเสี้ยวเทียนที่อยู่ข้างๆวิ่งเข้าไปหาเสิ่นเลี่ยนพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้น เขามีความสูงประมาณสี่ฉื่อแปดชุ่นสูงกว่าทุกคนในที่นี้ มีหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างเรียกได้ว่าเป็นบุรุษหนุ่มรูปงาม เพียงแต่มีบุคลิกกระตือรือร้นเกินไปหน่อย

            “ขอบคุณ”

            เสิ่นเลี่ยนลุกขึ้นยืนกล่าวขอบคุณเริ่นเสี้ยวเทียนหากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายให้ความช่วยเหลือเขาคงไม่เจอแก่นปีศาจ ตอนนั้นเองเสิ่นเสวียนและเสิ่นเสี่ยวเม่ยก็เดินเข้ามาหาเขา

            “ฟื้นฟูได้ไม่เลวก้าวหน้าไปอีกด้วย”

            “อืม”

            เสิ่นเลี่ยนพยักหน้าให้เสิ่นเสวียนด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเขารู้ว่าหากไม่ใช่เพราะติดตามเสิ่นเสวียนออกมา ตนเองไม่มีทางทะลวงไปถึงขั้นแม่ทัพได้รวดเร็วขนาดนี้

            ถึงขั้นแม่ทัพตั้งแต่อายุสิบห้าปีเลยนะ!

            ก่อนหน้านี้ในเมืองอวี่ฮว่าเขาเป็นเพียงบุรุษหนุ่มที่พึ่งพาแต่พรสวรรค์เท่านั้น ตอนนี้เขาคืออัจฉริยะเหนือชั้นที่อยู่ในอันดับต้นๆแล้ว แม้แต่หานเฟิงจากตระกูลหานก็ไม่ได้ฝึกตนถึงขั้นแม่ทัพตั้งแต่อายุสิบห้าปี

            “ทั้งสามต่างเป็นผู้มีพลังยุทธ์แต่ตอนนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้ว ทุกคนรีบลงจากเขาดีกว่า โรงเตี๊ยมที่ข้าพักยังพอมีห้องว่างอยู่พอดีไปพักผ่อนกันสักหน่อย แล้วพรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยออกเดินทางไปสถาบันวิญญาณดีไหม”

            “เช่นนั้นต้องรบกวนสหายเริ่นแล้ว”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้ากับอีกฝ่ายพร้อมกล่าว

            ก่อนหน้านี้พวกเขาสามคนกำลังกินอาหารอยู่ในโรงเตี๊ยมพอได้ยินว่ามีสัตว์วิเศษออกอาละวาดจึงรีบออกไปตามหาสัตว์วิเศษ คิดไม่ถึงเลยว่าเพิ่งมาถึงก็ได้เจอกับสัตว์วิเศษตัวนั้นในขณะเดียวกันยังเจอเริ่นเสี้ยวเทียนที่เข้ามาตีสนิทด้วยอีก

            ต่อมาพวกเขาได้ฟังแผนการของเริ่นเสี้ยวเทียนจึงกลับไปยังหมู่บ้านชิงซานเพื่อเข้าพักในโรงเตี๊ยมหนึ่งคืน

            แล้วค่ำคืนที่เงียบสงบก็ผ่านพ้นไป

             

            เช้าวันต่อมา ทั้งสี่คนมารวมตัวกันตรงทางเข้าโรงเตี๊ยมในหมู่บ้านชิงซาน

            “วันนี้พวกเราไปยังสมาคมทหารรับจ้างเพื่อส่งมอบภารกิจจัดการสัตว์วิเศษตัวนั้นกันก่อนเถอะเพื่อให้สหายเสิ่นเลี่ยนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นทหารรับจ้างขั้นเงิน และยังได้เงินรางวัลหนึ่งแสนเหรียญทองพร้อมกับมีเงินพิเศษรายเดือนอีกด้วย”

            เริ่นเสี้ยวเทียนจัดระเบียบเสื้อผ้าเล็กน้อยเขาดูเป็นคนประณีตอยู่ไม่น้อย เสื้อผ้าของเขาหรูหรากว่าก่อนหน้านี้มาก ดูแล้วไม่เหมือนคนที่โดดเดี่ยวสักเท่าไรเหมือนลูกหลานตระกูลใหญ่เสียมากกว่า

            เสิ่นเสวียนได้เห็นการแต่งกายของอีกฝ่ายก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตาเพียงแต่คิดไม่ออกว่าตนเองเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน

            เสิ่นเลี่ยนและเสิ่นเสี่ยวเม่ยไม่กล่าวอะไรพวกเขาเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของเสิ่นเสวียน

            จากนั้นทั้งสี่คนจึงมุ่งหน้าไปยังสมาคมทหารรับจ้างแห่งหมู่บ้านชิงซานขณะที่พวกเขาเดินไปถึงลานกว้างด้านหน้าสมาคมทหารรับจ้าง พลันมีเสียงไม่ได้รับเชิญแทรกเข้ามา

            “เสี่ยวเม่ยเม่ยไม่ได้เจอกันนานเลย”

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน