ซูเจี๋ยนชะงักอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงรีบผงกศีรษะรับ : “อื้ม ไม่ใช่จริงๆ นั่นแหละ”
“อ้องั้นเองสินะครับ แน่นอนอยู่แล้วล่ะ เป็ผมเข้าใจผิดไปเอง” ซูเจี๋ยเอ่ยคำขอโทษออกมาเบาหวิวมุมปากกดคว่ำลง น้ำเสียงแหบแห้งมีเพียงความขมขื่นแฝงอยู่หนาแน่น
ซูเจี๋ยนพลันรู้สึกสงสารจนไม่อาจทนมองขึ้นมาทันทีจึงโพล่งออกไปประโยคหนึ่ง : “อย่ากังวลไปเลยชาติหน้าพี่ชายนายต้องหาพี่สะใภ้คนสวยนิสัยดีมาแต่งด้วยได้แน่นอน!”
ซูเจี๋ย : “.......”
……………………………….
หลังร่วมพิธีศพแล้ว อันอี่เจ๋อก็ค่อยๆเข็นรถพาซูเจี๋ยนออกมานอกโถงไว้อาลัยอย่างช้าๆซูเจี๋ยนกวาดตามองดูใบหน้าโศกเศร้าตรอมใจของพ่อแม่และน้องชายจากนั้นก็มองดูร่างตัวเองที่อยู่กลางห้องโถง ในหัวอกพลันปวดร้าวทรมานขึ้นมา :จากวันนี้เป็ต้นไป บนโลกนี้ก็ไม่มี ‘เขา’อยู่อีกแล้ว! นับแต่นี้เป็ต้นไป เขาก็ไม่ใช่ ‘เขา’ คนนี้อีกแล้ว!
ั้แ่นี้ไปผู้ชายตัวโตที่แสนดีและรักครอบครัวอย่างเขาก็ได้แต่ต้องหาทางเอาตัวรอดต่อไปในสถานะของหญิงสาวคนหนึ่งแถมยังเป็ภรรยาของศัตรูหัวใจของเขาเองด้วย!
ดวงตาของซูเจี๋ยนที่แดงเรื่ออยู่แล้วกลายเป็ยิ่งแดงก่ำหนักกว่าเก่า
ฝั่งซูเจี๋ยนทางนี้ก็ได้แต่กล้ำกลืนความโศกเศร้าและคร่ำครวญต่อโชคชะตาอันอาภัพของตัวเองอยู่เงียบๆปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาอย่างไม่อาจห้าม ส่วนทางฝ่ายอันอี่เจ๋อที่อยู่ด้านข้างนั้นก็ทำสีหน้าเรียบเฉยมองดูหญิงสาวตรงหน้าร่ำไห้จนดวงตาแดงก่ำเหมือนกระต่ายตัวน้อยๆไปอีกครั้ง
จนแล้วจนรอด อันอี่เจ๋อก็ทนมองต่อไปไม่ได้จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมายื่นส่งให้
เห็นสิ่งที่ถูกยื่นมาตรงหน้าตัวเองซูเจี๋ยนก็เหม่อลอยแข็งค้างไปครู่หนึ่ง จนเมื่อตระหนักได้ว่าเ้าสิ่งนั้นคืออะไรซูเจี๋ยนก็ต้องสละเวลาที่โศกเศร้ามาทอดถอนใจอย่างปลงๆ : ยังมีผู้ชายที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าอยู่อีก! อันอี่เจ๋อนี่ช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
ขมขื่นก็ส่วนขมขื่นยังไงซูเจี๋ยนก็ยังยื่นมือไปดึงเอาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาแบบไม่ให้เสียน้ำใจอยู่ดีหลังจากนั้นก็เอามาปิดหน้าตัวเอง ต่อจากนั้นก็ได้ยินเสียงสั่งน้ำมูกฟืดใหญ่ดังลั่นออกมา
มุมปากของอันอี่เจ๋อพลันกระตุกขึ้นอย่างเงียบงัน
ซูเจี๋ยนสั่งน้ำมูกจนจมูกปลอดโปร่งเกลี้ยงเกลาด้วยความใสซื่อจริงใจอย่างมากเมื่อเห็นอันอี่เจ๋อจ้องมองมา ก็ใช้สายตาว่างเปล่าจ้องตอบกลับไปจากนั้นก็คีบผ้าเช็ดหน้าส่งให้อย่างเรียบง่าย : “ขอบใจนะนี่ของคุณ คืนให้แล้ว”
อันอี่เจ๋อรับผ้าเช็ดหน้าแล้วโยนเข้าไปในถังขยะที่อยู่ใกล้ๆอย่างไม่ลังเลทันที
ซูเจี๋ยนมองดูเขาเดินร่วมทางไปด้วย จู่ๆลมหายใจก็ติดขัดขึ้นมา เพราะก่อนหน้านี้ร้องไห้มากเกินไปเขาจึงไม่อาจห้ามอาการสะอึกสะอื้นไว้ได้
อันอี่เจ๋อชำเลืองมองหยดน้ำตาที่เกาะพราวอยู่กับขนตางอนยาวของอีกฝ่ายถามขึ้นเสียงเข้มลึก : “นี่เธอร้องไห้เพราะอะไร”
ซูเจี๋ยนสะอื้นฮัก กล่าวตอบเสียงแ่ : “ผู้ชายคนนี้น่าสงสารเกินไป ทั้งที่หล่อเหลาดูดีมาก แต่กลับต้องตายเร็วขนาดนี้แม้แต่สะใภ้ก็ยังไม่ทันหาให้ครอบครัวด้วยซ้ำ ฉันรู้สึกเสียใจไปกับเขา”
เห็นได้ชัดว่าอันอี่เจ๋อไม่เชื่อถือคำตอบประเภทนี้เขาถามขึ้นอีกครั้ง : “เธอไม่รู้จักเขามาก่อนจริงๆ เหรอ”
ซูเจี๋ยนพูดปดด้วยใบหน้าใสซื่อจริงใจ : “ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ ฉันไม่เคยรู้จักเขามาก่อนจริงๆ”
อันอี่เจ๋อแค่นเสียงออกมาเบาๆ : “ไม่ใช่เธอบอกว่าจำอะไรไม่ได้เลยหรอกเหรอแล้วเธอจะรู้ได้ยังไงว่าเธอเคยรู้จักเขามาก่อนรึเปล่า”
รู้อย่างนี้แล้วนายจะมาถามฉันทำไมอีก! ซูเจี๋ยนก่นด่าอย่างโมโหโทโสอยู่ในใจ ลอบชูนิ้วกลางให้อีกฝ่ายอย่างเงียบงัน
ตรงข้ามกับอันอี่เจ๋อที่จ้องมองเขาแน่วนิ่งจ้องเอาๆ อยู่อย่างนั้นเป็นาน แล้วจู่ๆก็ยื่นนิ้วมาปาดเช็ดน้ำตาออกจากพวงแก้มให้เขาอย่างนุ่มนวล
“พวกผู้หญิงนี่เ้าน้ำตาจริงๆ”
รอจนตระหนักได้ว่าเมื่อครู่อันอี่เจ๋อเพิ่งปาดเช็ดน้ำตาให้เขาไปซูเจี๋ยนก็รู้สึกเหมือนมีเสียงะเิดังก้องในหัว
แม่งเหอะ! ต้องมาถูกไอ้ศัตรูหัวใจบัดซบนี่เช็ดน้ำตาให้ด้วยท่าทางเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ให้ฉันตายไปอีกรอบให้มันรู้แล้วรู้รอดเลยเถอะ!
ในใจของซูเจี๋ยนมีแต่ความขุ่นแค้นโศกสลดอย่างไร้ขีดจำกัดทว่าเบื้องหน้ากลับแสดงออกมาได้เพียงความขมขื่นทุกข์ตรมตามประสาหญิงสาวผลลัพธ์ที่ได้คือความขุ่นเคืองที่แสดงออกมาครั้งนี้ สภาพที่เผยให้เห็นก็คือซูเจี๋ยนคนงามที่ไม่เพียงแต่มีดวงตาแดงก่ำ แม้กระทั่งใบหูน้อยๆ ก็แดงฉานไปด้วยแล้ว
จนถึงตอนที่อันอี่เจ๋อกำลังจะมาอุ้มเขาลงไปความขุ่นแค้นโศกสลดของซูเจี๋ยนก็พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดแม้ว่าก่อนหน้านี้อันอี่เจ๋อจะโอบเอวเขาพาขึ้นลงเช่นกันแต่เมื่อครู่สิ่งที่ในใจเขากำลังกังวลและตึงเครียดก็มีเพียงเื่ที่จะได้พบเจอครอบครัวแล้วก็ซากร่างของตัวเองดังนั้นจึงไม่ได้สนใจเื่รอบตัวเลยแม้แต่น้อย ทว่าหลังจากได้สติกลับคืนมาแล้วแบบนี้เมื่อค้นพบว่าอันอี่เจ๋อกำลังจะอุ้มเขาขึ้นมาในอ้อมแขนซูเจี๋ยนก็ตื่นตระหนกหวาดผวาไปในฉับพลัน
“ฉันฉันว่าฉันไปเองดีกว่า!”
“แน่ใจนะว่าเธอไปเองได้”
“ได้!”
ซูเจี๋ยนอาศัยอันอี่เจ๋อช่วยพยุงกายแล้วจึงดิ้นรนลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญทว่าเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ก้าวขาไม่ออกแล้ว
เวรเถอะ! ทางนี่มันยาวขนาดนี้ได้ยังไง!
ซูเจี๋ยนขะมักเขม้นคำนวณพลังงานที่ต้องใช้และท่วงท่าที่จะขยับตัวต่อไปอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อจะได้ไม่ต้องล้มทรุดลงตอนก้าวขาให้อับอายขายขี้หน้า ยังไม่ทันได้ตั้งตัว จู่ๆก็รู้สึกเบาหวิวไปทั้งร่าง ถูกคนอื่นยกเอวอุ้มขึ้นมาเสียแล้ว
จวบจนตระหนักได้ว่าตัวเองถูกอันอี่เจ๋ออุ้มขึ้นมาด้วยท่วงท่าอุ้มเ้าสาวในตำนานความรู้สึกในใจซูเจี๋ยนก็ทะลุขีดจำกัดของคำว่าขุ่นแค้นโศกสลดไปไกลแล้ว : “ปล่อยฉันลง! ปล่อยฉันลง! ฉันจะเดินเอง!”
“ะโอีกทีฉันจะโยนเธอลงไป”
ถูกวางลงอย่างนุ่มนวลกับถูกโยนโครมลงไปอย่างไร้ปราณีนั้นย่อมเป็สองทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงซูเจี๋ยนจึงเลือกปิดปากฉับอย่างชาญฉลาด
หลังจากนั้นก็ได้แต่คร่ำครวญกระซิกๆ อยู่ในใจ :ถึงขนาดต้องมาถูกไอ้เ้าศัตรูหัวใจนี่ยกอุ้มขึ้นมาด้วยท่าเ้าสาวแบบนี้แล้วไม่สู้ให้ฉันตายไปอีกรอบให้มันจบๆ ไปเลยเถอะ!
------------------
แฟนเพจ‘Akanirawan’ https://bit.ly/3gBu94T
ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย